เศรษฐกิจสีเขียว : พลิกฟื้นธุรกิจไทย ท่ามกลางโลกใหม่ที่เดือดระอุ

เศรษฐกิจสีเขียว-:-พลิกฟื้นธุรกิจไทย-ท่ามกลางโลกใหม่ที่เดือดระอุ

วิกฤตภูมิอากาศได้กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด และได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วโลกไปแล้วเกือบ 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่าง ปี 1993-2022


นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ประกาศว่า “ยุคของโลกร้อนได้สิ้นสุดลงแล้ว และยุคของโลกเดือดได้เริ่มต้นขึ้น” เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงภัยคุกคามที่เร่งด่วนที่สุด
นายชูตงหยู (Qu Dongyu) ผู้อำนวยการองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้กล่าวเตือนอย่างชัดเจนว่า “ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นตัวขับเคลื่อนความอดอยากที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน“
วิกฤตนี้กำลังทำลายผลผลิตทางการเกษตรและแหล่งน้ำ ทำให้ความมั่นคงทางอาหารของโลกตกอยู่ในความเสี่ยง ทุกประเทศทุกครัวเรือนได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันแบบสุดขั้ว (Extreme climate change)
ในส่วนของประเทศไทยกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ 2 ลูก ได้แก่ ระบบเศรษฐกิจที่อ่อนแอหมดกำลังโตต่ำโตช้าและขีดความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย การจัดอันดับของ IMD ปีล่าสุด ไทยอยู่อันดับที่ 30 จาก 64 เขตเศรษฐกิจ ลดลง 5 อันดับ จากปีก่อน โดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพของภาครัฐที่ลดลงถึง 8 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 32 ประสบปัญหางบประมาณขาดดุลติดต่อกันถึง 19 ปี และมีหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว

แก้ปัญหาความยากจน

ขณะที่หนี้ครัวเรือนยังคงสูงเป็นประวัติการณ์ ประมาณ 90% ของ GDP และการเผชิญกับมาตรการภาษีคาร์บอนระหว่างประเทศเพราะไทยปล่อย GHG ประมาณ 280.73 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่า (MtCO2eq) คิดเป็นประมาณ 0.7% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก จึงกำหนดเป้าหมายการเป็น Net Zero ของประเทศไทย ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 120 ล้านตัน ภายในปี 2065
นี่คือภาพรวมของกับดักความท้าทายที่เราต้องก้าวข้าม พร้อมกับเผชิญโจทย์ใหม่จากภัยคุกคามของโลกเดือด และการแสวงหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนมาขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีอนาคต
ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) จึงไม่ใช่แค่การรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คือความจำเป็นเร่งด่วนและเป็น “กลไกขับเคลื่อนการเติบโตใหม่” เพื่อพลิกฟื้นประเทศและสร้างความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน
เพราะนี่คือโอกาสที่มูลค่าเศรษฐกิจสีเขียวของโลกสูงถึง 10.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 300 ล้านล้านบาท ภายในปี ค.ศ. 2050 และกองทุนระหว่างประเทศก็ให้คำมั่นจะลงทุนกว่า 130 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในธุรกิจที่คำนึงถึง ESG(Environmental-Social-Governance) ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ของไทยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อสีเขียวรวมกันสูงเกือบ 5 แสนล้านบาท เพื่อรับมือกับความท้าทายของโลกใหม่ที่ถูกกำกับด้วยกฎสีเขียว (Green Regulation) ซึ่งคือบริบทใหม่ของกฎหมายและการเงินระหว่างประเทศที่ใช้สิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขในการค้าและการลงทุน
ESG Fund Flow
เศรษฐกิจสีเขียวจึงเป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาของโลกในศตวรรษที่ 21 ที่คำนึงถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างให้เกิด “การเติบโตสีเขียว” (Green Growth) การใช้ทรัพยากรที่เหมาะสมและรู้คุณค่า ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG-Green House Gas) ลดความเสี่ยงที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย และตอบสนองการพัฒนาที่ยั่งยืน
ในบริบทประเทศไทยนั้นเศรษฐกิจสีเขียวอย่างน้อยวางอยู่บน 4 เสาหลักได้แก่
1. เทคโนโลยีเกษตรและอาหารแห่งอนาคต
MarketsandMarkets รายงานว่าตลาดเทคโนโลยีเกษตร (Agri-Tech) ทั่วโลกมีมูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030
ในขณะที่การใช้โดรนทางการเกษตรในไทยเพิ่มขึ้น 300% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรายงานของกรมส่งเสริมการเกษตร สะท้อนถึงโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรสู่ตลาดโลก และการยกระดับการผลิตด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ส่วนอาหารแห่งอนาคต (Future Food) นั้น เป็นเกษตรทางเลือกใหม่ ลดโลกร้อนในการแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรเป็นอาหาร อาหารเสริม Functional food อาหารสัตว์ เวชสำอางค์ เภสัชภัณฑ์ และน้ำมันชีวภาพตอบโจทย์เทรนด์ของโลกยุค Next Normal ที่สนใจสุขภาพมากขึ้น หลังจากเกิดโควิดแพร่ระบาดไปทั่วโลก (Covid Pandemic) ได้แก่ โปรตีนจากแมลง (Edible Inseat base Protein) โปรตีนจากพืช (Plant base Protein) เช่น ผำ เห็ด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว แหนแดง ฯลฯ โดยเฉพาะสาหร่ายเป็นพืชแห่งอนาคตที่ช่วยลดโลกร้อน ซึ่งมูลนิธิเวิลด์วิวไครเมท (WCF:Worldview Climate Foundation) ที่ผมเป็นประธาน กำลังส่งเสริมร่วมกับกรมประมงและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Blue Carbon ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จนมีผลิตภัณฑ์จากการแปรรูปสาหร่ายวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่ง โดยบริษัทสตาร์ทอัพภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิเวิลด์วิว อินเตอร์เนชั่นแนล (WIF:Worldview International) และ WCF
กระทรวงพาณิชย์รายงานสถานการณ์การส่งออกอาหาร Functional Food ของไทยมีมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ในปี 2024 และเติบโต 15% ต่อปี
ดังนั้นภาคเกษตรต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ให้บริการด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Service Provider) เพื่อสร้างรายได้เสริมจากตลาดคาร์บอนเครดิต

