IMF ปรับจีดีพีไทยขึ้นเป็น 2.1% แต่ยังโตเกือบรั้งท้ายอาเซียน พร้อมเตือนพื้นที่การคลังแคบลง หนี้ใกล้เพดาน

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

Published

เวลาอ่าน: 9 นาที

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และกลุ่มธนาคารโลก มีหลายกิจกรรมที่กล่าวถึงอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

“เมื่อเราเผยแพร่ตัวเลขคาดการณ์ในสัปดาห์นี้ คุณจะประหลาดใจในทางที่ดี” คริชนา ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกแห่งไอเอ็มเอฟ กล่าวกับบีบีซีไทยในการให้สัมภาษณ์พิเศษเมื่อวันที่ 12 ต.ค. ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่การประมาณการจีดีพีโดยไอเอ็มเอฟฉบับล่าสุดยังได้รับการเผยแพร่

ต่อมาในวันที่ 13 ต.ค. ในการแถลงข่าวรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) ไอเอ็มเอฟได้ปรับประมาณการจีดีพีไทยขึ้นเป็น 2.1% สำหรับปี 2569 และ 2570 จากที่เคยประเมินไว้เพียง 1.6% ในรายงานตรวจสุขภาพเศรษฐกิจรายประเทศที่เรียกว่า ‘Article IV’ ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา

คำบรรยายวิดีโอ, คริชนา ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกแห่งไอเอ็มเอฟ

ศรีนิวาสันอธิบายว่า หลังจากเดือน เม.ย. เป็นต้นมา ประเทศไทยได้ประโยชน์อย่างมากจากอุปสงค์ต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ในฐานะส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก สอดคล้องกับรายงาน WEO ฉบับเต็มที่ระบุว่า เศรษฐกิจหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (ดาต้าเซ็นเตอร์) และวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก บางประเทศยังได้แรงหนุนจากมาตรการทางการคลังฉุกเฉินด้วย

ทว่าแม้ตัวเลขจะดีขึ้น หากไปดูในกลุ่มประเทศ ‘ASEAN-5’ ซึ่งประกอบไปด้วย อินโดนีเซีย ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ประมาณการการเติบโตของจีดีพีปีนี้สำหรับไทยนับว่ารั้งท้ายที่สุด ที่ตัวเลข 2.1% ขณะที่สิงคโปร์โต 5.0% อินโดนีเซีย 5.1% มาเลเซีย 5.2% และฟิลิปปินส์ 3.4% ส่วนเวียดนามซึ่งไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ แต่คาดว่าจีดีพีจะโตถึง 8.4%

ส่วนปี 2570 ไอเอ็มเอฟคาดว่าไทยและอินโดนีเซียจะโตในอัตราเท่าเดิม เวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซียจะชะลอตัวลงเหลือ 7.5%, 3.0% และ 4.6% ตามลำดับ ขณะที่ฟิลิปปินส์จะเร่งตัวขึ้นเป็น 5.1%

ตัวเลขที่ดีขึ้นจึงยังไม่ได้แก้ปัญหาที่ไอเอ็มเอฟเตือนมาตลอด บีบีซีไทยรวบรวมคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ไอเอ็มเอฟมีต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งจากบทสัมภาษณ์พิเศษกับผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกแห่งไอเอ็มเอฟ รวมถึงข้อมูลจากการแถลงข่าวของเขาและของคริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟ รวมถึงรายงาน Article IV ฉบับล่าสุด ดังนี้

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังรอการปฏิรูป

เมื่อบีบีซีไทยถาม คริชนา ศรีนิวาสัน ว่านักเศรษฐศาสตร์หลายคน รวมถึงไอเอ็มเอฟเอง บอกว่าไทยเติบโตได้ต่ำกว่าศักยภาพและทำได้ดีกว่านี้ คุณคิดว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือไทยติดกับดักอะไรที่หลุดออกมาไม่ได้

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

ได้รับความนิยมสูงสุด

  • ตัวเงินตัวทอง

  • ANTHONY WALLACE / AFP via Getty Images

  • หญิงสาวในชุดออกกำลังกายสีชมพูโพสท่าขณะฉีดยาเข้าที่ท้อง ด้านหลังเป็นฉากหลังสีม่วงและมีสายวัดอยู่ ด้านหน้ามีหลอดบรรจุยาที่มีนิ้วมือคนกำลังจับอยู่

