Category: ท่องเที่ยว

  • มองมุมต่าง: เงินบาทแข็ง “ยาพิษ” เศรษฐกิจไทย : อินโฟเควสท์

    มองมุมต่าง: เงินบาทแข็ง “ยาพิษ” เศรษฐกิจไทย : อินโฟเควสท์

    ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 31.65-31.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นระดับที่แข็งค่าที่สุดในรอบ 4 ปี

    บางคนอาจถูกมองว่าเป็นสัญญาณดีสำหรับผู้นำเข้า(Import) หรือนักลงทุนต่างชาติในบางกรณี แต่ในระดับภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโดยรวม จะมีผลเสียจะมีค่อนข้างชัดเจน และหลายด้านดังนี้

    1. กระทบการส่งออก (Export)

    • สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นเมื่อแปลงเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
    • ผู้ซื้อสินค้าไทย จากต่างประเทศอาจหันไปเลือกสินค้าจากคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ที่ค่าเงินอ่อนกว่า
    • ภาคการส่งออก (Export) ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย คิดเป็น 60% ของ GDP ที่อาจจะส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัว

    2. กระทบการท่องเที่ยว

    • นักท่องเที่ยวต่างชาติ จะลดอันดับทางเลือกในการท่องเที่ยวของไทยไปอยู่อันดับรองลงไป หากเงินบาทแข็งค่า โดยรู้สึกว่า “ไทยแพงขึ้น” เพราะเมื่อแลกเงินเป็น “เงินบาท” แล้วใช้จ่ายได้ลดลง
    • รายได้การท่องเที่ยว ถือเป็นตัวขับหลักของเศรษฐกิจไทย หลังจบปัญหาโควิดมีความเสี่ยงที่อาจจะเติบโตช้าลง

    3. รายได้ภาคการเกษตรและผู้ประกอบการรายเล็ก

    • สินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ซึ่งขายเป็นเงินดอลลาร์ แต่เมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาทจะได้น้อยลง ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ SME ที่พึ่งพาการส่งออกจะถูกกดดันหนัก และอาจกระทบผลประกอบการในไตรมาส 3/68

    4. ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ในส่วนของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม

    • ภาคอุตสาหกรรมส่งออก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสิ่งทอ ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาจต้องลดกำลังการผลิต เนื่องจากมีการชะลอคำสั่งซื้อจากลูกค้าต่างประเทศ ทำให้โรงงานต้องกำลังการผลิต เสี่ยงต่อการลดการจ้างงาน หรือลดค่าล่วงเวลา และอื่นๆ

    5. การไหลออกของเงินทุน

    • แม้ค่าเงินบาทแข็งอาจดึงดูดเงินทุนระยะสั้นเข้ามาเก็งกำไร แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว หากเศรษฐกิจชะลอลงทั้งจากการส่งออกและท่องเที่ยวที่อ่อนลง เงินทุนก็อาจจะไหลออกในที่สุด ทำให้ตลาดหุ้นไทยขาดแรงหนุนจาก Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติ

    6. กระทบต่อ GDP โดยรวม

    • ประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกและท่องเที่ยวสูง เมื่อ 2 ภาคส่วนนี้ชะลอตัว จะทำให้การเติบโตของ GDP ถูกกดดันให้ลดลง และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค
    • “ความแข็งแรง” ของ “ค่าเงินบาท” ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจไทยจะแข็งแรงตามไปด้วย หากแต่เสี่ยงที่จะเป็นตัวกดดันเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจไทยได้

    ธิติ ภัทรยลรดี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/528096&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FJvUoEU9rAxKcuMFx95oc

  • From Zero to Hero: SDG 12 การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

    From Zero to Hero: SDG 12 การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

    From Zero to Hero: SDG 12 การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

    โดย อ.ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ อาจารย์ประจำคณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม (นิด้า)

    สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มุ่งมั่นตามพันธกิจ “Wisdom for Sustainable Development” หรือ “สร้างปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยนำความรู้ทางวิชาการมาขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน หนึ่งในประเด็นที่สำคัญและใกล้ตัวที่สุดคือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 12 (SDG 12): การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

    การบริโภคที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

    อ.ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ อาจารย์ประจำคณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า SDG 12 เป็นเรื่องที่ทุกคนเกี่ยวข้องโดยตรง เพราะในฐานะ “ผู้บริโภค” เราใช้ทรัพยากรโลกตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดแอร์ การเดินทาง การซื้อกาแฟ หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้าที่เราเลือกสวมใส่ ทุกการกระทำล้วนส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด

