Category: ท่องเที่ยว

  • ธปท.ระบุเศรษฐกิจ มี.ค.ทรงตัว ส่งออกฟื้นแต่ใช้จ่ายชะลอ-ท่องเที่ยววูบรับพิษสงครามตอ.กลาง : อินโฟเควสท์

    ธปท.ระบุเศรษฐกิจ มี.ค.ทรงตัว ส่งออกฟื้นแต่ใช้จ่ายชะลอ-ท่องเที่ยววูบรับพิษสงครามตอ.กลาง : อินโฟเควสท์

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ในเดือนมีนาคม 69 เศรษฐกิจไทยโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการส่งออกสินค้าและการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้น ประกอบกับการใช้จ่ายภาครัฐยังขยายตัวจากเดือนก่อน

    อย่างไรก็ดี เริ่มเห็นผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ตามการส่งออกไปตะวันออกกลางและจำนวนนักท่องเที่ยวในกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรปที่ลดลงมาก สำหรับการบริโภคภาคเอกชนลดลงตามการใช้จ่ายในหมวดโรงแรมและร้านอาหาร สอดคล้องกับกิจกรรมในภาคบริการ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนลดลงหลังเร่งไปแล้วในช่วงก่อน

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับมาอยู่ใกล้เคียงศูนย์จากที่ติดลบในเดือนก่อนจากหมวดพลังงานเป็นส คัญ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน

    ในระยะต่อไปเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางต่ออุปสงค์ต่างประเทศทั้งการส่งออกสินค้าและภาคท่องเที่ยว ประกอบกับอุปสงค์ในประเทศจากการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภค

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/589283&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v3oXubqhV8ACxivlbRN31

  • เจาะลึกท่องเที่ยว หยุดยาว ‘วันแรงงาน’ ไทยติด TOP 3 คนจีนเที่ยวต่างประเทศ

    เจาะลึกท่องเที่ยว หยุดยาว ‘วันแรงงาน’ ไทยติด TOP 3 คนจีนเที่ยวต่างประเทศ

    วันนี้ (วันที่ 30 เมษายน 2569) นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดถึง ผลการวิเคราะห์แนวโน้มการท่องเที่ยวขาออก นอกประเทศ (Outbound Travel) ของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงวันหยุดแรงงานจีน หรือ May Holiday 2026 ระหว่างวันที่ 1-5 พฤษภาคม 2569 โดย China Dragon Trail International (บริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาดและการท่องเที่ยวในประเทศจีน) พบว่า 24% ของคนจีนที่มีแผนเดินทางต่างประเทศ ในปี 2569 เลือกเดินทางในช่วงวันหยุดดังกล่าว

    ทำให้ช่วง วันแรงงาน ดังกล่าวกลายเป็น “หน้าต่างโอกาสเชิงยุทธศาสตร์” ที่สำคัญที่สุดสำหรับประเทศที่ต้องการดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวจีนระยะสั้นและระยะกลาง

    ทั้งนี้จากการสำรวจความนิยมของจุดหมายปลายทาง ที่คนจีนเดินทางออกไปท่องเที่ยว พบว่า คนจีน เลือกที่จะเดินใน Intra-Regional หรือ ประเทศเอเชียใกล้จีน เป็นส่วนใหญ่

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์

    โดยนักท่องเที่ยวจีน เดินทางไปเที่ยวเกาหลีใต้ เป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 16.3% มาเก๊า 10.7% ครองอันดับ 2 ประเทศไทย 9% อยู่ในอันดับ 3 ฮ่องกง 6.7 % ติดอันดับ 4 ญี่ปุ่น 5.1% ตกมาอยู่อันดับ 5 ตามมาด้วย ออสเตรเลีย 4.5% สิงคโปร์ 4.5% มาเลเซีย 3.4% มัลดีฟส์ 2.8% นิวซีแลนด์ 2.8%

    จากผลสำรวจดังกล่าวบ่งชี้ถึงสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย เพราะคนจีนเดินทางมาเที่ยวไทย ช่วงวันแรงงานจีน คิดเป็นสัดส่วน 9% เพิ่มขึ้นจาก 5% ในปี 2568 แซงประเทศญี่ปุ่น ที่คนจีนเดินทางไปเที่ยว คิดเป็นสัดส่วน 5.1% ลดลงจาก 9.5% เนื่องจากมีปัจจัยกดดันจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่น และข้อจำกัดด้านปริมาณเที่ยวบิน

    ดังนั้นจึงแสดงให้ว่าไทย มีสัญญาณการฟื้นตัว ที่ชัดเจน และกลับมาอยู่ใน “กลุ่มที่ถูกพิจารณา” (Consideration Set) ของนักท่องเที่ยวจีนอีกครั้ง แต่ไทยยังไม่ใช่ “อันดับหนึ่งในใจ” (Top of Mind) ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ภาคการท่องเที่ยวไทยต้องเร่งแก้เกม เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดคืนจากคู่แข่งในภูมิภาคนี้

