Category: ท่องเที่ยว

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียน GI

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียน GI

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียน GI “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร ต่อยอดสู่ท่องเที่ยว


    16/04/2569 | 55 |

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับฐานการผลิตไทย สู่เป้าหมายเกษตรมูลค่าสูงของกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” สินค้า GI รายการที่ 4 ของจังหวัดสมุทรสาคร ต่อจากลำไยพวงทองบ้านแพ้ว มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว และน้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ตอกย้ำคุณภาพสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีคุณภาพโดดเด่นและมีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น พร้อมยกระดับสู่สินค้า GI ระดับพรีเมียม สร้างรายได้ให้ชุมชนในมิติต่างๆ อย่างยั่งยืน
     
    (16 เม.ย. 69) นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” มีความโดดเด่นที่แตกต่างจากปลาสลิดแหล่งอื่น เนื่องจากพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลมีระบบชลประทานครอบคลุมทั้งพื้นที่ น้ำมีคุณภาพดีใช้ได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งยังมีสภาพน้ำกร่อยที่มีสารอาหารอุดมสมบูรณ์และมีหญ้าที่ช่วยสร้างแหล่งอาหารธรรมชาติ ประกอบกับภูมิปัญญาการเลี้ยงปลาสลิดบ้านแพ้วแบบดั้งเดิมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยมีการขุดบ่อให้มีความลึกมากพอ จนแสงแดดส่องไม่ถึงพื้นบ่อ ทำให้อุณหภูมิน้ำมีความเย็น ส่งผลให้ปลาสลิดสดมีสีเทาอ่อน ซึ่งสีไม่เข้มเท่าปลาสลิดจากแหล่งอื่น เนื้อปลาละเอียด นุ่ม แน่น ไม่ร่วน ไม่มีกลิ่นโคลน เนื้อปลาสดที่ทอดจะมีรสชาติหวาน และเมื่อนำปลาสดมาผ่านกระบวนการแปรรูปอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่การคัดเลือกปลาที่มีขนาดเหมาะสม การผ่าทำความสะอาด การหมักเกลือในสัดส่วนที่พอดี และการตากแดดตามวิธีดั้งเดิมของชุมชน จนได้เป็นปลาสลิดแดดเดียวและปลาสลิดหอมที่มีเนื้อแน่น แห้ง ไม่ร่วน ไม่มีกลิ่นโคลน เมื่อทอดสุกเนื้อปลาจะมีความนุ่ม รสชาติเค็มพอดี และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ปัจจุบันมีปริมาณการผลิตปลาสลิดบ้านแพ้วอยู่ที่ 8 ล้านกิโลกรัมต่อปี สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดได้สูงถึง 740 ล้านบาทต่อปี
     
    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียน GI “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” ในครั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรและสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยกรมฯ มีแนวทางส่งเสริมและยกระดับสินค้าอย่างครบวงจร ทั้งการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัย สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ GI ให้เหมาะกับตลาดพรีเมียม ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อาทิ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศและต่างประเทศ การจัดหาช่องทางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกค้าส่งทั่วประเทศ และแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ เป็นต้น โดยสินค้า “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” มีศักยภาพจากจุดเด่นในด้านคุณภาพ รสชาติ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น สามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน และของฝากคุณภาพสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและขยายโอกาสทางการตลาดได้อย่างยั่งยืน
     
    นอกจากนี้ กรมฯ ยังมุ่งมั่นส่งเสริมการต่อยอดแหล่งผลิตสินค้า GI ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน เพื่อเชื่อมโยงสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นเข้ากับประสบการณ์ท่องเที่ยว สอดรับกับนโยบาย “365 วัน มหัศจรรย์เมืองไทยเที่ยวได้ทุกวัน” ของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งยกระดับสินค้าและบริการสู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูง โดยใช้จุดแข็งด้านคุณภาพและอัตลักษณ์ของสินค้าในท้องถิ่นสร้างรายได้สู่ผู้ประกอบการในพื้นที่ตลอดทั้งปี ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GIที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 256 รายการ และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนรวมกว่า 115,979 ล้านบาท
     
    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเชื่อมั่นว่า การขึ้นทะเบียน GI จะช่วยผลักดันให้ “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครร่วมกันรักษามาตรฐานการผลิต และต่อยอดการพัฒนาสินค้า GI ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติสินค้าเกษตรมูลค่าสูงและ Soft Power ด้านอาหารของไทย ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งผลิตเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน อันจะก่อให้เกิดการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืนในระยะยาว


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/494950&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WWRRxrZvMwkWkc7AqdDbg

  • สงกรานต์กาญจน์ซบ! นักท่องเที่ยวหด 40% หอการค้าฯ จี้รัฐเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

    สงกรานต์กาญจน์ซบ! นักท่องเที่ยวหด 40% หอการค้าฯ จี้รัฐเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.55 น.

    จากการสำรวจข้อมูลภาคสนามและรวบรวมเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการในจังหวัดกาญจนบุรีช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ พบว่าบรรยากาศการท่องเที่ยวไม่คึกคักอย่างที่คาดหวัง นางสาวณัฐรินทร์ พงษ์วิทยภานุ ประธานหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี ได้วิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภค ก่อนเสนอแนวทางฟื้นเศรษฐกิจต่อภาครัฐ โดยสรุปเป็น 6 ประเด็นสำคัญพร้อมการขยายเนื้อหา ดังนี้:

