———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/69EGM1K1YJoL&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sAD8gFlA7wHa4DE0f4NaA
Category: ท่องเที่ยว
-

รีวิวฉบับจัดเต็ม: หนีงานมากินไข่! บุก “โรงแรมฟาร์มเฮ้าส์
-

“สุรศักดิ์” มอบนโยบายหน่วยงาน “ขับเคลื่อนการท่องเที่ยว-กีฬาไทย สู่มูลค่าสูง” ยกระดับคุณภาพชีวิต รายได้ของประชาชน | TOPNEWS
9 เมษายน 2569 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นประธานมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานแก่ผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานในสังกัด ณ ห้องประชุมสุวรรณวิจิตร ชั้น 7 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมกันวางทิศทางและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของประเทศ


นายสุรศักดิ์ กล่าวว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยขอให้ทุกหน่วยงานมุ่งมั่นดำเนินงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายรัฐบาล และแผนพัฒนาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเน้นย้ำการเตรียมความพร้อมในการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ โดยการบูรณาการภารกิจด้านการท่องเที่ยวร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเชื่อมโยงต้นทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยวอย่างไร้รอยต่อ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของรัฐ รวมถึงการสนับสนุนแนวคิดการจัดตั้ง “กระทรวงการกีฬา” เพื่อให้การกำหนดนโยบายด้านกีฬาเป็นไปอย่างชัดเจน ครอบคลุม และต่อเนื่องในทุกมิติ
ในด้านการท่องเที่ยว รัฐมนตรีฯ ระบุว่า รัฐบาลมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจากการเน้น “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพและมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน” โดยกำหนดทิศทางสำคัญ ได้แก่ การผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน ด้วยการปรับแนวคิดจากการขายสินค้า (Product-Centric) ไปสู่การตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว (Demand Driven) การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเฉพาะทาง อาทิ การท่องเที่ยวเชิงความเชื่อ (สายมูเตลู) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness) ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีมาตรฐานรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม รวมทั้งการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองรอง ผ่านมาตรการส่งเสริมต่าง ๆ และ การยกระดับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร
ขณะเดียวกัน ในด้านการกีฬา โดยเฉพาะการจัดการแข่งขันระดับชาติ ระดับนาชาติ ต้องจัดให้ได้มาตรฐานสากลและคุ้มค่า ทั้งนี้ ประเทศไทยได้มุ่งใช้กีฬาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคนในชาติทุกช่วงวัย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยวางกรอบการพัฒนาไว้บน 4 เสาหลัก ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพของประชาชน (Sport Health) การผลักดันกีฬาให้เป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้ (Sport Wealth) การยกระดับมาตรฐานการแข่งขันและศักยภาพนักกีฬาไทยสู่ระดับนานาชาติ (Sport Pride) และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาพัฒนาระบบกีฬา (Sport Future) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต

“ความสำเร็จของการขับเคลื่อนนโยบายจะเกิดขึ้นได้จาก “เอกภาพในการทำงาน” ของทุกหน่วยงานในสังกัด โดยต้องร่วมกันขับเคลื่อนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้เป็น Smart Organization ที่ทำงานบนฐานข้อมูล มีความคล่องตัว เป็นมืออาชีพ และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ พร้อมทั้งยึดหลักความโปร่งใส มองการณ์ไกล และยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ เพื่อร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวและการกีฬาในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป”
รมว.สุรศักดิ์ เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด เรื่องการประหยัดพลังงานให้เป็นรูปธรรม เช่น มาตรการ Work from Home หรือ Work from Anywhere รวมถึงการไปศึกษาดูงานต่างประเทศโดยให้งดหรือชะลอไว้ก่อน เว้นแต่จะเป็นภารกิจที่จำเป็นจริงๆ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1542322&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nyYUL18iziEysak9HHJWs -

