Category: ท่องเที่ยว

  • กรมการท่องเที่ยว จัดเวทีเสวนาเชิงรุก  สร้างความร่วมมือป้องกันการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    กรมการท่องเที่ยว จัดเวทีเสวนาเชิงรุก  สร้างความร่วมมือป้องกันการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    5 กันยายน 2568 08:05 น. สยามรัฐออนไลน์ ประชาสัมพันธ์

    กรมการท่องเที่ยว ใส่ใจความปลอดภัยนักท่องเที่ยว จัดเวทีเสวนาเชิงรุก  สร้างความร่วมมือป้องกันการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
     

    วันนี้ (3 กันยายน 2568) กรมการท่องเที่ยวจัดกิจกรรมงานเสวนาวิชาการ การส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ปลอดภัยและปราศจากการค้ามนุษย์ (Building Safe Tourism: Stronger Together Against Trafficking) เพื่อมุ่งส่งเสริมบทบาทของภาคการท่องเที่ยวในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากการค้ามนุษย์ สร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้แนวคิด “ท่องเที่ยวปลอดภัย ห่างไกลการค้ามนุษย์ … รู้เท่าทัน สังเกตได้ ช่วยได้ ไม่เพิกเฉย” โดยมี นางณัฏฐิรา แพงคุณ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นประธานเปิดงานเสวนา และมีเครือข่ายภาคีทั้งหน่วยงานภาครัฐ สมาคมภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรภาคประชาสังคม  เข้าร่วมงานเสวนาในครั้งนี้ ณ ห้องเมฆา บอลรูม โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์ กรุงเทพมหานคร

     นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “กรมการท่องเที่ยวตระหนักดีว่าความปลอดภัยคือรากฐานสำคัญของการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เรามุ่งหวังให้การดำเนินงานในครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว และยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยในการแข่งขันกับตลาดโลก ภายใต้แนวคิด ‘Let’s Make Tourism Safe for All’ หรือ ‘ร่วมสร้างการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” โดย ‘คน’ ถือเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่างแท้จริง ความยั่งยืนทางสังคมคือ การที่ทุกคนได้รับการเคารพ ในศักดิ์ศรี มีความเสมอภาค ความเท่าเทียม และความปลอดภัย หากเราสามารถสร้างระบบที่เอื้อต่อการป้องกันการค้ามนุษย์ ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมความเป็นธรรมทางสังคมได้ ก็จะเป็นการวางรากฐานของการพัฒนาการท่องเที่ยวที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ที่เป็นด่านหน้าที่ใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวมากที่สุด โดยการสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจ การมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้การป้องกันและต่อต้านการค้ามนุษย์เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าระวัง การสังเกตพฤติกรรมที่ผิดปกติ การรายงานเบาะแส หรือแม้แต่การออกแบบบริการที่โปร่งใส มีมาตรฐาน และเป็นธรรม” โดยภายในงานเสวนาวิชาการ การส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและปราศจากการค้ามนุษย์ มีการบรรยายพิเศษ และการเสวนาวิชาการในประเด็นสำคัญ ได้แก่

    •    รู้เท่าทันการค้ามนุษย์: จุดเริ่มต้นของการป้องกันและปราบปราม
    •    รู้ทันสัญญาณเตือน: วิธีสังเกตและวิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยงในภาคการท่องเที่ยว     
    •    จากการสังเกตสู่การช่วยเหลือ: ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติที่ปลอดภัยในภาคการท่องเที่ยว
    •    วัฒนธรรมไม่เพิกเฉย: สร้างสังคมท่องเที่ยวที่ตื่นตัวและรับผิดชอบร่วมกัน

    นอกจากเวทีเสวนาแล้ว กรมการท่องเที่ยวยังมีบูธนิทรรศการข้อมูลข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรการต่าง ๆ พร้อม “หลักสูตรการอบรมการท่องเที่ยวปลอดภัยและปราศจากการค้ามนุษย์” เพื่อใช้เป็น เครื่องมือพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ประกอบการ ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยได้จัดอบรมในพื้นที่นำร่อง 6 จังหวัด เพื่อขยายผลการดำเนินงานและทดสอบรูปแบบการประยุกต์ใช้หลักสูตรในระดับพื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี อุดรธานี เชียงใหม่ ภูเก็ต และสงขลา ซึ่งจังหวัดเหล่านี้ถือเป็น พื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว ที่มีความหลากหลายของนักท่องเที่ยวและรูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยว จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นในการ สร้างต้นแบบการท่องเที่ยวปลอดภัย ทั้งในเชิงการป้องกัน การเฝ้าระวัง และการพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่ การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระดับประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/649146&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01Ke9F0CwvjVpe4vBsHVFJ