    ตัวอย่างใกล้ตัว เช่น แก้วกาแฟพลาสติก ที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ขยะพลาสติกที่เหลืออยู่กลับต้องใช้เวลากว่า 400 ปีในการย่อยสลาย หรือ เสื้อผ้า fast fashion ที่ผลิตเร็ว ราคาถูก ใช้ไม่กี่ครั้งก็ถูกทิ้ง ส่งผลให้เกิดขยะมหาศาล และสร้างก๊าซเรือนกระจกกว่า 10% ของการปล่อยก๊าซทั่วโลก

    ผลกระทบที่ย้อนกลับมาหาเรา

    ผลจากการบริโภคที่ขาดความรับผิดชอบส่งผลให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อน ภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ภัยแล้ง รวมถึงความมั่นคงทางอาหารที่ถูกคุกคาม พื้นที่เพาะปลูกกาแฟและชาอาจลดลงอย่างมากในอนาคต ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดผู้บริโภคเองก็ต้องเผชิญผลกระทบโดยตรง

    การสร้างพฤติกรรมใหม่อย่างรับผิดชอบ

    อ.ดร.อัจฉรา ชี้ว่า การแก้ปัญหาเริ่มได้จากพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น

    • พกแก้วน้ำหรือกล่องข้าวส่วนตัว
    • คิดก่อนซื้อเสื้อผ้า เลือกใช้ให้นานและคุ้มค่า
    • ลดการใช้ทิชชู่เปียก หรือหากใช้แล้วควรซักตากเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำ
    • แยกขยะอย่างถูกต้องตามประเภท

    หัวใจสำคัญคือ การมีสติและความรับผิดชอบ (responsible consumption) ทุกครั้งที่ตัดสินใจบริโภคหรือใช้ทรัพยากร

    แนวโน้มใหม่ของคนรุ่นใหม่

    ปรากฏการณ์ที่น่าชื่นชมคือ คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พวกเขาเติบโตมาท่ามกลางโลกที่เผชิญวิกฤติขยะและการบริโภคเกินจำเป็น ทำให้หันมาสนใจการใช้ชีวิตเรียบง่าย (minimal lifestyle) การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การพกถุงผ้า กระบอกน้ำ และการออมอย่างมีสติ แนวโน้มนี้ไม่เพียงช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับตนเอง แต่ยังสอดคล้องกับ SDG 12 ในการลดการใช้ทรัพยากรโลก

    สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

    การเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ แต่สามารถเริ่มจาก “พฤติกรรมเล็ก ๆ” ที่ทำอย่างสม่ำเสมอ ทุกการตัดสินใจบริโภคอย่างมีสติ คือก้าวสำคัญที่ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและสร้างสังคมที่ยั่งยืน เพื่อส่งต่อทรัพยากรให้กับคนรุ่นต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/from-zero-to-hero/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T5QAL2Nu0qgc1BE7kKYZ7

  • หอการค้าไทยห่วง! บาทแข็งเกินจริง กระทบหนักธุรกิจ

    หอการค้าไทยห่วง! บาทแข็งเกินจริง กระทบหนักธุรกิจ

    หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับ 31.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการแข็งค่าที่เร็วและแรงที่สุดในรอบหลายปี โดยมองว่า “สวนทางกับสภาพเศรษฐกิจจริง” และส่งผลเสียโดยตรงต่อภาคธุรกิจสำคัญของประเทศ

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทแข็งกระทบโดยตรงต่อภาคเศรษฐกิจต่างๆ ต่อไปนี้
    • การส่งออก ราคาสินค้าไทยสูงกว่าคู่แข่ง ทำให้ขายยากและรายได้หด
    • การท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้สึกว่าไทยแพงขึ้น ลดแรงจูงใจเดินทางมา
    • การเกษตร เกษตรกรที่ส่งออกพืชผล เช่น ข้าวและพืชไร่ ได้รับผลกระทบหนัก รายได้ไม่สมดุลกับต้นทุน

    ดร.พจน์ ยังชี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่ารุนแรงกว่าประเทศอื่นครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจาก ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า เพราะตลาดคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ย, ราคาทองคำสูงขึ้น ทำให้มีการขายทองแลกเงินต่างประเทศแล้วแปลงกลับเป็นเงินบาท ทำให้มีความต้องการเงินบาทมากขึ้น และกระแสเงินทุนไหลเข้า (fund flow) ทั้งจากนักลงทุนทั่วไปและการลงทุนในคริปโท

    นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากภายนอก เช่น มาตรการภาษีตอบโต้ ของประเทศคู่ค้า และข้อจำกัดในการแทรกแซงค่าเงิน เพราะหากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าไปดูแลมากเกินไป อาจถูกสหรัฐฯ มองว่าไทย ‘บิดเบือนค่าเงิน’ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ

    ข้อเสนอจากหอการค้าไทย

    • แยกบัญชีดุลทองคำ ออกมาให้ชัดเจน เพื่อสะท้อนผลกระทบต่อค่าเงินอย่างตรงจุด
    • ให้ ธปท. จัดการดูแลค่าเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้กระทบความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

