Category: ท่องเที่ยว

  • เศรษฐกิจไทยสะดุดหนัก สงครามลากทั้งระบบ ผลิต-ส่งออก-เกษตร-ท่องเที่ยวทรุดยกแผง

    เศรษฐกิจไทยสะดุดหนัก สงครามลากทั้งระบบ ผลิต-ส่งออก-เกษตร-ท่องเที่ยวทรุดยกแผง

    สงครามตะวันออกกลางซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เครื่องยนต์หลัก “ดับพร้อมกัน” ตั้งแต่ผลิต-ส่งออก-เกษตร-ท่องเที่ยว-อสังหาฯ กำลังการผลิตร่วง โรงงานปิดพุ่ง ต้นทุนทะยาน เงินเฟ้อจ่อเร่ง กดจีดีพีไตรมาสแรกเสี่ยงต่ำ 2% ขณะเอกชนหั่นเป้าทั้งปีเหลือ 1.2-1.6% เตือนเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะงักงัน

    แรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางเริ่มลุกลามสู่เศรษฐกิจไทยเป็นวงกว้าง ดันต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบพุ่ง กดภาคผลิต-ส่งออก-กำลังซื้ออ่อนแรงพร้อมกัน สะท้อนผ่านกำลังการผลิตต่ำกว่า 60% และโรงงานปิดตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวฉุดจีดีพีไตรมาสแรกปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% พร้อมเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ “ชะงักงัน” หากความขัดแย้งยืดเยื้อ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 อยู่ในภาวะเปราะบางจากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชายังไม่คลี่คลาย แม้จะมีการหยุดยิง แต่ด่านการค้ายังไม่สามารถเปิดได้ตามปกติ และยังมีความเสี่ยงเกิดเหตุปะทะซ้ำ รวมถึงปัจจัยการเมืองในประเทศกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน

    เศรษฐกิจไทยสะดุดหนัก สงครามลากทั้งระบบ ผลิต-ส่งออก-เกษตร-ท่องเที่ยวทรุดยกแผง

    ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขสำคัญ โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตของผู้ประกอบการไทยในภาพรวมเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 58.21% ต่ำกว่าระดับ 60% ซึ่งถือเป็นจุดที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอ ขณะที่ช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 มีโรงงานเปิดใหม่เพียง 116 โรง ลดลง 60.14% จากปีก่อน แต่โรงงานปิดกิจการเพิ่มเป็น 141 โรง หรือเพิ่มขึ้น 58.43%

    “ตัวเลขนี้ชี้ชัดถึงการชะลอตัวของการลงทุนใหม่ และผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง”

    • จีดีพี Q1 แนวโน้มต่ำกว่า 2%

    ช่วงปลายไตรมาสแรก เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงกระแทกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งนำไปสู่วิกฤตพลังงานและดันต้นทุนการผลิต-ขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นมากแล้ว ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ เช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และอะลูมิเนียม ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้นราว 10–30% ซ้ำเติมต้นทุนผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรม ทำให้เศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยในไตรมาสแรกของปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2%

    นายเกรียงไกรระบุว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ และไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหลังช่วงพักรบ 2 สัปดาห์ มีโอกาสที่ราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวในระดับสูงกว่า 100–120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อผู้ประกอบการเริ่มใช้สต็อกวัตถุดิบเดิมจนหมด และค่าขนส่งทยอยปรับขึ้น

    ขณะเดียวกัน หากช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาเปิดได้ตามปกติ จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ต้นทุน และมีแนวโน้มทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นราว 8–10% ซึ่งจะกดดันเงินเฟ้อในไตรมาส 2 อย่างมีนัยสำคัญ และผลกระทบดังกล่าวจะส่งผ่านไปยังประชาชนโดยตรง สะท้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญต้นทุนเพิ่มท่ามกลางกำลังซื้อที่อ่อนแรง ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะงักงัน (Stagflation) หรือภาวะเงินเฟ้อสูงควบคู่กับการเติบโตที่ชะลอลง

    อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถนำไปสู่ข้อตกลง และทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ ก็จะช่วยคลี่คลายแรงกดดันด้านต้นทุนได้บางส่วน แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอาจยังไม่เกิดขึ้นทันที เนื่องจากภาคธุรกิจต้องใช้เวลาในการปรับตัว ระบายสต็อกต้นทุนสูง และรอการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ

    ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยปี 2569 (ณ เม.ย. 2569) จะขยายตัวในกรอบ 1.2–1.6% การส่งออกหดตัว -1.5 ถึง -0.5% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 2–3% โดยการฟื้นตัวมีแนวโน้มค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งหลังของปี หากภาครัฐสามารถออกมาตรการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

    • ส่งออก มี.ค.แผ่ว-เลวร้ายทั้งปี -3%

    ด้านสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยตัวเลขการส่งออกของไทยช่วง 2 เดือนแรกปี 2569 (ม.ค. – ก.พ.) มีมูลค่า 61,012 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีที่ขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบกับการเติบโตต่อเนื่องของภาคการผลิตอุตสาหกรรมของโลก และการขยายตัวของสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพของไทยจากความต้องการเฉพาะกลุ่ม และปัจจัยด้านฤดูกาล

    ขณะที่ปัจจัยลบมาจากแรงกดดันจากราคาพลังงานโลกต่อกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ท่ามกลางอุปสงค์ที่เปราะบาง รวมถึงการแข่งขันด้านราคาของกลุ่มสินค้าเกษตรโภคภัณฑ์ ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินบาทที่แข็งค่า อาทิ ข้าว สินค้าเกษตรและอาหารอื่น ๆ

    สำหรับแนวโน้มเดือนมีนาคม 2569 คาดว่าการส่งออกของไทยจะขยายตัวลดลง เนื่องจากค่าระวางเรือและราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นแรงกดดัน ทั้งนี้ สนค. ได้วางกรอบการคาดการณ์ภาพรวมการส่งออกไทยทั้งปี 2569 ไว้ 3 กรณี โดยกรณีดีที่สุด จะขยายตัวได้ 1.1% กรณีฐาน/กลางจะติดลบ -1.0% และกรณีต่ำสุดหรือแย่สุด จะติดลบ -3.0%