  • แอตต้าอยากได้ “พิพัฒน์” คุมท่องเที่ยว

    แอตต้าอยากได้ “พิพัฒน์” คุมท่องเที่ยว

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า โจทย์เร่งด่วนที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องแก้หลังเข้ารับตำแหน่ง มี 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ปัญหาเศรษฐกิจ 2.ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 3.เรื่องของความปลอดภัยด้านชีวิตและทรัพย์สิน เพราะสามเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่มีผลกระทบต่อการค้าการลงทุน ความเป็นอยู่ของประชาชนที่เดือดร้อน ดังนั้นในช่วงระยะเวลา 4 เดือน มองว่าควรเร่งดำเนินการเรื่องนี้ก่อน

    สำหรับด้านการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน จึงอยากได้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์มาบริหารงานได้เลย เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ซึ่งเคยเป็น รมว.ท่องเที่ยวฯ มาแล้ว 4 ปี ก็จะสามารถทำงานได้เลย และเป็นพรรคเดียวกับนายกฯ ก็จะทำให้การทำงานกันได้ง่ายขึ้น และ รมว.ท่องเที่ยวฯ จะต้องมีความเป็นเอกภาพกับ รมว.คลัง ทีมรัฐบาลจะต้องเป็นทีมเดียวกัน เพื่อให้ขับเคลื่อนนโยบายไปต่อได้

    ขณะเดียวกันโจทย์ท้าทายที่ รมว.ท่องเที่ยวฯ และ รมว.คลัง จะต้องเร่งแก้คือเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่าที่มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการยกระดับความเชื่อมั่นบนเวทีนานาชาติ โดยการเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการเพื่อ

    “วันนี้สิ่งที่รัฐบาลไทยอ่อนแอ ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งสมัยนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รมว.ต่างประเทศ ตอนนั้น ทำไว้ได้ดี และเมื่อปรับ ครม. เปรียบ รมว.ต่างประเทศ คนใหม่เป็นนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ บทบาทในเวทีต่างประเทศของไทยก็ลดลง ทำให้ไทยเสียเปรียบในช่วงของการมีปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเล็กๆ อย่างกัมพูชา เพราะกัมพูชาเขาเดินทางไปคุยกับนานาชาติในเวทีใหญ่ ขณะที่ไทยเป็นรองเขา ถึงเวลาที่ไทยต้องกลับมาวางแผนให้ดี และเลือกคนที่จะมานั่ง รมว.ต่างประเทศ ที่เก่งและมีความรู้มีประสบการณ์ก็จะมีผลต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ”

    อย่างไรก็ดี หากได้รัฐบาล รัฐมนตรี ที่มีความรู้ ประสบการณ์ เชี่ยวชาญ เข้ามาไม่ต้องตั้งหลักสามารถทำงานได้เลย เชื่อว่า 4 เดือนนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและวางโครงสร้างเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง เพราะหลังยุบสภารัฐบาลก็ต้องบริหารงานต่ออีก 2-3 เดือน เป็นอย่างน้อย ระหว่างที่รอรัฐบาลใหม่ ส่วนสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในปีหน้าคาดการณ์ว่าจะดีกว่าปีนี้ แต่รัฐบาลจะต้องแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัย คดีอาชญากรรม และยาเสพติดให้ดีขึ้น พร้อมยกระดับความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2880824&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zXqj9Zxu1ba7XYpOt7B-G

  • รีวิวภูกระดึง 2568 10 เรื่องต้องรู้ก่อนไป พร้อมค่าใช้จ่าย

    รีวิวภูกระดึง 2568 10 เรื่องต้องรู้ก่อนไป พร้อมค่าใช้จ่าย

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/gObzpz8qYVEO&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vFkzy5ztUtrSDzo6HS_-B