  • ศาลภาษีอากรกลางนัดฟังคำสั่งว่าจะคุ้มครองชั่วคราวตามที่ทักษิณ ชินวัตร ยื่นคำร้องหรือไม่ 16 พ.ย. นี้ หลังเจ้าตัวฟ้องกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7 หมื่นล้านบาท  ทั้งที่ศาลฎีกาฯ สั่งยึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้นชินคอร์ปให้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว 4.6 หมื่นล้านบาท

End of ได้รับความนิยมสูงสุด

เขาตอบว่าปัญหามีทั้งปัจจัยด้านวัฏจักรและด้านโครงสร้าง เพราะไทยก็เหมือนประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคและในโลก ที่โดนแรงกระแทกหลายระลอก ปีที่แล้วมีแรงกระแทกด้านการค้า ปีนี้มีแรงกระแทกด้านพลังงาน ทว่าในช่วงเวลาเดียวกัน ไทยก็ยังได้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาช่วยชดเชย

“แรงกระแทกทั้งสองตัวเป็นตัวถ่วง แต่สิ่งสำคัญที่ควรสังเกตคือ แม้ปีที่แล้วเราจะพูดถึงแรงกระแทกด้านการค้ากันมาก ไทยก็ปรับตัวได้ดี เช่นเดียวกับวิกฤตพลังงาน แม้ไทยจะพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างมาก แต่ก็ปรับตัวได้ดีมาก”

ในมิติด้านโครงสร้าง เขาย้ำเตือนถึงประเด็นสังคมสูงวัยและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง เช่นเดียวกับผลิตภาพที่ลดลง เขากล่าวว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ด้วยการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

“การปฏิรูปแบบนี้ทำได้ยากและใช้เวลานาน แต่เราหวังว่าหากเริ่มลงมือ การปฏิรูปเหล่านี้จะพาไทยไปสู่เส้นทางการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนกว่านี้มาก” คริชนา ศรีนิวาสัน กล่าว

พื้นที่การคลังแคบลง หนี้ใกล้เพดาน

ในการแถลงข่าวของผอ.ฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกจากไอเอ็มเอฟ เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ผู้สื่อข่าวไทยถามว่า หนี้ครัวเรือนฉุดการบริโภคและการเติบโตทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด และผู้กำหนดนโยบายควรให้ความสำคัญกับเรื่องใดก่อน

คำตอบของเขาได้มุ่งไปที่ฐานะการคลังของภาครัฐ โดยเขาอธิบายเพิ่มเติมว่า หลายประเทศในภูมิภาคเจอแรงกระแทกต่อเนื่องกันเป็นระลอก เริ่มจากโรคระบาด ตามด้วยการที่รัสเซียรุกรานยูเครน จากนั้นก็มาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และปัจจุบันคือวิกฤตพลังงาน การรับมือกับแรงกระแทกหลายระลอกทำให้กันชนทางการคลังลดลงเรื่อย ๆ

“เรายอมรับว่ามีประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง คำแนะนำของเราคือ ต้องสร้างกันชนทางการคลังขึ้นมาใหม่ ตอนนี้คือเวลาที่จะเริ่มปรับสมดุลการคลังในแบบที่ไม่ทำลายการเติบโต ซึ่งทำได้โดยไม่ซ้ำเติมผู้ที่ได้รับผลกระทบ ควบคู่ไปกับการให้ความช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย”

สำหรับไทย รายงาน Article IV ระบุตรง ๆ ว่า “พื้นที่การคลังของไทยกำลังแคบลง” พร้อมประเมินว่าหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ 64.8% ของจีดีพี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 69.6% ภายในปีงบประมาณ 2574 ใกล้เพดาน 70% ตามกรอบวินัยการเงินการคลัง

“การที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนเข้าใกล้เพดานซึ่งถูกขยายในช่วงโรคระบาด อาจบั่นทอนหลักยึดทางการคลัง และเมื่อรวมกับความไม่แน่นอนที่สูง ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงจากแรงกระแทก” รายงานระบุ

นอกจากนี้ รายงานฉบับดังกล่าวยังเตือนว่าสังคมสูงวัยจะกัดกร่อนเงินส่วนเกินของกองทุนประกันสังคมลงเรื่อย ๆ ซึ่งจะยิ่งจำกัดพื้นที่การคลังของไทยในระยะยาว

