เศรษฐกิจไทยยังไม่เห็นสัญญาณว่างงาน …ส่งออก 7 เดือนแรกขยายตัวทุบสถิติ

เศรษฐกิจไทยยังไม่เห็นสัญญาณว่างงาน-…ส่งออก-7-เดือนแรกขยายตัวทุบสถิติ

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีความกังวลเศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนสูงอาจมีผลกระทบต่อการจ้างงานและการเลิกจ้างรวมถึงการเปลี่ยนการจ้างงานแบบไม่เต็มเวลาในรูปของสัญญาจ้างชั่วคราว เช่น งานพาร์ทไทม์และ/หรือซับคอนแทรคประเภทรับช่วงการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปัจจัยหลักคือการพึ่งพาการส่งออกซึ่งมีสัดส่วนใน GDPร้อยละ 56.7 ในช่วง 7 เดือนแรก (ม.ค. – ก.ค.) ไทยส่งออกมูลค่า 195,432.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 14.42 ทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยส่งออกภาคอุตสาหกรรมขยายตัวร้อยละ 18.5 แต่หากเปรียบเทียบเป็นเงินสกุลบาทช่วงปี 2567/68 อ่อนค่าประมาณ 1.81 บาท/USD หรือคิดเป็นร้อยละ 5.15 ทำให้การส่งออกขยายตัวร้อยละ 6.29 ต่ำสุดในรอบ 3 ปี

ประเด็นที่ต้องวิเคราะห์คือการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นลูกค้าลำดับ 1 สัดส่วนร้อยละ 22.03 ก่อนหน้านี้อัตราภาษีของปธน.ทรัมป์หรือ “Reciprocal Tariff” ทำให้มีการเร่งตัวส่งออกให้ทันตามเดดไลน์ปรับภาษี โดยเดือนพฤษภาคมเมื่อเทียบกับเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงก่อนประกาศภาษีอัตราใหม่ การส่งออกขยายตัวร้อยละ 35.08 (M/M) เดือนมิถุนายนส่งออกยังขยายตัวได้เล็กน้อยร้อยละ 1.02 (M/M) และเดือนกรกฎาคมเริ่มมีการหดตัวร้อยละ -0.28 (M/M) สำหรับเดือนสิงหาคมอาจหดตัวต่อเนื่องเพราะมีออเดอร์ค้างส่งและผู้นำเข้าหาแหล่งซื้อแทนไทยไม่ได้เนื่องจากทุกประเทศล้วนเจอภาษีทรัมป์ ภาพรวมแนวโน้มอุปสงค์ความต้องการสินค้าในสหรัฐอเมริกาลดลง สะท้อนจากอัตราค่าระวางเรือเดือนกันยายน (Freight Charge) ไปท่าเรือสำคัญ ปรับลดลงร้อยละ 11 – 13 เป็นการปรับลดลงต่อเนื่องติดต่อกัน 3 เดือน

ปัจจัยจากภาคส่งออกยังขยายตัวได้ดีทำให้สามารถรักษาการจ้างงานทั้งในภาคอุตสาหกรรม เกษตรแปรรูปตลอดจนภาคบริการที่อยู่ในโซ่อุปทานจึงไม่มีผลกระทบต่อการจ้างงานอีกทั้งบริบทไทยเป็นประเทศขาดแคลนแรงงานทำให้แรงงานรุ่นใหม่เลือกงานและหาคนยากทั้งในสำนักงาน-ภาคบริการ-การผลิต ค้าส่ง-ค้าปลีก ส่วนที่กล่าวว่านายจ้างเลือกที่จะจ้างงานประเภทพาร์ทไทม์หรือฟรีแลนซ์ ข้อเท็จจริงจ้างแรงงานเต็มเวลาแทบหาคนมาทำไม่ได้

สำหรับคนทำงานฟรีแลนซ์เป็นอุปสงค์ความต้องการของแรงงานวัยตอนต้นที่ชอบงานอิสระซึ่งผู้จบการศึกษาใหม่ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งช่วง 2 ปีแรกไม่เข้าสู่ตลาดแรงงานเพราะชอบงานอิสระไม่มีนายจ้าง การขาดแคลนแรงงานเห็นได้จากข้อมูลของสนง.สถิติแห่งชาติ (ก.ค.68) ระบุว่าอัตราการว่างงานต่ำสุดในรอบปีอยู่ที่ร้อยละ 0.7 จำนวนผู้ว่างงาน 2.75 แสนคน ลดจากเดือนก่อนซึ่งมีผู้ว่างงาน 3.3 แสนคน ขณะที่ผู้ว่างงานแฝงทำงานต่ำกว่าระดับเวลาทำงานมีจำนวนประมาณ 1.0 แสนคนคิดเป็นร้อยละ 0.3 ด้านการจ้างงานพาร์ทไทม์ยังไม่เห็นสัญญาณการเพิ่มขึ้นอย่างเป็นนัยขณะที่แรงงานซับคอนแทรคจากการสอบถามองค์กรที่เกี่ยวข้องทราบว่าการจ้างงานคงตัวแต่แนวโน้มลดลงซึ่งก่อนหน้านี้มีการปรับใช้เทคโนโลยีบางส่วนถึงแม้แรงงานกัมพูชาหายไป 2.5 – 3 หมื่นคนไม่มีผลกระทบอย่างชัดเจน แต่ในข้างหน้าทิศทางตลาดแรงงานอาจมีความผันผวนจากการเร่งตัวการใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงานจะทำให้การจ้างงานอาจหดตัว