อนุทินแถลงนโยบาย 5 คลัสเตอร์ชูคนละครึ่งพลัสแก้หนี้ปูทางไทยสู่ Net Zero
ยุทธศาสตร์ 5 คลัสเตอร์: พลิกโฉมการบริหารและเศรษฐกิจดิจิทัล
เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยประกาศขับเคลื่อนประเทศผ่านการบริหารแบบ “กลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” 5 ด้านหลัก ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจมหภาคที่เน้น AI และดิจิทัล, ภาคการผลิตและ SMEs, โครงสร้างพื้นฐานเขียว, สังคมสวัสดิการ และความมั่นคงสากล เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในบริบทโลกใหม่
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล โดยมีเป้าหมายสร้างความมั่งคั่งผ่านอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นายกรัฐมนตรีระบุว่าการทำงานแบบบูรณาการนี้จะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้ในภาคเกษตรแม่นยำและการท่องเที่ยวสร้างมูลค่าสูง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกตลอดทั้งปี ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการคลังและความคุ้มครองทางสังคม
Quick Big Win: ‘คนละครึ่ง พลัส’ และมาตรการแก้หนี้เบ็ดเสร็จ
สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่ต้องทำทันทีหรือ “Quick Big Win” รัฐบาลได้ชูโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เป็นหัวเจาะหลักในการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยความพิเศษคือการพ่วงเงื่อนไขการยกระดับทักษะดิจิทัลและ AI ให้แก่ผู้ร่วมโครงการ เพื่อให้ “คนตัวเล็ก” และ SMEs สามารถเติบโตได้จริงในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการสงเคราะห์ชั่วคราว แต่เป็นการสร้างทักษะแห่งอนาคตไปพร้อมกับการลดภาระค่าครองชีพ
“รัฐบาลจะไม่เพียงแค่แก้หนี้ แต่จะดำเนินมาตรการสร้างรายได้และลดต้นทุนไปพร้อมกัน เพื่อให้ประชาชนมีกำลังเพียงพอในการดำรงชีวิต” นายอนุทินกล่าวเน้นย้ำถึงแนวทางการแก้หนี้ครัวเรือนแบบองค์รวม
โดยรัฐบาลจะยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง บูรณาการฐานข้อมูลสถาบันการเงินเพื่อให้ลูกหนี้ชั้นดีกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้อีกครั้ง พร้อมมาตรการลดค่าใช้จ่ายทั้งค่าน้ำดื่มสะอาดและค่าไฟฟ้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเร่งด่วน
สิ่งแวดล้อมและการค้าโลก: ปูพรมสิทธิประโยชน์ SMEs สู่ Net Zero
ในมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการแข่งขันระดับสากล รัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 ผ่านการสร้างตลาดคาร์บอนเครดิตมาตรฐานสากลและระบบ Green Finance ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำสำหรับการปรับตัวตามกติกาโลกใหม่ นอกจากนี้ยังมีมาตรการ “Made in Thailand” เพื่อให้แต้มต่อ SMEs ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
มุมมองจากฝั่งรัฐบาลเชื่อว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าความสำเร็จของนโยบายนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการหนี้ครัวเรือนที่ฝังรากลึกและการกระจายเทคโนโลยี AI ให้เข้าถึงระดับฐานรากได้อย่างทั่วถึง เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี
วิเคราะห์และสรุปประเด็นสำคัญ
การบริหารเชิงรุกแบบ Cluster: รัฐบาลเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็น 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ เน้นการใช้ AI และเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนทุกภาคส่วน
การแก้หนี้และกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น: โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” และการจัดการหนี้แบบองค์รวมถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น โดยเน้นให้สิทธิประโยชน์แก่ “คนตัวเล็ก” และ SMEs เป็นพิเศษ
ยุทธศาสตร์ความยั่งยืนระดับสากล: การผลักดันกฎหมาย Climate Change และการเข้าสมาชิก OECD คือแผนระยะยาวเพื่อสร้างแต้มต่อทางการค้าและดึงดูดการลงทุนสีเขียวจากทั่วโลก
บทสรุป: นโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบ “ยาแรง” ในระยะสั้นควบคู่กับการวางรากฐานดิจิทัลในระยะยาว ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือการปรับตัวครั้งใหญ่ของ SMEs สู่ระบบมาตรฐานสากล
แต่อย่างไรก็ตาม แนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของประชาชนฐานรากยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด.
แหล่งที่มา : คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา (คลิก)
ภาพประกอบเนื้อหาข่าว : สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (คลิก)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/740644&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cDSEKVpFWYzSzd586VJv2 -

นกแอร์กระตุ้นเดินทางกลับบ้านช่วงสงกรานต์ 11-15 เม.ย.โหลดสัมภาระเพิ่มฟรี 10 กก. : อินโฟเควสท์

สายการบินนกแอร์ กระตุ้นการเดินทางภายในประเทศและส่งเสริมให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวและได้กลับไปเยี่ยมครอบครัวอย่างสุขใจ โดยลูกค้าสามารถโหลดสัมภาระเพิ่มฟรี 10 กิโลกรัมต่อท่าน ตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์
นกแอร์ ระบุว่า ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตน้ำมันแพงในปัจจุบัน นกแอร์ยังคงใส่ใจและรักษามาตรฐานการเดินทางให้ตรงเวลาและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารมากขึ้น โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ นกแอร์ขอส่งมอบความห่วงใยให้ลูกค้าทุกคนและเป็นการกระตุ้นการเดินทางช่วงเทศกาลและสนับสนุนให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาไปเยี่ยมครอบครัว สำหรับลูกค้าทุกท่านที่เดินทางในช่วงวันที่ 11-15 เมษายน 2569 จะได้รับสิทธิโหลดน้ำหนักสัมภาระฟรี ท่านละ 10 กิโลกรัม ในทุกชั้นบัตรโดยสาร
เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางของลูกค้า นกแอร์ได้พัฒนาและส่งมอบประสบการณ์การเดินทาง ด้วยบริการ “Nok Air Inflight Entertainment” ระบบความบันเทิงบนเครื่องบินโฉมใหม่ที่พร้อมให้บริการบนทุกเที่ยวบินของนกแอร์ ให้ลูกค้าทุกท่านได้เพลิดเพลินกับระบบความบันเทิง, ซีรี่ย์ นิตยสารผ่านอุปกรณ์พกพาส่วนตัวของผู้โดยสารบนเที่ยวบิน นอกจากนี้ลูกค้าที่สมัครสมาชิก NOK FAN CLUB และสำรองบัตรโดยสารผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันนกแอร์ ยังได้รับคะแนนสะสม Nok Points จากการบินในทุกเที่ยวบิน เพื่อนำคะแนนสะสมไปแลกสิทธิประโยชน์อีกมากมายของสายการบินและพันธมิตร อาทิ ใช้คะแนนแลกบัตรโดยสารฟรี, นำไปแลกเป็นส่วนลดบัตรเติมน้ำมัน หรือสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย
ทั้งนี้ นกแอร์ยังคงเชื่อมั่นว่าภาพรวมอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวไทยยังมีศักยภาพเติบโตได้ การออกมาตรการสนับสนุนในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 เม.ย. 69)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/584372&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ar2fepD9BdSB6VrgdiHme -