  • ส่องธุรกิจ “ตระกูลพรประภา” ขยายอาณาจักหมืนล้าน เปิดโรงเรียนนานาชาติที่ชลบุรี พื้นที่อลังการมาก

    ส่องธุรกิจ “ตระกูลพรประภา” ขยายอาณาจักหมืนล้าน เปิดโรงเรียนนานาชาติที่ชลบุรี พื้นที่อลังการมาก

    เปิดธุรกิจให้ของตระกูลพรประภา ทุ่มงบกว่าพันล้านบาทเปิดโรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย ทำเลทองจังหวัดชลบุรี  

    ตระกูลพรประภา จากผู้นำเข้า นิสสัน สู่เครือข่ายธุรกิจครบวงจรระดับตำนาน เริ่มจากการนำเข้ารถยนต์นิสสันในไทยยุคแรกๆ วันนี้ตระกูลพรประภาได้สร้างอาณาจักรธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ จนถึงโรงแรมและทางด้านการศึกษา

    จุดเริ่มต้นของอาณาจักร

    ในปี 2495 ดร.ถาวร พรประภา ได้ริเริ่มธุรกิจโดยก่อตั้งบริษัท สยามกลการ จำกัด โดยเริ่มจากการนำเข้าและจำหน่ายรถยนต์นิสสัน และดัทสันในไทยอย่างเป็นทางการเป็นรายแรก

    จากฐานธุรกิจยานยนต์ สยามกลการพัฒนาขยายสู่ธุรกิจสินค้าชั้นนำทั่วโลก เช่น

    • เครื่องจักรหนัก “โคมัตสุ”

    • ลิฟต์และบันไดเลื่อน “ฮิตาชิ”

    • เครื่องปรับอากาศ “ไดกิ้น”

    • เครื่องดนตรีและเสียง “ยามาฮ่า”

    • แบตเตอรี่ “GS”

    • โช้กอัพ “KYB” และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยานยนต์ 

    ท่องเที่ยว–บริการ ต่อยอดจากธุรกิจหลัก

    กลุ่มธุรกิจด้านท่องเที่ยวของสยามกลการ มีเริ่มตั้งแต่สนามกอล์ฟ สยามคันทรีคลับ พัทยา และ Tropicana Pattaya Hotel ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 

    ปัจจุบันธุรกิจภาคบริการได้ขยายไปยังการบริหารโรงแรม เช่น Siam@Siam Design Hotels & Resorts และ Mövenpick Siam Hotel Pattaya รวมถึงโรงแรมใหม่ที่วางแผนสร้างในจังหวัดท่องเที่ยวหลายแห่งเพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยว 

    โรงแรมยักษ์กลางกรุงแปลงเป็นแลนด์มาร์กใหม่

    ตระกูลพรประภา ได้จับมือกับ Pan Pacific Hotels Group เปิดโครงการ Siam Pan Pacific เพื่อแปลงอาคารสำนักงานสยามโมเตอร์เดิมเป็นโรงแรมหรู 18 ชั้นใจกลางกรุงเทพ โดยมีกำหนดเปิดปี 2027 มุ่งเป้าจะเป็นแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยวระดับโลก

    นอกจากนี้ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ BYD แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ภายใต้ บริษัท เรเว่ออโตโมทีฟ จำกัด บริหารโดย ประธานวงศ์ พรประภา

    ปัจจุบันกลุ่มสยามกลการดำเนินธุรกิจในทั้งหมด 6 กลุ่มหลัก ได้แก่

    1. ยานยนต์

    2. อะไหล่-ชิ้นส่วน

    3. เครื่องจักรอุตสาหกรรม

    4. การท่องเที่ยวและบริการ

    5. การศึกษาและเครื่องดนตรี

    6. การลงทุน-อสังหาริมทรัพย์ 

    จากจุดเริ่มต้นธุรกิจรถยนต์เพียงอย่างเดียว ตระกูลพรประประภา ได้ขยายอาณาจักรครอบคลุมแทบทุกมิติของธุรกิจที่ตอบโจทย์ชีวิตคนไทย ทั้งยังมีวิสัยทัศน์สร้างสรรค์และพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ทำให้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจครอบครัวที่มั่นคงและทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ 