    ดร.พจน์ ย้ำว่า หากปล่อยสถานการณ์ยืดเยื้อ การใช้ทุนสำรองเข้ามาพยุงค่าเงินอาจสิ้นเปลืองโดยไม่เกิดประโยชน์ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและ ธปท. เร่งหามาตรการที่เหมาะสมโดยเร็ว เพื่อดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจจริงและไม่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    “เงินบาทแข็งเกินไป ไม่ได้สะท้อนศักยภาพเศรษฐกิจจริง แต่กลับทำลายความสามารถในการแข่งขันของไทย รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขก่อนสายเกินไป”

    — ดร.พจน์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/thaichamber-baht-overvalued-severely-impacted-businesses&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cMgJPIpODwICYVeYJVShX

  • “ท่องเที่ยว จันทบุรี วิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร” กับรายการทั่วถิ่นแดนไทย – ไทยพีบีเอส

    “ท่องเที่ยว จันทบุรี วิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร” กับรายการทั่วถิ่นแดนไทย – ไทยพีบีเอส

    “ท่องเที่ยว จันทบุรี วิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร” กับรายการทั่วถิ่นแดนไทย

    ไทยพีบีเอสร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยพา 10 คู่ผู้โชคดีจากรายการทั่วถิ่นแดนไทย ร่วมกิจกรรม “ท่องเที่ยว จันทบุรี วิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร” เมื่อวันที่ 30 – 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ เมืองต้องห้ามพลาด สวนสวรรค์ ร้อยพันธุ์ผลไม้ จังหวัดจันทบุรี

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และรายการ “ทั่วถิ่นแดนไทย” ได้พาผู้ชมจากทางบ้าน คณะสื่อมวลชน ผู้แทนจาก ททท. และผู้แทนจากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ร่วมเดินทางไปท่องเที่ยว จังหวัดจันทบุรี กับกิจกรรม “ท่องเที่ยว จันทบุรี วิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร” เมื่อวันที่ 30 – 31 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ทุกท่านได้ร่วมเรียนรู้ และสัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายของหมู่บ้านชาวประมง ธรรมชาติป่าชายเลนขลุง ชิมผลไม้สดจากสวน ทั้งเงาะ มังคุด ทุเรียน ชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมอาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล เดินเล่นถ่ายรูป สัมผัสวิถีไทย ณ ชุมชนริมน้ำจันทบูร และเรียนรู้หัตถกรรมชุมชนเสื่อจันทบูร

    ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวเรียนรู้ในชุมชน ปลูกฝังการเดินทางท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ให้มากขึ้น เป็นสื่อกลางระหว่างชุมชนและผู้ไปเยือนให้เกิดการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน กระทั่งเกิดแนวทางใหม่ๆ ในการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนแคมเปญ “ปีท่องเที่ยววิถีไทย” และ “เมืองต้องห้ามพลาด”

    ติดตามชมรายการทั่วถิ่นแดนไทย ตอน กิจกรรมทั่วถิ่นแดนไทย “ท่องเที่ยว จันทบุรี วิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร” ออกอากาศวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2558 เวลา 14.05 – 14.30 น. ทางไทยพีบีเอส รับชมออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live

    #แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/org/gallery/623/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mA6RPI–MKrC5SZRD97cl

  • หมอลำเฟสติวัล รวมคณะหมอลำชื่อดัง ยกขบวนสู่ร้อยเอ็ด และอุดรธานี

    หมอลำเฟสติวัล รวมคณะหมอลำชื่อดัง ยกขบวนสู่ร้อยเอ็ด และอุดรธานี

         การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำ “หมอลำ” Soft Power ที่โดดเด่นแห่งแดนอีสานสู่สายตาระดับโลกซึ่งไม่เพียงแค่เป็นหนึ่งในศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์ และมีชีวิตชีวาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว แต่ยังแสดงถึงวิถีชีวิต อารมณ์ขัน และภูมิปัญญาของชาวอีสานได้อย่างลึกซึ้ง ด้วยจังหวะที่เร้าใจ บทเพลงที่สะท้อนมุมมองทางสังคม และการแสดงที่สื่อถึงบุคลิกของผู้คน ที่สามารถดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวและผู้คนทั่วโลก กระตุ้นให้เกิดการเดินทางและเพิ่มค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ อีกทั้งเพิ่มความถี่ในการเดินทางในช่วง Green Season ด้วย Green Event โดยได้ผสานแนวคิดอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวิถียั่งยืนพร้อมสร้างประสบการณ์เป็นส่วนหนึ่งในการรักษ์โลก ภายใต้แคมเปญ “สุขทันที ที่เที่ยวไทย”