“สุรศักดิ์” เล็งฟื้น “เราเที่ยวด้วยกัน-เที่ยวคนละครึ่ง” ลุยรับมือวิกฤตสงคราม
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ทิศทางและนโยบายด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาลในขณะนี้ ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือผลกระทบจากภาวะสงครามในต่างประเทศและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
โดยภารกิจเร่งด่วนคือการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้เข้ามาพำนักในประเทศไทยระยะยาว (Long Stay) มากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านความปลอดภัย ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับประเทศใด
จึงถือเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวปรับตัวมาใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมพิจารณานำโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่เคยประสบความสำเร็จช่วงวิกฤตโควิด-19 เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน หรือเที่ยวคนละครึ่ง กลับมาทบทวนและถอดบทเรียนเพื่อปรับใช้เป็นมาตรการระยะสั้น ภายใน 3-6 เดือนนับจากนี้
โดยจะเน้นส่งเสริมให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวด้วยระบบขนส่งมวลชน เช่น รถไฟ หรือรถโดยสารประจำทาง เพื่อสอดคล้องกับนโยบายประหยัดพลังงาน ซึ่งอาจมีการนำเสนอสิทธิประโยชน์ในรูปแบบส่วนลดค่าเดินทาง หรือนำค่าใช้จ่ายเที่ยวเมืองรองไปลดหย่อนภาษี ส่วนงบประมาณหรือแหล่งทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการนั้น จะต้องหารือรายละเอียดกับสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังอีกครั้ง
ทั้งนี้ เป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวในปีนี้ ตัวเลขอาจมีการปรับลดลงบ้าง และต้องรอประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งหลังช่วงสงกรานต์อีกครั้ง แต่รัฐบาลยังคงมั่นใจเต็มที่ว่าภายในระยะเวลา 4 ปี จะสามารถผลักดันรายได้กลับไปสู่จุดสูงสุดก่อนเกิดโควิด-19 ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 3.5 ล้านล้านบาทได้อย่างแน่นอน
ขณะเดียวกัน ยุทธศาสตร์หลังจากนี้จะไม่มุ่งเน้นแค่เพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยว แต่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่า ซึ่งจะเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีฐานะหรือกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อชดเชยจำนวนนักท่องเที่ยวทั่วไปที่อาจลดลง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพบริการให้คุ้มค่า สร้างรายได้เข้าประเทศเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยไม่สร้างความเสื่อมโทรมต่อธรรมชาติ
ส่วนนโยบายการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดินในอัตรา 300 บาท นายสุรศักดิ์ ระบุว่า พร้อมให้การสนับสนุนและเดินหน้าต่อ เพราะมองว่าเป็นแนวทางที่หลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้ เช่น ซาโยนาระแท็กซ์ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งประสบความสำเร็จในการคัดกรองคุณภาพนักท่องเที่ยวให้น้อยลงแต่มีคุณภาพมากขึ้น เม็ดเงินที่จัดเก็บได้จะถูกนำมาเป็นกองทุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ยกระดับความปลอดภัยและบริการแก่นักท่องเที่ยว มั่นใจว่ามาตรการนี้จะส่งผลดีต่อประเทศมากกว่าผลเสีย
ขณะที่ประเด็นการปรับลดงบประมาณของกระทรวงเพื่อนำไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภาพใหญ่ นายสุรศักดิ์ชี้ว่า กระทรวงพร้อมให้ความร่วมมือตัดลดงบในส่วนที่เป็นไขมันหรือไม่จำเป็น เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระประเทศในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ แต่จะขอความเห็นใจจากนายกรัฐมนตรีไม่ให้ตัดลดงบที่กระทบกับภารกิจหลักในการดึงดูดรายได้ เพราะการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการหาเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และตัวกระทรวงเองก็ได้รับจัดสรรงบประมาณค่อนข้างน้อยและมีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบจำนวนมากอยู่แล้ว
“อะไรที่เป็นไขมันก็คงต้องตัดให้รัฐบาล แต่ถ้าเกิดไปตัดแล้ว มันมีผลกระทบกับการท่องเที่ยวและกีฬาเรา เราก็คงต้องขอท่านนายกฯ อะครับ ว่าอย่าตัดเลย กระทรวงนี้ก็ได้งบน้อยอยู่แล้ว ถ้าเกิดตัดแล้วมันกระทบกับรายได้ มันอาจจะไม่คุ้มนะ”
นอกจากนี้ สำหรับความคืบหน้าเรื่องการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาออกจากกัน นายสุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมีแนวทางชัดเจนในการนำงานด้านการท่องเที่ยวไปควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อบูรณาการต้นทุนทางวัฒนธรรม ทั้งเรื่องอาหารการกิน เสื้อผ้าไทย เทศกาล ประเพณี โบราณสถาน และซอฟต์พาวเวอร์ต่างๆ เข้ากับการท่องเที่ยวอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดรอยต่อในการทำงาน นำไปต่อยอดเพื่อขายเป็นจุดเด่น และเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้อย่างมหาศาล
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/272875&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ASnpKakSLvUfoe34Uzg_P -