    ล่าสุดกับการเปิดโรงเรียนนานาชาติ ไฮเกต ประเทศไทย จังหวัดชลบุรี

    โรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย เปิดสิงหาคม 2569

    กลุ่มสยามกลการ ร่วมกับครอบครัวพรประภา จับมือกับโรงเรียนไฮเกตแห่งอังกฤษ (เก่าแก่กว่า 460 ปี!) ปักหมุดโครงการ “Highgate International School Thailand” บนพื้นที่ 70 ไร่ ใกล้สนามกอล์ฟสยามคันทรีคลับ จ.ชลบุรี บริหารโดย ธันยพร พรประภา ตั้งคารวคุณ 

    • เปิดระดับแรกในปี 2569 รับนักเรียนวัย 2–11 ปี (เตรียมอนุบาล–ประถมศึกษา)

    • ขยายชั้นเรียน เพิ่มระดับมัธยมในปี 2570 และต่อยอดเป็นโรงเรียนประจำในปี 2571–2572 

    • รองรับสูงสุด 1,400 คน  

    • งบลงทุนกว่า 1,600 ล้านบาท กำหนดเริ่มสอนเดือนสิงหาคม 2569 หลังจากก่อสร้างเสร็จต้นปีนั้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9839474/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E0fylHTT3mHxw_nsVeJjM

  • ดัชนี SET ต้นภาคเช้าบวก 10 จุด รับแรงเก็งกำไรกลุ่มท่องเที่ยว-ไฟแนนซ์หนุน : อินโฟเควสท์

    ดัชนี SET ต้นภาคเช้าบวก 10 จุด รับแรงเก็งกำไรกลุ่มท่องเที่ยว-ไฟแนนซ์หนุน : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นไทยต้นภาคเช้าปรับขึ้นไป 10 จุด มีแรงเก็งกำไรกลุ่มท่องเที่ยวและกลุ่มไฟแนนซ์ อาทิ THAI AOT CPALL MTC KTC SAWAD เป็นต้น หลังจากภาพการเมืองในประเทศชัดเจน โดยพรุ่งนี้จะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

    เมื่อเวลา 10.30 น.ดัชนี SET มาอยู่ที่ 1,269.50 จุด เพิ่มขึ้น 10.19 จุด (+0.81%)

    นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ปรับขึ้นตอบรับภาพการเมืองชัดเจน โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้รับการเสนอชื่อให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (5 ก.ย.) จึงมีแรงเก็งกำไรกลุ่มไฟแนนซ์ Domestic play กลุ่มท่องเที่ยว

    แม้ว่ารัฐบาลใหม่ถึงแม้จะมีระยะเวลาสั้น ๆ แต่คาดหวังจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ น่าจะมีงบประมาณลงไปกระตุ้นฐานราก ขณะเดียวกันคาดว่าจะมีนโยบายกระตุ้นท่องเที่ยวให้ดีกว่านี้ด้วย

    พร้อมให้แนวต้านแรกที่ 1,275 จุด แนวต้านถัดไป 1,281 จุด ซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิม ส่วนแนวรับ 1,263-1,260 จุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/526885&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h54LBdiz7mG0vCZ6Omi7v

  • ม.แสตมฟอร์ดมอบประกาศนียบัตรเกษตรดิจิทัล รุ่น 2 หนุนท่องเที่ยวคุณภาพ

    ม.แสตมฟอร์ดมอบประกาศนียบัตรเกษตรดิจิทัล รุ่น 2 หนุนท่องเที่ยวคุณภาพ

    ภูมิภาค

    ม.แสตมฟอร์ดมอบประกาศนียบัตรเกษตรดิจิทัล รุ่น 2 หนุนท่องเที่ยวคุณภาพ

    วันพฤหัสบดี ที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.59 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เพชรบุรี – วันที่ 4 กันยายน 2568 ที่มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด วิทยาเขตหัวหิน/ชะอำ ดร.อภิเทพ แซ่โค้ว รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด เป็นประธานพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรมโครงการ “หลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะผู้ประกอบการด้านการเกษตรในยุคดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Non-degree)” รุ่นที่ 2