    การเดินทางเที่ยวต่างประเทศของนักท่องเที่ยวจีน ช่วง วันแรงงาน

    สำหรับรูปแบบการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนในปี 2569 กำลังเปลี่ยนผ่านจากทริปสั้นแบบเร่งรีบ ไปสู่การเดินทางที่ยืดหยุ่นและขยายทริปยาวนานขึ้น โดย 44% ของนักท่องเที่ยว “ลาพักเพิ่ม” เพื่อขยายทริป 

    ขณะที่ระยะเวลาการเดินทาง (Trip Duration) ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 3-5 วัน คิดเป็นสัดส่วน 48% ตามมาด้วยทริป 6-10 วัน มีสัดส่วนถึง 33% และกลุ่มที่เดินทางมากกว่า 10 วันขึ้นไป อยู่ที่ 11%

    ส่วนงบประมาณการเดินทาง (Travel Spending)ต่อคน ของนักท่องเที่ยวจีน Segment หลัก มีงบประมาณอยู่ที่ 10,000-20,000 หยวน(ประมาณ 47,706-95,413 บาท) คิดเป็นสัดส่วน 28% Segment ระดับบน มีงบประมาณมากกว่า 50,000 หยวน (มากกว่า 238,466 บาท) คิดเป็น 15% และมีงบประมาณมากกว่า 100,000 หยวน (มากกว่า 476,987 บาท) คิดเป็นสัดส่วน 7%

    แสดงให้เห็นว่าการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีน ในปีนี้ ไม่ได้มองหาเพียงราคาที่ถูกที่สุด หรือ ประหยัด แต่ “เลือกใช้จ่ายกับประสบการณ์ที่มีคุณค่า” ขณะที่ตลาด Mass กับตลาดไฮเอนท์ เติบโตพร้อมกัน

    นายอดิษฐ์ ยังกล่าวต่อว่า สำหรับวัตถุประสงค์ในการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีน จะมีความต้องการใน 4 วัตถุประสงค์หลัก โดยความต้องการส่วนใหญ่ ต้องการการพักผ่อน (Relaxation & Leisure) สูงถึง 40%, อาหาร (Gastronomy) 29%, มองหาธรรมชาติ 28% ,วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ 28% นั่นหมายถึงนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่แสวงหาความหมายจากการเดินทาง หรือ “Experience-based tourism” แทนที่ sightseeing แบบเดิม

    วันแรงาน ไทยติด TOP 3 คนจีนเที่ยวนอก

    จากผลสำรวจดังกล่าว จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ดังนี้ 1. กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ (Product Strategy) ต้องตอบโจทย์ 4 ความต้องการหลักให้ชัดเจน ได้แก่ Wellness/Beach Resort สำหรับการพักผ่อน, Thai Gastronomy Experience สำหรับกลุ่มคนรักอาหาร, Island/National Parks สำหรับกลุ่มรักธรรมชาติ และการนำเสนอ Heritage + Storytelling สำหรับกลุ่มที่สนใจวัฒนธรรม

    2.กลยุทธ์การแบ่งส่วนตลาด (Market Strategy) ทริปสั้น (3-5 วัน) เน้นเจาะกลุ่มเมืองหลักที่เดินทางสะดวก เช่น กรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต ส่วนทริปขยายเวลา (Extended Trip) นำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง (Multi-destination Cluster) เพื่อดึงดูดกลุ่มที่ลาพักเพิ่ม

    ตลาดนักท่องเที่ยวจีนในช่วง May Holiday 2026 กำลังกลับมาด้วยศักยภาพที่สูงขึ้น แต่มาพร้อมกับการแข่งขันที่รุนแรงและความคาดหวังที่ซับซ้อนขึ้น ประเทศไทยมีสัญญาณการฟื้นตัวที่โดดเด่น แต่ความท้าทายคือการ ยกระดับจากตัวเลือกสำรองสู่ตัวเลือกหลัก ด้วยการยกระดับสินค้า เน้นย้ำประสบการณ์ที่มีคุณภาพและการสื่อสารที่เข้าถึงความต้องการใหม่ของนักท่องเที่ยวจีน เพื่อช่วงชิงตำแหน่ง Top Destination ในภูมิภาคนี้ นายอดิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

    นอกจากนี้ในช่วงวันแรงงานปีนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังได้คาดการณ์ว่าตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย.-6 พ.ค. 2569 จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเที่ยวไทย 136,000 คน เพิ่มขึ้น 26% สร้างรายได้ 3,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27%

    เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดเอ้าท์บาวด์จีน และการขยายเส้นทางบินตรง ที่จะมีเส้นทางบินใหม่ 3 เส้นทาง คือ หางโจว-ภูเก็ต, เซินเจิ้น-ภูเก็ต และ หยางโจว-สุวรรณภูมิ โดยนักท่องเที่ยวจีนจะเริ่มเดินทางเข้าไทยตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน และมียอดการจองสูงสุดในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้