แม้กองทุนประกันสังคมอาจดูไม่ได้เชื่อมโยงกับกระเป๋าเงินของรัฐบาล ทว่าจริง ๆ แล้วกองทุนฯ แห่งนี้ถือพันธบัตรรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจราว 12% ของหนี้สาธารณะทั้งหมด ตามข้อมูลจากรายงานการประเมินเศรษฐกิจไทยประจำปี (Article IV) ของไอเอ็มเอฟ ที่เผยแพร่เมื่อเดือน ก.พ. 2569

โดยไอเอ็มเอฟเตือนว่า ปัจจุบันที่กองทุนนี้ยังมีเงินเกินดุลก็สามารถนำส่วนต่างนี้มาใช้ซื้อพันธบัตรต่าง ๆ ของรัฐบาลได้ และมีสถานะเป็น “สถานะผู้ให้กู้สุทธิ” (net lending position) แต่เมื่อเกิดวิกฤตสังคมสูงวัย ท้ายที่รายรับผ่านเงินสมทบของผู้ประกันตนจะน้อยลงไปเรื่อย ๆ จนต่ำกว่ารายจ่าย และเมื่อนั้น กองทุนฯ แห่งนี้อาจต้องกลายไปเป็นผู้กู้เงินจากรัฐบาลแทน ซึ่งจะยิ่งบีบพื้นที่ทางการคลังของไทยในระยะยาว

รายงานยังชี้ว่าระบบบำนาญของไทยไม่สมดุล รายจ่ายบำนาญทั้งระบบอยู่ที่ราว 2.5% ของ GDP แต่ 1.8% เป็นบำนาญข้าราชการ ซึ่งครอบคลุมผู้สูงอายุเพียงส่วนน้อย ส่วนระบบบำนาญของกองทุนประกันสังคม ซึ่งครอบคลุมลูกจ้างภาคเอกชน ยังอยู่ในช่วงที่ระบบยังไม่เติบโตเต็มที่ และคิดเป็นสัดส่วนรายจ่ายที่น้อยกว่า แค่เพียง 0.2% ของ GDP แต่เผชิญความท้าทายด้านความยั่งยืนในระยะยาว

ไอเอ็มเอฟย้ำว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ แรงงานราว 40% อยู่นอกความคุ้มครองของกองทุนประกันสังคม และต้องพึ่งพาเพียงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขั้นพื้นฐาน “ซึ่งให้การสนับสนุนที่จำกัด และไม่เพียงพอที่จะป้องกันความยากจนในวัยชรา”

ไอเอ็มเอฟเสนอว่ารัฐบาลไทยควรเร่งปฏิรูประบบบำนาญเพื่อบรรเทาแรงกดดันทางการคลังในระยะยาว ควบคู่กับการให้ความช่วยเหลือที่เพียงพอ การปฏิรูปควรมุ่งที่การขยายอายุเกษียณ และการปรับเงินสมทบและสิทธิประโยชน์เพื่อเพิ่มความเป็นธรรมระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน พร้อมกับเสริมการคุ้มครองผู้ที่อยู่นอกระบบประกันสังคม

อ่านข่าวประเด็นกองทุนประกันสังคมของไทยในหัวข้อ “อนาคตควรบริหารอย่างไร เมื่ออีกแค่ 11 ปี อาจจะมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ ?” ต่อได้ที่นี่

ต้นทุนการกู้ยืมจะสูงไปอีกนาน

ในการแถลงข่าวของกรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟ เมื่อวันที่ 14 ต.ค. ที่ผ่านมา เอลิซาเบธ นีโอ ผู้ประกาศข่าวของสำนักข่าว CNA จากสิงคโปร์ ถาม คริสตาลินา จอร์จีวา ว่า ต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลกกำลังสูงขึ้น ดังนั้นนโยบายการคลังของสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วอื่น ๆ จะส่งผลกระทบต่อข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ทางนโยบายของอาเซียนมากเพียงใด โดยเฉพาะประเทศที่มีภาระหนี้สูง

จากนั้นเธอยกตัวอย่างประเทศไทยที่กำลังเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง และถามทิ้งท้ายว่า “รัฐบาลจะสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างไร หากต้นทุนการกู้ยืมยังอยู่ในระดับสูงไปอีกนาน”

คริสตาลินา จอร์จีวา ตอบว่า แนวโน้มต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นจะอยู่ไปอีกนาน เพราะ “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไร แต่เกิดจากเงื่อนไขพื้นฐานที่เปลี่ยนไป”

เงื่อนไขที่เปลี่ยนไปนั้น กรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟระบุว่ามีหลายประการ ทว่าแต่ละประเทศอาจจะเผชิญรูปแบบที่ผสมผสานและแตกต่างกันออกไป