    ภายในงานมีผู้บริหารมหาวิทยาลัย อาจารย์ และผู้เข้าร่วมโครงการให้การต้อนรับ โดยมีผู้ผ่านการอบรม 35 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการด้านเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มุ่งผลิตกำลังคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะตอบสนองอุตสาหกรรมยุคใหม่ มหาวิทยาลัยแสตมฟอร์ดจึงได้จัดทำหลักสูตร Non-degree Program ภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากกระทรวงฯ

    ผู้เข้าอบรมได้รับความรู้จากวิทยากรทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยตลอดตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และเมื่อจบหลักสูตร จะได้ร่วมสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรในจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง และยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในภูมิภาคต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445230&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fbj-SzDDM8wOls8TTDVjD

  • อช.เขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกเป็นการชั่วคราวเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพิบัติ

    อช.เขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกเป็นการชั่วคราวเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพิบัติ

    ภูมิภาค

    อช.เขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกเป็นการชั่วคราวเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพิบัติ

    วันพฤหัสบดี ที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.22 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 4 ก.ย.68 นายปรารพ แปลงงาน เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส ทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง เปิดเผยว่าในช่วงนี้มีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ท้องที่อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เพื่อเป็นการเฝ้าระวังการเกิดภัยพิบัติน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ป้องกันมีให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของราษฎรนักท่องเที่ยว ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่อาศัยอำนาจตามคำสั่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่1454/2565 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2565 อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง จึงขอประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวประเภทน์ ในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2568 เป็นการชั่วคราว หรือจนกว่าสถานการณ์คลี่คลาย 

    พร้อมทั้งห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปในแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกมีลำห้วยหลักหรือลำหรือห้วยสาขาต่างๆ ขอให้ราษฎรผู้อาศัยริมลำห้วยที่น้ำไหลจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ท้องที่ตำบลท้ายเหมือง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เฝ้าระวังการเกิดภัยพิบัติน้ำไหลหลหลาก ดินโคลนถล่มควรระวังผิวจราจรลื่น ต้นไม้หักโค่น สำหรับราษฎรในพื้นที่ลุ่มต่ำริมลำหัวยให้เก็บสิ่งของขึ้นที่สูง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ เมื่อปริมาณน้ำในลำธารและแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าวอยู่ในระดับปกติแล้วอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง จะดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445206&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AoRn089m8a3xSGPROKUbt

  • IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

    IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

    IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ตัวเลขจีดีพีปีนี้จะโตแค่ 4.8% เตือนรัฐบาลเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน ภายในปี 2572  

    วันที่ 4 กันยายน 2568 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ปี 2568 เหลือขยายตัวเพียงแค่ 4.8% จากปีก่อนพุ่งถึง 6% เหตุมาจากปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาการค้าระหว่างประเทศ และยอดเงินโอนแรงงานหด พร้อมเตือนรัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ เดินหน้าปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจนภายในปี 2572

    โดย ไอเอ็มเอฟ ออกแถลงหลังเสร็จสิ้นภารกิจหารือกับทางการกัมพูชา ภาคเอกชน และองค์กรพัฒนา ระบุว่า สาเหตุหลักมาจาก ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก ข้อพิพาทชายแดนกับไทย และปัญหาเงินโอนกลับจากแรงงานกัมพูชาต่างแดนที่ลดลง แม้ช่วงต้นปี 2568 เศรษฐกิจยังขับเคลื่อนด้วยการส่งออกเสื้อผ้า ผลิตผลเกษตร และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

    พร้อมกันนี้ IMF เตือนว่า หากข้อพิพาทชายแดนปะทุรุนแรงขึ้นกว่าที่คาด จะกดดันการส่งออก การท่องเที่ยว และการเติบโตมากขึ้น ขณะที่ในประเทศยังเผชิญปัญหาหนี้เอกชนสูง หนี้เสียในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์พุ่งเกิน 7% อาจกระทบเสถียรภาพการเงินครัวเรือนและธุรกิจ

    ขณะที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังกัมพูชาเพิ่งประกาศเมื่อปลายเดือนสิงหาคมว่า ได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีปี 2568 ลงเหลือ 5.0% จากที่เคยประเมินไว้ 6.3%