    อีกทั้งไทยยังติด Top 3 ของนักท่องเที่ยวจีน โดยนักท่องเที่ยวกลุ่ม “Visa-friendly” (ประมาณ 20%) ยังคงเลือกมาไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ประกอบกับเนื่องจากราคาบัตรโดยสารอาจปรับตัวสูงขึ้นกว่า 50% ทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นการจองล่วงหน้าแบบ “Early Lock-in” (6-12 สัปดาห์ก่อนเดินทาง) เพื่อคุมงบประมาณนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/657936&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZAFPXq-WhpB8KhLt3BKa-

  • ททท.ลุยยกระดับจัดเก็บเชื่อมโยงข้อมูลท่องเที่ยว

    ททท.ลุยยกระดับจัดเก็บเชื่อมโยงข้อมูลท่องเที่ยว

    ททท. เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ Festival Database Platform เพื่อยกระดับการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลเทศกาล งานประเพณี เพื่อประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์ การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว

    ในยุคที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” ควบคู่ไปกับความสะดวกในการเลือกจุดหมายปลายทาง ข้อมูลเกี่ยวกับเทศกาล ช่วงเวลาการจัดงาน และอัตลักษณ์ของพื้นที่ มีบทบาทสำคัญมากขึ้นสำหรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้จัดทำโครงการ Festival Database Platform ที่จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญ ในการรวบรวม จัดระเบียบ เป็นระบบฐานข้อมูลเชื่อมโยงเทศกาลไทย เพื่อสนับสนุนทั้งนักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การสื่อสาร การพัฒนาเทศกาลในมิติต่าง ๆ ทั้งในระดับพื้นที่ และระดับประเทศ รวมถึงเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้สู่ชุมชน และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับสากล

    พร้อมกันนี้ ททท. ยังได้นำศักยภาพของโครงการมาต่อยอดสู่การพัฒนาประสบการณ์ใช้งานบนเว็บไซต์ Thailand Festival เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและผู้ใช้งาน ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลเทศกาลได้ง่าย สะดวก และตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น ผ่านฟีเจอร์สำคัญ ได้แก่

    • “Sukjai Chatbot” AI Travel Assistant ผู้ช่วยวางแผนการเดินทางเฉพาะบุคคล ที่สามารถแนะนำเทศกาลตามความสนใจ งบประมาณ และช่วงเวลาเดินทางของผู้ใช้งาน

    • Festival Calendar ปฏิทินเทศกาลที่สามารถดูได้ล่วงหน้าตลอดทั้งปี ช่วยให้วางแผนการเดินทางได้สะดวกในแพลตฟอร์มเดียว

    โครงการ Festival Database Platform จึงเป็นการสะท้อนบทบาทของ ททท. ในการมุ่งสู่การเป็น Intelligence Hub ด้านการท่องเที่ยว โดยใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้สอดรับกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล และสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่มีความเชื่อมโยงมากยิ่งขึ้น

    ททท. เชื่อมั่นว่า โครงการ Festival Database Platform จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Amazing 5 Economy” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับเมืองน่าเที่ยว
    และผลักดันเสน่ห์ไทยผ่านเทศกาลสู่สายตานานาชาติ พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Data-Driven Tourism Nation อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เป็นแรงขับเคลื่อน
    สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางที่ “เที่ยวได้ทั้งปี มีเทศกาลทุกเดือน และมอบประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืมในทุกการเดินทาง

    ร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่บนเว็บไซต์ Thailand Festival ด้วย Sukjai Chatbot และ Festival Calendar ได้แล้ววันนี้ ที่ https://ai.festivaldatabaseplatform.com/

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_1026693/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IhLzPUU2-LWE7Ag5hFnAZ

  • ททท. ปูพรม 17 จังหวัด ชวนคนทำงานออกเดินทาง ‘WORK WONDER BELONG’ : อินโฟเควสท์

    ททท. ปูพรม 17 จังหวัด ชวนคนทำงานออกเดินทาง ‘WORK WONDER BELONG’ : อินโฟเควสท์

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จับมือ 4 พันธมิตรยักษ์ใหญ่ NEXTOPIA, Megatix, Bolt และ Sanook.com รุกตลาดกลุ่มคนทำงาน เปิดแคมเปญ “WORK WONDER BELONG เที่ยวใกล้ได้งาน” ปักหมุดพื้นที่ 17 จังหวัดภาคกลาง หวังกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยววันธรรมดาผ่านแนวคิด Workation ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. – 25 ก.ค. 2569 นี้

