เศรษฐกิจอิสราเอลไตรมาส 3/2025 เติบโตแรงเกินคาด 12.4 % สะท้อนความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจหลังสงคราม

เศรษฐกิจอิสราเอลไตรมาส-3/2025-เติบโตแรงเกินคาด-12.4-%-สะท้อนความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจหลังสงคราม

สำนักข่าว Reuters เปิดเผยรายงานข่าวว่า ผลสำรวจของ Central Bureau of Statistics (Israel) รายงานว่าเศรษฐกิจอิสราเอลเติบโตในอัตรา +12.4 % (annualised quarter-on-quarter) สำหรับช่วงไตรมาส 3 (กรกฎาคม-กันยายน) 2025. ตัวเลขนี้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ (8 %) อย่างมีนัยสำคัญ 

โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ การบริโภคภาคเอกชน (private consumption) เพิ่มขึ้น +23.0 % การส่งออกสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น +23.3 % เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า การลงทุนถาวร (fixed investment) หรือ “การลงทุนสินทรัพย์ถาวร” เพิ่มขึ้น +36.9 % การใช้จ่ายภาครัฐเพิ่ม +4.4 % โดยไตรมาสก่อนหน้า (Q2/2025) เศรษฐกิจอิสราเอลหดตัว – 4.3 % (revised) แหล่งข่าวระบุว่า การฟื้นตัวครั้งนี้มา หลังจาก ความขัดแย้งกับอิหร่าน (ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจ) และผลกระทบจากสงคราม / การปะทะในพื้นที่ ซึ่งทำให้ธุรกิจและการใช้จ่ายชะลอลงใน Q2. ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อในตุลาคม ของอิสราเอลอยู่ที่ประมาณ 2.5% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้าง “ปกติ” สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว

บทวิเคราะห์ (จุดแข็งและความเสี่ยงของเศรษฐกิจอิสราเอล)

จุดแข็ง

การเติบโต +12.4% เป็นสัญญาณชัดเจนว่าเศรษฐกิจอิสราเอลสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังผลกระทบหนักจากความขัดแย้งและการชะลอตัวใน Q2. เมื่อธุรกิจกลับมาเดิน เครื่องจักร / การส่งออกกลับมาเปิดเต็มที่ ก็เกิดการดีดตัวขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งการเติบโตที่มาจากหลายด้าน (consumption + investment + exports) ชี้ว่าไม่ใช่การฟื้นตัวแบบ “ชั่วคราวเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง” แต่มีความกว้าง (broad-based), ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงได้ นอกจากนั้น อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำพอสมควร (+2.5%) ทำให้ไม่กดดันให้ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร่งรีบ ส่งผลดีต่อภาคธุรกิจและการลงทุนของประเทศโดยรวม ทั้งนี้ ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจส่งผลเชิงบวกต่อความเชื่อมั่น สะท้อนในหลายด้าน เช่น ค่าเงิน (เชเกล) แข็งค่าขึ้นดัชนีหุ้นดีขั้น เป็นต้น 

ความเสี่ยง

ตัวเลข +12.4% เป็นอัตรา annualised quarter-on-quarter (SAAR) ซึ่งหมายความว่า ถ้าอัตราการเติบโตนี้ต่อเนื่องไปทั้งปี ก็จะหมายความว่าโต +12.4% ต่อปี แต่ในความเป็นจริงการเติบโตของทั้งปีไม่น่าจะอยู่ในระดับนั้น เพราะ Q2 มีการหดตัวมาก ดังนั้นความยั่งยืนของอัตราเติบโตแบบนี้เป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง เช่น รายงานของ Focus Economics ระบุว่า “เราคาดว่าการเติบโตแบบ sequential จะลดลงในไตรมาสถัดไปก่อนที่จะกลับมาเติบโตกลางปีหน้า”

ผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงสูง ทำให้แม้จะมีการฟื้นตัว แต่สงครามและความขัดแย้งที่ยืดเยื้ออาจสร้างแรงกดดันให้เศรษฐกิจหดอีกได้ เช่น ผ่านการใช้กำลังทหาร, การระงับธุรกิจการลดการลงทุนของหลายประเทศ เป็นต้น การฟื้นตัวใน Q3 อาจเป็น “ฐานต่ำ” ที่เกิดจากการหดตัวใน Q2 ซึ่งหมายความว่า “รีบาวน์แรง” มากกว่าจะเป็นการเติบโตใหม่ที่ยั่งยืน นักลงทุน/ผู้ประกอบการควรมองว่า มีโอกาสที่อัตราการเติบโตจะชะลอลงใน Q

ในด้านงบประมาณของรัฐนั้น ถึงแม้การใช้จ่ายภาครัฐจะเพิ่มขึ้น 4.4% แต่ภาระด้านการป้องกัน/ความมั่นคงยังสูง ซึ่งอาจกดดันงบประมาณรัฐและเพิ่มความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะในระยะกลาง-ยาว.