    นอกจากนี้ IMF ออกคำแนะนำต่อรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการผลิต และกระจายฐานการเติบโต พร้อมปรับปรุงบรรยากาศธุรกิจ ด้วยการ ปราบคอร์รัปชัน เสริมหลักนิติธรรม คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน และเพิ่มความโปร่งใส อย่างไรก็ตาม IMF ชี้ว่าหากกัมพูชาสามารถดูดซับแรงงานที่กลับจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มการบริโภคและบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน 

    ขณะเดียวกันแนะนำให้มีการลงทุนใน ทุนมนุษย์ การศึกษา และทักษะแรงงาน เพื่อดึงดูดการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้จะต้องใช้นโยบายการคลังอย่าง เฉพาะเจาะจงและชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนยากจนและแรงงานตกงาน แต่ยังคงวินัยการคลัง

    ในส่วนของระยะกลาง ควรมีแผนจัดเก็บรายได้ที่น่าเชื่อถือ เช่น ลดการยกเว้นภาษีจำนวนมาก และบังคับใช้กฎหมายภาษีอย่างจริงจัง เพื่อเปิดพื้นที่งบประมาณสำหรับการใช้จ่ายด้านการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2880698&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16UvWNbF9uik32dDTfj1x4

  • ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568: ไปไหนดี? ทำไมต้องฟูลเซอร์วิส?

    ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568: ไปไหนดี? ทำไมต้องฟูลเซอร์วิส?

    สถิติจากงาน “THAI Talk : Travel Trend and Priceless Experience” ชี้ว่าคนไทยยังรักการเดินทางต่างประเทศ ปี 2568 มีหลายเทรนด์น่าจับตา ทั้งพฤติกรรมและประสบการณ์ใหม่

    จากสถิติของสายการบินที่เปิดเผยในงาน “THAI Talk: Travel Trend and Priceless Experience” ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าคนไทยยังคงรักการเดินทางไปต่างประเทศ และมีพฤติกรรมที่น่าสนใจหลายอย่าง ลองมาดูกันว่าในปี 2568 นี้มีเทรนด์อะไรที่น่าจับตามองบ้าง

    โตเกียวยังคงครองแชมป์ ส่วนสิงคโปร์และเซี่ยงไฮ้มาแรง
    หลายคนคงคุ้นเคยกับความนิยมของญี่ปุ่นมาพักใหญ่ แต่ปี 2568 นี้ โตเกียว ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ในใจคนไทย ขณะที่ สิงคโปร์ และ เซี่ยงไฮ้ ก็ขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 2 และ 3 ตามลำดับ แซงหน้าฮ่องกงและโอซาก้าไปอย่างน่าสนใจ
     

    ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568: ไปไหนดี? ทำไมต้องฟูลเซอร์วิส?

    แต่ที่น่าจับตามองสุด ๆ คือเมือง กวางโจว ที่มีอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าสาเหตุหลักมาจากนโยบายฟรีวีซ่าของประเทศจีน ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางได้สะดวกขึ้น และกวางโจวเองก็มีของดีซ่อนอยู่มากมาย ทั้งพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์ และสตรีทฟู้ดที่หลากหลาย ซึ่งตอบโจทย์นักเดินทางที่มองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่แค่การช้อปปิ้ง

    นักท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” และ “ความสบาย”
    นักเดินทางไทยในปัจจุบันไม่ได้เน้นแค่ราคาที่ถูกที่สุดอีกต่อไป แต่หันมามองหาความคุ้มค่าและสะดวกสบายตลอดทริปมากขึ้น ทำให้ Full-Service Airlines กลับมาได้รับความนิยม

    การบินไทยได้เผยว่า ผู้โดยสารยุคใหม่พร้อมจ่ายเงินครั้งเดียวเพื่อให้ได้บริการที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินขนาดใหญ่ที่นั่งสบาย ระบบความบันเทิงทันสมัย อาหารพรีเมียม และที่สำคัญคือตารางบินที่ยืดหยุ่น เช่น บินกลางคืนถึงเช้าเพื่อเที่ยวได้เต็มวัน หรือบินเช้าถึงบ่ายเพื่อเข้าโรงแรมได้พอดี ซึ่งเหมาะกับทั้งกลุ่มคนทำงานและกลุ่มครอบครัวที่มีผู้สูงอายุหรือเด็ก ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568: ไปไหนดี? ทำไมต้องฟูลเซอร์วิส?