    นางสาววรรณภา เกียรติพงษา ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า “ปัจจุบันหลายองค์กรในประเทศไทยเริ่มนำรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid และ Remote Working มาใช้มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของพนักงานและความคาดหวังของคนทำงานรุ่นใหม่ ส่งผลให้เกิดความเป็นไปได้ในการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันธรรมดา และทำให้แนวคิด Workation หรือการทำงานควบคู่กับการท่องเที่ยว กลายเป็นดีมานด์ที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน หนึ่งในพฤติกรรมที่สะท้อนเทรนด์ดังกล่าวคือ ‘Weekend Extenders’ หรือการยืดช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ออกไปโดยไม่ต้องใช้วันลาพักร้อน ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเดินทางและพักผ่อน พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางที่มีการเดินทางสะดวก และมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการทำงานได้เป็นอย่างดี ททท. และพันธมิตรจึงร่วมกันคัดสรรสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม กิจกรรม รวมถึง Co-working Space ที่เหมาะกับการทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกัน พร้อมมอบส่วนลดและสิทธิพิเศษต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้คนออกเดินทางในวันธรรมดามากขึ้น ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวในภูมิภาคภาคกลาง โดยคาดหวังว่าแคมเปญนี้จะช่วยให้การทำงานควบคู่กับการท่องเที่ยวเกิดประสิทธิภาพ และสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ให้กับคนทำงานยุคปัจจุบัน”

    คุณชนิสา แก้วเรือน ผู้บริหารสายงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า  “NEXTOPIA มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญนี้ในการสนับสนุนไลฟ์สไตล์ของคนทำงานยุคใหม่ที่ผสานการทำงานและการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน โดยเราเปิดพื้นที่ NEXTOPIA ให้เป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำหรับการนั่งทำงาน พักผ่อน และพบปะสังสรรค์ในบรรยากาศที่สร้างแรงบันดาลใจใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อร่วมกระตุ้นให้เกิดการเดินทางและการใช้ชีวิตนอกสถานที่ทำงานแบบเดิมๆ พบกับโปรโมชั่นมากมายตลอดแคมเปญ อาทิ ใช้จ่ายที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนครบตามยอดที่กำหนดแลกรับของรางวัล พร้อมแลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 22%  จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ และ Nextopia มอบคูปองช้อป กิน ดื่ม ส่วนลดสูงสุด 200 บาท  ในพื้นที่ Zone Nextopia เพียงโชว์ Banner แคมเปญ หรือ แจ้งทราบข่าวจากแคมเปญ Work Wonder Belong พร้อมบัตรประชาชน ที่เคาน์เตอร์ INFORMATION COUNTER ชั้น G ฝั่ง North, ชั้น 1 Star Dome และชั้น 5 NEXTOPIA โดยนักท่องเที่ยวชาวไทย จะได้รับ E-GIFT CARD เมื่อลงทะเบียนผ่าน ONESIAM SuperApp สมบูรณ์แล้วเท่านั้น

    • นักท่องเที่ยวในเขตพื้นที่ กทม และปริมณฑล ได้รับฟรี! E-GIFT CARD มูลค่า 100 บาท (สำหรับใช้จ่ายขั้นต่ำ 500 บาท) จำนวน 300 สิทธิ์ (จำกัด 1 สิทธิ์/สมาชิกตลอดรายการ)

    • นักท่องเที่ยวนอกเขตพื้นที่ กทม ตามบัตรประชาชน ได้รับฟรี! E-GIFT CARD มูลค่า 200 บาท (สำหรับใช้จ่ายขั้นต่ำ 800 บาท) จำนวน 150 สิทธิ์ (จำกัด 1 สิทธิ์/สมาชิก ตลอดรายการ)

    Onur Astasoy – Managing Director Megatix Thailand กล่าวว่า Megatix Thailand  ได้มอบดีลที่พักและสปาสุดพิเศษ ลดสูงสุด 20-50% เพื่อจูงใจให้คนทำงานเลือกพักผ่อนในวันธรรมดามากขึ้น เพื่อเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมากขึ้น พร้อมทั้งสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สะดวก คุ้มค่า และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่

    คุณณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์  ผู้จัดการทั่วไปประจำ โบลท์ ประเทศไทย (Bolt) กล่าวว่า โบลท์ได้มอบโค้ดส่วนลด “GOWORK” จำนวน 200,000 สิทธิ์ โค้ด (สำหรับพื้นที่ภาคกลางเท่านั้น) ชื่อ Code “GOWORK” ระยะเวลาใช้งาน ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน – 25 กรกฎาคม 2569

    เงื่อนไขการใช้งาน

    • New User: ส่วนลด 50% สูงสุด 100 บาท (จำนวน 2 ครั้ง/คน)

    • Existing User: ส่วนลด 30% สูงสุด 100 บาท (จำนวน 2 ครั้ง/คน)

    สำหรับโครงการนี้ ททท. มุ่งเน้นการเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานแบบเดิมๆ สู่สถานที่ที่สร้างความคิดสร้างสรรค์ ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว 17 จังหวัดภาคกลาง โดยเชื่อมั่นว่าระบบการขนส่งที่สะดวกและสิทธิพิเศษที่คุ้มค่าจะช่วยผลักดันให้การท่องเที่ยวในภูมิภาคเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดที่พักและกิจกรรมที่เข้าร่วมโครงการได้ที่เว็บไซต์ www.workwonderbelong.com

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFT0IQ1844QYKT8GB43IOBDA99AUKBR&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02d9xqYbKGz-35LJdPO6NG

  • สว.ท่องเที่ยวถกเข้ม! ดัน “เรือพายนานาชาติหมู่เกาะช้าง” ปลุกเศรษฐกิจตราด เร่งแก้ปมภูเก็ตทั้งที่พัก-จราจร-ความปลอดภัย

    สว.ท่องเที่ยวถกเข้ม! ดัน “เรือพายนานาชาติหมู่เกาะช้าง” ปลุกเศรษฐกิจตราด เร่งแก้ปมภูเก็ตทั้งที่พัก-จราจร-ความปลอดภัย

    วันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น. คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ประชุมครั้งที่ 13/2569 ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 426 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา โดยมี นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง รองประธานคนที่ห้า และคณะกรรมาธิการ เข้าร่วมพิจารณาวาระสำคัญด้านการท่องเที่ยวของประเทศอย่างพร้อมเพรียง

    ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการจัดมหกรรมแข่งขันเรือพายนานาชาติหมู่เกาะช้าง “Mu Ko Chang International Ocean Race 2026” ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 23-24 พฤษภาคม 2569 ณ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด โดยตั้งเป้าผลักดันการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ดึงดูดนักกีฬา นักท่องเที่ยว และประชาชนเข้าร่วมงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

    พร้อมกันนี้ ยังมุ่งยกระดับภาพลักษณ์ “เกาะช้าง” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ไม่จำกัดเฉพาะฤดูกาลท่องเที่ยว สร้างต้นแบบการบริหารจัดการพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ควบคู่การจัดกิจกรรมนันทนาการอย่างสมดุลและยั่งยืน

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหยิบยกปัญหาด้านการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตเข้าสู่การพิจารณา โดยรับฟังข้อมูลจากผู้แทนสำนักงานจังหวัดภูเก็ต การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต และสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ต ครอบคลุมปัญหาสำคัญ ทั้งการจัดระเบียบที่พัก การจราจร ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงปัญหาการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว

    สำหรับปัญหาที่พัก ที่ประชุมระบุว่า พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 ล้าสมัย ไม่สอดรับรูปแบบธุรกิจยุคใหม่ จำเป็นต้องเร่งปรับปรุงกฎหมายให้ทันสถานการณ์ ขณะเดียวกันขั้นตอนขออนุญาตยังซับซ้อน ต้องผ่านหลายหน่วยงาน อีกทั้งยังขาดกลไกควบคุมแพลตฟอร์มออนไลน์ที่โฆษณาที่พักเถื่อนโดยไม่มีใบอนุญาต

    ส่วนปัญหาจราจร มีการเสนอแนวคิดโครงการ “Boat Taxi” เป็นทางเลือกการเดินทางทางน้ำ เส้นทางนำร่องจากสนามบินภูเก็ตสู่หาดป่าตอง หวังลดความแออัดบนท้องถนนและอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว

    ด้าน พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง เน้นย้ำว่า การพัฒนาโครงการดังกล่าวต้องคำนึงถึงความสะดวกในการขนย้ายสัมภาระของนักท่องเที่ยว รวมถึงระบบเชื่อมต่อจากท่าเรือสู่โรงแรมหรือที่พัก เพื่อให้เกิดการใช้งานจริงและเดินหน้าได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/292757&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pvf5xCgfAD92Rqtlibof8

  • บริโภคเอกชน-ท่องเที่ยว ช่วยหนุนเศรษฐกิจภูมิภาคมี.ค.69

    บริโภคเอกชน-ท่องเที่ยว ช่วยหนุนเศรษฐกิจภูมิภาคมี.ค.69

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.44 น.

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค ประจำเดือนมีนาคม 2569 ว่า ปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคตะวันออก กรุงเทพฯและปริมณฑล และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่การท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้

    โดยเศรษฐกิจกรุงเทพฯและปริมณฑล มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี การลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรที่ขยายตัว และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัว ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัว 11.1 % ต่อปี แต่ขยายตัว 1.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 51.4 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 53.3 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลและรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัว  

    เศรษฐกิจภาคใต้ มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัว ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัว 4.8% ต่อปี แต่ขยายตัว 2.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 47.8 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 49.8 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลและรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัว    

    เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งและจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัว ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัว 10.6% ต่อปี แต่ขยายตัว 1.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 54.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 56.4 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัว 9.9% ต่อปี แต่ขยายตัว 12.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตามจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัว26.1% ต่อปี  

    เศรษฐกิจภาคตะวันออก มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี ขณะที่การท่องเที่ยวหดตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัว ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัว 5.8% ต่อปี แต่ขยายตัว 2.0% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 54.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 56.4 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัว 41.8% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัว12.2% ต่อปี แต่ขยายตัว 9.0% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า  

    เศรษฐกิจภาคเหนือ มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัวได้ ขณะที่การท่องเที่ยวหดตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัว ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัว 11.8% ต่อปี เช่นเดียวกับจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่หดตัว 6.9% ต่อปี ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.4 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัว 21.6% ต่อปี เช่นเดียวกับจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัว 16.8% ต่อปี  

    เศรษฐกิจภาคกลาง มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนในหมวดสินค้าคงทนที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัว ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และรายได้เกษตรกรหดตัว 5.9% และ 7.6% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 51.2 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 53.1 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัว 25.2% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัว 5.6% ต่อปี แต่ขยายตัว 27.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า  

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    532.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/961486&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PxDAnNmS9M_Zwj1Njiwda

  • หุ้นไทยปิดเช้าบวก 7.72 จุด หุ้นพลังงานนำขึ้นรับอานิสงส์สงคราม-กลุ่มแบงก์เก็ง กนง.ตรึงดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยปิดเช้าบวก 7.72 จุด หุ้นพลังงานนำขึ้นรับอานิสงส์สงคราม-กลุ่มแบงก์เก็ง กนง.ตรึงดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าที่ 1,487.92 จุด เพิ่มขึ้น 7.72 จุด (+0.52%) มูลค่าซื้อขายราว 30,228 ล้านบาท

    การซื้อขายภาคเช้าดัชนีปรับตัวขึ้น โดยทำจุดสูงสุด 1,488.76 จุด และจุดต่ำสุด 1,475.30 จุด

    นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ปรับตัวขึ้นมาสอดคล้องตลาดภูมิภาคแกว่งบวกสลับลบ หุ้นได้ประโยชน์สถานการณ์สงครามดีดขึ้น อาทิ น้ำมัน โรงกลั่น ปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า รวมทั้งแรงซื้อในกลุ่มแบงก์เก็งคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ย

    ระยะสั้นเม็ดเงินไหลเข้าในกลุ่มที่มีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการกำไร รับอานิสงส์จากสงครามในตะวันออกกลาง และเม็ดเงินไหลเข้ากลุ่มปลอดภัย อย่าง โรงไฟฟ้า และกอง REIT ดันราคาหุ้นค่อย ๆ ขยับขึ้น สะท้อนว่าตลาดปรับขึ้นมาอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะกลุ่มอิงเศรษฐกิจในประเทศ เนื่องจากมีสัญญาณอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม และอาจถูกปรับประมาณการลง เช่นเดียวกับกลุ่มท่องเที่ยว ระยะสั้นมองเป็นลบ เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติหด ต้นทุนท่องเที่ยวสูงขึ้น รวมทั้งสายการบินปรับลดเที่ยวบิน

    แนวโน้มช่วงบ่ายคาดตลาดยังเคลื่อนไหวแดนบวกได้ อย่างไรก็ตามแนะติดตามมุมมองเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย

    (ธปท.) ซึ่งอาจปรับลดคาดการณ์ GDP ลง หากอยู่ในระดับ 1.4-1.5% ยังอยู่ในระดับที่ตลาดคาดการณ์ไว้

    โดยให้กรอบแนวรับ 1,479 จุด และแนวต้าน 1,490 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    PTT มูลค่าการซื้อขาย 1,997.94 ล้านบาท ปิดที่ 35.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท

    AOT มูลค่าการซื้อขาย 1,513.82 ล้านบาท ปิดที่ 50.75 บาท ลดลง 1.75 บาท

    TOP มูลค่าการซื้อขาย 1,235.40 ล้านบาท ปิดที่ 49.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.75 บาท

    DELTA มูลค่าการซื้อขาย 1,204.34 ล้านบาท ปิดที่ 310.00 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 1,070.82 ล้านบาท ปิดที่ 151.00 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/588839&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39KM6hxjLlOkUph_pnsOoG

  • คึกคัก “งานมะม่วงของดีอำเภอปากท่อ” ดึงศิลปินดังสร้างสีสัน กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    คึกคัก “งานมะม่วงของดีอำเภอปากท่อ” ดึงศิลปินดังสร้างสีสัน กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    บรรยากาศสุดคึกคัก “งานมะม่วงและของดีอำเภอปากท่อ” จ.ราชบุรี ดึงศิลปินดัง “บ่าววี” ขึ้นเวทีสร้างความสุข ยอดนักท่องเที่ยวและประชาชนหลั่งไหล เงินสะพัด กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น – ผลักดันผลไม้คุณภาพ

    เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ “งานมะม่วงและของดีอำเภอปากท่อ” จังหวัดราชบุรี  ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยการนำของนายสามาตร เตี้ยเนตร นายอำเภอปากท่อ เพื่อมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ 

    ไฮไลต์สำคัญของคืนที่ผ่านมาอยู่ที่การแสดงของ “บ่าววี” ศิลปินชื่อดัง ที่ขึ้นเวทีสร้างความสนุกสนานให้กับประชาชน ส่งผลให้มีผู้คนหลั่งไหลเข้าร่วมงานนับพันคน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เต็มไปด้วยเสียงเพลงและรอยยิ้มของผู้เข้าชมที่ต่างมาให้กำลังใจศิลปินอย่างใกล้ชิด

    ทั้งนี้ ทางอำเภอได้จัดเต็มด้วยการเชิญศิลปิน และวงดนตรีชื่อดังผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นแสดงในแต่ละคืน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ให้เข้ามาร่วมงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บรรยากาศภายในงานมีความครึกครื้น และช่วยกระจายรายได้สู่พ่อค้าแม่ค้าในชุมชน

    ประชาชนที่มาร่วมงานต่างชื่นชมการจัดงานในครั้งนี้ว่าเป็นไปอย่างเรียบร้อย สนุกสนาน และสร้างสีสันให้กับอำเภอปากท่อได้เป็นอย่างดี โดยงานจะจัดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงวันหยุดยาว

    นายอำเภอปากท่อเผยว่า การจัดงานครั้งนี้นอกจากเป็นการส่งเสริมผลผลิตมะม่วงคุณภาพของพื้นที่แล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ และสร้างความสุขให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2929622&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0p8TDDyEWd40dX0gkExO-4

  • ดร.ธรณ์ สะกิดรัฐ! อันดามันมรดกโลก กับ แลนด์บริดจ์ อะไรคุ้มกว่ากัน?

    ดร.ธรณ์ สะกิดรัฐ! อันดามันมรดกโลก กับ แลนด์บริดจ์ อะไรคุ้มกว่ากัน?

    วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.13 น.

    29 เมษายน 2569 ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล และรองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ไม่ใช่ขัดขวางการพัฒนา ไม่ใช่การอนุรักษ์ที่ไม่คำนึงถึงเศรษฐกิจ แต่เป็นการตั้งคำถามง่ายๆ ว่าอันดามันมรดกโลกกับแลนด์บริดจ์ อะไรทำให้ไทยรวยมากกว่ากัน ?

    ก่อนอื่นขอแนะนำให้เพื่อนธรณ์รู้จักกับอันดามันมรดกโลก

    “พื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน” ได้รับการบรรจุในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของศูนย์มรดกโลก ยูเนสโก ตั้งแต่ปี 2565

    ครอบคลุมอุทยานแห่งชาติ 6 แห่งทางฝั่งอันดามัน รวมพื้นที่กว่า 7 แสนไร่

    พื้นที่ที่ได้รับการเสนอชื่อประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติ 6 แห่ง

    1. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง

    2. อุทยานแห่งชาติแหลมสน (จ.ระนอง-พังงา)

    3. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน (จ.พังงา)

    4. อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง (จ.พังงา)

    5. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์-หมู่เกาะสิมิลัน-แหลมสน (รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง)

    6. อุทยานแห่งชาติสิรินาถ (จ.ภูเก็ต)

    ความสำคัญของแหล่งอนุรักษ์อันดามัน

    * คุณค่าระดับโลก: ได้รับการยอมรับว่ามีความงดงามทางธรรมชาติ คุณค่าทางนิเวศวิทยา และเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่หายาก

    * ช่วยเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวในเขตอันดามันเหนืออย่างก้าวกระโดด สอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น แผนขยายสนามบินหลักแห่งใหม่ในอันดามัน (พังงา/ภูเก็ต)

    * เป้าหมายการอนุรักษ์: เพื่อยกระดับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน ส่งเสริมภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก

    ปัจจุบัน พื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามันยังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำเอกสารฉบับสมบูรณ์เพื่อนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติอย่างเป็นทางการต่อไป

    คราวนี้ขอให้เพื่อนธรณ์ลองคิด การท่องเที่ยวในอันดามันเหนือ (ภูเก็ต/พังงา) คือฮับของการท่องเที่ยวไทยมาตลอด ขณะที่ระนองมีศักยภาพสูงในการขยายตัว

    เขตมรดกโลกคือตราประทับสุดยอดด้านการท่องเที่ยว เป็นที่รับรู้ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาหลายสิบปี

    ใครๆ ก็อยากไปเที่ยวมรดกโลก

    โดยเฉพาะมรดกโลกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความงดงาม เข้าถึงได้ง่าย มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เฉกเช่นอันดามันเหนือ

    ยังไม่มีการประเมิน “ความรวยแบบก้าวกระโดด” หากอันดามันเป็นมรดกโลก แต่แน่นอนว่าเยอะ !

    แล้วเราเลือกทั้งคู่ได้ไหม ?

    เขตมรดกโลก Great Barrier Reef ของออสเตรเลียเป็นตัวอย่างที่ดี ที่นั่นมีทั้งมรดกโลก ท่าเรือ เมืองใหญ่ ฯลฯ อยู่ในพื้นที่เดียวกัน

    แล้วทำไงให้อยู่ร่วมกันได้ ?

    เริ่มจากเราต้องยอมรับว่าในพื้นที่แลนด์บริดจ์มีอันดามันมรดกโลก

    เอกสารต่างๆ ของแลนด์บริดจ์ รวมถึง EHIA ไม่เอ่ยถึงอันดามันมรดกโลก แม้ประเทศไทยเป็นผู้เสนอไปที่ยูเนสโกเมื่อ 3 ปีก่อน (เป็นมติครม. หลายท่านในรัฐบาลนี้อยู่ในที่ประชุมครม.ตอนนั้น)

    เมื่อไม่เอ่ยถึง แล้วจะอยู่ร่วมได้อย่างไร ?

    อันดามันมรดกโลกเป็นโครงการใหญ่ มีการศึกษาวิจัยข้อมูลด้านธรรมชาติมากมาย รวมถึงวิถีชีวิตของผู้คน ฯลฯ

    แต่เราไม่นำมาใช้ เพราะไม่เอ่ยถึง แล้วจะเอามาใช้ได้ไง ?

    หากไทยอยากได้ตังค์ เราควรจะเริ่มทำ 2 อย่าง

    [1] ประเมินว่าอันดามันมรดกโลกกับแลนด์บริดจ์ อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรารวยกว่า มีความเป็นไปได้ของความรวยมากกว่า และมีผลกระทบน้อยกว่า

    [2] ประเมินว่า 2 อย่างไปด้วยกันได้ไหม ทำไมเราไม่อยากรวย 2 เด้ง ?

    ทั้งหมดนี้คือความเห็นของนักอนุรักษ์ที่อยากให้ประเทศไทยรวยกว่านี้

    รวยอย่างรอบคอบ รวยอย่างชาญฉลาด รวยจนร้องพอแล้ว พอแล้ว จนถึงชั่วลูกชั่วหลาน

    ผู้นำประเทศที่สามารถสร้างความรวยให้ไทยได้เช่นนั้น ผู้คนจะจดจำว่ามีฝีมือ

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/961375&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1B8CijRt3YFZpJ-Q7t8Vxl

  • อธิบดีอัยการเยี่ยมหอโหวดร้อยเอ็ด ชื่นชมแลนด์มาร์กสำคัญ ยกระดับท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    อธิบดีอัยการเยี่ยมหอโหวดร้อยเอ็ด ชื่นชมแลนด์มาร์กสำคัญ ยกระดับท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    คณะผู้บริหารระดับสูงจากสำนักงานอัยการ เดินทางมาตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดอย่าง หอโหวดร้อยเอ็ด ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับคณะเป็นอย่างยิ่ง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้นำโดย นายสมพงษ์ ภุชงค์โสภาพันธุ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีแรงงานภาค 4 พร้อมด้วยคณะอัยการ อาทิ นายชาตรี ฮ้อยก่ำ อัยการคดีพิเศษ ฝ่ายคดีแพ่ง ภาค 4 โดยมีคณะผู้บริหารสำนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ดให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น นำโดย พ.ต.ท.บุณถิ่น วันภักดี อัยการจังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้องจากหลายหน่วยงาน

    หลังเสร็จสิ้นภารกิจตรวจราชการ คณะได้เดินทางต่อไปยัง หอโหวดร้อยเอ็ด แลนด์มาร์กโดดเด่นใจกลางเมือง ซึ่งตั้งอยู่ภายใน สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด โดยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความภาคภูมิใจของชาวร้อยเอ็ด

    อธิบดีอัยการกล่าวชื่นชมการบริหารจัดการพื้นที่โดยเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด ที่สามารถพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีความสวยงาม เป็นระเบียบ และดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกล่าวขอบคุณ นายบรรจง โฆษิตจิรนันท์ นายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ด และคณะผู้บริหาร ที่ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกอย่างดียิ่ง

    ทั้งนี้ อธิบดีอัยการยังเน้นย้ำว่า หอโหวดร้อยเอ็ด ไม่เพียงเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่ช่วย “เชิดหน้าชูตา” และเสริมภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดร้อยเอ็ดให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

    การเยี่ยมชมในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ที่มุ่งส่งเสริมทั้งด้านการบริหารราชการและการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5821840/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kG5E4hpsT7oVejhD79n6t