กลับมาที่ประเด็น “Cambodia Effect” การค้าระหว่างประเทศไทย-กัมพูชามีมูลค่า 3.673 แสนล้านบาท จากผลกระทบความขัดแย้งปิดพรมแดนทางบก (Cross border Logistics) ซึ่งมีสัดส่วนการขนส่งประมาณร้อยละ 40.6 ความขัดแย้งทางพรมแดนกระทบมูลค่าส่งออก การหดตัวส่งออกเชิงเงินบาทไปกัมพูชาเห็นชัดเจนตั้งแต่เดือนมิถุนายนซึ่งหดตัวร้อยละ 31.11 (M/M) เดือนกรกฎาคมมูลค่าเหลือเพียง 17,128.7 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 33.08 (M/M) แต่หากเปรียบเทียบจากเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงก่อนมีปัญหาขัดแย้งมูลค่าส่งออก 37,155.8 ล้านบาท ทำให้มูลค่าส่งออกเดือนกรกฎาคมลดลง 20,027.1 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 53.9 ช่วงตั้งแต่เดือนมิถุนายนซึ่งปิดพรมแดนอย่างจริงจังการขนส่ง-นำเข้าส่วนใหญ่ใช้การขนส่งทางเรือจากท่าเรือแหลมฉบังไปท่าเรือสีหนุวิลล์ อัตราค่าระวางเรือ (Freight Charge) ตู้ขนาด 20 ฟิต 550 USD/TEU ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 วัน

หากความขัดแย้งยังคงอยู่การส่งออกไปกัมพูชามูลค่าโดยใช้ฐานปี 2567 จะหายไปประมาณปีละไม่น้อยกว่า 1.2 แสนล้านบาท สินค้าที่หดตัวเช่น น้ำตาลทราย เครื่องจักร สินค้าอุปโภค-บริโภค ผ้าผืนหดตัวร้อยละ 28.76 เป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูปใช้ในการผลิตเสื้อผ้าซึ่งนักลงทุนไทยไปลงทุนในกัมพูชา ข้อสังเกตการส่งออกเดือนที่ผ่านมามีการส่งออกอัญมณีเกี่ยวข้องกับทองคำแท่งสูงขึ้นถึง 8.31 เท่า คงต้องไปดูว่ามีการเททองคำที่มีการเก็บในไทยกลับประเทศหรือไม่ การนำเข้าสินค้าจากกัมพูชาเดือนมิถุนายนหดตัวร้อยละ 17.9 (M/M) เดือนกรกฎาคมมูลค่า 1,590.5 ล้านบาทเทียบกับเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นเดือนก่อนมีปัญหาขัดแย้งพรมแดนหดตัวถึงร้อยละ 58.24 สินค้านำเข้าที่หดตัว เช่น สินแร่ เศษโลหะ ผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่นๆ

ภายใต้บริทความไม่แน่นอนนอกจากเศรษฐกิจโลก-ปัญหาภาษีทรัมป์และความขัดแย้งกัมพูชา อาจจะเห็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาคแรงงานชัดเจนในช่วงต้นไตรมาสสุดท้ายปี 2568 ปัจจัยภายในเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นและเสถียรภาพทางการเมืองคงต้องวิสัยทัศน์ข้ามช็อตการดำรงอยู่ของนายกรัฐมนตรีไม่ว่าจะ “ออกหัวหรือออกก้อย” ที่สุดภายในปีนี้คงได้เห็นการเลือกตั้ง แต่ความคาดหวังเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในทางบวกต่อเศรษฐกิจคงเป็นเรื่องยาก เพราะไพ่สำรับเดิม-คนเล่นหน้าเดิมคงไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ประชาชนตลอดจนผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายย่อยและ SMEs คงต้องดูแลตัวเองให้รอดก็แล้วกัน

บทความพิเศษ: โดย ดร.ธนิต  โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/export-usa-trump-thai&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EnFnwBjC-zXAzkUi4To_j