    • Q2 ผันผวนหนัก-SMEเสี่ยงหยุดผลิต

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ระบุว่า ภาพรวมธุรกิจไตรมาส 1 เผชิญต้นทุนและค่าครองชีพพุ่ง ผู้ประกอบการต้องบริหารสต็อกเข้มงวด ผลิตเท่าที่จำเป็นหรือผลิตตามออร์เดอร์ล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยง ท่ามกลางการปรับขึ้นราคาวัตถุดิบ เช่น บรรจุภัณฑ์ พลาสติก กระดาษ บางรายขึ้น 20-40% ขณะที่ผู้ผลิตยังไม่สามารถปรับราคาสินค้าส่งผ่านไปยังผู้บริโภคได้ จึงต้องแบกรับต้นทุนเอง หากสถานการณ์ยืดเยื้อมีความเสี่ยงธุรกิจปิดกิจการหรือหยุดผลิต

    แนวโน้มไตรมาส 2 ยังผันผวนสูง มีสัญญาณขาดแคลนวัตถุดิบ ความไม่แน่นอนทำให้ผู้ผลิตไม่กล้าขยายการผลิต เนื่องจากกังวลกำลังซื้อไม่รองรับและไม่สามารถปรับราคาตามต้นทุนได้ โดยเอสเอ็มอียังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง ต้องลดค่าใช้จ่าย เช่น ตัดโอที และผลิตตามกรอบที่จำกัดเพื่อประคองธุรกิจ

    • บีโอไอ แนะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่เพียงเป็นวิกฤต แต่ยังเป็นโอกาสให้ไทยยกระดับสู่ฐานการผลิตที่มั่นคงและปลอดภัย หลังบริษัทข้ามชาติเร่งปรับห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว

    บีโอไอชี้ว่าไทยมีจุดแข็ง 4 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร พลังงานสะอาด ห่วงโซ่อุปทาน (ฐานผลิตฮาร์ดดิสก์ 70-80% ของโลก และแผ่นวงจรอันดับ 1 ในอาเซียน) และศักยภาพด้าน Wellness และ Medical Hub

    ทั้งนี้ เตรียมเสนอ 3 วาระเร่งด่วนต่อรัฐบาล ได้แก่ เดินหน้ามาตรการยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ต่อเนื่องพร้อมเร่ง Localization ผลักดันยุทธศาสตร์ Semiconductor ครบวงจร และออกหลักเกณฑ์ Direct PPA รองรับการลงทุน Data Center และ AI โดยตั้งเป้ากำลังผลิตไฟฟ้าสีเขียว 2,000 เมกะวัตต์

    • สศก. จ่อปรับลดจีดีพีเกษตร

    แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า ในปี 2569 เดิมสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคการเกษตร (จีดีพีภาคการเกษตร) มีแนวโน้มขยายตัวในกรอบ 2–3% ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่เติบโต 3.3% จากแรงหนุนด้านทรัพยากรน้ำที่เอื้อต่อการเพาะปลูกและการผลิตสินค้าเกษตรหลายชนิด แต่เวลานี้ต้องปรับใหม่ จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของสินค้าเกษตรและอาหารของไทย

    โดยในช่วงปี 2566–2568 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางมีมูลค่าเฉลี่ย 405,322 ล้านบาท เป็นสินค้าเกษตร 70,060 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17.28 ของมูลค่าการค้าทั้งหมด สินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ ข้าว ปลาทูน่า ปลาสคิปแจ็ก และปลาโบนิโตกระป๋อง ยางธรรมชาติ อาหารปรุงแต่งอื่น ๆ และอาหารสุนัขหรือแมว

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและภาคเกษตรทำให้ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น เงินเฟ้อด้านอาหาร และต้นทุนการส่งออกที่สูงขึ้น โดยราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนปัจจัยการผลิตของภาคเกษตร เช่น ปุ๋ยเคมี น้ำมันดีเซล และค่าขนส่ง ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ราคาผลผลิตปรับตัวได้ช้ากว่า ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอาหาร ทำให้เงินเฟ้อด้านอาหารสูงขึ้นและค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ยังทำให้ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยการเดินเรือเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยสูงขึ้นและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน

    ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลให้ปริมาณฝนลดลง รวมถึงกติกาการค้าโลกที่เข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อาจกระทบต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย

    • ททท.หดเป้าต่างชาติเที่ยวไทย

    ด้านกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อัปเดตสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด (ณ 14 เม.ย. 2569) ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 12 เม.ย. 2569 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 10.36 ล้านคน ลดลง 2.65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 506,123 ล้านบาทจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 1,659,777 คน มาเลเซีย 1,093,636 คน รัสเซีย 792,629 คน อินเดีย 712,913 คน และเกาหลีใต้ 439,277 คน

    ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินผลกระทบสถานการณ์ตะวันออกกลางล่าสุด กรณี Best Case – สงครามยุติเร็ว 1-3 เดือน ตลาดระยะไกลฟื้น นักท่องเที่ยวบางส่วนเปลี่ยนจุดหมายจากตะวันออกกลางมาไทย ทำให้ตัวเลขทั้งปีจะอยู่ที่ 32-33 ล้านคน ลดลง 16% และกรณี Worst Case – สงครามยืดเยื้อ ค่าตั๋วพุ่ง น่านฟ้าปิด จะอยู่ที่ 27-29 ล้านคน หดตัว 25% จากเป้าหมาย 35-36.7 ล้านคน

    • อสังหาฯ ชะลอลงทุน-เร่งระบายสต็อกเก่า

    ส่วนนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN และนายกสมาคมอาคารชุดไทย ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันต้นทุนพลังงาน กระทบธุรกิจอสังหาฯ โดยเฉพาะต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นจากค่าแรงและวัสดุผันผวนโครงการใหม่จำเป็นต้องปรับราคาขึ้น 5-10% ท่ามกลางกำลังซื้ออ่อนและสถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ ทำให้การลงทุนใหม่เสี่ยงไม่คุ้มและอาจกลายเป็นภาระสต็อก

     ทางออกไตรมาส 2 ผู้ประกอบการชะลอโครงการใหม่ หันเร่งระบายสต็อกเดิม โดยอนันดาฯ มีสต็อกรอขาย 1.8 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ตามแนวรถไฟฟ้า รองรับทั้งลูกค้าตะวันออกกลางและคนไทย ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ไตรมาส 1 ลดลง 5-10% สะท้อนตลาดชะลอตัวชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/656741&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01isGtlo2GucW06dJfbgQE

