“ศุภจี” โชว์ฝีมือลุกแจงครั้งแรก เผยมาตรการกู้เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา
“ศุภจี” โชว์ฝีมือลุกแจงครั้งแรก หลังนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยมาตรการ “ดันธงฟ้า–ขนส่งฟรี–มหกรรมการค้าชายแดน” กู้เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา
29 ก.ย. 68 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วาระเรื่องด่วน 1 คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในการประชุม
นางสาวศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลุกขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมโดยกล่าวขอบคุณสมาชิกที่ให้ข้อคิดเห็นและข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์
พร้อมยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์จะขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจภายใต้หลักการ “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ตามแนวทางของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และทีมเศรษฐกิจที่นำโดยรองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทันประภาส
นางสาวศุภจี เผยว่า ไทยพึ่งพาการส่งออกสูงถึง 60% ของ GDP โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดสำคัญคิดเป็น 10% ของ GDP ทั้งประเทศ รัฐบาลจึงตั้งเป้าหมายเร่งเจรจาข้อตกลงการค้า หรือ Agreement on Recyclable Tax (ART) ให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2568 เพื่อสร้างความชัดเจนด้านกติกาการค้า หลังจากที่รัฐบาลก่อนหน้าบรรลุ Joint Statement เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ส่วนการปรับปรุงระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า นางสาวศุภจี ชี้แจงว่า ไทยได้รวมอำนาจการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ไว้ที่กระทรวงพาณิชย์เพียงหน่วยงานเดียว จากเดิมที่มี 3 หน่วยงานรับผิดชอบ พร้อมเพิ่มรายการสินค้าที่อยู่ในบัญชีเฝ้าระวังจาก 49 รายการเป็น 65 รายการ และปรับกฎเกณฑ์ Rules of Origin หรือ ROO ให้ทันสมัยสอดคล้องกับการค้าสหรัฐ
และได้พัฒนาระบบดิจิทัล Lower Plus และ Smart Certificate of Origin เพื่อให้สามารถติดตาม ตรวจสอบ และยืนยันความถูกต้องของ C/O ได้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เพิ่มความโปร่งใสและลดโอกาสการปลอมแปลงเอกสาร
ส่วนการป้องกันการปลอมแปลงเอกสาร นางสาวศุภจี เปิดเผยสถิติว่า จำนวนเอกสาร C/O ปลอมลดลงอย่างมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จาก 149 ฉบับในปี 2565 และ 168 ฉบับในปี 2566 เหลือเพียง 5 ฉบับในปี 2567 และในปี 2568 ยังไม่พบการปลอมแปลง ซึ่งเป็นผลจากการใช้ระบบดิจิทัลที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยสูง ทั้งการใช้ลายน้ำและการตรวจสอบย้อนกลับได้จากปลายทาง
แผนสร้างความเข้าใจภาคเอกชน นางสาวศุภจี เผยว่า จะเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม และตลาดทุน เกี่ยวกับกฎระเบียบใหม่ของการออก C/O และ ROO เพื่อให้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงการถูกปฏิเสธการส่งออก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าต่างประเทศ
ส่วนการใช้มาตรการปกป้องการค้าและการตอบโต้ นางสาวศุภจี เผยว่า ไทยได้ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ถึง 31 กรณี ไม่ใช่เพียง 6 กรณีตามที่บางฝ่ายเข้าใจ และไทยเป็นฝ่ายถูกใช้มาตรการตอบโต้จากต่างประเทศรวม 73 กรณี
ทั้งนี้ สาเหตุที่ตัวเลขสูงเนื่องจากมีหลายประเทศยื่นใช้มาตรการกับไทยพร้อมกัน กระทรวงพาณิชย์ยังใช้มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง 6 กรณี ขณะที่ยังไม่มีการใช้มาตรการปกป้อง แต่ได้เริ่มกระบวนการไต่สวนเพื่อพิจารณานำมาใช้ในอนาคต รวมถึงติดตามมาตรการอุดหนุน ที่ไทยยังไม่ได้ใช้กับประเทศอื่นแต่ถูกใช้กับไทยแล้ว 7 กรณี
เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทย กระทรวงตั้งเป้าปรับปรุงกระบวนการไต่สวน โดยนำ เทคโนโลยีและระบบ AI มาช่วยวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูล เพื่อลดระยะเวลาการพิจารณาจากเดิม 12 เดือนเหลือเพียง 9 เดือน และลดเวลาการยื่นคำร้องจาก 4 เดือนลงอีกอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับความคุ้มครองเร็วขึ้น
ด้านการแก้ปัญหาสินค้าทะลักและการละเมิดมาตรฐาน นางสาวศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้บูรณาการร่วมกับ 16 หน่วยงาน เช่น กระทรวงการคลัง เกษตร อุตสาหกรรม สคบ. และสำนักงานพัฒนาธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ จัดตั้งคณะกรรมการร่วมแก้ปัญหาสินค้าต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และยกระดับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มกว่า 2,175 ล้านบาท