    1. ยอดจองห้องพักวูบ 30–40% สัญญาณเตือนชัดเจนว่ากำลังซื้อหดตัว

    แม้แหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างอำเภอไทรโยคยังคงมีนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับภาพรวมทั่วทั้งจังหวัดแล้วพบว่ายอดการเดินทางลดลงค่อนข้างมาก ผู้ประกอบการที่พักหลายแห่งรายงานตรงกันว่า ยอดจองห้องพักช่วงเทศกาลปีนี้ลดลงเฉลี่ย 30–40% ส่งผลให้รายได้ไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ อีกทั้ง ปริมาณรถยนต์บนท้องถนนก็ไม่หนาแน่นเหมือนปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นดัชนีสะท้อนชัดเจนว่า “เม็ดเงินท่องเที่ยวไหลเข้าสู่จังหวัดน้อยลงกว่าปกติ” โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวครอบครัวที่เลือกลดทริปเพื่อลดรายจ่ายในช่วงเศรษฐกิจตึงตัว

    2. พฤติกรรมท่องเที่ยวเปลี่ยน — นักท่องเที่ยว “รัดเข็มขัด” ทุกเม็ดเงิน

    ภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากปรับพฤติกรรมอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่นิยมรับประทานอาหารในร้านใหญ่ ก็เปลี่ยนมาเลือกซื้ออาหารจากร้านสะดวกซื้อ หรือทำอาหารไปรับประทานเองเพื่อลดค่าใช้จ่าย ส่งผลให้เม็ดเงินไม่กระจายสู่ผู้ประกอบการร้านอาหารและร้านท่องเที่ยวเท่าที่ควร

    หลายธุรกิจรายงานว่า “ลูกค้าใช้จ่ายต่อหัวลดลงอย่างต่อเนื่อง” ทั้งในกิจกรรมท่องเที่ยว ร้านขายของฝาก และร้านบริการต่างๆ ซึ่งแนวโน้มนี้สะท้อนทิศทางการท่องเที่ยวเชิงประหยัดที่ชัดเจนขึ้นในปีนี้

    3. นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงกว่า 50% โดนผลกระทบสงคราม-ค่าตั๋วเครื่องบิน

    สถานการณ์ท่องเที่ยวต่างประเทศในหลายพื้นที่ของโลก รวมถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปและอเมริกาที่เคยเป็นตลาดหลักของกาญจนบุรีลดลงกว่า 50% ในปีนี้ ส่งผลให้โครงสร้างนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ปัจจุบันสัดส่วนเป็นนักท่องเที่ยวไทยถึง 80% ขณะที่ต่างชาติอยู่ที่เพียง 20% และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเอเชีย เช่น จีน และมาเลเซีย
    ผู้ประกอบการหลายรายกังวลว่า หากเทรนด์นี้ยังดำเนินต่อไป จะกระทบต่อรายได้จากตลาดต่างชาติที่เคยเป็นกำลังหลักในช่วงไฮซีซั่นของจังหวัด

    4. ต้นทุนธุรกิจพุ่งไม่หยุด — ผู้ประกอบการต้อง “กัดฟันแบกภาระ”

    ต้นทุนวัตถุดิบ อาหาร พลังงาน และค่าแรงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการกลับไม่สามารถปรับราคาขายได้ เนื่องจากเกรงว่ายอดลูกค้าจะหายไปมากกว่าเดิม ทำให้หลายกิจการต้องลดกำไรลงหรือแบกรับต้นทุนด้วยตัวเอง

    สิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลที่สุดคือ “ช่วงหลังสงกรานต์” ซึ่งเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวซบเซา (Low Season) หลายธุรกิจเกรงว่า หากรายได้ไม่พอค่าดำเนินการ อาจต้องลดจำนวนพนักงานหรือชะลอการลงทุน บางรายอาจเสี่ยงถึงขั้นต้องปิดกิจการหากไม่ได้รับมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมจากภาครัฐ

    5. มอเตอร์เวย์ M81 ช่วยกระตุ้นเดินทาง แต่ยังไม่พอพยุงเศรษฐกิจทั้งจังหวัด

    ปัจจัยบวกที่ช่วยประคองสถานการณ์คือ การเปิดใช้มอเตอร์เวย์สาย M81 ซึ่งทำให้การเดินทางจากกรุงเทพฯ มายังจังหวัดกาญจนบุรีสะดวกขึ้น ใช้เวลาเพียงประมาณ 50 นาที ส่งผลให้กลุ่มนักท่องเที่ยวแบบ One Day Trip เพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีใหญ่โดยภาครัฐและ อบจ. มีส่วนช่วยดึงดูดกลุ่มวัยรุ่นและนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่นิยมกิจกรรมด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ แต่หอการค้ามองว่าสิ่งเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ หากต้องการให้เศรษฐกิจจังหวัดฟื้นตัวแบบยั่งยืน ต้องอาศัยกลยุทธ์ระยะยาวและการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน

    6. ข้อเสนอสำคัญ: อัดมาตรการกระตุ้น-ภาษี-โครงสร้างพื้นฐาน EV ดันกาญจน์สู่เมือง Wellness & Go Green

    หอการค้าจังหวัดกาญจนบุรีเสนอแนะภาครัฐให้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนและมาตรการเชิงยุทธศาสตร์ เช่น: โครงการกระตุ้นท่องเที่ยว

    ดึงเม็ดเงินเข้าจังหวัดผ่านโครงการลักษณะ “เราเที่ยวด้วยกัน” หรือ “คนละครึ่ง” เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการเดินทางและใช้จ่าย
    ส่งเสริมการสัมมนาของหน่วยงานรัฐในช่วง Low Season ช่วยเติมเต็มรายได้ให้โรงแรม รีสอร์ต และผู้ประกอบการในช่วงที่การท่องเที่ยวเบาบาง มาตรการภาษีเพื่อผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยเฉพาะธุรกิจที่จัดกิจกรรมหรือเทศกาลเพื่อกระตุ้นการเดินทางตลอดทั้งปีโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด

    เช่น สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อติดตั้งจุดชาร์จรถ EV ในโรงแรม ร้านอาหาร และจุดท่องเที่ยว เพื่อสอดรับกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการเดินทางแบบลดคาร์บอน พร้อมผลักดันกาญจนบุรีเป็น “Wellness & Go Green Destination” ในอนาคต

    บทสรุป

    หอการค้ากาญจนบุรีย้ำว่า หากต้องการพลิกฟื้นเศรษฐกิจจังหวัดให้กลับมาคึกคัก จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชนในทิศทางเดียวกัน พร้อมเดินหน้าแผนพัฒนาที่ตอบโจทย์เทรนด์การท่องเที่ยวยุคใหม่ เพื่อให้กาญจนบุรีเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเฉพาะช่วงเทศกาล แต่ตลอดทั้งปี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/472814&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WOQYD9IKO5tCzj9-YaX3M

  • ผอ.ททท.ตราด เผย 5 วันสงกรานต์ นักท่องเที่ยวทะลุ 4 หมื่นคน สร้างรายได้กว่า 373 ล้านบาท ต่างชาติพุ่ง 160 ล้าน | TOPNEWS

    ผอ.ททท.ตราด เผย 5 วันสงกรานต์ นักท่องเที่ยวทะลุ 4 หมื่นคน สร้างรายได้กว่า 373 ล้านบาท ต่างชาติพุ่ง 160 ล้าน | TOPNEWS

    จ.ตราด / ว่าที่ ร.ต.กรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตราด เปิดเผยว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงหลัง “เทศกาลสงกรานต์” วันที่ 11 – 15 เมษายน 2569 รวมจำนวน 5 วัน จังหวัดตราด พบว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวจังหวัดตราด และเข้าท่องเที่ยวยัง 3 เกาะหลัก ประกอบด้วย เกาะช้าง เกาะกูด และเกาะหมาก

    รวมจำนวน 40,704 คน แบ่งเป็นชาวไทย 30,602 คน และชาวต่างชาติ 10,102 คน/ครั้ง โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 373.83 ล้านบาท ทั้งนี้ รายได้จากชาวไทย 212.94 ล้านบาท ชาวต่างชาติ 160.89 ล้านบาท ซึ่งจังหวัดตราดมีจำนวนสถานพักแรมจำนวน 411 แห่ง ห้องพักทั้งหมด 11,395 ห้อง อัตราการเข้าพักเฉลี่ย 63.60% จำนวนคืนพักเฉลี่ยของผู้เข้าพัก 1.93 คืน สำหรับเรื่องปัญหาราคาน้ำมันแพงขึ้นนั้น มีผลกระทบกับจังหวัดตราดน้อยมาก

    ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานตราด กล่าวว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย ซึ่งมีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 73.83 โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นิยมท่องเที่ยว ได้แก่ กลุ่มครอบครัว กลุ่มเพื่อน กลุ่มคู่รัก กลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มวัยทำงาน เป็นต้น ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ มีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 26.17 โดยมีสัญชาติ เยอรมัน จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส อังกฤษ บริติช ฟินแลนด์ ออสเตรเลีย และสวิตเซอร์แลนด์ ได้แก่ กลุ่มนักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวตามลำดับ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีจุดประสงค์การท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน โดยปัจจัยที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคือมีการจัดงานโดยหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในหลายพื้นที่ของจังหวัด ได้แก่ เช่น วันที่ 11-15 งาน “เฮฮา มหาสงกรานต์ @สระสีเสียด” ณ อ่างเก็บน้ำเขาระกำตอนล่าง สระสีเสียด ต.หนองเสม็ด จ.ตราด หรือวันที่ 13-15 งานประเพณีสงกรานต์วัดบุปผาราม ณ วัดบุปผาราม ต.วังกระแจะ อ.เมือง จ.ตราด วันที่ 13 สงกรานต์ Night คลองใหญ่ ณ หน้าเทศบาลตำบลคลองใหญ่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด วันที่ 14 วันไหลบ่อไร่ เขตเทศบาลตำบลบ่อพลอย อ.บ่อไร่ จ.ตราด และในสัปดาห์หน้า จะมีการจัดงานสงกรานต์วันไหลอีก คือ วันที่ 19-21 วันไหลเกาะช้าง สนามบินเล็กเกาะช้าง อ.เกาะช้าง จ.ตราด และวันที่ 24 เมษายน 2569 วันไหลแหลมงอบ ต.แหลมงอบ อ.แหลมงอบ จ.ตราด

    นอกจากนี้ ททท.สำนักงานตราด จัดโปรโมชั่น SUMMER “คลายร้อนก่อนเกาะ” เที่ยวเกาะกูด – เกาะหมาก ให้คุ้มกว่าเดิม เพียงโชว์ “ตั๋วเรือ” ที่ท่าเรือที่ร่วมรายการ รับทันทีส่วนลดค่าเครื่องดื่ม 50 บาท/ท่าน ระหว่างวันที่ 10 – 14 เมษายน 2569 ณ ท่าเรือเสือดำโก ท่าเรือบุญศิริ ท่าเรือชลธี ท่าเรือเกาะกูดเอ็กซ์เพรส และท่าเรือโอเชียนฟร้อนท์

    สิทธิพิเศษเพิ่มเติม หากพกแก้วส่วนตัวเลือกรับส่วนลดเครื่องดื่ม หรือหมวก หากเดินทางด้วยรถ EV เลือกรับส่วนลดเครื่องดื่ม หรือหมวก หรือกางเกง และ ททท.สำนักงานตราด ร่วมกับร้าน Coffee Camp @Ko Chang อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จัดโปรต้อนรับวันสงกรานต์ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปท่องเที่ยวเกาะช้าง เพียงพกแก้วส่วนตัวมาเอง รับส่วนลด 5 บาท จากร้านค้า และรับของที่ระลึกพวงกุญแจจากฝาขวดพลาสติก 1 ชิ้น รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่พกแก้วส่วนตัวมา แสดงหลักฐานการเข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานการจอง การโอน หรือคีย์การ์ด/กุญแจห้องพัก พร้อมลงทะเบียนรับสิทธิ์หน้าร้าน ลดเพิ่มตามเลขวันที่จัดโปรโมชั่นสงกรานต์ เช่น วันที่ 11 ลดเพิ่ม 11 บาท + 5 บาทจากร้านค้า รวม 16 บาท วันที่ 15 ลดเพิ่ม 15 บาท + 5 บาทจากร้านค้า รวม 20 บาท