ทรู เตรียมพร้อมสัญญาณ 5G และไฟเบอร์เน็ตบ้าน รองรับท่องเที่ยวสงกรานต์ยุคน้ำมันแพง | เดลินิวส์
ทรู คอร์ปอเรชั่น ชูแผนรับเทศกาลสงกรานต์ 2569 รับวันหยุดยาว ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คาดว่าจะอาจจะส่งผลให้พฤติกรรมการเดินทางของคนไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้เปลี่ยนไป ทั้งการลดระยะทางท่องเที่ยว เลือกใช้เวลาพักผ่อนวันหยุดยาวใกล้บ้าน หรือหันมาใช้เวลาอยู่กับครอบครัวที่บ้านมากขึ้น ขณะที่กลุ่มที่ยังคงเดินทางมีแนวโน้มใช้เวลาบนถนนสายหลักและจุดพักรถนานขึ้น โดยเฉพาะสถานีน้ำมันซึ่งอาจมีความหนาแน่นจากการแวะพักและรอคิวเติมน้ำมัน

เผยยกทัพโซลูชันจัดเต็ม นอกจากเพิ่มสัญญาณ 5G และ 4G ปีนี้แล้ว ทรูยังติดตั้ง IBC (In-Building Coverage) เพิ่มจากเดิมเพื่อขยายสัญญาณภายในอาคารและศูนย์การค้าทั่วกรุงเทพฯ รองรับคนกรุงที่ปีนี้คาดว่าจะมีกลุ่มปรับแผนเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และเลือกฉลองสงกรานต์แบบพักผ่อนในเมืองแทน ไม่ว่าจะเดินห้าง ดูหนัง หรือนัดกินข้าวกับเพื่อน ก็ใช้งานมือถือได้ลื่นไหล ประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมนำ AI ที่ได้รับการรับรอง Autonomous Network ระดับ 4.0 จาก TM Forum มาใช้บริหารโครงข่าย ผ่านระบบ Intent-Based Operation (IBO) ที่ทำงานเสมือนทีมปฏิบัติการอัตโนมัติ ดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง

นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทีมงานทรู คอร์ปอเรชั่น ไม่ได้แค่วางแผนโครงข่ายเชิงรุกเพื่อรองรับท่องเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ แต่เรายังวางแผนรองรับพฤติกรรมการใช้งานที่มีแนวโน้มเปลี่ยนไป จากเดิมที่เทศกาลสงกรานต์จะมีรูปแบบ ‘กระจุกตัวในแหล่งท่องเที่ยวสงกรานต์ และการเดินทางไกลข้ามจังหวัด’ ไปสู่รูปแบบที่ ‘กระจายตัวและยืดหยุ่น’ ทั้งระหว่างการเดินทางข้ามจังหวัด และการใช้งานในจังหวัด หรืออยู่บ้านกับครอบครัวมากขึ้น โดยคาดว่าปริมาณการใช้งานดิจิทัลยังคงเพิ่มสูง แต่จะกระจายไปยังสถานที่จัดกิจกรรมสงกรานต์ใหญ่ๆ เส้นทางคมนาคมสายหลัก จุดพักรถ และพื้นที่ชุมชนมากขึ้น ควบคู่กับการใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้านที่เติบโตจากกลุ่มผู้บริโภคที่เลือกพักผ่อนอยู่บ้านในปีนี้”

เพื่อตอบรับแนวโน้มดังกล่าว ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้เตรียมความพร้อมโครงข่าย 5G และ 4G ครอบคลุม 5 พื้นที่สำคัญทั่วประเทศ ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยว วัด และสถานที่ทำบุญ, จุดเล่นน้ำสงกรานต์, ศูนย์กลางคมนาคม เช่น สนามบิน สถานีขนส่ง และสถานีรถไฟ, ถนนสายหลักเชื่อมภูมิภาค และจุดพักรถตามเส้นทาง รวมถึงสถานีน้ำมัน และสถานีชาร์จรถไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งจุดใช้งานสำคัญในปีนี้ พร้อมทั้งดูและเน็ตบ้านในทุกพื้นที่ชุมชน

ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทรูให้ความสำคัญกับจุดจัดงานสงกรานต์ซึ่งเป็นซอฟต์พาวเวอร์ไทย และเป็นจุดดึงดูดการเยือนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ ถนนข้าวสาร, ถนนสีลม, สยามสแควร์, รวมถึงอีเวนต์ขนาดใหญ่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่น SIAM Songkran Music Festival (RCA), S2O Songkran Music Festival (ย่านรัชดา) และ X Festival (Warehouse Stadium) เป็นต้น รวมถึงการเสริมสัญญาณพื้นที่จัดกิจกรรมสงกรานต์ทุกภูมิภาคและจังหวัดต่างๆ ทั่วไทย

สำหรับเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้นำโซลูชันเสริมศักยภาพเครือข่ายมาใช้งานแบบครบวงจร เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นและมีรูปแบบซับซ้อนมากขึ้น ได้แก่ การติดตั้งรถสถานีฐานเคลื่อนที่ COW (Cell-On-Wheel) ในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง, การเพิ่มเสาสัญญาณชั่วคราวในจุดจัดงานและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในแต่ละจังหวัดทุกภูมิภาค, การปรับค่าพารามิเตอร์เครือข่ายให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานเฉพาะช่วงเทศกาล พร้อมทั้งติดตั้ง IBC (In-Building Coverage) เพิ่มจากเดิมเพื่อขยายสัญญาณภายในอาคารและศูนย์การค้าทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงการบริหารจัดการโครงข่ายแบบเรียลไทม์

นอกจากนี้ สำหรับเทศกาลสงกรานต์ 2569 ทรูนำ AI ที่ได้รับการรับรอง Autonomous Network ระดับ 4.0 จาก TM Forum มาใช้บริหารโครงข่าย ผ่านระบบ Intent-Based Operation (IBO) ที่ทำงานเสมือนทีมปฏิบัติการอัตโนมัติ ดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อคาดการณ์และปรับจูนล่วงหน้าก่อนเกิดผลกระทบ โดยสามารถกระจายโหลดในพื้นที่หนาแน่น จัดการสัญญาณรบกวน และประเมินผลแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ลูกค้าใช้งาน 5G และ 4G ได้อย่างต่อเนื่อง ลื่นไหล รองรับการสตรีม วิดีโอคอล และเล่นเกมได้อย่างสนุก