เงื่อนไขแรกคือราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น นำไปสู่ข้อที่สองคือ อัตราดอกเบี้ยที่สูงตามมา

ขณะที่ข้อที่สาม คือความตื่นตัวเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ซึ่งก่อให้เกิดความต้องการการลงทุนและความต้องการเงินทุนที่เพิ่มสูงขึ้น

ประเด็นที่สี่คือ เศรษฐกิจในประเทศที่มีความสำคัญเชิงระบบบางแห่งยังไปได้ดี ทำให้ตลาดคาดว่าจะมีการคุมเข้มทางการเงินเพิ่มเติม และสุดท้ายตลาดคาดว่าเอไอจะผลักดันการเติบโตและทำให้เศรษฐกิจแข็งแกร่งไปอีกนาน

“ภาพรวมจึงค่อนข้างซับซ้อน อย่างที่บอกว่าปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่างกันในแต่ละประเทศ แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าปัจจัยทั้งหมดนี้กำลังสร้างสภาพแวดล้อมที่ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น”

เธออธิบายเพิ่มเติมว่าสิ่งที่ประเทศอย่างไทยสามารถทำได้ประการแรกคือ มุ่งมั่นในการยกระดับการเติบโตของเศรษฐกิจ ประการที่สองคือการทำให้พื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคแข็งแกร่งเพื่อเป็นเกราะป้องกันต่อแรงกระแทกต่าง ๆ

ไอเอ็มเอฟแนะนำอะไร

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ไอเอ็มเอฟมองว่าการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จะช่วยให้รัฐบาลมีรายได้มากขึ้น และถือว่า ‘เป็นก้าวที่มาถูกทาง’

ในรายงาน Article IV ไอเอ็มเอฟมองว่าคำมั่นของรัฐบาลในการปรับสมดุลการคลังและขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ‘เป็นก้าวที่มาถูกทาง’

รายงานระบุว่า กรอบการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ฉบับใหม่ คาดว่าปีงบประมาณ 2570 จะขาดดุล 788,000 ล้านบาท (4% ของจีดีพี) การปรับสมดุลการคลังครั้งใหญ่มีกำหนดเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2571 เป็นต้นไป โดยอาศัยรายได้ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งจากการขึ้นอัตรา VAT จาก 7% ในปัจจุบัน เป็น 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และเป็น 10% ภายในปีงบประมาณ 2573 หากดำเนินการได้จริงและเศรษฐกิจยังฟื้นตัวต่อเนื่อง ก็จะช่วยเพิ่มรายได้ได้อีก

ด้านรายจ่าย ไอเอ็มเอฟ แนะนำผ่านรายงานฉบับนี้ว่าควรนำไปใช้กับรายจ่ายที่ส่งเสริมการเติบโต ได้แก่ เพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาและการฝึกอบรม เพื่อเพิ่มทักษะใหม่และยกระดับทักษะของแรงงานไทย ขยายโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านดิจิทัลและด้านกายภาพ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับความซับซ้อนของสินค้าส่งออก และขยายมาตรการลดและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเสริมความพร้อมรับมือ นอกจากนี้ ควรปรับปรุงระบบคุ้มครองทางสังคม โดยเสริมสวัสดิการพื้นฐาน เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และปรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพื่อช่วยผู้ที่เปราะบางที่สุดได้ดีขึ้น รวมถึงเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อการกระจายรายได้จากการขึ้นอัตรา VAT

ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับที่คริชนา ศรีนิวาสัน กล่าวในงานแถลงข่าวว่า หลายประเทศมีฐานข้อมูลทะเบียนทางสังคมที่บอกได้ว่าใครต้องการความช่วยเหลือ และสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงคนที่ต้องการจริง ขณะเดียวกันรัฐบาลก็สามารถรักษาวินัยทางการคลังไว้ได้

“แม้เราจะพูดถึงการปรับสมดุลการคลัง แต่ก็ต้องทำภายใต้กรอบการคลังระยะปานกลางที่วางไว้อย่างรอบคอบ เพราะเมื่อให้ความช่วยเหลือตอนนี้ การคลังอาจหลวมขึ้นบ้าง แต่ถ้ามีกรอบการคลังระยะปานกลางที่มั่นคง ก็จะเป็นหลักยึด และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและประชาชน” คริชนา ศรีนิวาสัน กล่าว

