วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.10 น.
แนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงเวลาต่าง ๆ โดยเปรียบเทียบจาก “มาตรการมิยาซาวา” ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือทางการเงินกับประเทศญี่ปุ่นภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 กับ “โครงการคนละครึ่งพลัส” ซึ่งเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยในยุคหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 การวิเคราะห์เน้นการเปรียบเทียบเชิงแนวคิด กลไกการดำเนินงาน และผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ผลการศึกษาพบว่า ทั้งสองแนวทางต่างมีจุดร่วมคือการใช้ นโยบายการคลังเชิงกระตุ้น (Fiscal Stimulus) เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ แต่มีความแตกต่างในด้าน กลไกการส่งผ่านทางเศรษฐกิจ (Transmission Mechanism) และ โครงสร้างเป้าหมายทางสังคม ซึ่งสะท้อนถึงพัฒนาการของนโยบายการคลังไทยจาก “การพึ่งพาทุนภายนอก” สู่ “การขับเคลื่อนด้วยนโยบายภายในประเทศและดิจิทัลเศรษฐกิจ”
เศรษฐกิจไทยเผชิญกับภาวะชะลอตัวหลายครั้งในรอบสามทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ปี พ.ศ. 2540 (“วิกฤตต้มยำกุ้ง”) และวิกฤตเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งสองเหตุการณ์ส่งผลให้รัฐบาลไทยต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบที่แตกต่างกันตามบริบททางเศรษฐกิจและสังคม ในช่วงหลังวิกฤตปี 2540 ประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือจากประเทศญี่ปุ่นภายใต้มาตรการที่เรียกว่า “แพ็กเกจมิยาซาวา (Miyazawa Initiative)” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ในช่วงหลังโควิด-19 รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการ “คนละครึ่ง” และ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย การศึกษานี้จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งสองรูปแบบ เพื่อทำความเข้าใจถึงพัฒนาการของนโยบายการคลังไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน
แนวคิดและกรอบทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
การกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถอธิบายได้ภายใต้กรอบของ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคของเคนส์ (Keynesian Economics) ซึ่งเน้นบทบาทของภาครัฐในการเพิ่มอุปสงค์รวม (Aggregate Demand) ผ่านการใช้จ่ายภาครัฐและนโยบายการคลัง เพื่อป้องกันภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทั้ง “มาตรการมิยาซาวา” และ “คนละครึ่งพลัส” ต่างเป็นตัวอย่างของนโยบายการคลังเชิงขยาย (Expansionary Fiscal Policy) โดยมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มรายจ่าย การลงทุน และการบริโภคในระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม กลไกการส่งผ่านและบริบททางเศรษฐกิจที่ต่างกัน ส่งผลให้รูปแบบของนโยบายทั้งสองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
มาตรการมิยาซาวา: การพึ่งพาความร่วมมือระหว่างประเทศ
หลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี พ.ศ. 2540 ประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชียได้รับผลกระทบจากการไหลออกของเงินทุนและการลดลงของค่าเงินบาท ญี่ปุ่นจึงได้จัดตั้ง “Miyazawa Initiative” มูลค่ารวมกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือประเทศในเอเชีย โดยประเทศไทยได้รับเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและความช่วยเหลือทางเทคนิค มาตรการดังกล่าวมุ่งเน้นการ ฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเงิน การ ปรับโครงสร้างภาคธนาคาร และการ เพิ่มสภาพคล่องทางเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยให้ประเทศไทยสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตได้ในระยะกลาง แต่ก็สะท้อนถึงการพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศและข้อจำกัดด้านอธิปไตยทางเศรษฐกิจ
โครงการคนละครึ่งพลัส: การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในผ่านดิจิทัลและการมีส่วนร่วม
ในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศ รัฐบาลจึงได้ดำเนินนโยบาย “คนละครึ่ง” และต่อยอดเป็น “คนละครึ่งพลัส” โดยรัฐร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายให้ประชาชน 50% ผ่านระบบ G-Wallet บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
มาตรการนี้มีลักษณะเด่นคือการใช้ เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อกระจายเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างรวดเร็ว และสร้างระบบข้อมูลทางเศรษฐกิจที่โปร่งใส ผลลัพธ์คือการเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศ ช่วยพยุงธุรกิจรายย่อย และลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
แตกต่างจากมาตรการมิยาซาวาซึ่งมุ่งฟื้นโครงสร้างเศรษฐกิจในระดับมหภาค “คนละครึ่งพลัส” มุ่งเน้นการสร้างแรงกระตุ้นในระดับจุลภาคและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ
การเปรียบเทียบแนวทางทั้งสอง
ประเด็นเปรียบเทียบ มาตรการมิยาซาวา (พ.ศ. 2541) คนละครึ่งพลัส (พ.ศ. 2565)
แหล่งที่มาของงบประมาณ ความช่วยเหลือจากต่างประเทศ (ญี่ปุ่น) งบประมาณแผ่นดินของไทย
กลไกการดำเนินงาน เงินกู้ ฟื้นฟูธนาคารและภาคการเงิน ร่วมจ่ายผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม
เป้าหมายหลัก เสถียรภาพทางการเงินและการลงทุน กระตุ้นการบริโภคภายใน
กลุ่มเป้าหมาย ภาคธุรกิจและสถาบันการเงิน ประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการรายย่อย
ลักษณะการดำเนินนโยบาย ระดับมหภาค (Macro-level) ระดับจุลภาค (Micro-level)
ผลกระทบระยะสั้น เพิ่มสภาพคล่องระบบการเงิน เพิ่มกำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภค
ผลกระทบระยะยาว ฟื้นเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและฐานข้อมูลรัฐ
ดังนั้น การวิเคราะห์พบว่า “มาตรการมิยาซาวา” และ “คนละครึ่งพลัส” เป็นสองแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยจากยุคพึ่งพาทุนต่างประเทศสู่ยุคขับเคลื่อนด้วยนโยบายภายในประเทศและเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งสองกรณีต่างใช้แนวคิดของเคนส์ในการเพิ่มอุปสงค์รวม แต่ต่างกันในระดับของกลไกและวัตถุประสงค์ทางสังคม
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือ รัฐบาลควรพัฒนานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผสมผสานระหว่างการลงทุนเชิงโครงสร้าง (แบบมิยาซาวา) และการสนับสนุนการบริโภคเชิงดิจิทัล (แบบคนละครึ่งพลัส) เพื่อให้เกิดผลคูณทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และลดการเหลื่อมล้ำในระยะยาว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/451048&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ltm13SvybPVscBtfLsZWQ
