‘นักวิเคราะห์’ บล. กรุงศรี ปรับเป้าดัชนีหุ้นไทยปี 2569 เป็น 1,680 จุด จากเดิม 1,600 จุด มองไทยกำลังเข้าสู่ ‘การลงทุนรอบใหม่’ มีปัจจัยหนุน 4 ด้าน จากกระแสการลงทุนโลก, ความพร้อมของไทยในการดึงดูดเอฟดีไอ, นโยบายดอกเบี้ยต่ำ และสถิติตลาดทุนไทยในอดีตเอื้อ
‘นักวิเคราะห์’ บล. กรุงศรี ปรับเป้าดัชนีหุ้นไทยปี 2569 เป็น 1,680 จุด จากเดิม 1,600 จุด มองไทยกำลังเข้าสู่ ‘การลงทุนรอบใหม่’ มีปัจจัยหนุน 4 ด้าน จากกระแสการลงทุนโลก, ความพร้อมของไทยในการดึงดูดเอฟดีไอ, นโยบายดอกเบี้ยต่ำ และสถิติตลาดทุนไทยในอดีตเอื้อ
ทีมนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยว่า มีการปรับเพิ่มเป้าหมายตลาดหุ้นไทยปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 1,680 จุด จากเป้าหมายเดิมที่ 1,600 จุด โดยมีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น หรือ PER ที่ 17.5 เท่า หลังได้แรงขับเคลื่อนสำคัญจากการที่ไทยกำลังพัฒนาเข้าสู่ทิศทาง “การลงทุนรอบใหม่” ผ่าน 4 ปัจจัยหลัก ซึ่งจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย
ปัจจัยแรกคือ เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่กระแสการลงทุนรอบใหม่ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ โดยมีแรงหนุนจาก 3 ด้านคือ สงครามการค้าและ “การย้ายฐานการผลิต” กลับประเทศหรือไปยัง “ประเทศพันธมิตร” รวมถึงกระแสการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ “เอไอ” และ “ความมั่นคงทางพลังงาน”
สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เอเชียก้าวเข้าสู่ “วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของประเทศจีนในช่วงปี 2546-2550 โดยคาดว่าการลงทุนรวมของเอเชียในช่วงปี 2569-2573 จะมีอัตราการเติบโตเร่งตัวขึ้นราว 3 ถึง 4 เท่า ส่งผลให้มูลค่าเม็ดเงินลงทุนสะสมเพิ่มขึ้นจาก 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 สู่ระดับกว่า 16 ล้านล้านดอลลาร์ในอีก 5 ปีข้างหน้า
ปัจจัยต่อมา ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่มีความพร้อมสูงในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI เนื่องจากมี “ระบบไฟฟ้า” และ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ที่มั่นคง มีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ รวมถึงมีเม็ดเงินลงทุนที่รอการจัดสรรอีกเป็นจำนวนมาก
ปัจจัยที่สาม นโยบายทางการเงินยังมีส่วนช่วยเกื้อหนุน โดยคาดการณ์ว่า “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ของไทยจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำที่ราว 1.0% ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 หรืออาจยาวนานกว่านั้น ซึ่งเป็นระดับที่เอื้อต่อการลงทุนของภาคเอกชน
ท้ายที่สุด จากการศึกษาข้อมูลในอดีตพบว่า ทุกครั้งที่ประเทศไทยเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหญ่ ตลาดหุ้นไทยมักจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 82% พร้อมกับการปรับเพิ่มมูลค่าหุ้นขึ้น โดยมี PER Re-rating เฉลี่ยสูงขึ้น 5.3 เท่า
สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน ในปัจจุบันแนะนำเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ในระยะแรก ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มต้นน้ำและกลางน้ำ ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มธนาคาร กลุ่มพลังงาน กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ต้องเร่งการลงทุนเพิ่ม เช่น ไฟฟ้า น้ำ และระบบโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า รวมถึงกลุ่มสื่อสารโทรคมนาคม
ทั้งนี้ ได้เลือกหุ้นเด่น ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากแนวโน้มดังกล่าว ประกอบด้วย GULF, GPSC, AMATA, KBANK, BBL, PTT และ ADVANC
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1236952&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1agnaJk919oPWZibal_QV7