    นายเดชาธร จันทร์อบ นายก อบต.เกาะหมาก และเจ้าของโรงแรมสวนย่ารีสอร์ท เกาะกูด เปิดเผยว่า ในเดือนเมษายน 2569 นักท่องเที่ยวจำนวนมากจะเดินทางมาท่องเที่ยวในอำเภอเกาะกูด ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทั้งเกาะกูด เกาะหมาก และเกาะอื่น ๆ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ จำนวนนักท่องเที่ยวไม่ได้ลดลงตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่ราคาค่าโดยสารของเกาะกูดยังไม่ได้มีการประกาศขึ้น เพราะต้องรอหลังสงกรานต์ก่อน ซึ่งทางอำเภอจะได้ประกาศภายหลัง แต่ก็ไม่ได้กระทบการท่องเที่ยวของเกาะกูด เพราะนักท่องเที่ยวพร้อมจ่าย เนื่องจากเดินทางมาปีละ 1-2 ครั้ง จึงไม่มีผล แต่ที่กระทบจะเป็นชาวตราดหรือชาวเกาะกูด ที่เดินทางไปมาระหว่างฝั่งกับเกาะ ซึ่งเดินทางบ่อยที่จะได้รับผลกระทบในครั้งนี้

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1548668&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VUSkKNSS7C1P2c55cP0I3

  • ธปท.หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทย เตือนหากสงครามอิหร่านยืดเยื้อเสี่ยงเลวร้ายสุด

    ธปท.หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทย เตือนหากสงครามอิหร่านยืดเยื้อเสี่ยงเลวร้ายสุด

    ธปท.หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทย เตือนหากสงครามอิหร่านยืดเยื้อเสี่ยงเลวร้ายสุด

    ธปท.ลดคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2569 เหลือ 1.3% จากผลกระทบสงครามอิหร่าน เตือนหากยืดเยื้ออาจเผชิญสถานการณ์เลวร้ายไร้ขีดจำกัด

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 ลงเหลือ 1.3% จากเดิมที่เคยประเมินไว้สูงกว่านี้ ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน การท่องเที่ยว และต้นทุนการนำเข้า

    นางชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยระหว่างการประชุมฤดูใบไม้ผลิของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ที่กรุงวอชิงตันว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ทิศทางชะลอตัว โดยผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกกำลังกดดันหลายภาคส่วนสำคัญ

    “แนวโน้มหลายด้านกำลังเป็นขาลง” นางชญาวดีกล่าว พร้อมเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ สถานการณ์เศรษฐกิจอาจเลวร้ายได้โดยแทบไม่มีขีดจำกัด

    ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน โดยนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับลดลงเกือบเป็นศูนย์ในเดือนมีนาคม จากการปิดสนามบินในภูมิภาค ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีสัดส่วนการใช้จ่ายถึงราว 7% ของรายได้ท่องเที่ยวทั้งหมด

    นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย ซึ่งเป็นอีกตลาดสำคัญ ก็ลดลงจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ทำให้การเดินทางข้ามพรมแดนลดลงตามไปด้วย

    ธปท.หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทย เตือนหากสงครามอิหร่านยืดเยื้อเสี่ยงเลวร้ายสุด

    ธปท.ประเมินว่า หากสงครามยุติลงในช่วงครึ่งหลังของปี อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยจะอยู่ที่ 1.3% ในปี 2569 ลดลงจากคาดการณ์ก่อนหน้าในเดือนธันวาคมที่ 1.9% ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะระดับ 3.5%

    แม้เศรษฐกิจไทยจะมีฐานะพื้นฐานที่แข็งแกร่งในช่วงก่อนเกิดวิกฤต แต่แรงกดดันในปัจจุบันถือว่าสูง โดยเฉพาะจากต้นทุนพลังงานและภาคต่างประเทศที่ผันผวน

    ในด้านดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเดิมคาดว่าจะเกินดุลประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ธปท.ระบุว่าอาจต้องปรับลดลง และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะพลิกกลับเป็นขาดดุล

    สำหรับนโยบายการเงิน ธปท.ระบุว่ายังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เว้นแต่เงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเกิน 1 ปี โดยมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่สามารถแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่มีสาเหตุจากฝั่งอุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ขณะเดียวกัน กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลออกจากตลาดหุ้นและตราสารหนี้ไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม แม้จะอยู่ในระดับสูง แต่ยังสามารถบริหารจัดการได้ และเริ่มกลับมาเป็นบวกในเดือนเมษายน

    นางชญาวดีกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank ในช่วงปลายปีนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการสะท้อนภาพเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งโลก พร้อมยืนยันว่าไทยยังมีศักยภาพในการปรับตัว และมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเพียงพอในการรับมือความท้าทายระยะข้างหน้า

    อย่างไรก็ตาม ทิศทางเศรษฐกิจไทยยังคงขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อระดับความรุนแรงของผลกระทบในระยะถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/740992&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Eh2FB1GzT5MUf2ZSjXO1c

