“กรณ์” เทียบไทย 2534 กับ 2569 เตือนเศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย ชี้วิกฤตวันนี้คือคนไทยหมดหวัง โอกาสอยู่ที่ไหน? – สยามรัฐ

“กรณ์”-เทียบไทย-2534-กับ-2569-เตือนเศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย-ชี้วิกฤตวันนี้คือคนไทยหมดหวัง-โอกาสอยู่ที่ไหน?-–-สยามรัฐ

วันที่ 12 ต.ค.69 นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij ระบุว่า…

1991 vs. 2026 ประเทศไทยวันนั้นกับวันนี้?

35 ปีที่แล้ว เราก็เคยเป็นเจ้าภาพประชุมธนาคารโลก แต่ไทยวันนั้น กับไทยวันนี้ต่างกันมาก

สัปดาห์นี้ รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากทั่วโลกจะมาประชุมประจำปี IMF–WorldBank ที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งที่2 ที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพ ครั้งแรกคือปี 2534

ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง และในฐานะอดีตรัฐมนตรีคลัง ผมขอเป็นกำลังใจให้กระทรวงคลังและแบงค์ชาติประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้

ปี 2534 ผมเป็นคนหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจการเงิน และยังจำบรรยากาศได้ดี

เศรษฐกิจไทยโตราว 8% หลังจากโตเลขสองหลักมาสามปีติด คนไทยที่เรียนและทำงานอยู่ต่างประเทศล้วนอยากกลับบ้านกันทั้งนั้น เพราะเชื่อว่าโอกาสอยู่ที่นี่ บางส่วนเป็นโอกาสจริง บางส่วนเป็นแค่ความเชื่อ แต่ความเชื่อนั้นเองที่ทำให้คนกล้าลงทุน กล้าเสี่ยง นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า ‘animal spirit’

โลกก็มองเราแบบเดียวกัน ไทยได้อันดับความน่าเชื่อถือระดับ A (ซึ่งสูงกว่าปัจจุบัน 2 ขั้น) การได้เป็นเจ้าภาพครั้งนั้นถือเป็นรางวัลของความสำเร็จ และเป็นการ ‘เปิดตัว’ กับนักลงทุนทั่วโลก

แต่แม้ทุกอย่างดูดี แต่จริงแล้วเรามีความเปราะบางที่ในเวลานั้นถูกมองข้าม

ปี 2534 เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 7.7% ของ GDP หนี้ต่างประเทศเพิ่มจาก 28,000 ล้านดอลลาร์ เป็นเกือบ 38,000 ล้านดอลลาร์ภายในปีเดียว ค่าเงินบาทถูกตรึงไว้ ทุกคนจึงกู้เงินนอกได้โดยไม่รู้สึกว่าเสี่ยง

สองปัจจัยนี้มีส่วนสำคัญในการทำให้ภายใน 6 ปีจากการเป็นเจ้าภาพครั้งนั้น ไทยเราต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

แต่เทียบกับ 2534 แล้วปีนี้ 2569 บรรยากาศต่างกันมาก

เมื่อครั้งนั้น ต่างชาติมาไทยด้วยความตื่นตาตื่นใจในความสำเร็จทางเศรษฐกิจจองเรา แต่วันนี้เราถูกตั้งคำถามเป็น ‘sick man of Asia’ เพราะเศรษฐกิจโตช้ากว่าทุกประเทศ ASEAN

เรากลายเป็นสังคมสูงวัยที่ประชากรในวัยทำงานลดลงทุกปี

หนี้ครัวเรือนเราสูงเป็นลำดับต้นๆในโลก

นอกจากนั้น ยังมีความเปราะบางที่มองไม่เห็น เช่นตัวเลขการลงทุนที่ต้องดูให้ครบ ครึ่งแรกของปีนี้มีคำขอรับส่งเสริมการลงทุน 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% ส่วนใหญ่คือ Data Center และ AI

ผมยินดีกับการลงทุนนี้ แต่โครงการที่อนุมัติแล้ว 1.31 ล้านล้านบาท สร้างงานให้คนไทยอย่างมากเพียงแค่ 82,000 ตำแหน่ง ส่วนอุปกรณ์จำนวนมากต้องนำเข้า และปีนี้ทั้งการลงทุนทั้งการส่งออกของเราพึ่งกระแส AI ของโลกกระแสเดียว ถ้ากระแสนั้นสะดุด เราจะสะดุดสองขาพร้อมกัน

นอกจากนั้น ความเปราะบางที่ผมเห็นคือระดับดอกเบี้ยต่ำที่ทำให้หนี้ดูเบา ดอกเบี้ยนโยบาย 1% ทำให้ทั้งรัฐยังแบกหนี้ไหว แต่ดอกเบี้ยไม่ได้ต่ำตลอดไป ปี 2534 ค่าเงินที่นิ่งทำให้เรารู้สึกปลอดภัย วันนี้ดอกเบี้ยที่ต่ำกำลังทำหน้าที่เดียวกัน

แล้วเรายังมีปัญหางบประมาณ ที่ขาดดุลต่อเนื่องเพราะรายจ่ายโตไม่หยุด แต่รายได้โตไม่ทัน

แต่เรื่องที่ผมห่วงที่สุดไม่ได้อยู่ในตัวเลขไหนเลย

คือ animal spirit ที่หายไป ความรู้สึกว่าโอกาสอยู่ที่นี่ ที่เคยดึงคนไทยกลับบ้านเมื่อ 35 ปีก่อน วันนี้ผมไม่เห็นสิ่งนั้น ในทางกลับกัน เยาวชนไทยที่เรียนจบสูงๆกลับหาทางไปที่ต่างประเทศ

ปี 2534 ความเสี่ยงของเราคือล้มแรง วันนี้ความเสี่ยงคือค่อย ๆ ถอย โดยไม่มีวันไหนที่สัญญาณเตือนดัง แบบหลังนี้แก้ยากกว่า เพราะไม่มีวิกฤตมาบังคับให้เราต้องลงมือ

แขกจากทั่วโลกจะได้เห็นประเทศที่มีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นความจริง แต่ผมหวังว่าเราจะใช้สัปดาห์นี้ถามตัวเองด้วยคำถามที่ปี 2534 เราไม่ได้ถาม ว่า…

หากเรายังเดินต่อไปแบบนี้ ในอีก 5 ปีเราจะเป็นอย่างไร?!

#กรณ์ #เศรษฐกิจไทย #IMFWorldBank #เศรษฐกิจ2569 #การลงทุน #DataCenter #AI #หนี้ครัวเรือน #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/328256&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VIfSUFlpWwQQSL7HeyC3f