ขณะเดียวกัน ทรูยังได้จัดทีมทำงานที่ศูนย์ปฏิบัติการ BNIC และ War Room ตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้ AI วิเคราะห์และติดตามสถานการณ์เครือข่ายอย่างใกล้ชิด ครอบคลุมทั้ง 5G, 4G และอินเทอร์เน็ตบ้านทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อปริมาณการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว และรักษาคุณภาพการให้บริการได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเทศกาล

บริษัทฯ ยังดำเนินการตามแนวทางของ กสทช. อย่างเคร่งครัด เพื่อดูแลคุณภาพโครงข่ายและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานในทุกพื้นที่ ทั้งกลุ่มที่เดินทางท่องเที่ยว หรือกลุ่มที่เลือกใช้เวลาอยู่บ้านในช่วงวันหยุดยาว

“การวางแผนเสริมสัญญาณมือถือและเน็ตบ้านรับเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ สะท้อนถึงบทบาทของทรูในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้บริโภคในทุกสถานการณ์ พร้อมรองรับทั้ง ‘การเดินทางท่องเที่ยว’ และ ‘ไลฟ์สไตล์ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น’ ของคนไทยในยุคปัจจุบัน” นายคูรัม กล่าวในที่สุด

เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มความสนุกและร่วมส่งความปรารถนาดีในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ไปพร้อมกับลูกค้าคนสำคัญให้ได้สุขสดใส ชื่นใจวันสงกรานต์ เบิกบานทั่วไทยไปกับทรู พร้อมส่งมอบความสดใสรับเทศกาลปีใหม่ไทย ด้วยการมอบกระเป๋ากันน้ำสุดเก๋ไก๋ให้ลูกค้าได้นำไปใช้เบิกบานทั่วไทย เพียงเข้ามาใช้บริการหรือทำธุรกรรมที่ ทรูช็อป และ ดีแทคช็อป 129 สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ ครบ 500 บาท รับฟรีทันทีกระเป๋ากันน้ำ 1 ใบ (จำกัด 1 สิทธิ์ต่อ 1 ท่าน) ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายนนี้ เป็นต้นไป

พร้อมกันนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ไทย มอบสิทธิพิเศษดับร้อนในงานมหาสงกรานต์ ร่วมสาดความสุขและมอบความคุ้มค่าแบบเต็มพิกัดให้แก่ลูกค้าคนสำคัญ และนักท่องเที่ยว ไปกับกิจกรรมปีใหม่ไทยเที่ยวใกล้บ้าน “มหาสงกรานต์” ทั่วกรุงเทพฯ เปิดจุดรับสิทธิพิเศษมากมาย ประจำ 2 แลนด์มาร์กยอดฮิตกรุงเทพมหานคร ทั้งสวนลุมพินี และสวนเบญจกิติ ตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11 – 15 เมษายน 2569 นี้ ทั้งรับฟรี! เครื่องดื่มคลายร้อน โค้ก ซีโร่, เครื่องดื่ม Slurpee จาก Freshy, น้ำแร่ Eto, ไอศกรีม Cremo พร้อมรับส่วนลดค่าอาหารที่ร้าน KFC สูงสุดถึง 50% และส่วนลดเข้าร่วมเวิร์กชอปศิลปะสูงสุด 10% (สำหรับลูกค้า TrueBlack และ dtac PLATINUM BLUE) กดรับสิทธิ์ง่ายๆ ผ่านแอปทรู นอกจากนี้ พิเศษสำหรับลูกค้า Tourist SIM สามารถแวะซื้อซิมพร้อมกดรับซองกันน้ำฟรีได้ที่บูธทรูตลอดงาน เตรียมโหลดแอปทรู ให้พร้อมแล้วมารับความคุ้มค่าสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้ไปด้วยกัน!

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5766991/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22T3AFsEe2mrBLJWSyYDEA -

ลุยจับ บริษัททัวร์นอมินีอิสราเอล ตั้งสำนักงานเถื่อนในภูเก็ต เพิกถอนใบอนุญาตทันที
9 เมษายน 2569 – สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์สาขาภาคใต้เขต 2 เปิดเผยว่า กรมการท่องเที่ยว โดย สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคใต้ เขต 2 ผนึกกำลังร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวในพื้นที่อย่างเข้มข้นเพื่อจัดระเบียบและปราบปรามการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 พบผู้กระทำผิด 2 รายใหญ่ เตรียมสั่งเพิกถอนใบอนุญาตและปรับพินัยโดย ตรวจพบ “นอมินี” ต่างชาติสวมสิทธิ์บริหาร จากการตรวจสอบเชิงลึกพบความผิดปกติของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งต้องสงสัยว่ามีการดำเนินกิจการในลักษณะตัวแทนอำพราง มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกรรมการบริษัทหลังจากได้รับใบอนุญาต โดยปัจจุบันมีกรรมการ 2 ราย เป็นชาวไทย 1 ราย และชาวต่างชาติ สัญชาติอิสราเอล 1 ราย
กรณีดังกล่าวถือว่า ขาดคุณสมบัติ ตามมาตรา 17 (1) (ก) แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวฯ ซึ่งระบุชัดเจนว่ากรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย
ส่วนบทลงโทษ สำนักงานทะเบียนฯ เตรียมดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตของบริษัทดังกล่าวทันที เพื่อป้องกันความเสียหายต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและผลประโยชน์ของคนไทย
ตั้งสำนักงานเถื่อน ไม่ตรงตามใบอนุญาต ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบ บริษัททัวร์นำเที่ยวแห่งหนึ่ง แม้จะมีสถานะการจดทะเบียนปกติ แต่พบการกระทำผิดในส่วนของสถานที่ตั้ง มีการประกอบกิจการในสถานที่ที่ไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในใบอนุญาต และไม่มีการแจ้งจดทะเบียนสาขาให้ถูกต้องตามขั้นตอนเข้าข่ายความผิดฐานประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่มีใบอนุญาตสาขา ตามมาตรา 22/2 แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวฯ
เจ้าหน้าที่เตรียมดำเนินการ ปรับพินัย ตามระเบียบที่กฎหมายกำหนด ยกระดับความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว การปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ประกอบการที่แฝงตัวกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี
ทั้งนี้ สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคใต้ เขต 2 ยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษามาตรฐานอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้มีความโปร่งใส และคุ้มครองผู้ประกอบการไทยที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/977474/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tS0BgjJVUHspKA2NtZclI -

