วันนี้ประเทศของเราเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งวิกฤติในประเทศต่างประเทศและโจทย์อนาคตที่ท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัย เทคโนโลยีดิสรัปชั่น การกีดกันทางการค้า และโลกร้อนโลกรวน
วิกฤติที่ประเทศเผชิญเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่บ่อนทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยในปี 2568 ถดถอยลงอย่างรุนแรง ร่วงลง 5 อันดับในปีเดียว มาอยู่อันดับที่ 30 จาก 67 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งไอเอ็มดี.ระบุสาเหตุว่า เป็นผลมาจากประสิทธิภาพภาครัฐที่ลดลงอย่างมาก โครงสร้างเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ การขาดแคลนพลังงานและความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 2% ในปีล่าสุด รั้งท้ายกลุ่มประเทศอาเซียน
เมื่อรายได้ไม่พอรายจ่ายทั้งภาครัฐและประชาชน ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 16 ล้านล้าน หรือ 90% ของ GDP ขณะที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นถึง 12 ล้านล้าน และจะถึง 70% ของจีดีพี.ในปีงบประมาณหน้า
การที่รายได้ภาครัฐต่ำกว่ารายจ่ายมาก ทำให้ต้องกู้เงินเพื่อปิดงบประมาณยาวนานต่อเนื่อง 19 ปี รวมถึงปีงบประมาณหน้า โดยเฉพาะปีงบประมาณนี้ วงเงิน 3.78 ล้านบาท ยังเป็นงบประมาณขาดดุล โดยกู้ชดเชยงบขาดดุลสูงถึง 860,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน การคอรัปชั่นก็เข้าขั้นวิกฤติทุจริต ฉ้อราษฎรบังหลวงทั้งระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ ทั้งในตลาดหลักทรัพย์และบริษัทยักษ์ใหญ่สูงถึง 500,000ล้านต่อปี ซ้ำเติมประเทศให้วิกฤติยิ่งขึ้นไปอีก
นอกจากนี้ยังปล่อยให้สินค้าจากต่างประเทศเข้ามาทำลายเอสเอ็มอีและโรงงานอุตสาหกรรมไทยอีกหลายแสนล้านบาทต่อปี เป็นวิกฤติธุรกิจรากหญ้า รวมทั้งวิกฤติทุนเทา สแกมเมอร์ คอลเซนเตอร์และการฟอกเงิน จนทำให้ประเทศไทยถูกตราหน้าว่าเป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน กระทบภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นที่นานาประเทศมีต่อประเทศไทยอย่างรุนแรง
ถ้าไม่เริ่มนับหนึ่งในการแก้วิกฤติ เราจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว (Failed State) เพราะมี 5 สัญญานเตือน
1. ทุนเทาครอบงำ (State Capture) ทุนเทา ทุนคอรัปชั่น เข้าแทรกแซงและครอบงำระบบราชการ กระบวนการยุติธรรมและการเมือง ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจของประเทศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
2. กฎหมายสองมาตรฐาน (Erosion of Rule of Law) คดีทุจริตรายใหญ่ใช้เวลาตรวจสอบเฉลี่ยกว่า 5-10 ปี และมักหลุดคดีในที่สุดหรือพ้นข้อกล่าวหาตั้งแต่ต้นทางด้วยการซื้อคดี ทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรม
3. จำยอมกับการคอรัปชั่น (Normalization of Corruption) ผลการสำรวจและวิจัยรายงานว่า เอสเอ็มอี.กว่า 60% จำยอมต้องจ่ายส่วย จ่ายสินบน จ่าย “ค่าธรรมเนียมสีเทา” เพื่อความอยู่รอด รวมทั้งนักลงทุนและนักธุรกิจต่างชาติ
4. ความไม่เสมอภาคสุดขั้ว (Extreme Inequality) คอรัปชั่นทำให้งบพัฒนาหายไป 3 แสนล้านบาทต่อปี ทำคนจนพุ่งสูงขึ้น ขณะที่กลุ่มอิทธิพลร่ำรวยผิดปกติ
5. ระบบตรวจสอบไม่ทำงาน (Dysfunctional Oversight) กลไกตรวจสอบเป็นอัมพาต ถูกแทรกแซงโดยอำนาจการเมือง
คำถาม? จะแก้ไขได้อย่างไร
ระบบเศรษฐกิจ ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอ่อนแอ ประสิทธิภาพภาครัฐต่ำลงจนยากจะเยียวยา หากไม่เร่งแก้ปัญหาวันนี้ด้วยแนวทางการเมืองสุจริต ปราบปรามการทุจริตและทุนเทาอย่างเฉียบขาด ไม่ลูบหน้าปะจมูก ใช้เทคโนโลยีเอไอ.และแพลตฟอร์มดิจิตอลมาเป็นเครื่องมือสนับสนุน ภาคเอกชน ภาคประชาชน มาร่วมทำงานทั้งแจ้งเบาะแสและไม่จ่ายส่วยจ่ายสินบน ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง
นอกจากนี้ ต้องปฏิรูปยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่ให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโต 5% ด้วยระบบเศรษฐกิจใหม่ สร้างรายได้ใหม่และตอบโจทย์อนาคต เสมือนเครื่องยนต์ตัวใหม่แทนเครื่องยนต์ตัวเก่า เช่น เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) และเศรษฐกิจภูมิอากาศ (Climate Economy) ฯลฯ พร้อมกับการปลดล็อคยกเลิกกฎหมายกฎระเบียบที่ล้าหลัง เป็นอุปสรรคของการลงทุน ธุรกิจการค้าและการบริการประชาชน โดยเร็วที่สุด
สำคัญที่สุดคือ หากได้รัฐบาลที่ดี สภาผู้แทนที่ดี จึงจะสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประเทศ นำพาประเทศออกจากวิกฤติไปได้

เรื่องโดย : อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
Post Views: 128
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/02/10/thailand-is-facing-a-crisis-and-is-on-the-verge-of-becoming-a-failed-state/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I67qmvAqcvByR5cQyTDSA