ผลกระทบต่อภาคการค้า การลงทุน

สำหรับนักลงทุนต่างประเทศ สัญญาณเชิงบวกนี้น่าจะช่วยให้ “ความเชื่อมั่น” (investor confidence) เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีและบริการที่อิสราเอลมีความแข็งแกร่ง สำหรับการค้าและการส่งออกเพิ่มขึ้น +23.3% แสดงว่าภาคการค้าระหว่างประเทศของอิสราเอลกลับมาขับเคลื่อนได้ดี ซึ่งถือเป็นจุดเด่น เพราะอิสราเอลพึ่งพาการส่งออกและนวัตกรรมสูง จากอีกแหล่งข่าว Focus Economics พบว่า “imports of goods and services” ขยายตัว +16.5% (annualised quarter-on-quarter) ใน Q3 เมื่อเทียบกับ Q2 ซึ่งเพิ่ม +8.0% ใน Q2  

ในส่วนภาคเอกชน และการลงทุนนั้น มีการลงทุนถาวรเพิ่มขึ้น +36.9% เป็นตัวบ่งชี้ว่า มีการขยายกิจการ/โรงงาน/โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งอาจช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตในระยะยาวต่อไป เหมาะสำหรับพิจารณาให้กับผู้ที่สนใจตลาดอิสราเอล เช่น การตั้งสำนักงานสาขา, เกตเวย์เข้าสู่ตลาดยุโรป-เอเชียหรือการลงทุนในภาคเทคโนโลยี

แนวโน้มในระยะถัดไป

คาดว่าอัตราการเติบโตของไตรมาสถัดไป (Q4/2025) อาจ ชะลอลง เนื่องจาก Q3 เป็นช่วง “คืนสภาพ” (recovery) หลังฐานต่ำใน Q2. ซึ่งหากไม่มีปัจจัยลบใหม่ (เช่น ความรุนแรงของสงคราม, การระงับการค้าการลงทุนต่างประเทศหด) เศรษฐกิจอิสราเอลมีโอกาสกลับเข้าสู่เส้นทางเติบโตแบบปกติด้วยอัตราที่ต่ำกว่าชั่วขณะ (+4-6% หรือมากกว่านั้น ขึ้นกับสภาวะการณ์ในอนาคต)

ส่วนด้านนโยบาย หากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ธนาคารกลางอิสราเอล (Bank of Israel) อาจจะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการเติบโตซึ่งจะเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดเงินและสินเชื่อ (ข่าวกล่าวว่าอาจพิจารณาลดในช่วงปลาย พ.ย.2568) 

ความเห็นของ สคต.

แม้จากข่าวเรามองว่าเศรษฐกิจของอิสราเอลจะมีการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในไตรมาสที่ 3 นั้น แต่ภาคเศรษฐกิจโดยรวมยังคงมีความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้สถานการณ์ของสงครามที่ยืดเยื้อในกาซา และการโดดเดี่ยวอิสราเอลในเวทีโลก จะเป็นการกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของอิสราเอลได้ในระยะยาว เช่น ต้นทุนการผลิต การนำเข้า ขนส่งโลจิสติกส์ ที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้นได้ เป็นต้น ซึ่งเรายังต้องติดตามปัจจัยภายใน เช่น ความสามารถของภาคธุรกิจในการแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยสภาวะตลาดแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการเรียกทหารสำรองและงบประมาณแผ่นดินที่อาจจะต้องขาดดุลงบประมาณมากขึ้น เป็นต้น ไทยควรหาโอกาสส่งเสริมการค้าระหว่างกัน ทั้งในด้านการส่งออกที่เราสามารถส่งออกสินค้าที่เขาต้องการได้ เช่น ข้าว อาหาร อะไหล่รถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น นอกจากนั้น เรายังจะสามารถส่งออกแรงงานไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมต่างๆ ได้ ในอีกทางหนึ่งการใช้มุมมองที่ไทยสามารถเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนได้ในภูมิภาคอาเซียนนั้น เราอาจจะพิจารณาส่งเสริมให้นักลงทุนของอิสราเอลนำเอาความรู้และความสามารถของเขามาถ่ายทอดให้แรงงานและบริษัทไทย ให้สามารถพัฒนาสินค้าและบริการระดับนานาชาติตามที่ไทยเราพยายามจะสร้าง S-Curve ในด้านนี้ได้เป็นอย่างดี ในภาวะที่อิสราเอลยังมีความเสี่ยงในสงครามที่ยืดเยื้อและกระแสความนิยมไทยที่เรามีภาพลักษณ์ที่ดีต่อคนของเขา ไม่ว่าจะในด้านการท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ที่มีกว่า 70 ปี ล้วนแต่เป็นจุดแข็งที่ไทยควรฉกฉวยโอกาสในสถานการณ์ดังกล่าวในมุมใดมุมหนึ่งให้มากขึ้น

ผู้ส่งออกหรือนักธูรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il

ที่มา : https://www.reuters.com

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/zs9y24m09ru908nvxuae6yq6&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OgKkOqUxfMgwulI2jbGOQ