ค้าปลีกมอง ‘คนละครึ่ง พลัส’ หนุนยอดขายไตรมาส 4 โต 10%

ค้าปลีกมอง-‘คนละครึ่ง-พลัส’-หนุนยอดขายไตรมาส-4-โต-10%

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้แสดงมุมมองเชิงบวกต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะมาตรการระยะสั้นแบบ ‘Quick Big Win’ ที่มุ่งกระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนความตั้งใจในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า สมาคมฯ เริ่มเห็นสัญญาณบวกของบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสำคัญ ภาคค้าปลีกจึงคาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับมาตรการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ถูกมองว่าเป็นนโยบายที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้อย่างตรงจุด โดยกระทรวงการคลังประเมินว่าจะช่วยให้ GDP ไทยขยายตัวได้ราว 0.21–0.22% เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการ มาตรการนี้ยังมีส่วนสำคัญในการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงปลายปี และช่วยกระตุ้นยอดขายของร้านค้ารายย่อยและธุรกิจเอสเอ็มอีในระดับชุมชน

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังระบุว่า โครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคค้าปลีกได้กว่า 60,000 – 70,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญต่อบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีก (RSI) ซึ่งสมาคมฯ จัดทำร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ยืนยันถึงมุมมองดังกล่าว โดยดัชนีความเชื่อมั่นในช่วง 3 เดือนข้างหน้า (ตุลาคม–ธันวาคม 2568) มีแนวโน้มปรับตัวสูงสุดของปี ทำสถิติ ‘New High’ ในรอบ 12 เดือน จาก 52.4 จุด มาอยู่ที่ 63.8 จุด

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าผู้ประกอบการค้าปลีกมีความหวังที่ดีกับรัฐบาลชุดใหม่ ประกอบกับปัจจัยหนุนด้านเทศกาลและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดว่ามาตรการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ จะช่วยเพิ่มยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 10% โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและร้านค้าในต่างจังหวัด เมื่อเทียบกับช่วงที่ไม่มีมาตรการ

อย่างไรก็ตาม ณัฐ ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงประเด็นที่ยังต้องจับตา นั่นคือความต่อเนื่องของกำลังซื้อประชาชนหลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นระยะสั้น

โดยระบุว่า “สิ่งที่เรายังต้องจับตาคือ หลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นระยะสั้น กำลังซื้อของประชาชนจะสามารถต่อเนื่องได้หรือไม่ เพราะแม้มาตรการภาครัฐช่วยสร้างแรงหนุนให้เศรษฐกิจในช่วงสั้น แต่ปัจจัยพื้นฐานอย่างรายได้และหนี้ครัวเรือนยังเป็นความท้าทายที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง เพื่อให้กำลังซื้อฟื้นตัวอย่างยั่งยืน”

สมาคมฯ จึงเสนอว่ามาตรการระยะสั้นควรดำเนินควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เพื่อสร้างรากฐานการแข่งขันในอนาคต โดยมีแนวทางสำคัญ 3 ประการ ประการแรกคือ การลดภาษีสินค้านำเข้า (Import Tax) ในกลุ่มไลฟ์สไตล์และแฟชั่น เช่น เสื้อผ้า น้ำหอม และเครื่องสำอาง ซึ่งปัจจุบันไทยมีอัตราภาษีสูงถึง 20–30%

การปรับลดภาษีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย และดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาชอปปิงในไทยมากขึ้น เพื่อยกระดับภาพลักษณ์สู่การเป็น ‘Shopping Paradise แห่งอาเซียน’ นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการนำร่องจัดทำ ;แซนด์บ็อกซ์เขตปลอดภาษี (Free Tax Zone)’ ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก

ประการที่สอง คือการป้องกันสินค้านำเข้าราคาถูกที่ด้อยมาตรฐาน เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้บริโภคสนับสนุนสินค้าที่ผลิตโดยคนไทย โดยสมาคมฯ พร้อมสนับสนุนการผลักดันสัญลักษณ์ ‘Made in Thailand’ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้า

ประการสุดท้าย คือการยกระดับทักษะแรงงาน (‘Upskill / Reskill’) ในภาคค้าปลีก เพื่อให้สามารถปรับตัวกับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเสนอให้ใช้มาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าจ้างแทนระบบค่าแรงขั้นต่ำ

ภาพ: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

ABOUT THE AUTHOR

THE STANDARD WEALTH

สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/half-half-plus-retail-sales-q4-10-percent-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KFgi-tqnxvWk5CM3YN2O2