นอกจากนี้ กระทรวงได้เข้มงวดตรวจสอบและดำเนินคดีเกี่ยวกับมาตรฐานสินค้า กว่า 81,719 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 3,541 ล้านบาท รวมถึงมีมาตรการ แจ้งเตือนและสั่งถอดสินค้า ในแพลตฟอร์มออนไลน์ ตรวจสอบแล้ว 54,868 รายการ พบผิดปกติ 35,964 รายการ และสั่งถอดออก 17,177 รายการ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
ส่วนมาตรการสนับสนุนเอสเอ็มอี นางสาวศุภจี กล่าวว่า ได้มีความสำคัญกับการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย 6 ด้านหลัก ได้แก่
- ขยายตลาดใหม่ เจาะตลาดเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา
- พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ สนับสนุนทุน 10,000 บาทต่อราย เพื่อซื้อแพลตฟอร์มดิจิทัลจัดการบัญชีและสินค้าคงคลัง พร้อมอบรมการใช้งาน
- เพิ่มช่องทางการค้า ร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและไปรษณีย์ไทยเพื่อลดต้นทุนการขายและการส่งสินค้า
- เพิ่มมูลค่าสินค้า ส่งเสริมสินค้า GI, โครงการ Thai Select, Thailand Trust Mark และ Made in Thailand เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
- เข้าถึงแหล่งทุน ร่วมมือสถาบันการเงินช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อ
- ทำให้เข้าถึงง่าย ปรับปรุงแพลตฟอร์ม “ม็อกฟองดู” ให้ใช้งานง่าย ครบวงจรในที่เดียว
ส่วนการจัดการธุรกิจนอมินีและการเฝ้าระวังธุรกิจเสี่ยง นางสาวศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เฝ้าระวังธุรกิจ 7 ประเภทหลัก ได้แก่ ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ อีคอมเมิร์ซ โรงแรม และรีสอร์ท ก่อสร้าง การขายที่ดินเพื่อเกษตร และอื่น ๆ โดยร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อตรวจสอบ ปัจจุบันติดตามคดีนอมินีแล้ว 475 ราย มูลค่ารวม 2,873 ล้านบาท
ส่วนการลดค่าครองชีพและเพิ่มรายได้ประชาชน นางสาวศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ดำเนิน มหกรรมลดราคาสินค้า 1,300 ครั้งต่อปี และเพิ่มความถี่ในพื้นที่ชายแดนที่มีประชาชนเดือดร้อน พร้อมทำข้อตกลงกับโรงพยาบาลเอกชนให้ประชาชนทราบราคายาก่อนจ่ายเงิน และเปิดทางเลือกซื้อยาจากร้านภายนอกโรงพยาบาล
คาดช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายรวมกว่า 32,400 ล้านบาทต่อปี ทั้งยังควบคุมราคายาและเวชภัณฑ์จำเป็นเพื่อลดต้นทุนค่ารักษา คาดช่วยลดภาระประชาชนได้ 1,100 ล้านบาท และบรรเทาความแออัดของโรงพยาบาลรัฐในระยะยาว
นางสาวศุภจี อธิบายกรอบทำงานเพื่อคงความสามารถแข่งขันของไทย ท่ามกลางค่าเงินบาทที่ผันผวนและบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เร่งให้เกิด FTA/ทวิภาคีมากขึ้น จึงต้องดูตั้งแต่น้ำต้นทาง ของห่วงโซ่การผลิต ไม่ใช่เพียงกำหนดราคาตามอุปสงค์และอุปทาน โดยมี5 หลักการดูแลสินค้าเกษตร
- พยากรณ์อุปสงค์ อุปทานล่วงหน้า ใช้ฐานข้อมูล เดต้าAI ทำปฏิทินผลผลิต และสื่อสารให้เกษตรกรหรือพาณิชย์จังหวัดเตรียมตัวทันเวลา
- บริหารอุปทานตามสถานการณ์ เช่น น้ำท่วม คุณภาพข้าวหลังเกี่ยวไม่พร้อมเก็บ ต้องเสริมความรู้การจัดการหลังเก็บเกี่ยว เพื่อลดการขายของด้อยคุณภาพ
- ผลักดันการส่งออก รักษาลูกค้าเดิม ค้นหาตลาดใหม่ ควบคู่เติมมูลค่าผ่านการแปรรูป
- เข้มมาตรการนำเข้า กันสินค้าที่ ไม่ได้มาตรฐาน และสินค้าที่ เกิดจากการเผาหรือก่อมลพิษ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคสิ่งแวดล้อมและพื้นที่การตลาดของผู้ผลิตไทย
- วางฐานระยะยาว พัฒนาพันธุ์ข้าวและพืชเศรษฐกิจให้เหมาะพื้นที่ เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และส่งเสริมพืชมูลค่าสูงมาทดแทนหรือเสริม
ส่วนแผนช่วยผู้ประกอบการชายแดนไทย กัมพูชา 7 จังหวัด นางสาวศุภจี เปิดเผยมาตรการ ดังนี้
- ลดค่าครองชีพทันที ด้วย “ธงฟ้า” ลงหนักพื้นที่ชายแดน ร่วมมือพาณิชย์จังหวัด–มหาดไทย–เอกชน
- ดันขายออนไลน์และขนส่งทั่วประเทศ ร่วม ไปรษณีย์ไทย สนับสนุน ค่าขนส่งฟรีแบบร่วมจ่าย ให้สินค้าเกษตร/ชุมชน
- จัดมหกรรมการค้าชายแดน และเพิ่ม “ตลาดผ่านแดน” สำหรับผู้ส่งออก
นอกจากนี้ นางสาวศุภจี ยังกล่าวถึง FTA และการใช้ประโยชน์ ว่าไทยมี FTA 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ ล่าสุดลงนามกับ EFTA ซึ่งก้าวสำคัญสู่ FTA กับสหภาพยุโรป ส่วนเป้าหมายรัฐบาลนี้ จะเร่งบรรลุ FTA กับ EU และเกาหลีใต้ พร้อมดันเอกชนใช้สิทธิประโยชน์จริงผ่านการลงพื้นที่พบหอการค้า ส.อ.ท. ตลาดทุน และสมาคมต่าง ๆ พร้อมกับเดินหน้าหาตลาดใหม่ต่อเนื่อง ตะวันออกกลาง, แอฟริกา, เอเชียใต้, อาเซียน และเชิญผู้ซื้อต่างชาติรายสำคัญเยือนไทย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/258130&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J1_g_rUfvD5RINBTrwEIm