รายงาน Article IV ยังวิจารณ์ว่า กฎการคลังของไทยมีจำนวนมากและ “ซับซ้อนเกินไป” จนลดความยืดหยุ่นทางนโยบาย และเป็นอุปสรรคต่อการบริหารการเงินการคลังภาครัฐ

ความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงาน และโอกาสจากอาเซียน

ในงานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 15 ต.ค. คริชนา ศรีนิวาสัน ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียยังคงได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน เนื่องจากนี่เป็นภูมิภาคที่พึ่งพาพลังงานอย่างมาก

“ความเข้มข้นในการใช้พลังงานอยู่ที่ราว 4% ของจีดีพี… และที่สำคัญกว่านั้น พลังงานจำนวนมากต้องนำเข้า สิ่งนี้จึงสร้างแรงกดดันต่อประเทศต่าง ๆ ทั้งด้านเงินเฟ้อและศักยภาพการเติบโต” คริชนา ศรีนิวาสัน กล่าว

สำหรับอาเซียน ตัวเลขนี้สูงยิ่งกว่า “ในอาเซียน ความเข้มข้นในการใช้พลังงานอยู่ที่ 7% ของจีดีพี ซึ่งสูงมากจริง ๆ และบางประเทศเปราะบางเป็นพิเศษ” เขากล่าว

อย่างไรก็ดี เขาเสริมว่า ประเทศในภูมิภาคก็นับว่าปรับตัวได้ค่อนข้างดี แม้จะมีขีดจำกัดก็ตาม

“ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานเป็นเรื่องที่หากยืดเยื้อออกไป อาจส่งผลต่อประเทศในเอเชียรุนแรงขึ้นมาก … ถ้าวิกฤตนี้ยืดเยื้อ ก็จะกระทบประเทศในภูมิภาค นั่นคือเหตุผลที่เราชี้ว่านี่เป็นหนึ่งในความเสี่ยงขาลงที่สำคัญ” ผอ.ฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของไอเอ็มเอฟ กล่าว

A KAEW, THAILAND - 2026/07/22: Small retailers continue to keep their doors open strictly for basic survival following the nearly year-long closure of the Ban Laem Permanent Border Crossing in Pong Nam Ron District, Chanthaburi Province. The prolonged shutdown has severely devastated the Thai-Cambodian border economy, transforming the once-thriving Ban Laem Market into a quiet, deserted strip. While numerous businesses have closed permanently, the few remaining shops struggle with daily revenues dropping to just 100200 baht. The crisis has also hit local farmers, blocking exports of key agricultural products like longan and bananas despite high production costs. Merchants describe this as the longest and most severe closure on record, forcing them to adapt day-to-day while awaiting security conditions to improve so authorities can reopen the border to revive trade.

ที่มาของภาพ, TNP/Arnun Chonmahatrakool/Thai News Pix/LightRocket via Getty Images

คำบรรยายภาพ, การปิดด่านที่ยืดเยื้อทำให้เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชาซบเซาหนัก ตลาดบ้านแหลม จังหวัดจันทบุรี ที่เคยคึกคักกลายเป็นถนนเงียบร้าง หลายร้านปิดกิจการถาวร ส่วนร้านที่เหลือมีรายได้เพียงวันละ 100–200 บาท

ด้านคริสตาลินา จอร์จีวา มองว่าโอกาสของไทยอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้าน

“สำหรับไทยกับอาเซียน ต้องพยายามมากขึ้นเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อาเซียนเป็นภูมิภาคที่ยอดเยี่ยม ประเทศต่าง ๆ มีพลวัตสูงมาก ผู้คนมีพลังบวก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการที่ประชากรยังอายุน้อย แต่อาเซียนค้าขายกับนอกภูมิภาคมากกว่าค้าขายกันเอง การค้าภายในอาเซียนอยู่ที่ 22% ขณะที่สหภาพยุโรปอยู่ที่ 60% ไทยจึงทำได้อีกมาก เพียงแค่ใช้ประโยชน์จากประเทศเพื่อนบ้านให้มากขึ้น” คริสตาลินา จอร์จีวา กล่าว

เธอทิ้งท้ายว่า “เพื่อความเป็นธรรมต่อไทย ไทยเป็นหนึ่งในประเทศแนวหน้าที่ได้ประโยชน์จากกระแสการลงทุนด้านเอไอ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก และไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่คิดเรื่องความเสี่ยงจากกระแสการลงทุนด้านเอไอไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ”