Category: ท่องเที่ยว

  • ตลาดอสังหาฯ ยังไม่ฟื้น เมื่อคนรุ่นใหม่เน้น ‘เช่า’ ไม่เน้นซื้อ ลดแรงกดดันทางการเงิน

    ตลาดอสังหาฯ ยังไม่ฟื้น เมื่อคนรุ่นใหม่เน้น ‘เช่า’ ไม่เน้นซื้อ ลดแรงกดดันทางการเงิน

    ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 อาจยังไม่ใช่จังหวะของการเร่งซื้อ แต่เป็นช่วงของการตั้งหลักมากกว่า มีข้อมูลจาก DDproperty สะท้อนตรงกันว่า ความต้องการซื้ออสังหาฯ ทั่วประเทศในไตรมาสแรกชะลอตัวลง 6% ขณะที่ความต้องการเช่าขยับขึ้น 4% และในกรุงเทพฯ มีความต้องการเช่าเติบโตกว่า 9% 

    จากตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ความซบเซาของตลาด แต่ยังบ่งบอกพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

     1. การซื้อชะลอตัว แต่ไม่ได้หายไป คอนโดฯ ยังเป็นเซฟโซน

    แม้ภาพรวมการซื้อจะลดลง แต่คอนโดมิเนียมก็เติบโตไปถึง 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันกับปีที่แล้ว ทำให้คอนโดฯ กลายเป็นเซกเมนต์เดียวที่ยังไปต่อได้ ขณะที่บ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์กำลังลดลงกว่า 17% และ 16% ตามลำดับ รองลงมาคือ ระดับราคา 3-5 ล้านบาท และ 5-10 ล้านบาท ในสัดส่วนไล่เลี่ยกันที่ 19% และ 17% ตามลำดับ 

    เหตุผลที่คนหันมาซื้อคอนโดฯ ก็ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก เพราะคอนโดฯ ราคาเข้าถึงง่ายกว่า ในช่วงที่กำลังซื้อถูกกดดัน ตัวเลขก็ยืนยันชัดว่าบ้านราคา 1-3 ล้านบาท ครองสัดส่วนสูงสุด 44% ของความต้องการซื้อ นั่นหมายความว่า ดีมานด์ยังคงอยู่ แต่เพดานความสามารถของผู้ซื้อกำลังลดลง

     2. Generation Rent ไม่ใช่ทางเลือกสำรอง แต่คือกลยุทธ์การเงิน

    เมื่อผู้คนไม่เน้นซื้อ แต่เน้นเช่า ทำให้เทรนด์เช่าเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะคอนโดฯ ที่มีความสนใจเพิ่มขึ้น 5% และทาวน์เฮาส์เพิ่มขึ้น 3% ที่น่าสนใจคือ ที่อยู่อาศัยราคาค่าเช่าต่ำกว่า 1 หมื่นบาทต่อเดือน เติบโตแรงสุดถึง 11%

    ภาพนี้สะท้อนการเกิดขึ้นของกลุ่มที่เรียกว่า Generation Rent หรือเทรนด์การหาบ้านที่ต้องการความยืดหยุ่น โยกย้ายสะดวก ซึ่งการเช่าบ้านยังเป็นการรักษาสภาพคล่องทางการเงิน ในวันที่ความไม่แน่นอนสูงกว่าปกติเหมือนทุกวันนี้ ทั้งนี้ มีเพียงบ้านเดี่ยวเท่านั้น ที่ความต้องการเช่ายังคงทรงตัวในไตรมาสที่ผ่านมา 

     3. เมืองท่องเที่ยวกลับมา ‘เพชรบุรี’ ขึ้นแท่นเมืองเด่น

    หนึ่งในสัญญาณที่น่าสนใจคือ การกลับมาของการท่องเที่ยวในหัวเมืองต่างๆ โดยเฉพาะจังหวัดเพชรบุรี ที่กลายเป็นเมืองที่มีความต้องการซื้อมากที่สุดในไตรมาส 1 ของปีนี้ ทั้งการซื้อ (+61%) และการเช่า (+113%) โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ราคาอสังหาฯ และความเป็นอยู่ไม่สูงเท่าเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ และเทรนด์การอยู่อาศัยใกล้ธรรมชาติ ทำให้เพชรบุรีกลายเป็นเมืองสำหรับพักผ่อนที่เหมาะกับการซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อลงทุน

    4. กรุงเทพฯ เมืองที่ซื้อยาก แต่ถ้าเช่ายังไปต่อได้

    ในส่วนของเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ภาพการเช่ายิ่งชัดขึ้น ความต้องการในการซื้อที่อยู่อาศัยกำลังชะลอตัว แต่หากเป็นการเช่าก็เติบโตทุกประเภท โดยความต้องการเช่าเพิ่มขึ้นถึง 9% สะท้อนให้เห็นแนวโน้มการขยายตัวของตลาดเช่าในเมืองหลวงที่ยังคงมีดีมานด์อย่างต่อเนื่อง 

    คอนโดฯ ยังเป็นตัวหลัก (+2%) ขณะที่แนวราบยังถูกกดดันจากต้นทุนที่ดินและก่อสร้าง ทำให้คนเมืองจำนวนมากเลือก ‘อยู่ก่อน ค่อยซื้อทีหลัง’

    โลเคชันที่เติบโต เช่น ภาษีเจริญ ประเวศ ห้วยขวาง หรือบางนา สะท้อนว่าดีมานด์เริ่มกระจายออกจาก CBD ไปยังโซนที่สมดุลราคา-การเดินทางมากขึ้น

     5. ตลาดไม่ได้แย่ แต่กำลังรีเซ็ตสมดุลใหม่

    คำอธิบายของ วิทยา อภิรักษ์วิริยะ ผู้จัดการทั่วไป Think of Living และดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (ฝั่งดีเวลลอปเปอร์) น่าสนใจตรงที่ชี้ว่า จริงๆ แล้ว ผู้บริโภคไม่ได้เลิกฝันเรื่องบ้าน แต่กำลังคิดใหม่ว่า จะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร

    ในวันที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจยังสูง และต้นทุนชีวิตที่เพิ่มขึ้น ความยืดหยุ่นทางการเงินกลายเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญไม่แพ้การมีบ้าน เทรนด์ Generation Rent จึงไม่ใช่สัญญาณของความพ่ายแพ้ แต่คือการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดบนพื้นฐานของความเป็นจริง

    “สำหรับผู้ประกอบการ นี่คือโอกาสในการทบทวนและออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่ ทั้งในแง่ของราคา รูปแบบสินค้า และประสบการณ์ของลูกค้า เพื่อเปลี่ยนดีมานด์ให้กลายเป็นยอดขายจริง ส่วนผู้บริโภคเอง ก็ควรวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ และเลือกระดับราคาที่สอดคล้องกับศักยภาพในการผ่อนชำระจริง ขณะเดียวกัน มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยเปิดประตูให้กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) เข้าถึงการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น เพราะตลาดที่แข็งแกร่งในระยะยาว ต้องสร้างบนฐานของความยั่งยืน ไม่ใช่แค่แรงกระตุ้นระยะสั้น” วิทยากล่าวทิ้งท้าย

    Tags: , , , , , ,

    Author

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/business-trend-property-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08w_aVhsMsoqu8a_Qr55hy

  • E

    E

    Book within three days before arrival and enjoy up to 15% off, plus an additional 5% savings for IHG One Rewards members with our Last Minute Deals.

    Exclusive Last Minute Deals! Save up to 20%* off at Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit

    Studio Suites start from THB 3,279++ per night, including breakfast for two persons.

    Enjoy a complimentary buffet breakfast each morning, then unwind in the Japanese onsen and sauna, take in city views from the swimming pool, stay active at the fitness center, or relax at The Den, a comfortable co-working space that feels just like home.

    As evening approaches, enjoy a moment to connect at The Social Night, held every Monday and Wednesday from 5:30 pm. to 6:30 pm.

    Terms and Conditions

    • Reservations must be made within three days prior to arrival
    • Applicable for stays that include Thursday, Friday, Saturday, or Sunday
    • Full prepayment is required
    • Eligible for IHG One Rewards nights and points
    • Book and stay by 30 April 2026

    For more information or reservations, please contact phone: +66 (0)2 779 8999 or email [email protected] Website staybridge.com/sukhumvit

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/en/ieo4k1ri16e3zmg9qtmq603j2iorx61e&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E84I4m9fNJHwN3DmJTNRy

  • DTP รุกหนักอสังหาฯ โรงแรมไทย-อังกฤษ รับดีมานด์ท่องเที่ยวฟื้น

    DTP รุกหนักอสังหาฯ โรงแรมไทย-อังกฤษ รับดีมานด์ท่องเที่ยวฟื้น

    บริษัท ดีทีจีโอ พรอสเพอร์รัส จำกัด (DTP) ในเครือบริษัท ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (DTGO) เชื่อมั่นแนวโน้มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง เดินหน้าพัฒนาสินทรัพย์ด้านการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเร่งเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินศักยภาพสูง หวังสร้างการเติบโตของรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    นายหรรสา สุสายัณห์ ประธานกรรมการ บริษัท ดีทีจีโอ พรอสเพอร์รัส จำกัด (DTP) กล่าวว่า DTP มองเห็นโอกาสการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวและดีมานด์ที่แข็งแกร่งในตลาดหลัก บริษัทจึงเดินหน้าพัฒนาสินทรัพย์คุณภาพ เพื่อสร้างรายได้ประจำและเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตการลงทุนในระยะยาว

    DTP เดินหน้าพัฒนาโรงแรมอินทรา รีเจนท์ และศูนย์การค้าอินทรา สแควร์ ซึ่งตั้งอยู่ในย่านประตูน้ำ หนึ่งในทำเลค้าปลีกและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพฯ โดยปัจจุบันศูนย์การค้ามีอัตราการเช่าพื้นที่สูงถึงประมาณ 95% และสามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอกว่า 22 ล้านบาทต่อเดือนในช่วงที่ผ่านมา

    บริษัทอยู่ระหว่างการปรับปรุงและเพิ่มศักยภาพทั้งในส่วนของโรงแรมและศูนย์การค้า เพื่อรองรับการกลับมาของนักท่องเที่ยว โดยมีแผนเพิ่มจำนวนห้องพักของโรงแรมเป็น 439 ห้องภายในปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันอัตราการเข้าพักและรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักให้ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของโรงแรมละศูนย์การค้ามีแนวโน้มเติบโตอย่างชัดเจน โดยรายได้เพิ่มจาก 92 ล้านบาทในปี 2566 เป็น 239 ล้านบาทในปี 2567 และ 295 ล้านบาทในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2569 สะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยวและประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์

    DTP มุ่งเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ประเภท Brownfield หรือสินทรัพย์ที่มีการดำเนินงานอยู่แล้ว ซึ่งสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างรวดเร็วเมื่อเข้าบริหาร พร้อมทั้งมีโอกาสเพิ่มมูลค่าจากการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

    กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตในระยะยาว” นายหรรสา กล่าว

    ในส่วนการลงทุนต่างประเทศ DTP ดำเนินธุรกิจโรงแรมผ่านบริษัท พรอสเพอร์แคป (ProsperCap Corporation Limited [SGX:PPC]) โดยมีพอร์ตโรงแรมในสหราชอาณาจักรจำนวน 17 แห่ง รวม 3,383 ห้อง ตั้งอยู่ในเมืองศักยภาพทั่วประเทศอังกฤษ และมีอีก 2 แห่งในสกอตแลนด์ โดยมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยมากกว่า 80%

    ในปี 2568 พอร์ตโรงแรมในสหราชอาณาจักรสามารถสร้างรายได้ 6,300 ล้านบาท  และมีกำไรขั้นต้น (Gross Profit) ประมาณ 3,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% จากปีก่อนหน้า โดยอัตรากำไรมีการปรับตัวดีขึ้น จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (แหล่งที่มา: www.prospercap.com)

    การลงทุนในสหราชอาณาจักรถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน พร้อมสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับบริษัท โดยเรายังคงเห็นศักยภาพการเติบโตของตลาดโรงแรมในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง

    “DTP มีเป้าหมายในการสร้างพอร์ตสินทรัพย์คุณภาพทั้งในและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการลงทุนและพัฒนาสินทรัพย์ที่สามารถสร้างรายได้ประจำ ควบคู่กับโอกาสในการเพิ่มมูลค่าในอนาคต พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาเครื่องมือการลงทุนในตลาดทุน เช่น กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เพื่อรองรับโอกาสใหม่และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายหรรสา กล่าวปิดท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/827951&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30Z8S8KJU8wvFwNWM_N7p0

  • ต่างชาติเที่ยวไทย ทะลุ 11 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทย ทะลุ 11 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทย ทะลุ 11 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    วันนี้ (วันที่ 28 เมษายน 2569) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ อัปเดท สถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 26 เม.ย. 69 พบว่าประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 11,364,781  คน ลดลง 3.40 % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 555,631 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย สูงสุด 5 อันดับแรก

    • อันดับ 1 จีน 1,836,916 คน
    • อันดับ 2 มาเลเซีย 1,228,057 คน
    • อันดับ 3 รัสเซีย 849,367 คน
    • อันดับ 4 อินเดีย 805,208 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ 465,702 คน

    ต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึง ผลการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยว พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 26 เม.ย. 69 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย ทะลุ 11 ล้านคนแล้ว โดยมีนักท่องเที่ยวสะสมกว่า 11.36 ล้านคน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 555,631 ล้านบาท 

    สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 20 – 26 เมษายน 2569 พบว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ฟื้นตัวด้านการเดินทาง โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากกว่า 26 % เทียบจากสัปดาห์ก่อนหน้า

    โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดจีนที่เดินทางเข้ามาแตะระดับกว่า 1 แสนคน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 40 % ในสัปดาห์นี้ และนักท่องเที่ยวตลาดไต้หวันที่ขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 5 จากเดิมในอันดับที่ 11 

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 536,401 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 71,681 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 15.42 % คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 76,629 คน 

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ นักท่องเที่ยวจีน 102,493 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 37.31% นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 73,571 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 20.91% นักท่องเที่ยวอินเดีย 45,811 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 1.45 % นักท่องเที่ยวรัสเซีย 26,015 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 15.32% นักท่องเที่ยวไต้หวัน 18,482 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 41.93%

    นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีวันหยุดต่อเนื่อง (วันแรงงาน) ในหลายประเทศ สถานการณ์พลังงานในไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติ 

    การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ  Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6  รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/657711&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HJ1H_-8BSrvgQ4vMKCCim

  • ‘สุรศักดิ์’ แจงเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวนอก แค่ขั้นตอนศึกษา ยังไม่มีกำหนดเข้าครม.

    ‘สุรศักดิ์’ แจงเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวนอก แค่ขั้นตอนศึกษา ยังไม่มีกำหนดเข้าครม.

    “สุรศักดิ์” แจง จัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวนอก 1,000 บาท แค่ขั้นตอนการศึกษา ยังไม่มีกำหนดเข้าครม.เมื่อไหร่ หวังช่วยกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ยืนยันไม่กระทบคนเดินทางไปเรียน – ทำงาน

    28 เมษายน 2569 – เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 28 เม.ย. ที่พรรคภูมิใจไทย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงแนวคิดการเก็บค่าธรรมเนียม 1,000 บาท สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่เดินออกทางไปเที่ยวต่างประเทศ ว่าเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การเก็บภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งเป็นพระราชกำหนดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2526 ที่ประเทศไทยเคยดำเนินการจัดเก็บมาแล้วช่วงปี 2540

    อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นแนวความคิดที่จะศึกษาของกระทรวงการคลัง แต่พอผู้สื่อข่าวสอบถามกลายเป็นว่าตนไปจัดเก็บ ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไม่มีอำนาจจัดเก็บในส่วนนี้แต่จากการที่กระทรวงการคลัง ได้เชิญสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือ ก็มีความกังวลว่าจะนำเงินที่ได้จากการจัดเก็บไปทำอะไร และใช้อย่างไร

    นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า หลักการของการจัดเก็บภาษีครั้งนี้อยู่บนความคิดของจัดเก็บผู้ที่เดินทางออกนอกประเทศเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น ส่วนวีซ่าประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทูต วีซ่า Work permit และวีซ่าต่างๆ จะพิจารณาเป็นบางกลุ่มที่ยกเว้นได้ พร้อมย้ำว่า การจัดเก็บดังกล่าวยังไม่ใช่เวลาที่จะมาสรุป เป็นเพียงแนวทางการรับฟังความเห็น ซึ่งตัวเลข 1,000 บาท เป็นตัวเลขที่เคยจัดเก็บในอดีตเท่านั้น จึงนำตัวเลขนี้กลับมาพิจารณา ซึ่งจะนำเงินที่ได้จากการจัดเก็บนำมากระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศไทย ทั้งนี้ ATTA รวมถึงสมาคมต่างๆได้ทำหนังสือ และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ทั้งเราเที่ยวด้วยกัน และทัวร์ทั่วไทย ซึ่งตรงกับความคิดของรัฐบาลอยู่แล้ว แต่การจะสนับสนุนในทุกๆเรื่องคงหนีไม่พ้นเรื่องของงบงบประมาณ ซึ่งรัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ แน่นอนว่าการกู้เงินหนีไม่พ้นว่าจะเป็นภาระของประชาชน แต่จะทำอย่างไรที่จะทำให้มีเงินเข้ามาช่วยการท่องเที่ยว

    “พูดง่ายๆว่าจัดเก็บคนที่ไปเที่ยวต่างประเทศเพื่อมาช่วยคนไทยที่ไม่ได้มีโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศ หรืออยากจะเที่ยวในประเทศไทยอยู่แล้วจะได้รับการสนับสนุนจากตรงนั้น และไม่ใช่การจัดเก็บคนที่จะไปเรียนหรือคนไปทำงาน ซึ่งในพระราชกำหนดมีการระบุไว้ว่าจะจัดเก็บได้สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท แต่ยืนยันว่ายังเป็นเพียงการศึกษา และยังไม่มีการสรุปว่าจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อไหร่ และย้ำว่ามีการคิดเป็นอย่างดีว่าเงินที่ได้จากผู้ที่เดินทางออกไปเที่ยวต่างประเทศจะกลับมาให้คนไทยได้เที่ยวในประเทศ“ นายสุรศักดิ์ กล่าว

    เมื่อถามว่า ที่บอกว่าแค่ศึกษาจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้เป็นการฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อที่จะนำกลับไปพิจารณาหลักการ โดยจะพิจารณาว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการจัดเก็บ , ราคาเท่าไหร่ที่เหมาะสม , ระยะเวลาที่จัดเก็บควรจะเป็นช่วงไหน และบุคคลใดบ้างที่ควรจะได้รับการยกเว้น ซึ่งกระทรวงการคลัง และรัฐบาลจะต้องเอาไปรวบรวมข้อมูลเพื่อศึกษาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/987176/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-S6PbXa8VTnDVuGpj4MK-

  • คลังเตรียมถกท่องเที่ยว ยังไม่สรุปเก็บค่าคนไทยบินนอก 1,000 บาท

    คลังเตรียมถกท่องเที่ยว ยังไม่สรุปเก็บค่าคนไทยบินนอก 1,000 บาท

    คลังเตรียมถกท่องเที่ยว ยังไม่สรุปเก็บค่าคนไทยบินนอก 1,000 บาท

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ประเด็นดังกล่าวยังต้องมีการหารือเพิ่มเติม โดยเฉพาะข้อกฎหมายว่าการดำเนินการสามารถทำได้หรือไม่ แม้จะมีพระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 เป็นฐานรองรับอยู่แล้วก็ตาม แต่ยังต้องพิจารณารายละเอียดการบังคับใช้ในบริบทปัจจุบันให้รอบคอบ

    ก่อนหน้านี้ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้หารือกับกระทรวงการคลังถึงความเป็นไปได้ในการนำกฎหมายดังกล่าวกลับมาใช้ เพื่อจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ โดยอ้างอิงข้อมูลว่ามีคนไทยเดินทางออกนอกประเทศเฉลี่ยปีละประมาณ 10 ล้านคน ซึ่งหากจัดเก็บในอัตรา 1,000 บาทต่อคน จะสร้างรายได้ให้รัฐราว 10,000 ล้านบาทต่อปี

    ชี้เป้ารายได้ ป้อน “เที่ยวคนละครึ่ง” 10 ล้านสิทธิ์

    สำหรับวัตถุประสงค์หลักของมาตรการนี้ คือการนำรายได้ไปสนับสนุนโครงการ “เที่ยวคนละครึ่ง” จำนวน 10 ล้านสิทธิ์ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศ และลดการไหลออกของเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยเป็นการออกแบบนโยบายในลักษณะ “ดึงเงินกลับระบบ” จากคนไทยที่มีศักยภาพเดินทางต่างประเทศ มาสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศ

    ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะจัดเก็บเฉพาะคนไทยเท่านั้น ไม่รวมชาวต่างชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนกับค่าธรรมเนียมเข้าประเทศ หรือ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” ที่มีแนวคิดจัดเก็บจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในอัตรา 300 บาท ซึ่งมีเป้าหมายในการนำเงินเข้ากองทุนพัฒนาการท่องเที่ยวและจัดทำระบบประกันภัย

    มีฐานกฎหมายเดิม แต่ต้องชั่งน้ำหนักผลกระทบ

    ในเชิงกฎหมาย กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทันทีหากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เนื่องจากมีพระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 รองรับอยู่แล้ว โดยประเทศไทยเคยจัดเก็บภาษีลักษณะนี้ในอัตรา 500 บาท ก่อนจะยกเลิกไปในเวลาต่อมา

    อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า แม้จะมีกฎหมายรองรับ แต่การนำกลับมาใช้จำเป็นต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงประเมินผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

    ถกความเหมาะสม “ภาษี-พฤติกรรมผู้บริโภค”

    ในมุมมองเชิงนโยบาย ฝ่ายกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เห็นว่า อัตรา 1,000 บาทไม่น่าจะมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจเดินทางของคนไทย เมื่อเทียบกับต้นทุนการเดินทางโดยรวมที่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาตั๋วเครื่องบินและค่าใช้จ่ายต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลต่อ “พฤติกรรมชายขอบ” (marginal decision) ของนักเดินทางบางกลุ่ม เช่น กลุ่มที่เดินทางระยะสั้น หรือมีงบประมาณจำกัด รวมถึงอาจกระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวต่างประเทศ เช่น สายการบินและบริษัททัวร์ ขณะที่ในอีกด้านหนึ่งอาจช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี เนื่องจากเป็นการจัดเก็บเฉพาะคนไทย ซึ่งอาจต้องพิจารณาความเหมาะสมในเชิงหลักการภาษี รวมถึงการยอมรับของสังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/657789&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2A0I04ZO8sQJD8N6WvOjKf