  • พิษสงครามตะวันออกกลาง ฉุดท่องเที่ยวตรังวูบ 30% ททท.เร่งจัดคอนเสิร์ตปลุกกระแสเที่ยวในประเทศ

    พิษสงครามตะวันออกกลาง ฉุดท่องเที่ยวตรังวูบ 30% ททท.เร่งจัดคอนเสิร์ตปลุกกระแสเที่ยวในประเทศ

    บรรยากาศการท่องเที่ยวจังหวัดตรัง ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน หลังสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติชะลอการเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ พบว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวทะเลตรังลดลงประมาณ 30%

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo03.jpg

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo05.jpg

    เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดกิจกรรม “Smile@Trang” ไปเมื่อวันที่ 3–5 เมษายนที่ผ่านมา ณ สวนสาธารณะสมเด็จย่า 95 (เขาแป๊ะช้อย) อำเภอเมืองตรัง มีเป้าหมายเพื่อสร้างสีสัน กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวระยะใกล้ และช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซบเซา โดยนำศิลปินและวงดนตรีมาจัดแสดงคอนเสิร์ตต่อเนื่อง 3 คืน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก

    วัจนันท์ ศิลปวรณ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคใต้ ททท. เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมลักษณะนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างบรรยากาศความคึกคักในพื้นที่ และกระตุ้นให้คนไทยหันมา “เที่ยวใกล้บ้าน” มากขึ้น ซึ่งจะช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นได้ โดยหลังจากนี้ยังมีแผนจัดกิจกรรมต่อเนื่องในจังหวัดอื่น เช่น ปัตตานี ในช่วงปลายเดือนเมษายน

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ”การเที่ยวพื้นที่ใกล้บ้าน จะชูจุดขายช่วยเศรษฐกิจของท้องถิ่น การเดินทางสะดวก เป็นการท่องเที่ยวในระยะใกล้ๆ  ซึ่งเทศกาลสมายแอ็ทตรัง ได้ช่วยสร้างสีสันสร้างบรรยากาศความคึกคักกับคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว หลังจากนี้ยังจะมีงาน ”สมายแอ็ดปัตตานี” ในช่วงวันที่ 24-25 เมษายน ที่ลานอบทอง จังหวัดปัตตานีอีกด้วย“

    ด้านผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ ‘ละอองภรณ์ ช่วยธานี’ ผู้จัดการลิบงการท่องเที่ยว สะท้อนว่า ช่วงสงกรานต์ปีนี้ นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังตรัง ส่วนใหญ่กว่า 80% เป็นคนในภาคใต้ ขณะที่นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ราคาทัวร์ทะเลยังคงเดิมที่ประมาณ 950 บาทต่อคน แต่ต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซล ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo04.jpg

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo06.jpg

    “ภาพรวมการจองที่พักเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 หลังสงกรานต์ ซึ่งปกติถือเป็นช่วงท่องเที่ยวสำคัญ แต่ปีนี้ยอดจองล่วงหน้าลดลง และมีการยกเลิกเพิ่มขึ้น ปัญหาหลักคือ ไม่มีการจองใหม่เข้ามาเติม นอกจากนี้ พฤติกรรมนักท่องเที่ยวยังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยนิยมจองที่พักแบบกระชั้นชิด หรือเดินทางแบบไม่วางแผนล่วงหน้า ขณะที่การใช้จ่ายในพื้นที่เมืองลดลง โดยเฉพาะสินค้าของฝากและของที่ระลึกที่ยอดขายหดตัวถึง 70-80%”

    ผู้ประกอบการยังเผชิญปัจจัยลบจากภายนอก ทั้งราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้น ข่าวลือเรื่องน้ำมันขาดแคลนในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 25% ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของนักท่องเที่ยว

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo07.jpg

    ด้านสมาคมท่องเที่ยวและการโรงแรมจังหวัดตรัง จงกลณี อุสาหะ ที่ปรึกษาสมาคมท่องเที่ยวและการโรงแรม จ.ตรัง ประเมินว่า หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในระยะยาวตลอดทั้งปี โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางที่ลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่ตลาดจีนยังไม่ฟื้นตัว

    อย่างไรก็ตาม ยังมีนักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่ช่วยพยุงตลาดได้ เช่น นักท่องเที่ยวอินเดีย และนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย

    “ในระยะต่อไป ผู้ประกอบการเตรียมปรับแผนการตลาด โดยเน้นดึงนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) จัดทำแพ็กเกจเชื่อมโยง ทะเล–เมือง–ภูเขา เพื่อเพิ่มระยะเวลาพำนัก รวมถึงพัฒนาจุดขายใหม่และสร้างเรื่องราวสินค้าในท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่าง”

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo01-1.jpg

    ขณะเดียวกัน มีข้อเสนอให้ผลักดันภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดตรังไปสู่แนวทาง “การท่องเที่ยวยั่งยืน” (Sustainable Tourism) พร้อมตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อวางแผนรับมือทั้งระยะสั้นและระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rZb1Gpp9hjy5lzyY4Kca-

  • ท่องเที่ยวปายพังยับ หมอกควันคลุมมิดนทท.หาย ฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐานสะสม 41 วัน

    ท่องเที่ยวปายพังยับ หมอกควันคลุมมิดนทท.หาย ฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐานสะสม 41 วัน

    วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.56 น.

    เมืองปาย แหล่งท่องเที่ยวขี้นชื่อของจังหวัดแม่ฮ่องสอน อ่วมจากควันพิษป่วยระนาว นักท่องเที่ยวหายไปเกือบร้อยละ 90 ขณะที่สถานการณ์ไฟป่ายังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่องไม่สามารถแก้ไขปัญหาการลอบเผาป่าได้แต่อย่างใด

    เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน)  เปิดเผยค่าฝุ่นพิษในพื้นที่ ภาคเหนือ พบ ค่า PM2.5 มีค่าระหว่าง 63.1 – 193.2 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ  “เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ถึง มีผลกระทบต่อสุขภาพ”

    พบพื้นที่ที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ “มีผลกระทบต่อสุขภาพ”ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ดังนี้ 1.ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 91.1 มคก./ลบ.ม. 2. ต.แม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 105.2 มคก./ลบ.ม. และ 3. ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 182.7 มคก./ลบ.ม. โดยค่ามาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม.