รมว.ท่องเที่ยว เร่งแยกท่องเที่ยวออกจากกีฬา ฟื้นเที่ยวไทยคนละครึ่ง เก็บค่าเหยียบแผ่นดิน
รมว.ท่องเที่ยว เร่งแยกระทรวงท่องเที่ยวออกจากกีฬา
วันนี้ (วันที่ 9 เมษายน 2569) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงนโยบายของกระทรวงฯว่าด้านการท่องเที่ยวว่า ภารกิจเร่งด่วนที่จะพยายามดำเนินการให้เร็วที่สุด คือ การปรับโครงสร้างกระทรวง โดยจะแยกกระทรวงการท่องเที่ยวออกจากกีฬา โดยจะย้ายงานด้านการท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม อาจใช้ชื่อว่า “กระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม“
ส่วนกระทรวงกีฬา ก็จะแยกตัวออกไป ทำหน้าที่ด้านกีฬา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะนำมาซึ่งประโยชน์และความชัดเจนในระยะยาวสำหรับทั้ง 2 ภาคส่วน
การรวมท่องเที่ยวกับวัฒนธรรม ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อนำต้นทุนทางวัฒนธรรม ทั้งเรื่องอาหาร Soft Power เสื้อผ้าไทย เทศกาลประเพณี และโบราณสถาน มาสนับสนุนการท่องเที่ยวให้เป็นเนื้อเดียวกันและไร้รอยต่อมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้เข้าประเทศ
โดยขณะนี้จะมีการตั้งคณะทำงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาประเด็นต่างๆ เช่น กฎหมาย อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน และกำลังคน ซึ่งการดำเนินการต้องรวดเร็วแต่รอบคอบ ไม่ต้องการให้เกิดความเร่งรีบจนทิ้งปัญหาค้างคาเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับการรวมกระทรวงอื่นๆ
ปรับลดเป้าท่องเที่ยวปีนี้ เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง เน้นรายได้มากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว
นอกจากนี้กระทรวงการท่องเที่ยวฯจะยังอยู่ระหว่างจัดทำแผนกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อลดผลกระทบและรับมือจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบจากการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ต้องลดเป้าหมายการท่องเที่ยวในปีนี้ลง
โดยจากนี้รัฐบาลมีนโยบายเน้นเป้าหมาย “รายได้” มากกว่า “จำนวนคน” ไม่เน้นตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยว แต่จะให้ความสำคัญกับ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เพื่อเพิ่มยอดการใช้จ่ายต่อหัวให้มากขึ้น และเน้นนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง เพื่อชดเชยรายได้ที่อาจหายไปจากผลกระทบตะวันออกกลาง
กางมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวระยะสั้น ฟื้น เราเที่ยวด้วยกัน
สำหรับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวระยะสั้น (Quick Win) กระทรวงจะต้องเตรียมการและมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวและช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในช่วงที่คาดว่าปัญหาจะรุนแรงขึ้นหลังสงกรานต์
อาทิ การฟื้นโครงการที่เคยประสบความสำเร็จในช่วงโควิด เช่น “เราเที่ยวด้วยกัน” กลับมาพิจารณาใช้อีกครั้งภายใน 3-6 เดือน ข้างหน้า การนำมาตรการทางภาษี มากระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ อาทิ การสนับสนุนการท่องเที่ยว ผ่านการลดหย่อนภาษี โดยเฉพาะ การท่องเที่ยวในเมืองรอง ที่จะสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้มากกว่าเมืองหลัก
อีกทั้งภาครัฐเตรียมจัดโปรโมชั่นและมาตรการจูงใจต่างๆ อย่างต่อเนื่องสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน ให้แก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อผ่านวิกฤตในช่วงนี้
การส่งเสริมการเดินทางสีเขียวสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศผ่านระบบขนส่งมวลชน เช่น รถไฟและรถบัส เพื่อประหยัดพลังงานท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานที่สูงขึ้น การวางตำแหน่งให้ไทยในฐานะ Safe Havenวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับกลุ่ม Long Stay (พำนักระยะยาว) โดยเฉพาะจากประเทศที่มีความขัดแย้ง เช่น ตะวันออกกลาง หรือยุโรป เนื่องจากไทยมีความปลอดภัยและไม่ใช่คู่ขัดแย้ง
ยันเดินหน้าจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท
รวมไปถึงการผลักดันการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศ จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ ค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee) 300 บาทสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทางอากาศ เพื่อนำเงินเข้า กองทุนพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อนำไปใช้ในการดูแลและให้บริการนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในการเดินทาง และนำไปใช้ในโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนมากขึ้น
รัฐมนตรีระบุว่าการจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นแนวทางที่หลายประเทศใช้กัน เช่น ประเทศญี่ปุ่นที่มีการเก็บ Sayonara Tax ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นมีแผนที่จะปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมนี้ด้วยจาก 1,000 เยน เป็น 3,000 เยน ซึ่งก็พบว่าญี่ปุ่น พบว่าการเก็บค่าธรรมเนียมไม่ได้ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง แต่กลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ
นโยบายนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่มีศักยภาพ มากกว่าการเน้นเพียงจำนวนคน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย และโดยส่วนตัวผมก็สนับสนุนให้เดินหน้าโครงการนี้ต่อ เพราะเชื่อว่าจะมีผลดีต่อประเทศมากกว่าผลเสีย
นอกจากนี้รัฐบาลมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจากการเน้น “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพและมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน” โดยกำหนดทิศทางสำคัญ ได้แก่ การผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน ด้วยการปรับแนวคิดจากการขายสินค้า (Product-Centric) ไปสู่การตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว (Demand Driven) การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเฉพาะทาง
อาทิ การท่องเที่ยวเชิงความเชื่อ (สายมูเตลู) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness) ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีมาตรฐานรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม รวมทั้งการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองรอง ผ่านมาตรการส่งเสริมต่าง ๆ และการยกระดับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร
มุ่งขับเคลื่อนรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 3 ล้านล้านบาทใน 4 ปี
“ส่วนเป้าหมายระยะยาวด้านการท่องเที่ยว ก็มองว่าจะผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วง 4 ปีนี้ ให้กลับมาสร้างรายได้ 3 ล้านล้านบาท เหมือนในช่วงก่อนโควิด-19” รมว.ท่องเที่ยว
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงแม้มีการประกาศหยุดยิงระหว่างสหัฐและอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวทั้งตลาดตะวันออกกลางและยุโรปชะลอตัวลงนั้น ททท.วางแผนบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด
โดยมุ่งเน้นรักษาสมดุลและแสวงหาโอกาสจากตลาดกลุ่มอื่นที่ไม่มีความเสี่ยงเข้ามาชดเชยส่วนที่หายไป โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้ อาทิ จีน อินเดีย รัสเซีย และกลุ่มอาเซียน อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพื่อทดแทนตลาดที่อาจได้รับผลกระทบ
แต่ไม่ได้ทิ้งตลาดระยะไกลเลย เพราะยังเป็นตลาดที่คาดหวังได้อยู่ แต่ต้องเน้นทำตลาดเชิงรุกในกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงและพำนักระยะยาว ไม่ได้เน้นเชิงปริมาณ อาทิ กลุ่มดูแลสุขภาพ ผู้ป่วยที่ต้องการมารักษาตัว รวมถึงกลุ่มคนทำงานด้านดิจิทัล (Digital Nomad) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังมีการเดินทางได้อย่างต่อเนื่องภายใต้ข้อจำกัดด้านเที่ยวบินในปัจจุบัน
ททท.ดันไทยฮับท่องเที่ยว 365 วัน
ขณะเดียวกันต้องสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ท่องเที่ยวได้ทุกวันภายใต้แคมเปญฮับ 365 หรือ 365 วัน ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าสูงและความยั่งยืน โดยยุทธศาสตร์นี้จะไม่ใช่เพียงหน้าที่ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเพียงอย่างเดียว
แต่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อบูรณาการทำงานร่วมกัน พร้อมทั้งใช้กิจกรรมหรืออีเวนต์สำคัญ (Event-led) เป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย มีแนวคิดนำโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ที่ประสบความสำเร็จในรอบก่อนหน้านี้กลับมาใช้อีกครั้ง เพราะคนละครึ่งพลัสที่เน้นการใช้จ่ายทั่วไปก็สามารถนำมาผสมใช้กับทุกอุตสาหกรรมได้ รวมถึงภาคการท่องเที่ยว เช่น โรงแรมและตั๋วเครื่องบิน เพื่อส่งเสริมการบริหารภาคประชาชนและการเดินทางภายในประเทศ โดยโครงการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ซึ่งจะต้องมีการหารือเรื่องงบประมาณกับทางสำนักงบประมาณก่อนดำเนินการต่อไป
“แผนการดำเนินงานทั้งหมดจะมุ่งเน้นไปที่การรักษาทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยไม่เน้นเพียงแค่ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการใช้จ่ายที่สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งในระหว่างที่รอความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิงในตะวันออกกลาง ว่าจะยุติได้หรือไม่นั้น การท่องเที่ยวไทยจะยังคงเดินหน้าตามแผนการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศและการทำตลาดในประเทศกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีศักยภาพเป็นลำดับแรก” นางสาวฐาปนีย์ กล่าวทิ้งท้าย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/656207&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rsw4uNOlYZPYspTdecenJ -