  • ผู้ว่า ททท. เร่งทุกตลาด พุ่งเป้ากลุ่มคุณภาพ พร้อมผลักดันประเทศไทย สู่ Wellness Hub ตอบโจทย์ Life Economy

    ผู้ว่า ททท. เร่งทุกตลาด พุ่งเป้ากลุ่มคุณภาพ พร้อมผลักดันประเทศไทย สู่ Wellness Hub ตอบโจทย์ Life Economy

    ททท.โซลรุกตลาดเกาหลี พา Buyer รายใหญ่สำรวจไทย ดันกระบี่สู่ Healing Destination ใหม่ ผ่านกิจกรรม Amazing Thailand Health and Wellness Korea Agent FAM Trip 2026 ระหว่าง 22–27 เม.ย. 2568 นำผู้แทนบริษัทนำเที่ยวและ OTA ชั้นนำของเกาหลี ได้แก่ Tidesquare, Yellow Balloon, Hotel Pass, Traveloka และ Lotte Tour สำรวจสินค้า Health & Wellness ของไทย ณ กรุงเทพฯ และกระบี่ ภายใต้แนวคิด Healing is the New Luxury

    ตลาดเกาหลีมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงที่มองหาการพักผ่อน ฟื้นฟูสุขภาพ และประสบการณ์ระดับพรีเมียม ทั้ง Group Tour และ FIT

    สำนักงานโซล ได้ใช้โอกาสนี้ผลักดัน จังหวัดกระบี่ เป็นจุดหมายปลายทางใหม่ของตลาดเกาหลี ด้วยจุดเด่นด้านธรรมชาติ โรงแรมคุณภาพสูง กิจกรรมหลากหลาย และตอบโจทย์กระแส Healing Travel อย่างชัดเจน

    คณะฯ ได้พบผู้ประกอบการกระบี่กว่า 20 ราย พร้อมสำรวจสินค้าจริง โดย ผอ. ททท. กระบี่ ให้การต้อนรับ ร่วมกับผู้แทนจากสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ และสมาคมโรงแรมจังหวัดกระบี่ พร้อมนำเสนอศักยภาพของพื้นที่ อาทิ Wellness Resort, Hot Spring, Sound Healing, Luxury Hotels, เกาะห้อง เกาะปอดะ หาดไร่เลย์ และกิจกรรมคายัคคลองหรูด ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก

    อีกหนึ่งไฮไลต์ คือการหารือกับ ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ โดยได้รับเกียรติจาก ผู้อำนวยการท่าอากาศยานกระบี่ ให้การต้อนรับอย่างใกล้ชิด เพื่อยืนยันความพร้อมรองรับตลาดเกาหลีในอนาคต โดย Agent เห็นตรงกันว่า กระบี่มีศักยภาพสูง เหลือเพียงการเชื่อมต่อเที่ยวบินตรงจากเกาหลี ซึ่งหากมีมาตรการจูงใจสายการบิน จะช่วยเร่งตลาดได้ทันที

    ภายหลังจบทริป Agent ทุกฝ่ายชื่นชมว่ากระบี่ “เหนือความคาดหมาย” และมีศักยภาพสูงที่จะเติบโตเป็น Destination ใหม่ยอดนิยมของตลาดเกาหลีต่อไป

    เจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่เพื่อขยายความเชื่อมเกี่ยวไปยังนักท่องเที่ยวคุฯภาพทุกกลุ่มค่ะ

    #AmazingThailand #HealingistheNewLuxury #AmazingThailandHealthandWellnessTrademeet2026 #LifeEconomy

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1015229&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0M4-lyU3BBVGAEltBXAjVU

  • รวมสายการบินยกเลิกเที่ยวบิน 2569 หลังต้นทุนน้ำมันพุ่ง

    รวมสายการบินยกเลิกเที่ยวบิน 2569 หลังต้นทุนน้ำมันพุ่ง

    วันเดินทางไป *

    วันเดินทางกลับ *

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tqm.co.th/articles/%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7/%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KV1IBqa9LMtY-M9sYUuWp