  • คุมเข้มเกาะท่องเที่ยว! แม่ทัพภาค 4 บุกสมุย-พะงัน ตรวจงานความมั่นคงรอบด้าน

    คุมเข้มเกาะท่องเที่ยว! แม่ทัพภาค 4 บุกสมุย-พะงัน ตรวจงานความมั่นคงรอบด้าน

    แม่ทัพภาคที่ 4 นำคณะลงพื้นที่สมุยและพะงัน  ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานด้านความมั่นคง

        วันที่  15 เมษายน  2569  เวลา  15.00  น. นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ  ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี มอบหมายให้นายจักรกฤษณ์  ฝั่งชลจิตร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี(พ.) พร้อมด้วยพันเอก ฐิติพงษ์  อินวะษา รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 45/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี(ท.) ร่วมให้การต้อนรับ พลโท นรธิป โพยนอก  แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4  และคณะ ในการเดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามผลการปฏิบัติงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี (กอ.รมน.จว.ส.ฎ.) ณ  Chabad House Samui อำเภอเกาะสมุย 

     ในการนี้ได้รับฟังสรุปผลการปฏิบัติงาน ปี 2569 (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569)  รวมทั้งรับฟังปัญหาบุคคลต่างด้าวและภัยคุกคามด้านความมั่นคง รวมถึงปัญหาแทรกซ้อนเร่งด่วน ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน พร้อมทั้งหาแนวทางการบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่  โดยนายอมร ชุมช่วย  นายอำเภอเกาะสมุย  พร้อมด้วยส่วนราชการและผู้เกี่ยวข้องร่วมต้อนรับ

    ทั้งนี้ก่อนเดินทางมายังพื้นที่เกาะสมุย ทางแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4  และคณะ ได้เดินทางไปยังอำเภอเกาะพะงัน เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามผลการปฏิบัติงานด้านความมั่นคง พร้อมรับฟังปัญหา เพื่อนำไปสู่การแก้ไข  โดยมีนายไพสิฐ ทองเจิม นายอำเภอเกาะพะงัน  พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ  ณ ที่ว่าการอำเภอเกาะพะงัน และลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม Chabad House ของชาวอิสราเอลซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เกาะพะงันด้วย

    ภูมิภาค83

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/141734&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wp_uDsYA-sMHupS0dAs_Q

  • HILITE: หุ้นกลุ่มโรงแรมบวกรับท่องเที่ยวไทยคึกคักสงกรานต์โต 8.8% จีนคัมแบ็กในรอบ 6 สัปดาห์ ตอ.ส่อแววคลี่คลาย : อินโฟเควสท์

    HILITE: หุ้นกลุ่มโรงแรมบวกรับท่องเที่ยวไทยคึกคักสงกรานต์โต 8.8% จีนคัมแบ็กในรอบ 6 สัปดาห์ ตอ.ส่อแววคลี่คลาย : อินโฟเควสท์

    เมื่อเวลา 10.56 น.

    ERW บวก 4.48% มาที่ 2.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.12 บาท มูลค่าซื้อขาย 25.23 ล้านบาท

    MINT บวก 3.11% มาที่ 23.30 บาท เพิ่มขึ้น 0.70 บาท มูลค่าซื้อขาย 353.04 ล้านบาท

    CENTEL บวก 2.16% มาที่ 35.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท มูลค่าซื้อขาย 127.28 ล้านบาท

    AOT บวก 2.31% มาที่ 55.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท มูลค่าซื้อขาย 818.02 ล้านบาท

    BA บวก 2.21% มาที่ 13.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท มูลค่าซื้อขาย 53.38 ล้านบาท

    AAV บวก 0.90% มาที่ 1.12 บาท เพิ่มขึ้น 0.01 บาท มูลค่าซื้อขาย 60.01 ล้านบาท

    บล.กรุงศรี ระบุว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติ 6-12 เม.ย. อยู่ที่ 6.19 แสนคน +8.8%w-w จากผลบวกการเข้าสู่เทศกาลสงครานต์ แต่ยังลดลง -7%y-y

    จุดบวกสัปดาห์นี้ คือ

    1) นักท่องเที่ยวจีนกลับมาเกิน 1.0 แสนคนต่อสัปดาห์ ครั้งแรกในรอบ 6 สัปดาห์

    2) นักท่องเที่ยวชาติอื่น (ไม่รวม 5 ชาติหลักสัปดาห์นี้ คือ จีน มาเลเซีย เกาหลีใต้ สหรัฐฯ) ฟื้นตัว +6.9%w-w บ่งชี้สถานการณ์ตะวันออกกลางดีขึ้นอย่างช้าๆ

    เราประเมินจิตวิทยาบวกอ่อนๆ ต่อหุ้นอิงภาคบริการ โดยประเมินการฟื้นตัวที่คาบเกี่ยวช่วงเทศกาล อาจจะยังบ่งชี้ภาพผลกระทบตะวันออกกกลางผ่านพ้นไปแล้วได้ไม่ชัดเจนนัก อย่างไรก็ดี ระยะสั้นคาดตลาดน่าจะให้น้าหนักสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ผ่านจุดพีคไปแล้ว ทำให้แนะนำสะสมหุ้นอิงภาคบริการ ท่องเที่ยวเน้น CENTEL, AWC, รับความเสี่ยงสูง MINT ค้าปลีก CPAXT, CPALL รวมถึงหุ้น รพ. อย่าง BDMS, รับความเสี่ยงได้สูง BH

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/585341&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u0TaRn_WZ8XcPMY2bmajb

  • วิกฤติการบินปี 2569 เปลี่ยนเกมท่องเที่ยว นักเดินทางแห่หาความชัวร์เหนือราคา

    วิกฤติการบินปี 2569 เปลี่ยนเกมท่องเที่ยว นักเดินทางแห่หาความชัวร์เหนือราคา

    วิกฤติการบินปี 2569 เปลี่ยนเกมท่องเที่ยว นักเดินทางแห่หาความชัวร์เหนือราคา

    อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกในปี 2569 เผชิญความผันผวนจากสถานการณ์สงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่งผลให้โครงสร้างเส้นทางบินระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีรายงานว่าเที่ยวบินมากกว่า 40,000 เที่ยวทั่วโลกถูกยกเลิกภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ของเดือนมีนาคม 2569 กระทบผู้โดยสารจำนวนมาก และสะท้อนความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นในการเดินทางระหว่างประเทศ

    ปัจจัยหลักมาจากผลกระทบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินที่เชื่อมต่อเส้นทางระหว่างเอเชีย ยุโรป และอเมริกา การปิดน่านฟ้าและข้อจำกัดด้านการบินในหลายประเทศ ทำให้สายการบินต้องปรับเส้นทาง หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง หรือยกเลิกเที่ยวบินบางส่วน ส่งผลต่อระยะเวลาเดินทาง ต้นทุน และความน่าเชื่อถือของตารางบิน โดยผู้โดยสารที่ต้องต่อเครื่องผ่านเส้นทางหลักได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง

    ขณะเดียวกัน ต้นทุนการดำเนินงานของสายการบินเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานและการเปลี่ยนเส้นทางบิน ส่งผลให้ค่าโดยสารในบางเส้นทางปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 70% รวมถึงการยกเลิกเที่ยวบินในบางเส้นทางเพื่อบริหารต้นทุน ทำให้การวางแผนเดินทางมีความซับซ้อนมากขึ้น

    สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้พฤติกรรมนักเดินทางเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับราคาตั๋วเครื่องบิน มาเป็นการให้ความสำคัญกับความแน่นอนของการเดินทางมากขึ้น โดยความเสี่ยงจากเที่ยวบินล่าช้าหรือยกเลิก กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางระยะไกลและนักธุรกิจ

    วิกฤติการบินปี 2569 เปลี่ยนเกมท่องเที่ยว นักเดินทางแห่หาความชัวร์เหนือราคา

    ท่ามกลางบริบทดังกล่าว บริษัท Gother ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจองตั๋วเครื่องบินและการท่องเที่ยว ประกาศความร่วมมือกับ Hopper Technology Solutions (HTS) ผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยวระดับโลก เปิดตัวบริการ “Flight Disruption Care” ในประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการด้านการบริหารความเสี่ยงของนักเดินทาง

    บริการดังกล่าวพัฒนาจากโซลูชัน “Disruption Assistance for Any Reason” ของ HTS โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลเชิงลึก เพื่อช่วยจัดการเหตุการณ์เที่ยวบินล่าช้าหรือยกเลิกแบบเรียลไทม์ และเพิ่มทางเลือกในการบริหารจัดการแผนการเดินทาง

    “Flight Disruption Care” ถูกออกแบบเป็นบริการเสริมที่สามารถเลือกซื้อเพิ่มเติมระหว่างการจองตั๋วผ่านแพลตฟอร์มของ Gother และขยายช่องทางผ่านพันธมิตร เช่น แอปพลิเคชัน K PLUS, Krungthai NEXT และเป๋าตัง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้ใช้งานในวงกว้าง

    บริการครอบคลุมฟังก์ชันหลัก ได้แก่ การแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์เมื่อเที่ยวบินถูกยกเลิกภายใน 24 ชั่วโมงก่อนเดินทาง หรือมีความล่าช้าเกิน 2 ชั่วโมง ทางเลือกในการจองเที่ยวบินใหม่จากหลายสายการบินภายใต้วงเงินเดิมโดยไม่ต้องสำรองจ่าย และทางเลือกในการขอคืนเงินเต็มจำนวนของค่าตั๋วและภาษีตามเงื่อนไข

    วิกฤติการบินปี 2569 เปลี่ยนเกมท่องเที่ยว นักเดินทางแห่หาความชัวร์เหนือราคา

    นายอนุพงษ์ เกรียงไกรลิปิกร ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Gother ระบุว่า บริษัทมุ่งพัฒนาบริการเพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้มีความต่อเนื่องและลดความไม่แน่นอน โดยต่อยอดบทบาทจากแพลตฟอร์มจองตั๋วสู่การเป็นผู้ช่วยดิจิทัลในการดูแลลูกค้า

    ด้าน Raphael Lanfant รองประธานฝ่าย APAC และ META ของ HTS ระบุว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด และสนับสนุนประสบการณ์การเดินทางให้มีความต่อเนื่องมากขึ้น

    ทั้งนี้ แนวโน้มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในปี 2569 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การบริหารจัดการความไม่แน่นอน โดยความยืดหยุ่นและความสามารถในการจัดการความเสี่ยง กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเดินทางในปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/656674&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1shnIIdIvmD1MEYFmz92mn

  • สงกรานต์ 2569 คึกคัก นักท่องเที่ยวท่วมท้น คาดสร้างรายได้กว่า 3 หมื่นล้าน

    สงกรานต์ 2569 คึกคัก นักท่องเที่ยวท่วมท้น คาดสร้างรายได้กว่า 3 หมื่นล้าน

    สำหรับบรรยากาศการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยกิจกรรม “สงกรานต์เล่นน้ำกับช้าง” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของพื้นที่ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สร้างสีสันและภาพจำที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน ผสานความสนุกสนานกับเสน่ห์ทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว ขณะที่บรรยากาศในพื้นทีภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงคึกคักไม่แพ้กัน โดยหลายจังหวัดจัดกิจกรรมสงกรานต์ควบคู่กับประเพณีท้องถิ่น อาทิ พิธีสรงน้ำพระ การแห่ขบวนวัฒนธรรม รดน้ำดำหัว และกิจกรรมถนนสายเล่นน้ำ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สะท้อนเสน่ห์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่อบอุ่น และเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์ สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย (Meaningful Experience) ในส่วนของพื้นที่ภาคใต้