    ก่อนหน้านั้น นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือเพื่อยกระดับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเน้นย้ำความปลอดภัยด้านสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการดูแลกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

    โดยวันนี้ (16 เมษายน 2569) เวลา 14.00 น. สถานการณ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ณ บ้านแม่ปิง ตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีค่าเกินมาตรฐานตรวจวัดได้ 169.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในระดับสีแดงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ด้านเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านแม่ปิง ได้ร่วมกับทีมผู้นำชุมชน และอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 10 คน ลงพื้นที่ปฏิบัติงานเชิงรุกเข้าถึงบ้านเรือนราษฎร เพื่อแจกจ่ายหน้ากากอนามัยและรณรงค์ให้ความรู้เรื่องภัยเงียบจากฝุ่น PM 2.5 โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบทางสุขภาพรุนแรง

    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ทีมเจ้าหน้าที่ได้สาธิตวิธีการสวมใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้องเพื่อประสิทธิภาพในการกรองฝุ่น พร้อมเน้นย้ำมาตรการดูแลตนเองตามแนวทางสาธารณสุข ได้แก่ มาตรการหลีกเลี่ยง โดยให้ประชาชนงดกิจกรรมกลางแจ้งทุกประเภท หากจำเป็นต้องออกจากอาคารต้องสวมหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่น PM 2.5 อย่างเคร่งครัด มาตรการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง โดยผู้มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ให้หลีกเลี่ยงการอยู่นอกอาคารเป็นเวลานาน และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ขณะที่มาตรการตอบโต้หากพบอาการผิดปกติ เช่น ไอเรื้อรัง หายใจติดขัด หรือระคายเคืองดวงตา ให้รีบเข้าสู่พื้นที่ปิด (Clean Room) และทำความสะอาดชะล้างดวงตาและจมูกทันที หากอาการไม่ทุเลาให้เร่งพบแพทย์ ณ สถานพยาบาลใกล้บ้าน

    การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่มุ่งหวังจะลดผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนจากสถานการณ์ฝุ่นควัน โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและเครือข่าย อสม. เฝ้าติดตามอาการของประชาชนกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพื่อให้ความมั่นใจว่าประชาชนชาวแม่ฮ่องสอนจะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและทันท่วงที

    นางสาวจุไรรัตน์ กันทาสุข อดีตผู้ใหญ่บ้าน บ้านแม่เย็น ต.แม่ฮี้ อ.ปาย ในฐานะตัวแทนชาวอำเภอปาย เปิดเผยว่า ที่อำเภอปาย หมอกควันจากไฟป่าเราอยู่กับมันมาเกือบเดือนแล้ว ปัญหายิ่งแก้ยิ่งแย่ เช้าตื่นมาต้องหายใจใต้หน้ากาก ถามว่าเมื่อไหร่ประชาชนจะใช้ชีวิตเป็นปกติได้ ควันเพิ่มขึ้นทุกวัน ไฟป่ามาทุกวันทั้ง ๆ ที่หน่วยงานราชการห้ามเข้าป่า กฎหมายบังคับไม่ให้ประชาชนเข้าป่าร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วทำไมไฟป่าถึงลุกลามได้ทุกวัน ใครจะมาแก้ไขปัญหาให้ชาวปายได้บ้าง ขณะนี้สุขภาพคนแก่ ผู้ชรา เด็ก อยู่กันลำบากมากระบบทางเดินหายใจเสียหายกันไปหมด อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลอย่างชัดเจน แก้ไขให้ยั่งยืน ทุกเช้าทั้งวันก็เป็นแบบนี้ไม่มีอะไรที่แก้ไขได้ยั่งยืนมากกว่านี้ ต้องรอให้ฟ้าฝนหรือเทวดาเข้ามาช่วยถึงจะแก้ปัญหาใช่ไหมคะ

    นางสาวจุไรรัตน์ กันทาสุข ได้มีการโพสในเฟซบุคว่า นี่เวลาจะครบเดือนแล้วนะที่ปายเรากอดหมอกควันไฟแบบฟ้าไม่เคยเปิดเลยคนป่วยเพิ่มขึ้นพี่เจ็บคออักเสบมาเป็นอาทิตย์คุณหมอบอกคนป่วยทางเดินหายใจเยอะมาก ประกาศไม่ให้ชาวบ้านเข้าป่าเด็ดขาดโทษสูงแต่ทำไมไฟป่าเยอะเพิ่มขึ้น

    ผู้มีอำนาจแก้ปัญหาหากแก้ไม่ได้เราเปลี่ยนคนมาบริหารมั้ยเผื่อคนใหม่แก้ปัญหาตรงจุดไม่ใช่เช้าชามเย็นชามแบบนี้อำเภอปายเป็นเมืองต้องพัฒนาและเดินหน้าทุกรูปแบบทั้งธรรมชาติทั้งอากาศทั้งวัฒนธรรมทั้งความเข้าใจบริบทชุมชุมที่แท้จริง นายไม่ใช่แค่เอามาเป็นประธานเปิดงานท่านต้องเป็นผู้นำทั้งแก้ปัญหาและพัฒนาทุกด้านท่านเข้าใจคำว่าปายดีแค่ไหนแล้วทำบอกทำแล้วแก้แล้วท่านทำมากพอหรือยัง

    ชาวบ้านแทบไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตประจำวันออกไปควันเยอะป่วย จะไปดำรงชีพท่านห้ามไม่ให้เข้าป่าหาอาหารแล้วพวกท่านช่วยอะไรแก้ไขปัญหาชุมชนได้มั้ยแค่แมสชาวบ้านแทบไม่มีเงินซื้อแจกให้ครอบครัวละ5ชิ้นแบบแก้ผ้าเอาหน้ารอดแก้ปัญหาแบบไม่ยั่งยืน คนที่ออกมาวิจารณ์บ่นโดนแจ้งข้อหาหมิ่นประมาทชาวบ้านต้องปิดปากฝืนทนกับอากาศแบบนี้หรือ

    นางสาวจุไรรัตน์  กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ปัญหาหมอกควันที่อำเภอปาย ถือว่าหนักมากที่สุดของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว โดยในห้วงไฟป่าที่ผ่านมาเกือบ 2 เดือน นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ได้หดหายไปเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากทนกับสภาวะหมอกควันไฟป่าไม่ไหว ถึงจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาบ้าง ก็เป็นส่วนน้อย เนื่องจากมีการบุคตั๋วท่องเที่ยวล่วงหน้าเป็นปี จึงจำเป็นต้องมา และมาได้เพียงวันเดียวก็พากันกลับออกจากปาย กระทบต่อระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างหนัก โดยค่ามลพิษในปาย เกินค่ามาตรฐานมาแล้ว 41 วัน และค่าเกินมาตรฐานในระดับสีแดงกับสีม่วง บางวันค่าสูงเกินมาตรฐานและติดอันดับโลกอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/958964&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MLPNAdFQJiQRo4MaVCAZx