รมว.สุรศักดิ์ มอบนโยบาย ท่องเที่ยว-กีฬาไทย สู่มูลค่าสูง หนุนตั้งกระทรวงกีฬา
รมว.สุรศักดิ์ มอบนโยบาย ท่องเที่ยว-กีฬาไทย สู่มูลค่าสูง หนุนตั้งกระทรวงกีฬา
รมว.สุรศักดิ์ มอบนโยบายขับเคลื่อน ท่องเที่ยวและกีฬาไทย สู่ยุคมูลค่าสูง ชู 4 เสาหลักพัฒนาการกีฬา พร้อมหนุนแนวคิดแยก “กระทรวงการกีฬา” ยกระดับมาตรฐานสากล
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในการมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานแก่ผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานในสังกัด เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้บริหารเข้าร่วมรับฟังทิศทางยุทธศาสตร์ชาติ
นายสุรศักดิ์ เปิดเผยถึงแนวทางการยกระดับวงการกีฬาไทย โดยมุ่งเน้นการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือพัฒนาคนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบการพัฒนา 4 เสาหลัก ประกอบด้วย : Sport Health: การส่งเสริมสุขภาพของประชาชนทุกช่วงวัย
Sport Wealth: ผลักดันกีฬาให้เป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ
Sport Pride: ยกระดับมาตรฐานการแข่งขันและศักยภาพนักกีฬาไทยสู่ระดับนานาชาติ
Sport Future: การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาพัฒนาระบบกีฬา
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ โดยพร้อมสนับสนุนแนวคิดการจัดตั้ง “กระทรวงการกีฬา” เพื่อให้การกำหนดนโยบายด้านกีฬามีความชัดเจน ครอบคลุม และมีความต่อเนื่องในทุกมิติ ขณะที่ด้านการท่องเที่ยวจะมีการบูรณาการร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเชื่อมโยงต้นทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยวอย่างไร้รอยต่อ
ในส่วนของการจัดการแข่งขันกีฬานั้น นายสุรศักดิ์ กำชับว่าการแข่งขันทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติต้องจัดให้ได้ตามมาตรฐานสากลและมีความคุ้มค่าสูงสุด พร้อมปรับภาพลักษณ์หน่วยงานสู่การเป็น Smart Organization ที่ทำงานบนฐานข้อมูล มีความคล่องตัว และโปร่งใส
ช่วงท้ายของการมอบนโยบาย รมว.สุรศักดิ์ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามมาตรการประหยัดพลังงานของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด ทั้งการสนับสนุนระบบ Work from Home หรือ Work from Anywhere รวมถึงให้งดหรือชะลอการไปศึกษาดูงานต่างประเทศในช่วงนี้ เว้นแต่จะเป็นภารกิจที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น เพื่อให้การใช้ทรัพยากรของรัฐเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ



ที่มาของภาพ : –
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/sports-world/102177/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15EnDFEzCLQNNtOXqqXO5S -

g
เทรนด์การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพกำลังเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาการเดินทางเพื่อเติมพลังชีวิต gettgo จึงร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ, Ascend Travel , บริษัทรถเช่า ทรู ลีสซิ่ง , gettgo และ Sanook.com เปิดตัวแคมเปญ “Journey of Longevity” ชวนคนเมืองออกเดินทางใกล้กรุง ผ่านเส้นทางท่องเที่ยว 7 จังหวัดภาคกลาง เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจอย่างยั่งยืน

แคมเปญนี้มุ่งเน้นกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Y อายุ 28-43 ปี ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ การพักผ่อน และ Work-Life Balance มากขึ้น พร้อมนำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวแนว Longevity Travel ที่ผสานธรรมชาติ วิถีชุมชน และกิจกรรมเพื่อสุขภาพใน 7 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สุพรรณบุรี และอ่างทอง
โดยแนวคิด “Journey of Longevity” ถูกออกแบบเพื่อให้การเดินทางไม่ใช่เพียงการพักผ่อน แต่เป็นการฟื้นฟู ทั้งร่างกายและจิตใจ ผ่านประสบการณ์ Well-Taste อาหารสุขภาพ, Well-Stay ที่พักท่ามกลางธรรมชาติ, Well-Sight วิถีชุมชน และ Wellness Activities เพื่อช่วยให้คนเมืองที่มีไลฟ์สไตล์เร่งรีบได้ออกเดินทางใกล้กรุงเติมพลังชีวิต และกลับมาใช้ชีวิตอย่างสมดุลอีกครั้ง
“การเดินทางในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการท่องเที่ยว แต่คือการดูแลคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการพักผ่อน เติมพลัง และสร้างสมดุลให้กับชีวิต” นายวรวัฒน์ โรจน์รังษี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย โบรกเกอร์ จำกัด กล่าว พร้อมระบุว่า gettgo สนับสนุนแนวคิด Journey of Longevity เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพกายและใจ พร้อมนำประกันภัยมาเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง เพื่อช่วยดูแลความเสี่ยงและสร้างความอุ่นใจในทุกทริป
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความยั่งยืน โดย gettgo ร่วมสนับสนุนการเดินทางของนักท่องเที่ยวผ่านโซลูชันประกันภัยที่ตอบโจทย์การเดินทางใกล้กรุงและทริประยะสั้น โดยมอบส่วนลด 20% สำหรับประกันรถยนต์ระยะสั้น 30 / 90 / 180 วัน จากวิริยะประกันภัย เพื่อตอบโจทย์การเดินทางระยะสั้นแบบ Longevity Travel เพียงใช้โค้ด PRTAT20 และ นอกเหนือจากนี้นักท่องเที่ยว สามารถเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆจากแคมเปญได้โดยตรงผ่าน Website www.journeyoflongevity.com ระยะเวลาแคมเปญตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน – 15 มิถุนายน 2569 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://tat.gettgo.com/motor/monthly
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieppui6rksynjbilusa5s8h0n1eo9fkv&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ErQDmnbFwHKs2jYuHLU3f