    สงกรานต์ 2569 คึกคัก นักท่องเที่ยวท่วมท้น คาดสร้างรายได้กว่า 3 หมื่นล้าน

    บรรยากาศการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ซึ่งด่านพรมแดนสะเดามีปริมาณนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 10–12 เมษายน 2569 มีผู้เดินทางผ่านด่านรวมกว่า 36,000 คน ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 80 และคาดว่ามีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 70,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท นอกจากนี้การจัดกิจกรรมในพื้นที่ศักยภาพชายแดนใต้ อาทิ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ผ่านการจัดงาน “สุข สนุก สงกรานต์ชายแดนใต้” และ งาน“SUNGAIKOLOK Midnight Songkran 2026” ยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนศักยภาพของเมืองชายแดนในการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและความบันเทิงยามค่ำคืน

    สงกรานต์ 2569 คึกคัก นักท่องเที่ยวท่วมท้น คาดสร้างรายได้กว่า 3 หมื่นล้าน

    ททท.คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8    

    สงกรานต์ 2569 คึกคัก นักท่องเที่ยวท่วมท้น คาดสร้างรายได้กว่า 3 หมื่นล้าน

    ททท. เชื่อมั่นว่า เทศกาลสงกรานต์จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งเทศกาลระดับโลก ที่พร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและยั่งยืนแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

    สงกรานต์ 2569 คึกคัก นักท่องเที่ยวท่วมท้น คาดสร้างรายได้กว่า 3 หมื่นล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862992&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fYEqlUwL70YAUarbmzJPp

  • นักวิชาการ ชี้รัฐบาลสอบผ่าน สงกรานต์ 69 คึกคักระดับโลก

    นักวิชาการ ชี้รัฐบาลสอบผ่าน สงกรานต์ 69 คึกคักระดับโลก


    นักวิชาการ ชี้รัฐบาลสอบผ่าน สงกรานต์ 69 คึกคักระดับโลก ลบข้อกังขาเศรษฐกิจ-น้ำมันขาด

    ผศ.ดร. วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงบรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ว่า  เป็นไปอย่างคึกคักเกินความคาดหมาย และสะท้อนภาพรวมเชิงบวกของเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนได้อย่างชัดเจน

    โดยระบุว่า ตลอดช่วงเทศกาล นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ได้หยุดพัก แต่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัด ทั้งในลักษณะไม่เป็นทางการและทางการ อาทิ การร่วมกิจกรรมกับประชาชน การตรวจจุดท่องเที่ยว และการติดตามสถานการณ์ด้านพลังงาน ซึ่งช่วยสะท้อนภาพรวมการใช้ชีวิตและการเดินทางของประชาชนในช่วงวันหยุดยาวได้อย่างใกล้ชิด

    ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า บรรยากาศที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก สะท้อนว่าความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตราคาพลังงานไม่ได้ส่งผลให้การเดินทางหรือการท่องเที่ยวหยุดชะงักตามที่หลายฝ่ายกังวลก่อนหน้านี้

    “ภาพรวมสงกรานต์ปีนี้ ถือเป็นการลบข้อกังขาที่ว่าเศรษฐกิจชะลอตัวจนคนไม่เดินทาง หรือกังวลน้ำมันขาดแคลน จนคนไม่ออกต่างจังหวัด ถือเป็นข่าวที่ทำลายความเชื่อมั่นของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลแก้เกมอย่างหนัก กระทั่ง สงกรานต์ กลับมาคึกคัก และคึกคักกว่าที่หลายคนคิด ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ ประชาชนยังเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวกันอย่างสนุกสนาน ก็ต้องให้เครดิตรัฐบาลด้วย” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

    นอกจากนี้ ยังมองว่า เทศกาลสงกรานต์ของไทยในปีนี้ได้ยกระดับสู่ “มหกรรมระดับโลก” อย่างชัดเจน โดยหลายพื้นที่กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นจังหวัด พระนครศรีอยุธยา อำเภอสะเดา จังหวัด สงขลา หรือจังหวัด พะเยา ที่มีการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ รวมถึงคอนเสิร์ตจากศิลปินระดับนานาชาติอย่าง BamBam ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

    ขณะที่พื้นที่ยอดนิยมอย่าง ถนนข้าวสาร และ สีลม ยังคงเป็นแลนด์มาร์กระดับโลกที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกเดินทางมาร่วมเฉลิมฉลองอย่างหนาแน่น

    ผศ.ดร.วันวิชิต ยังระบุด้วยว่า การจัดกิจกรรมที่คึกคักในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้หมุนเวียนได้ดีขึ้น โดยมองว่า “สงกรานต์” เปรียบเสมือนแรงกระตุ้นสำคัญที่ช่วยพยุงและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก

    ส่วนประเด็นราคาพลังงาน มองว่าเป็นผลจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ขณะที่ภายในประเทศ รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ทั้งการตรวจสอบการกักตุนและการค้าผิดปกติ ซึ่งมีการดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง

    ท้ายที่สุด แสดงความเชื่อมั่นว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” จะสามารถออกมาได้อย่างทันท่วงที และช่วยสร้างความต่อเนื่องในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/41991&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2arSj2xpKuVyXzCYoloSPZ

  • หอการค้าโคราชสรุปภาพรวมเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวสงกรานต์ ปี 2569 “คึกคัก” | เดลินิวส์

    หอการค้าโคราชสรุปภาพรวมเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวสงกรานต์ ปี 2569 “คึกคัก” | เดลินิวส์

    นายอัฐพล สัมพันธ์วงศ์ รักษาการประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ได้สรุปภาพรวมสงกรานต์โคราชปีนี้ ตนขอใช้คำว่า “คึกคักแบบกระจุกตัว” แม้บรรยากาศตามหัวเมืองจะดูสนุกสนาน แต่ในเชิงเศรษฐกิจเราพบสัญญาณที่น่าสนใจและต้องเฝ้าระวังอยู่หลายประเด็น ดังนี้