  • ไทยรามัญบางกระดี่คึกคัก ชูอัตลักษณ์ชุมชนมอญ หนุนท่องเที่ยววัฒนธรรม

    ไทยรามัญบางกระดี่คึกคัก ชูอัตลักษณ์ชุมชนมอญ หนุนท่องเที่ยววัฒนธรรม

    ไทยรามัญบางกระดี่คึกคัก ชูอัตลักษณ์ชุมชนมอญ หนุนท่องเที่ยววัฒนธรรม

    ไทยรามัญบางกระดี่คึกคัก ชูอัตลักษณ์ชุมชนมอญ หนุนท่องเที่ยววัฒนธรรม

    กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานเขตบางขุนเทียน ร่วมกับชุมชนชาวบางกระดี่ จัดงาน “อนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทยรามัญ – บางกระดี่” ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 16–18 เมษายน 2569 ณ วัดบางกระดี่ เขตบางขุนเทียน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น สืบสานภูมิปัญญาชุมชน และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่

    นางสาวอรัญญา พรไชยะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีและศิลปวัฒนธรรมไทย โดยมีการสนับสนุนการจัดงานประเพณีในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนความงดงามของวัฒนธรรมไทยที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ และแสดงถึงอัตลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่น

    การจัดงานอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทยรามัญ – บางกระดี่ ถือเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับนโยบายของกรุงเทพมหานคร ที่สนับสนุนให้ประชาชนในชุมชน วัด และสถานศึกษา เข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น พร้อมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

    รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวเพิ่มเติมว่า ชุมชนบางกระดี่ถือเป็นชุมชนชาวมอญเก่าแก่ในกรุงเทพมหานคร ที่ยังคงรักษาวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้อย่างเข้มแข็ง สามารถถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของชุมชนได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังสะท้อนความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่

    สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย พิธีทำบุญตักบาตร พิธีแห่พระโพธิสัตว์ การสรงน้ำพระ การสาธิตการทำอาหารไทยและขนมประเพณีไทยรามัญ การละเล่นพื้นบ้าน และการแสดงศิลปวัฒนธรรมมอญ ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนบางกระดี่อย่างชัดเจน

    การจัดงานครั้งนี้ยังเป็นไปตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มุ่งส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น และสร้างรายได้ให้กับชุมชนผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    ไทยรามัญบางกระดี่คึกคัก ชูอัตลักษณ์ชุมชนมอญ หนุนท่องเที่ยววัฒนธรรม

    ทั้งนี้ ได้มีผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมกิจกรรม อาทิ นายพงษ์สรณัฐ ทองลี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตที่ 26 นายนฤพล เลิศปัญญาโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตที่ 27 นายสารัช ม่วงศิริ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตบางขุนเทียน พร้อมด้วยผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารเขตบางขุนเทียน ผู้บริหารกลุ่มเขตกรุงธนใต้ กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ณ วัดบางกระดี่ เขตบางขุนเทียน

    การจัดงานไทยรามัญบางกระดี่ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ช่วยสืบสานวัฒนธรรมชุมชนมอญเก่าแก่ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/656743&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mfeZn1m4woub11OBukvP5

  • ปิดจบยิ่งใหญ่! ททท. ปลื้มสงกรานต์ “สวนเบญฯ” คนแห่ร่วมงาน 3 แสน เงินสะพัด 448 ลบ. : อินโฟเควสท์

    ปิดจบยิ่งใหญ่! ททท. ปลื้มสงกรานต์ “สวนเบญฯ” คนแห่ร่วมงาน 3 แสน เงินสะพัด 448 ลบ. : อินโฟเควสท์

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยภาพรวมการจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 สร้างบรรยากาศคึกคักตลอดการจัดงานตั้งแต่วันที่ 11-15 เม.ย. 69 ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ดึงดูดผู้ร่วมงานรวมทั้งสิ้น 300,878 คน แบ่งเป็น ชาวไทย 123,664 คน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 177,214 คน สะท้อนพลังเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยที่ครองใจผู้คนจากทั่วโลก พร้อมสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 448 ล้านบาท

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า การจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 โดย ททท. ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ช่วงวันที่ 11-15 เม.ย. 69 บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุข และได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม มีผู้เข้าร่วมงานทั้งสิ้น 300,878 คน แบ่งเป็น ชาวไทย 123,664 คน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 177,214 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 448 ล้านบาท แยกเป็นการใช้จ่ายภายในพื้นที่จัดงาน ประมาณ 85.3 ล้านบาท และการใช้จ่ายในพื้นที่โดยรอบ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวอีก 362.8 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของเทศกาลสงกรานต์ ในฐานะกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้สู่หลายภาคส่วน

    โดยตลอดการจัดงานทั้ง 5 วันนั้น กิจกรรมไฮไลต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ การแสดงโดรนกว่า 1,200 ลำ ที่เนรมิตท้องฟ้าเหนือสวนเบญจกิติให้กลายเป็นผืนผ้าใบแห่งแสงสี ถ่ายทอดเรื่องราวความงดงามของสงกรานต์ไทยได้อย่างร่วมสมัย โซนลานเล่นน้ำ และคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ตลอดจนการละเล่น และการแสดงทางวัฒนธรรมไทย

    ททท. ยังมีการจัดกิจกรรม “Saneh Art by Songkran Festival 2026” ซึ่งเปิดให้เข้าชมทุกวันจนถึงวันที่ 30 เม.ย. 69 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร โดยภายในงาน จะมีประติมากรรม 6 ชิ้นงานจากศิลปิน และคาแรกเตอร์ชื่อดัง ทั้ง Cry Baby, Mamuang, 2CHOEY, POORBOY และ TOMATO TWINS ที่เปลี่ยนสวนลุมพินีให้กลายเป็นแลนด์มาร์กใจกลางเมือง

    นอกจากนี้ ยังมีงานเทศกาลสงกรานต์ต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย อาทิ