2. พลังงานหมุนเวียนและไฮโดรเจน
ประเทศไทยตั้งเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 50% ภายในปี 2037 ส่งผลให้ตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ในไทยเติบโตขึ้น 40% ต่อปี
นอกจากนี้ ยังมีการผลิตพลังงานหมุนเวียนประเภทเชื้อเพลิงชีวภาพ (Bio-Fuel) เช่น น้ำมันเครื่องบินชีวภาพ (SAF:Sustainable Aviation Fuel) รวมถึงเอทานอลและใบโอดีเซลแปรรูปจากพืช เช่น  อ้อย มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมันมาอย่างยาวนาน เนื่องจากสามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย ที่ผมก่อตั้งได้สนับสนุนส่งเสริมมากว่า 25 ปี
ทางด้านไฮโดรเจนก็เป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่สำคัญ ในการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งมีปริมาณมากมาย เช่น ในน้ำ (H2O)

3. การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเชิงสุขภาพเชิงธรรมชาติ (Low carbon Tourism)
ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลกมีมูลค่า 919,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 ซึ่งเป็นรายงานของ Global Wellness Institute
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยรายงานว่า การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในไทยสร้างรายได้ 120,000 ล้านบาท ในปี 2024 และจำนวนที่พัก Eco-Friendly ในไทยเพิ่มขึ้น 25% ต่อปีตามรายงานของกรมการท่องเที่ยว แนวโน้มใหม่ของการท่องเที่ยวทั้งในไทยและระดับโลกล้วนมุ่งสู่ Low carbon Tourism

เศรษฐกิจ BCG

4. อุตสาหกรรมสีเขียว
อุตสาหกรรมสีเขียว คืออุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคาดว่าอุตสาหกรรม BCG จะสร้างมูลค่า 4.4 ล้านล้านบาท ให้กับเศรษฐกิจไทยภายในปี 2030
ขณะที่สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเปิดเผยว่า ยานยนต์ไฟฟ้าในไทยมีอัตราการเติบโต 400% ในปี 2024
สถาบันบรรจุภัณฑ์ไทย รายงานว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน (Sustainable packaging) ในไทยมีมูลค่า 45,000 ล้านบาท ในปี 2024

การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว: บทเรียนจากนานาประเทศ ตัวอย่างความสำเร็จจากหลากหลายภูมิภาคสามารถให้บทเรียนอันมีค่าได้ดังนี้