    1. สถานการณ์ คนเน้น เย็น-ค่ำ และมาแบบ “เซฟงบ”

    ปีนี้ในเขตอำเภอเมือง บริเวณลานย่าโม ถนนราชดำเนิน และตามห้างสรรพสินค้า ยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักที่คนแน่นในช่วงเย็นถึงค่ำครับ แต่ที่น่าสังเกตคือ

    -พฤติกรรมเปลี่ยน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัวและกลุ่มเพื่อนที่เน้นเดินทางระยะใกล้ ส่วนใหญ่เลือกซื้อของจากตลาดสดหรือห้างไปล้อมวงกินข้าวกัน ที่มากกว่าการออกไปจับจ่ายข้างนอกแบบเต็มตัวเหมือนปีก่อนๆ

    -เสน่ห์ Soft Power: จุดที่ต้องชื่นชมคือการนำวัฒนธรรมอย่าง “ประเพณีแห่พระคันธารราฐ” มาชูโรงคู่กับความบันเทิงสมัยใหม่ ซึ่งดึงดูดกลุ่มคนใจบุญและคนรุ่นใหม่ให้มาอยู่รวมกันได้อย่างลงตัว

    2. เปรียบเทียบปี 68

    เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ความคึกคักโดยรวมดู ดรอปลง

    -เน้นพึ่งทางใจ ปีนี้คนเข้าวัดทำบุญ สะท้อนว่าในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ผู้คนต้องการที่พึ่งทางใจควบคู่ไปกับการรื่นเริง

    -ระมัดระวังการใช้จ่าย: ยอดต่อหัวค่อนข้างนิ่งครับ เพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้คนคิดเยอะก่อนควักเงินจ่าย โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่จำเป็น

    3. ใครคือกลุ่มเป้าหมายหลัก?

    -ยังคงเป็น “คนโคราชคืนถิ่น” และนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ หรือจังหวัดใกล้เคียงเป็นหลัก

    -กลุ่มที่น่าสนใจ: คือกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบครอบครัวมาเยี่ยมญาติในโคราชและครอบครัวที่มีเขยต่างชาติ (ยุโรป) ที่เริ่มหันมาสัมผัสสงกรานต์ในหัวเมืองใหญ่อย่างโคราชแทนการไปเมืองท่องเที่ยวหลักอื่นๆ

    4. เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ: “รายได้ไม่เป็นไปตามเป้า”

    นี่คือจุดที่น่ากังวลครับ เม็ดเงินหมุนเวียนปีนี้ถือว่าต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    -โรงแรมอ่วม อัตราเข้าพัก (Occupancy Rate) ทั้งในเมืองและเขาใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ 40-50% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากสำหรับเทศกาลใหญ่ขนาดนี้

    -ต้นทุนกินกำไร แม้ร้านอาหารจะพอขายได้ แต่กำไรหดเพราะค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าที่พุ่งสูงในช่วงหน้าร้อน บวกกับค่าน้ำมันและวัตถุดิบที่แพงขึ้นเรื่อยๆ จนผู้ประกอบการแทบแบกไม่ไหว

    5. ปัจจัยบวกและอุปสรรคที่ต้องเจอ

    -ตัวช่วยสำคัญ ถนน M6 ช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้นมาก รวมถึงกิจกรรมดึงดูดอย่าง “การแข่งขันขั่วหมี่โคราช” “การแข่งกินจุ” ที่กลายเป็นสีสันใหม่ที่คนให้ความสนใจ มีนักแข่งมาจากจากทางไกลอีกด้วย

    -อุปสรรคตัวสำคัญ คืออากาศที่ร้อนจัดจนคนไม่อยากออกจากบ้านในช่วงกลางวัน และสถานการณ์โลกที่กระทบต่อความมั่นใจในการใช้จ่าย รวมถึงความขัดแย้งและการสู้รบ ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อต้นทุนการเดินทาง

    ข้อเสนอแนะและทางออก หลังจบสงกรานต์ ผมเกรงว่าเศรษฐกิจจะซบเซาลงอีก หอการค้าฯ จึงมีข้อเสนอต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องดังนี้ครับ

    1. ต้องมี Event ต่อเนื่อง รัฐต้องเร่งทำ “Event Calendar” ทันที ไม่ใช่จบแค่สงกรานต์แล้วเงียบหาย เน้นดึงกลุ่ม MICE และการท่องเที่ยววันธรรมดามาช่วยพยุงธุรกิจ

    2. ช่วยลดภาระต้นทุน: ขอมาตรการดูแลราคาน้ำมันและค่าไฟสำหรับผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม

    3. เติมสภาพคล่องรายย่อย: ผลักดัน Soft Loan (สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ) ให้พ่อค้าแม่ค้าและ SME เข้าถึงง่ายขึ้น รวมถึงการ “งดหรือลดค่าเช่าแผง” ในพื้นที่ของรัฐสัก 6 เดือน เพื่อให้เขาได้ลืมตาอ้าปากได้

    4. ปรับตัวด้านโลจิสติกส์ เสนอแนวคิด “รวมเที่ยวรถ” และพัฒนา Logistics Hub ในจังหวัด เพื่อลดต้นทุนการขนส่งสินค้า

    สุดท้ายนี้ หอการค้าฯ ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของโคราชครับ หากเราผลักดันเรื่อง “พลังงานสะอาด” ควบคู่ไปกับการรักษาฐานวัฒนธรรมและธรรมชาติ เราจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและทำให้เศรษฐกิจโคราชกลับมาแข็งแกร่งได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5784777/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20UMiUAfJIENSw_j2xqkrd