วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.49 น.
เศรษฐกิจไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงไตรมาส 3 ของปีนี้ ต้องเจอกับปัญหาและความท้าทายหลายเรื่อง ทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอ รายได้ของภาคการท่องเที่ยวที่ลดลงเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวไม่เป็นไปตามเป้า รายได้ภาคเกษตรตกต่ำจากราคาสินค้าที่ตกต่ำ ภาคการก่อสร้างที่ทรุดตัว ตามความซบเซาของภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งปัญหาเรื่องการเมืองที่ไม่แน่นอนจนบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ถึงกระนั้นดูเหมือนกระทรวงการคลัง จะเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะโตได้เกินเป้าที่ตั้งไว้ (จาก 2.2% เป็น 2.4%) เพราะจะได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่ออกมาในช่วงไตรมาส 4 และ เชื่อว่าภาคการส่งออกจะขยายตัวต่อเนื่องแม้จะต้องเผชิญกับผลกระทบจากภาษีสหรัฐ และก็หวังว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 4
นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่า ในช่วงไตรมาส 4 นี้ จะยังมีแรงหนุนเศรษฐกิจไทยอยู่จริง เช่น มาตรการของรัฐแบบที่อัดเม็ดเงินเข้าระบบเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ(คนละครึ่งพลัส) มาตรการลดรายจ่าย (ค่าไฟ ค่าเชื้อเพลิง) มาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง (ลดหย่อนภาษี) ฯลฯ ส่วนอีกแรงหนุนสำคัญคือ ผลจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลง ด้วยการลดดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้ประชาชนและภาคธุรกิจ และมีส่วนช่วยให้สินเชื่อขยายตัวได้มากขึ้น รวมทั้งความร่วมมือของกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาภาคครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม เส้นทางของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ก็ใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะความเสี่ยงต่างๆ ก็ยังมีอยู่ เช่น เรื่องของการส่งออก แม้ว่าตัวเลขตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนกันยายนจะเติบโตได้ดี เพราะมีการเร่งรวมสต๊อกของผู้นำเข้าเพื่อลดผลกระทบจากภาษี โดยเฉพาะผู้นำเข้าสหรัฐ ดังเมื่อสต๊อกสินค้าก่อนมาตรการภาษีไว้มากและจำเป็นต้องเร่งระบายสินค้าคงคลังก่อนนำเข้าสินค้าใหม่แต่ก็ทำไม่ได้ดีนัก เนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐจะยังอยู่ในโซนซบเซา สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจบไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้กระทบต่อภาวะการค้าโลกแน่นอน
อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือ ภาคการลงทุนของเอกชน ที่ยังอ่อนแอลงต่อเนื่อง ดูได้จากตัวเลขดัชนีภาคการผลิต (PMI) ที่ลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี แม้ล่าสุดในเดือนกันยายนจะขยายตัวได้ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือเพิ่มขึ้น 1% การใช้กำลังการผลิตก็อยู่แค่เพียงระดับ 50% ซึ่งปัญหาใหญ่น่าจะมาจากสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจาก จีน ทะลักเข้ามาตีตลาดสินค้าไทย ในทุกกลุ่มสินค้า ละผู้ประกอบการไทยที่เจ็บตัวหนักที่สุดคือ กลุ่ม SME เพราะความสามารถในการแข่งขันนั้นต่ำมาก และกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ต่ำมาก จากปัญหารายได้ต่ำกว่ารายจ่ายและยังแบกภาระหนี้ไว้สูงมาก ย่อมทำให้ภาคเอกชนตัดสินใจที่จะชะลอการลงทุนออกไปก่อน โดยเฉพาะด้านเครื่องจักร การลงทุนในภาคก่อสร้าง
ที่สำคัญคือความเสี่ยงและความท้าทายของเศรษฐกิจไทยที่กล่าวมาข้างต้นมีโอกาสที่จะลากยาวต่อไปถึงปีหน้า (สำหรับภาคส่งออก และการลงทุน) ส่วนปัญหาหนี้ครัวเรือนก็คงจะยังเป็นปัญหาเรื้อรังของไทยต่อไปแบบที่ไม่รู้ว่าจะแก้ได้เมื่อใด…ถึงตรงนี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 นั้นน่าห่วงมาก หากรัฐบาลไม่มีฝีมือมากพอในการบริหารเศรษฐกิจ
พงษ์พันธุ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/924957&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZWjpMq6F1tOxPtl3qafan

