“เอกนิติ” เตรียมแผน “ธนู 3 ดอก” ฝ่า 3 มรสุมใหญ่เศรษฐกิจ ปี 69

“เอกนิติ”-เตรียมแผน-“ธนู-3-ดอก”-ฝ่า-3-มรสุมใหญ่เศรษฐกิจ-ปี-69

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาถกฐาพิเศษในหัวข้อ “ฝ่ามรสุมปี 69” ในงาน POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026 ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายอย่างหนัก แต่ด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นหรือ Quick Big Win ในช่วง 73 วัน ส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 4 พลิกฟื้นจากที่คาดการณ์ไว้ร้อยละ 0.3 ขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 2.5 โดยมีพระเอกสำคัญคือการลงทุนภาครัฐที่เติบโตเกือบร้อยละ 13 และการกระจายรายได้ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสที่กันกลุ่มทุนใหญ่ออกไป 

กระทรวงการคลัง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ทำให้เม็ดเงินสะพัดไปสู่ภูมิภาค โดยเฉพาะจังหวัดรองอย่างหนองบัวลำภูที่มีอัตรายอดขายสูงสุด อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะหลุดพ้นจากภาวะวิกฤตเหมือนผู้ป่วยที่เพิ่งออกจากห้องไอซียู แต่ก็ยังไม่แข็งแรงพอ นโยบายหลังจากนี้จึงต้องปรับเปลี่ยนไปสู่ผลลัพธ์ระยะยาวหรือ Big Wins อย่างเต็มรูปแบบ

นอกจากนี้ นายเอกนิติ ยังประเมินความท้าทายในปี 2569 ว่าไทยต้องเตรียมตั้งรับมรสุมลูกใหญ่ 3 ลูก ได้แก่ มรสุมด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่มีการใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือต่อรอง มรสุมภัยธรรมชาติที่สร้างความสูญเสียต่องบประมาณรัฐมหาศาล เช่นเหตุการณ์น้ำท่วม และมรสุมความอ่อนแอภายในประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังจากการที่การบริโภคชะลอตัวตามภาระหนี้ครัวเรือน ขณะที่สัดส่วนการลงทุนหดตัวลงอย่างน่าตกใจ โดยลดลงจากร้อยละ 40 ในอดีต เหลือเพียงร้อยละ 23 ของจีดีพีในปัจจุบัน ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพิงการส่งออกและบริการมากเกินความพอดี

“เรายกเศรษฐกิจขึ้นมาจากหล่มได้แล้ว แต่จากนี้ต้องทำให้เติบโตต่อเนื่องและแข่งขันได้ เพื่อเปลี่ยนจากคนป่วยแห่งเอเชียให้กลับมาแข็งแรง”

เพื่อฝ่ามรสุมดังกล่าว รัฐบาลได้เตรียมยุทธศาสตร์ “ธนู 3 ดอก” โดยดอกแรกคือ การเร่งเครื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) จะใช้จุดแข็งด้านความเป็นกลางดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ซึ่งปีที่ผ่านมายอดขอรับการส่งเสริมพุ่งถึง 1.8 ล้านล้านบาท โดยรัฐจะโฟกัสกลุ่มเกษตรอัจฉริยะ อาหารแปรรูปที่ไทยเป็นฐานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงระดับท็อปของโลก อิเล็กทรอนิกส์ และเวลเนส พร้อมเร่งผลักดันการซื้อขายไฟฟ้ารูปแบบ Direct PPA การระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวแทนการก่อหนี้กู้ยืม และการสร้างเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City) ตามรอยสระบุรีโมเดล 

“การลงทุนยุคใหม่ต้องมุ่งไปที่พลังงานสะอาด เราจะตั้งเงื่อนไขให้ต่างชาติที่เข้ามาต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อยกระดับแรงงานและชุมชนไทยไปพร้อมกัน”

ธนูดอกที่ 2 คือการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ รัฐบาลเตรียมนำเอไอมาพลิกโฉมระบบการศึกษา โดยจะเดินหน้าโครงการ Skill Bridge หรือสะพานเชื่อมทักษะ ดึงภาคเอกชนร่วมออกแบบหลักสูตรกับมหาวิทยาลัย แลกกับสิทธิลดหย่อนภาษี โดยมีเงื่อนไขบังคับว่าต้องรับนักศึกษาเหล่านั้นเข้าทำงานจริงเมื่อเรียนจบ นอกจากนี้ จะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชันของคนละครึ่งพลัส เป็นช่องทางฝึกอบรมทักษะการใช้เอไอให้กับประชาชนในระดับภูมิภาค 

“เราต้องใช้เทคโนโลยีทรานส์ฟอร์มทั้งครูและนักเรียน หากโครงการนี้สำเร็จ ปัญหาเด็กจบใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะทำงานอะไรจะต้องหมดไป”

และธนูดอกสุดท้ายที่เป็นกุญแจสำคัญ คือการลงทุนด้านกฎหมาย รัฐบาลจะเร่งทลายอุปสรรคทางข้อบังคับที่ล้าหลัง ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกกฎให้แรงงานทักษะสูง ต้องบินไปต่อวีซ่าทุก 90 วัน หรือการแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนลำรางสาธารณะเก่าที่ขัดขวางการตั้งโรงงาน โดยเตรียมเสนอออก “กฎหมายรวบยอด” เพื่อบูรณาการกฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนทุกฉบับเข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนพิจารณาจากที่เคยกินเวลานานเกือบ 2 ปี ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น 

“การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะเกิดไม่ได้เลยถ้ายังติดล็อกกติกาเดิมๆ กฎหมายรวบยอดนี้จะช่วยร่นเวลาทุกขั้นตอน และเป็นตัวพลิกโฉมการลงทุนของประเทศ”

ทั้งนี้ นายเอกนิติ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชนผ่านโครงการพีพีพี (PPP) ว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังจากนี้ ยุทธศาสตร์หัวใจสำคัญคือการดึงเม็ดเงินลงทุน ทั้งในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว การพัฒนาคน และการปลดล็อกกฎหมาย ซึ่งหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันผลักดันธนูทั้ง 3 ดอกนี้ให้เข้าเป้า ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามทุกมรสุม สลัดภาพความเปราะบาง และกลับมาผงาดเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งในเอเชียได้อย่างยั่งยืน
 

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/269412&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26IcKtVNPAwDYHaA8rLIpS