  • i-Store ผนึกแลนด์ลอร์ดลุยสยายปีกกทม.-เมืองท่องเที่ยวปั้นรายได้พุ่ง 200%

    i-Store ผนึกแลนด์ลอร์ดลุยสยายปีกกทม.-เมืองท่องเที่ยวปั้นรายได้พุ่ง 200%

    ภักดี อนิวรรตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตอเรจ เอเชีย จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการห้องเก็บของหรือเก็บทรัพย์สินส่วนตัว (Self Storage) ภายใต้แบรนด์ i-Store กล่าวว่า บริษัทวางกลยุทธ์ “Supply Drives Demand” หรือ การเร่งขยายพื้นที่ให้บริการในทำเลเข้าถึงง่ายเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้า “เห็นของ แล้วเกิดความต้องการ”แนวคิดนี้สะท้อนว่าSelf Storage ไม่ใช่สินค้าที่คน “รู้ว่าต้องใช้” ตั้งแต่แรกแต่เป็นบริการที่ต้อง “สร้างการรับรู้” ควบคู่ไปกับการขยายสาขา

    โมเดลใหม่ไม่ต้องมีที่ดิน ก็โตได้

    หัวใจสำคัญอีกอย่างคือโมเดล “Storage Management” พูดง่าย ๆ คือ i-Store ไม่จำเป็นต้องลงทุนถือครองที่ดินเองทั้งหมดแต่เข้าไป “พัฒนา-ออกแบบ-บริหาร” ให้กับเจ้าของพื้นที่ (Landlord)ผลลัพธ์คือขยายสาขาได้เร็วขึ้น ใช้เงินลงทุนน้อยลงและสร้างเครือข่ายได้แบบก้าวกระโดด โมเดลนี้ยังเปิดทางให้เกิดการร่วมทุน (JV) กับพันธมิตรยิ่งเร่งสปีดการเติบโตเข้าไปอีก

    ปัจจุบัน i-Store มี 11 สาขาในกรุงเทพฯ แต่แผนปี 2569 คือ “เพิ่มอีก 7 สาขา” ทำให้รวมเป็น 18 สาขา พื้นที่รวมกว่า 18,000 ตร.ม. เติบโตจากปีก่อนถึง 91% นี่ไม่ใช่แค่การขยายแต่คือการ “ปูพรม” เพื่อยึดทำเลสำคัญก่อนคู่แข่ง

    ปรับพอร์ตลูกค้า สร้างรายได้

    อีกหนึ่งเกมที่น่าสนใจ คือการ “รีบาลานซ์ลูกค้า” เป้าหมายใหม่คือ บุคคลทั่วไป 60% นิติบุคคล 40% เหตุผลคือ ลูกค้าองค์กร เช่น SME และ E-commerce ต้องการพื้นที่แบบ Micro-fulfillment ใจกลางเมืองซึ่งให้รายได้ที่สม่ำเสมอ และคาดการณ์ได้มากกว่า และนี่คือหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้บริษัทตั้งเป้ารายได้โต 200%

    นอกจากนี้ โอกาสใหม่ นอกกรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่ท้าทาย จากเดิมที่ตลาด Self Storage ไทยจะกระจุกในศูนย์กลางธุรกิจใจกลางเมือง (Central Business District)หรือ CBD ปัจจุบันเริ่มกระจายไปยังจังหวัดใหญ่ ตามหัวเมืองสำคัญต่างๆ อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา หัวหิน เหตุผลหลักมาจากการเติบโตของ E-commerce นักท่องเที่ยวระยะยาว และชาวต่างชาติ (Expat) รวมทั้งการที่ที่อยู่อาศัยขนาดเล็กลง i-Store จึงมองไกลถึง “หัวเมืองท่องเที่ยว” โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในภูเก็ตภายในปี 2570

     ESG ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่เป็นความต่าง

    นอกจากการเติบโตเชิงธุรกิจ i-Store ยังพยายามสร้าง “จุดยืน” ผ่าน ESG ย่อยมาจาก Environmental, Social, and Governance หรือ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานซึ่งสอดรับกับ SDG ที่เป็นกรอบระดับโลก เช่น โครงการจัดการขยะ E-Waste การนำขวดพลาสติกมา Upcycle เป็นเสื้อสะท้อนแสง

    สิ่งเหล่านี้อาจไม่สร้างรายได้โดยตรงแต่ช่วยสร้าง “แบรนด์” และความแตกต่างในระยะยาว แต่สุดท้ายแล้ว เกมของ i-Store ไม่ใช่แค่การปล่อยเช่าพื้นที่เก็บของแต่คือการเดิมพันว่า“คนเมืองจะมีพื้นที่น้อยลง แต่ของจะมากขึ้น” และถ้าสมมตินี้เป็นจริง คนที่ “สร้างพื้นที่รอไว้ก่อน”อาจกลายเป็นผู้ชนะในตลาดนี้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/property/1231626&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aaFovhHv-TnZuIwhHbvLo

  • เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    ไทยเวียตเจ็ทขยายเครือข่ายรุกตลาดท่องเที่ยวภาคใต้ เปิดตัวบริการ “Fly2Ferry” เชื่อมเที่ยวบินสุวรรณภูมิสู่เกาะสมุย-พะงัน-เต่า จองจบในที่เดียวพร้อมรถรับส่งและเรือเร็ว

    เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เดินหน้าอำนวยความสะดวกให้นักเดินทางด้วยการเปิดตัวบริการเสริมใหม่ล่าสุด “Fly2Ferry” บริการเชื่อมต่อการเดินทางทางอากาศและทางทะเลภายใต้ระบบการจองเดียว 

    เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติสามารถเดินทางสู่ 3 เกาะสวรรค์แห่งอ่าวไทย ได้แก่ เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่าที่เคย
     

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    เส้นทางบินและกระบวนการเดินทางที่สะดวกสบาย

    บริการ Fly2Ferry ออกแบบมาเพื่อลดความยุ่งยากในการวางแผนเดินทาง โดยผู้โดยสารสามารถเริ่มต้นเดินทางจาก กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่ท่าอากาศยานที่เป็นประตูหลักของภาคใต้ ได้แก่:

    • ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี
    • ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    เมื่อเดินทางถึงสนามบิน ผู้โดยสารจะไม่ต้องกังวลเรื่องการหารถต่อ เพราะบริการนี้รวม รถตู้รับส่ง (Shuttle Bus) ที่จะมารอรับเพื่อเดินทางต่อไปยัง ท่าเรือดอนสัก (ลมพระยา)

    จากนั้นจะได้สัมผัสประสบการณ์การข้ามทะเลด้วย เรือเฟอร์รี่ความเร็วสูง จากพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญอย่าง บริษัท ลมพระยา ไฮสปีด เฟอร์รี่ส์ จำกัด โดยเส้นทางเรือจะเริ่มต้นจากเกาะสมุย ต่อด้วยเกาะเต่า และสิ้นสุดที่เกาะพะงัน (และในเส้นทางขากลับ)

    นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์

    นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ได้กล่าวถึงความสำคัญของบริการนี้ว่า

    “บริการ Fly2Ferry ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการเชื่อมต่อการเดินทางทางอากาศสู่แหล่งท่องเที่ยวทางทะเล เปิดโอกาสให้ผู้โดยสารสามารถจองบัตรโดยสารเครื่องบินและเรือข้ามฟากได้ในขั้นตอนเดียว พร้อมอำนวยความสะดวกสู่เกาะยอดนิยมได้อย่างไร้รอยต่อ”

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    “ขณะเดียวกัน หมู่เกาะทางภาคใต้ยังคงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเกาะสมุยที่โดดเด่นด้านชายหาดและธรรมชาติ เกาะพะงันที่มีชื่อเสียงจากกิจกรรมความบันเทิงระดับโลก และเกาะเต่าซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของนักดำน้ำ การให้บริการ Fly2Ferry ไปยังจุดหมายเหล่านี้จึงช่วยให้นักเดินทางเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวศักยภาพของประเทศไทยได้สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านบริการแบบครบวงจร พร้อมสอดรับกับกลยุทธ์ของสายการบินในการขยายเครือข่ายการเดินทาง ตลอดจนเป็นรากฐานสำหรับการขยายเส้นทางจากเที่ยวบินสู่เกาะอื่น ๆ ในอนาคต”
     

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    ช่องทางการสำรองที่นั่ง

    เพื่อฉลองการเปิดตัวบริการใหม่ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้มอบสิทธิพิเศษด้วย ส่วนลดค่าบริการเรือเฟอร์รี่ 30% ส่งผลให้อัตราค่าโดยสารรวมเริ่มต้นเพียง 1,100 บาท สำหรับผู้ใหญ่ และ 550 บาท สำหรับเด็ก โดยมีรายละเอียดช่วงเวลาดังนี้:

    ช่วงเวลาการจอง: ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569

    ช่วงเวลาเดินทาง: 22 เมษายน – 30 กันยายน 2569

    ผู้ที่สนใจสามารถสำรองบัตรโดยสารพร้อมบริการ Fly2Ferry ได้อย่างง่ายดายผ่านเว็บไซต์ www.vietjetair.com, แอปพลิเคชัน Vietjet Thailand หรือช่องทาง LINE OA @Thaivietjet เพื่อสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยที่สะดวกสบายและคุ้มค่าที่สุดในฤดูกาลนี้

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/741614&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qjxsq7kjaCXnxJwwjjj3X