1. เอเชีย : จากมลพิษสู่ต้นแบบเมืองยั่งยืน

โซลาร์เซลล์บ้านใหม่

ญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมืองคิตะคิวชู เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ หลังจากเคยเผชิญกับมลพิษอุตสาหกรรมรุนแรงจนได้ชื่อว่า “เมืองแห่งฝนดำ” คิตะคิวชูสามารถฟื้นตัวได้สำเร็จด้วยโมเดล “ความร่วมมือร่วมกัน” ระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน รัฐบาลท้องถิ่น และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะสมาคมสตรีเป็นแรงผลักดันให้เกิดการรวบรวมขยะรีไซเคิล ภาครัฐออกกฎหมายควบคุมมลพิษที่เข้มงวด ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต จนกลายเป็นเมืองสิ่งแวดล้อมต้นแบบของโลก
ขณะที่ จีน ซึ่งเคยพึ่งพาถ่านหินอย่างหนัก กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตและส่งออกเทคโนโลยีสีเขียวรายใหญ่ของโลก เช่น แผงโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้าในราคาที่แข่งขันได้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านที่ขับเคลื่อนโดยนโยบายอุตสาหกรรมและตลาดส่งออก

2. ยุโรป: ความมุ่งมั่นในระดับนโยบายและนวัตกรรม
กลุ่มประเทศนอร์ดิกถือเป็นผู้นำระดับโลกในด้านนี้ สวีเดน ตั้งเป้าที่จะเป็นประเทศแรกของโลกที่ปลอดจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลภายในปี 2045 นอร์เวย์ ใช้พลังงานน้ำผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 95% และเป็นประเทศที่มีอัตราการใช้รถยนต์ไฟฟ้าสูงที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง เดนมาร์ก เป็นผู้นำด้านพลังงานลม และพัฒนาเมืองหลวงอย่างโคเปนเฮเกนให้เป็นแบบอย่างของการออกแบบเมืองที่ยั่งยืน
เยอรมนี จัดตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนา (KfW) เพื่อให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานในอาคารและโรงงาน ซึ่งช่วยให้ SME สามารถลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดได้โดยไม่เป็นภาระต้นทุนสูง
สหภาพยุโรป (EU) มีนโบาย European Green Deal โดยตั้งเป้าที่จะทำให้ทวีปยุโรปมีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2050 ซึ่งสนับสนุนโดยการลงทุนจำนวนมหาศาลเกินหนึ่งล้านล้านยูโร เพื่อเปลี่ยนระบบพลังงานและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน

3. ละตินอเมริกาและอเมริกาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
คอสตาริกา เป็นตัวอย่างที่น่าทึ่งของประเทศเล็กๆ ที่มีวิสัยทัศน์ใหญ่ ด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและป่าอย่างมีประสิทธิภาพ คอสตาริกาสามารถผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้เกือบ 100% และตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050
รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นตัวอย่างความสำเร็จในการติดตั้ง BESS (Battery Energy Storage System)

Middle East ตะวันออกกลาง

4. ตะวันออกกลางจากฮับน้ำมันฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด
ประเทศที่ร่ำรวยจากน้ำมันอย่าง ซาอุดิอาระเบีย มีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่ที่สุดในโลกขนาด 12 กิกะวัตต์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กำลังผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวผ่านการลงทุนในพลังงานสะอาดและการเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับโลก ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจสีเขียวในภูมิภาคตะวันออกกลางจะมีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030
จากตัวอย่างเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่ประสบความสำเร็จล้วนมีองค์ประกอบสำคัญร่วมกัน ได้แก่
1. ความเป็นผู้นำและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ของรัฐบาล
2. ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน อย่างแท้จริง
3. การลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ
4. การออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับจุดแข็งและบริบทของแต่ละประเทศ
ตัวอย่างสหภาพยุโรป (EU) จัดทำโครงการ “Just Transition” เพื่อฝึกอบรมแรงงานในอุตสาหกรรมถ่านหินให้เปลี่ยนไปทำงานในภาคพลังงานหมุนเวียน เป็นการลงทุนในทุนมนุษย์สีเขียวที่จะสร้างงานใหม่และลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง

สรุป

โลกกำลังเปลี่ยนไป ถ้าเราไม่ปรับตัวเราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ถ้าเราก้าวไปข้างหน้า โอกาสทางธุรกิจจะเปิดกว้าง ซึ่งมีผลการวิจัยที่น่าสนใจสรุปว่าธุรกิจที่ดำเนินงานตามมาตรฐาน ESG มีผลประกอบการดีกว่าธุรกิจทั่วไปถึง 15-20% และการประหยัดพลังงานก็สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ 10-30%
เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ได้กลายเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งไม่เพียงมุ่งแก้ปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ยังมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ในการสร้างงาน ส่งเสริมนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
Green Economy ไม่ใช่ “ต้นทุน” แต่คือการ “ลงทุน” ที่เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับธุรกิจไทยที่ต้องเร่งคว้าไว้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

เรื่องโดย : อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์ ประธานมูลนิธิ Worldview Climate Foundation


Post Views: 170

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/10/07/green-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hbKfV7CwzAVN2YEFcMn6H