    • ประเพณีก่อพระทรายและวันไหลบางแสน วันที่ 16-17 เม.ย. 69 อำเภอบางแสน จังหวัดชลบุรี
    • ประเพณีแห่พญายม (สงกรานต์บางพระ) วันที่ 17-18 เม.ย. 69 ณ สวนสาธารณะบางพระ อ.ศรีราชา
    • งานวันไหลพัทยา 2569 วันที่ 17-19 เม.ย. 69 ณ บริเวณชายหาดพัทยากลาง จังหวัดชลบุรี
    • ประเพณีสงกรานต์สำราญใจ วันไหลเกาะช้าง วันที่ 19-21 เม.ย. 69 ณ สนามบินเล็ก เกาะช้าง จังหวัดตราด
    • งานประเพณีสงกรานต์พระประแดง ประจำปี 2569 วันที่ 24-26 เม.ย. 69 ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

    น.ส.ฐาปนีย์ แสดงความขอบคุณประชาชนชาวไทยทุกภาคส่วนที่ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี ดูแล ช่วยเหลือ และต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยไมตรีจิต รวมทั้งเป็นต้นแบบในการร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์อย่างเหมาะสม พร้อมส่งมอบประสบการณ์อันน่าจดจำ ประทับใจ จนทำให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง

    ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและหน่วยงานภาครัฐ ได้บูรณาการความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง การดูแลความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวที่ดีให้กับประเทศไทย และทำให้เกิดภาพงานสงกรานต์ของประเทศไทยที่น่าประทับใจเผยแพร่ออกไปทั่วโลก โดยมีสื่อต่างประเทศหลายสำนัก รายงานบรรยากาศการเฉลิมฉลองแบบเรียลไทม์ พร้อมยกย่องให้เทศกาลสงกรานต์ไทย เป็นหนึ่งในอีเวนต์ระดับโลกที่ยิ่งใหญ่ มีชีวิตชีวา และสะท้อนพลังของวัฒนธรรมไทยได้อย่างโดดเด่น

    ทั้งนี้ ททท. จะเดินหน้ามาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษา momentum ของการเดินทาง โดยให้ความสำคัญกับคุณค่าและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวสอดคล้องกับนโยบาย “Value over Volume” ภายใต้แนวคิด The New Thailand เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวคุณภาพอย่างยั่งยืน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/585536&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dLjiYwBe_2OlGuHs-xzsO

  • อโกด้าเผย Gen Z ชาวไทยนิยมเที่ยวทริปสั้น เพื่อรีชาร์จพลัง ชี้ราคายังเป็นปัจจัยสำคัญ

    อโกด้าเผย Gen Z ชาวไทยนิยมเที่ยวทริปสั้น เพื่อรีชาร์จพลัง ชี้ราคายังเป็นปัจจัยสำคัญ

    อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เผยกลุ่ม Gen Z ชาวไทยกำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางในปี2569 ให้เป็นกิจกรรมที่ทำได้บ่อยขึ้น มีเป้าหมายหลักเพื่อเสริมสร้างสุขภาพจิต แทนที่จะเลือกทริปยาว ๆ แบบเดิม โดยนักเดินทางกลุ่มนี้หันมาให้ความนิยมกับทริปสั้น ๆ เพื่อเติมพลังให้กับตัวเองมากขึ้น ข้อมูลจากรายงาน Agoda Travel Outlook 2026 ระบุว่า Gen Z ชาวไทยมองว่าการเดินทางเป็นช่วงเวลาสำคัญในการพักผ่อนจากความเครียดในชีวิตประจำวัน และพร้อมให้ความสำคัญกับการพักผ่อนอย่างแท้จริงและตัวเลือกที่คุ้มค่า เพื่อให้สามารถเดินทางได้บ่อยยิ่งขึ้น

    16 เม.ย. 2569 – แม้ว่า Gen Z ชาวไทยจะเดินทางบ่อยขึ้น แต่ยังคงให้ความสำคัญกับความเรียบง่ายและความคุ้มค่าเป็นหลัก โดยสำหรับ Gen Z ชาวไทยการเดินทางถือเป็นประสบการณ์ที่นิยมอยากแบ่งปันร่วมกับคนรัก นอกจากนี้ ทริปต่าง ๆ ยังต้องสอดคล้องกับตารางชีวิตและงบประมาณได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางยอดนิยมในประเทศ หรือการออกสำรวจสถานที่ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก เป้าหมายของนักเดินทาง Gen Z ชาวไทยในปัจจุบันมีความชัดเจนมากขึ้น นั่นคือการมองหาสมดุลที่ลงตัวระหว่างการหลีกหนีจากความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวันและความคุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงได้

    ขณะเดียวกัน Gen Z ชาวไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทาง โดยหันมาเน้นการเดินทางที่บ่อยขึ้น ซึ่งกำลังกลายเป็นรูปแบบหลักในปัจจุบัน ข้อมูลจากอโกด้าระบุว่า 62% ของ Gen Z ชาวไทยมีแผนที่จะเดินทางอย่างน้อย 1-3 ทริปในปีพ.ศ. 2569 สะท้อนถึงแนวโน้มการเดินทางที่วางแผนได้ง่ายและเกิดขึ้นได้บ่อย แทนที่จะเลือกวันหยุดยาวตามเทศกาล นักเดินทางกลุ่มนี้กว่า 65% หันมาเลือกทริประยะสั้นเพียง 1–3 วันต่อทริป เทรนด์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการเดินทางได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างลงตัว เปิดโอกาสให้นักเดินทางสามารถจัดสรรทริปสั้น ๆ ให้สอดคล้องกับงาน การเรียน และตารางชีวิตส่วนตัวได้อย่างยืดหยุ่น

    นอกจากนี้ มุมมองทางสังคมของการเดินทางระยะสั้นที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดย 44% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าพวกเขานิยมเดินทางร่วมกับคู่สมรสหรือคนรัก สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางในรูปแบบสั้นแต่บ่อยครั้งกับบุคคลใกล้ชิด

    สำหรับ Gen Z ชาวไทย การเดินทางในปี 2569 คือการรีชาร์จพลัง มากกว่าการเน้นเที่ยวชมสถานที่หรือทำกิจกรรมตามแผนที่วางไว้ โดย 77% ระบุว่าเหตุผลหลักของการเดินทางคือการพักผ่อนเพียงอย่างเดียว พวกเขาต้องการหลีกหนีจากความเครียดในชีวิตประจำวัน และใช้เวลาไปกับการพักผ่อน

    ส่วนการวางแผนการเดินทาง งบประมาณยังคงเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ สำหรับ Gen Z ชาวไทย โดย 72% ระบุว่า งบประมาณเป็นปัจจัยหลักในการเลือกจุดหมายปลายทาง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย 34% เลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก หากสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ โดยแนวคิดเรื่องความคุ้มค่านี้ยังส่งผลต่อการเลือกที่พักเช่นกัน โดย 57% ของนักเดินทางกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับราคาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกที่พัก ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมหรือที่พักให้เช่า

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีนของอโกด้า ระบุว่า กลุ่ม Gen Z ชาวไทยกำลังเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของรูปแบบการเดินทางไปสู่การท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายชัดเจนและเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น สำหรับคนรุ่นใหม่ การเดินทางถือเป็นเรื่องสำคัญในการรีชาร์จและหลีกหนีจากความเครียดในชีวิตประจำวัน ภายใต้งบประมาณที่คุ้มค่า อโกด้ามุ่งมั่นในการช่วยเหลือความต้องการในด้านการเดินทางผ่านตัวเลือกที่หลากหลายทั้งที่พัก เที่ยวบิน และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ครอบคลุมทุกระดับงบประมาณ พร้อมรองรับทั้งจุดหมายปลายทางยอดนิยมและสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/980768/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1of6uu7WLQ53A8locEsmYM

  • นายกฯ อนุทิน ควงภริยาไหว้พระอจนะสุโขทัย ก่อนสวมบทเด็กปั๊มเติมน้ำมันให้ ปชช. | TOPNEWS

    นายกฯ อนุทิน ควงภริยาไหว้พระอจนะสุโขทัย ก่อนสวมบทเด็กปั๊มเติมน้ำมันให้ ปชช. | TOPNEWS

    นายกฯ อนุทิน ควงภริยาเยือนเมืองเก่าสุโขทัย! เข้ากราบ “พระอจนะ” วัดศรีชุม เสริมมงคล ก่อนลงพื้นที่วัดปากแควดูจุดรับน้ำท่วมซ้ำซาก ปิดท้ายด้วยการสวมบทเด็กปั๊มเติมน้ำมันให้ชาวบ้าน ย้ำชัดน้ำมันต้องพอ-ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาช่วงเดินทางกลับ

    เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 เวลา 17.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายกรัฐมนตรี , นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ และติดตามสถานการณ์พลังงาน โดยมี นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย เขต 4 และภริยา , นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย , นายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย , เรือโท ภัทรชัย ขันธหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย , นายรัฐพล ธุระพันธ์ ปลัดจังหวัดสุโขทัย , นายอำเภอเมืองสุโขทัย , ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุโขทัย , ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชน ร่วมให้การต้อนรับ


    ในการนี้ นายกรัฐมนตรีพร้อมภริยา และคณะได้เยี่ยมชมวัดศรีชุม ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดสุโขทัย เป็นโบราณสถานสำคัญในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โดดเด่นด้วย “มณฑป” ขนาดใหญ่ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “พระอจนะ” ซึ่งมีลักษณะงดงามและเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองด้านศิลปกรรมและพุทธศาสนาในสมัยกรุงสุโขทัย จากนั้นได้เดินทางไปยังวัดปากแคว เป็นวัดสำคัญของชุมชนในเขตอำเภอเมืองสุโขทัย มีบทบาทเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและจิตใจของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย

    จากนั้น เวลา 18.10 น. ได้ตรวจเยี่ยมสถานีบริการน้ำมันปั๊มปตท.บางแก้ว เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานเชื้อเพลิง การจำหน่ายน้ำมัน และการบริหารจัดการสต็อกน้ำมัน โดยได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลให้มีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และไม่ให้เกิดการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวทักทายประชาชนที่เข้ามาเติมน้ำมันที่ปั๊มดังกล่าว และเติมน้ำมันให้ด้วยตนเอง สร้างความประทับใจแก่ประชาชนผู้ใช้บริการเป็นอย่างมาก โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี และคณะได้เยี่ยมชมร้านค้าบริเวณปั๊มปตท.บางแก้ว พร้อมสนับสนุนสินค้าเพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้ประกอบการด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1549002&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3he-jfaCZlWbEYO4iqxAyE

  • เที่ยวใกล้กัน ณ วันสบาย ๆ ep.1 จอมบึง ราชบุรี

    เที่ยวใกล้กัน ณ วันสบาย ๆ ep.1 จอมบึง ราชบุรี

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/NR6g4Y33kQrl&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yfaYdRNriMNTTUUS3XDfC

  • “ดร.เชษฐา” ชี้รัฐบาลบริหารยุทธศาสตร์ “สงกรานต์” ตรงเป้าจังหวะขับเคลื่อนศก.ไทย เชื่อหนุนฟื้นความเชื่อมั่นประเทศ | TOPNEWS

    “ดร.เชษฐา” ชี้รัฐบาลบริหารยุทธศาสตร์ “สงกรานต์” ตรงเป้าจังหวะขับเคลื่อนศก.ไทย เชื่อหนุนฟื้นความเชื่อมั่นประเทศ | TOPNEWS

    ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวส่งผลเชิงจิตวิทยาให้ประชาชนกล้าตัดสินใจเดินทางมากขึ้น ลดความกังวลทั้งด้านต้นทุนและความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำมัน ส่งผลให้การเดินทางกลับภูมิลำเนาและการท่องเที่ยวภายในประเทศเกิดขึ้นอย่างคึกคักทั่วประเทศ

    “เมื่อคนกลับบ้าน รายได้ก็กลับสู่ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ตลาดชุมชน การท่องเที่ยวพื้นบ้าน หรือกิจกรรมทางวัฒนธรรม ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระดับพื้นที่โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณขนาดใหญ่จากส่วนกลาง” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

    นอกจากนี้ ยังมองว่า สงกรานต์ในปีนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีนานาชาติ เนื่องจากเป็นเทศกาลทางวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก การที่สามารถจัดงานได้อย่างคึกคัก ปลอดภัย และมีชีวิตชีวา ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความผันผวน สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างมีคุณภาพ

    ในมิติทางการเมือง ผศ.ดร.เชษฐา เห็นว่า การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องของ อนุทิน ชาญวีรกูล ในช่วงเทศกาล ทั้งการตรวจเยี่ยม การดูแลความปลอดภัย และการพบปะประชาชนในหลายพื้นที่ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและลดระยะห่างระหว่างภาครัฐกับประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ผศ.ดร.เชษฐา ระบุอีกว่า ผลลัพธ์ของการใช้เทศกาลสงกรานต์เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ได้จำกัดเพียงผลทางเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังช่วยสร้าง “ทุนทางความเชื่อมั่น” ให้กับรัฐบาล ภายหลังจากที่ต้องเผชิญแรงกดดันทางการเมืองก่อนหน้านี้

    “สงกรานต์ปีนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ความนิยมของรัฐบาลเริ่มฟื้นตัว และช่วยเรียกความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศกลับคืนมา” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

    อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสามารถต่อยอดมาตรการและรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจหลังช่วงเทศกาลได้อย่างต่อเนื่อง สงกรานต์ปี 2569 อาจไม่ใช่เพียงเทศกาลแห่งความสุข แต่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยในระยะต่อไป

    ดร.เชษฐา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1549133&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30luz0tiLlVoJGtX5ZXuJg

  • ‘จักรพล’ เปิดเบื้องหลังสงกรานต์แยกรินคำ โมเดล ‘เอกชนนำ รัฐหนุน’ ความสำเร็จมหาสงกรานต์เชียงใหม่

    ‘จักรพล’ เปิดเบื้องหลังสงกรานต์แยกรินคำ โมเดล ‘เอกชนนำ รัฐหนุน’ ความสำเร็จมหาสงกรานต์เชียงใหม่

    ‘จักรพล’ แจงเบื้องหลังสงกรานต์หน้าห้างต่างๆ แยกรินคำ โมเดล ‘เอกชนนำ รัฐหนุน’ เติมเต็มระบบจราจร-ความปลอดภัย’ ความสำเร็จมหาสงกรานต์เชียงใหม่ Landmark ดึงดูดนักท่องเที่ยว

    จักรพล ตั้งสุทธิธรรม อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (16 เมษายน 2569) ว่า งานสงกรานต์หน้าห้างต่างๆ แยกรินคำ ใครจัด? ผมจะเล่ามุมมองจากการทำงานของผมให้อ่านกัน….

    ก่อนสงกรานต์ปี 2025 ทาง MAYA, ONE Nimman, Think Park มีการจัดสงกรานต์ โดยเอกชนจัดทำบนพื้นที่บริเวณของห้างฯ แต่ละฝั่ง ในช่วงนั้นคนมาเที่ยวเริ่มล้นลงมาบนถนน จนมีการกีดขวางการจราจรช่วงเวลากลางคืนทำให้การสัญจรมีการร้องเรียนเกิดขึ้น

    ต้นปี 2025 ขณะนั้น ทางเจ้าของห้างเมญ่า และผู้บริหาร มีการประสานเข้ามาทางผม เพื่อที่จะจัดการการดูแลให้มีความเรียบร้อย และดำเนินการอย่างราบรื่น เพราะทุกฝ่ายทราบปัญหาที่เคยเกิดขึ้น

    โดยมีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ผมดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้รับมอบหมายจาก ท่านรัฐมนตรีฯ สรวงศ์ เทียนทอง ให้อำนาจในการเชิญหน่วยงานต่างๆ เข้ามาหารือ และวางแผนเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ และเอกชน ได้อย่างราบรื่น

    อีกทั้งรัฐบาลยังเล็งเห็น ความสามารถของการจัดงานให้เข้ากับ Concept ภายใต้มหาสงกรานต์…Thailand Summer Festival และเป็น Landmark และดึงดูดนักท่องเที่ยวออกมาให้ได้

    หน่วยงานที่ได้ประสานกัน อาทิเช่น

    – ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดขณะนั้น (ท่านนิรัตน์ มอบหมายให้รองผู้ว่าฯ ที่ดูแลด้านท่องเที่ยว) เข้าดูแล

    – ตำรวจท่องเที่ยว

    – ตำรวจ สภ. ภูพิงค์

    – ตำรวจจราจรจังหวัดเชียงใหม่

    – เทศบาลตำบลช้างเผือก, เทศบาลนครฯ

    – การท่องเที่ยวประจำจังหวัดเชียงใหม่

    และ ตัวแทนจาก เมญ่า, วันนิมมาน และ Think Park เป็นต้น มีการประสานรายละเอียด ทำให้เกิดการปิดแยก และวาง Flow ของรถ เพื่อให้เกิดการสัญจรแก่ผู้เข้าออกละแวกนั้นให้ดีที่สุด

    ฉะนั้นผมจะอธิบายว่า การจัดนั้น เริ่มต้นจากเอกชน และส่งเสริมโดยรัฐฯ เป็นตัวกลาง เพื่อต่อยอดให้การจัดงาน เติบโตขึ้นตามความเหมาะสม ภายใต้นโยบาย Amazing Thailand Grand Tourism and Sports

    ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ทำให้เกิด Landmark ของการจัดสงกรานต์ในจังหวัดเชียงใหม่ และยังต่อยอดได้อย่างดีขึ้นเรื่อยๆ

    ส่วนเรื่องขยะที่เห็นตามภาพข่าวในปีนี้ ผมเชื่อทางเทศบาลต่างๆ ทำการจัดเก็บเป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อย อาจจะช้าเร็ว เพราะจำนวนจุดในการจัดเก็บ จำนวนคนเข้าร่วมที่เพิ่มมากขึ้น และจำนวนเจ้าหน้าที่ อาจไม่พอเพียงในวันหยุดราชการ

    ในปีหน้า ผมหวังว่าทางเทศบาลฯ สามารถเตรียมการเรื่องนี้เพื่อ จัดการปัญหาได้เร็วยิ่งขึ้น

    ขอเป็นกำลังใจให้ผู้บริหาร และ เจ้าหน้าที่ทุกๆท่านของทุกภาคส่วนครับ

    ท้ายนี้ ในวันนี้เป็น วันเถลิงศก หรือ วันพญาวัน ผมขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย ดลบันดาลให้ทุกท่าน สุข สมหวัง แข็งแรง มีแต่สิ่งมงคลเข้ามาในชีวิตครับ

    สวัสดีปีใหม่ไทย

    จักรพล ตั้งสุทธิธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/CJCa5ImJs&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qoNkS_OAToq6Yl62INJpB