    “หั่นเที่ยว ไม่หั่นทริป” คือเทรนด์ใหม่ที่มาแรง

    ส่วนของพฤติกรรมการใช้จ่าย ผู้เชี่ยวชาญจาก YouTrip ชี้ให้เห็นถึงแนวคิด “หั่นเที่ยว ไม่หั่นทริป” หรือการเปลี่ยนจุดหมายปลายทางให้เป็นในแถบเอเชียแปซิฟิกที่ค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก แต่ยังคงได้เที่ยวหลาย ๆ ครั้งในหนึ่งปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยไม่ได้ลดทริปเที่ยว แต่แค่ปรับเปลี่ยนจุดหมายให้เข้ากับงบประมาณที่ตั้งไว้ และยังมีการใช้ Digital Wallet และ AI เพื่อช่วยวางแผนและบริหารค่าใช้จ่ายในทริปให้คุ้มค่าที่สุดอีกด้วย

    ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568: ไปไหนดี? ทำไมต้องฟูลเซอร์วิส?

    นอกจากนี้ การบินไทยยังสานต่อความยั่งยืนผ่านแคมเปญ “Good Taste for a Good Cause” ที่มุ่งมั่นสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย โดยคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูงจากท้องถิ่นมาใช้ในเมนูอาหารบนเครื่องบิน ทั้งกาแฟดอยตุงและช็อกโกแลตจากกานเวลา ซึ่งนอกจากจะสร้างความประทับใจให้กับผู้โดยสารแล้ว ยังช่วยสร้างคุณค่าคืนสู่สังคมอีกด้วย

    สำหรับใครที่วางแผนจะออกเดินทางในช่วงปลายปีนี้ การบินไทยยังมอบโปรโมชันพิเศษร่วมกับ Mastercard มอบส่วนลด 2,000 บาท/ที่นั่ง เมื่อจองบัตรโดยสารไป-กลับทุกเส้นทางในเอเชีย เพียงจองและชำระด้วยบัตร Mastercard ผ่านช่องทางออนไลน์ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2568 สำหรับการเดินทางภายในสิ้นปี 2568 นี้

    ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568: ไปไหนดี? ทำไมต้องฟูลเซอร์วิส?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/729895&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k74At3P4pb3IbBGGEUJck

  • พะเยา ถนนอุโมงค์ต้นสักร่มรื่น แหล่งเช็กอินใหม่ของนักท่องเที่ยว | TOPNEWS

    พะเยา ถนนอุโมงค์ต้นสักร่มรื่น แหล่งเช็กอินใหม่ของนักท่องเที่ยว | TOPNEWS

    พะเยา ถนนอุโมงค์ต้นสักร่มรื่น แหล่งเช็กอินใหม่ของนักท่องเที่ยว

    วันที่ 4 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณ ถนนสายป่าแดง–ห้วยบง ที่บ้านเกษตรพัฒนา ต.ต๋อม อ.เมือง จ.พะเยา ได้กลายเป็นจุดเช็กอินยอดนิยม หลังมีต้นสักจำนวนมากขึ้นเรียงรายตลอดสองฝั่งถนน ระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตร กิ่งก้านสาขาแผ่ปกคลุมเป็นอุโมงค์ต้นไม้ธรรมชาติ สร้างบรรยากาศร่มรื่นและสวยงามน่าประทับใจสำหรับผู้สัญจรไปมา

    ตลอดเส้นทาง นักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านต่างหยุดแวะถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็น แสงแดดที่ลอดผ่านช่องว่างของใบไม้ทำให้เกิดทิวทัศน์งดงาม แปลกตา เสมือนเดินทางอยู่กลางผืนป่าธรรมชาติ ทำให้ผู้สัญจรและนักท่องเที่ยวรู้สึกผ่อนคลาย เสมือนได้หลีกหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่เพื่อสัมผัสความสงบและสดชื่นท่ามกลางความเขียวขจีของผืนป่า ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของต้นสักที่ปลูกมานานหลายสิบปี ปัจจุบันจึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และเป็นเสน่ห์ที่สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือน
    สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและต้องการบรรยากาศสงบเงียบ ถนนอุโมงค์ต้นสักสายป่าแดง–ห้วยบง แห่งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนจังหวัดพะเยา

    ทีมข่าวพะเยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1300509&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3A4R7Lg3ptVjMHMisiaZzA