เศรษฐกิจไทยในปี 2568 กำลังเผชิญกับสภาวะ “เสียสมดุล” อย่างรุนแรง จากตัวเลขการเติบโตของจีดีพีที่ส่งสัญญาณดิ่งลงอย่างน่ากังวล แม้ไตรมาสแรกยังขยายตัวได้ 3.1% แต่กลับลดต่ำลงเหลือเพียง 1.7% ในไตรมาส 3 มีการคาดการณ์ว่า หากไร้มาตรการกระตุ้นที่ตรงจุด ไตรมาสสุดท้ายอาจทรุดตัวเหลือเพียง 0.3%
จากปัจจัยลบทั้งจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และภัยธรรมชาติที่ซ้ำเติม ทำให้เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือนรถยนต์ที่กำลังวิ่งลงเหว
ท่ามกลางช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ทีมเศรษฐกิจภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จึงได้ผลักดันแพ็กเกจ “Quick Big Win” ผ่าน 5 เสาหลักเศรษฐกิจ
แม้จะมีระยะเวลาดำเนินงานเพียง 2 เดือนครึ่งก่อนการยุบสภา แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้กลายเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยดึงเศรษฐกิจไตรมาส 4 ให้กลับมาขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 1% และรักษาเป้าหมายจีดีพีปี 2568 ไว้ที่ 2%
เสาหลักแรก คือการอัดฉีดเม็ดเงินผ่าน “คนละครึ่งพลัส” ที่มุ่งเน้นกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อยและชุมชน โดยตัดวงจรโมเดิร์นเทรดออกไป ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 70,000 ล้านบาท ภายใน 2 เดือน ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคดีดตัวขึ้นเกิน 50% เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
เสาหลักที่สองและสาม มุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ SMEs ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ลูกหนี้รายย่อยกว่า 3.4 ล้านคน และการใช้กลไกซอฟต์โลนบวกกับการค้ำประกันสินเชื่อจาก บสย. วงเงินกว่า 2.6 แสนล้านบาท เพื่อทลายกำแพงความกลัวของสถาบันการเงินและคืนสภาพคล่องให้ธุรกิจขนาดเล็ก
เสาหลักที่สี่ คือการสร้างภูมิคุ้มกันผ่านการออม ทั้ง “บอนด์ออมพลัส” และการปรับปรุงเกณฑ์ประกันบำนาญ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
เสาหลักสุดท้าย คือ การปลดล็อกการลงทุนผ่าน “Thailand Fast Pass” แก้ไขจุดติดขัดในโครงการบีโอไอ ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจริงในปี 2569–2570 ได้สูงถึง 480,000 ล้านบาท
แม้รัฐบาลชุดนี้จะสิ้นสุดวาระลงอย่างรวดเร็ว แต่นโยบาย Quick Big Win ได้ถูกดำเนินการไปแล้วกว่า 99% สิ่งที่ทำไปแล้วจึงไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการวาง “ฐานราก” และสร้าง “แรงส่ง” (Momentum) ไปยังปี 2569 โดยเฉพาะในภาคการลงทุนและการฟื้นฟูศักยภาพการแข่งขันของ SMEs ที่ได้รับการอัปเกรดทักษะสู่โลกออนไลน์
อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ของปี 2569 ยังคงมีความท้าทายจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและการส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ การที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ถึง 1.5% ตามเป้าหมายงบประมาณปี 2569 หรือไม่นั้น
จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับแรงส่งจากอดีตเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องการ “ความต่อเนื่อง” ของนโยบายและเสถียรภาพทางการเมืองที่จะเข้ามาต่อยอดโครงการที่ค้างอยู่ เพื่อไม่ให้กุญแจที่เพิ่งไขออกต้องถูกล็อคไว้อีกครั้งในระหว่างทาง
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,163 วันที่ 4 – 7 มกราคม พ.ศ. 2569
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/648094&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M_LC-neDjtSa-Q9nQAmQd