    หมอลำเฟสติวัล รวมคณะหมอลำชื่อดัง ยกขบวนสู่ร้อยเอ็ด และอุดรธานี

         งาน “หมอลำเฟสติวัล” จัดขึ้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดอุดรธานี ผ่านแนวคิด “5 Must Do in Thailand” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ได้แก่ Eat Thai Food, Shop Thai Products, Thai Culture, Thai Wellness และ Thai Festivals และชมการแสดงจากศิลปินนักร้องลูกทุ่งหมอลำที่มีชื่อเสียง พร้อมกับการนำเสนอขายอาหารไทย อาทิ อาหารสไตล์ Street food เมนูเด็ดท้องถิ่นอาหารไทยฟิวชั่นที่นำวัตถุดิบท้องถิ่นที่หาได้ในพื้นที่มาดัดแปลงและรังสรรค์ สร้างเมนูอาหารอีสานที่มีความแปลกใหม่ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Workshop การจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจากชุมชน พร้อมทั้งกิจกรรมส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยวกระตุ้นการเดินทางเข้าพื้นที่อีสาน โดยจัดงาน 2 จังหวัด ได้แก่ วันที่ 19-21 กันยายน 2568 ณ ลานหอโหวด จังหวัดร้อยเอ็ด และ วันที่ 26-28 กันยายน 2568 ณ ทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุดรธานี

         ภายในงาน “หมอลำเฟสติวัล” มีการจัดแสดงแสง เสียง โดยคำนึงถึงการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) สอดแทรกแนวคิดใส่ใจสิ่งแวดล้อม เช่น การ workshop DIY กระเป๋าจากเศษผ้าทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ การสาธิตงานฝีมือจากวัสดุธรรมชาติ การออกบูทจำหน่ายอาหารต้องใช้วัสดุภาชนะจากธรรมชาติ เพื่อใช้สำหรับใส่อาหาร และถุงสำหรับใส่สินค้าที่ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมชมศิลปินนักร้องลูกทุ่งหมอลำร่วมสมัยที่มีชื่อเสียง อาทิ คณะหมอลำระเบียบวาทะศิลป์ คณะหมอลำประถมบันเทิงศิลป์ คณะหมอลำซานเล้าบันเทิงศิลป์ คณะหมอลำเสียงอีสาน และศิลปิน T-POP อาทิ Bamm  Instinct Yes’sirdays Slapkiss Kylinz  และกิจกรรมสุดพิเศษบนเวที ลุ้นรับ

    • 1) คูปองส่วนลด ค่าที่พัก ร้านอาหาร ของที่ระลึก มูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 100,000 บาท เพื่อมอบเป็นสิทธิพิเศษให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม
    • 2) Voucher โรงแรม/ที่พัก โปรแกรมท่องเที่ยว สินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคอีสาน มูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 200,000 บาท

         นักท่องเที่ยว ที่สนใจสามารถเข้าชมงาน “หมอลำเฟสติวัล” ได้ฟรี ตั้งแต่เวลา 17.00 น.-24.00 น. โดยวันที่ 19-21 กันยายน 2568 ณ ลานหอโหวด จ.ร้อยเอ็ด และวันที่ 26-28 กันยายน 2568 ณ ทุ่งศรีเมือง จ.อุดรธานี และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

    • Facebook Page : หมอลำเฟสติวัล 
    • Facebook Page : ททท.สำนักงานขอนแก่น TAT Khonkaen Fanpage
    • Facebook Page : ททท.สำนักงานอุดรธานี TAT Udon Thani Office
    • Facebook Page : เที่ยวอีสาน
    • โทร. 1672 Travel buddy

    ====================

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/9lzN1BoAWErl&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw103L1WpWQHg84VJ6XjTDpH

  • บาทแข็งค่าเร็วสวนทางเศรษฐกิจจริงกระทบภาคธุรกิจ

    บาทแข็งค่าเร็วสวนทางเศรษฐกิจจริงกระทบภาคธุรกิจ


    หอการค้าไทยห่วงค่าเงินบาทแตะระดับ 31.70 บาท/ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่ารุนแรงที่สุดในรอบหลายปี กระทบส่งออก ท่องเที่ยว-เกษตรกรรม วอนรัฐบาล-ธปท.เร่งดูแลโดยด่วน

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ภาคการส่งออก การท่องเที่ยว และเกษตรกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ทั้งนี้ภาคการส่งออก ต้องเผชิญการแข่งขันที่ยากลำบาก เนื่องจากราคาสินค้าไทยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ส่งผลต่อยอดขายและรายได้จากต่างประเทศ  ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ความแข็งค่าของเงินบาททำให้ประเทศไทยมีต้นทุนการท่องเที่ยวสูงขึ้นในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ ลดแรงจูงใจในการเดินทางมาไทย

    นอกจากนี้ภาคเกษตรกรรม เกษตรกรไทยที่พึ่งพาการส่งออกได้รับผลกระทบหนักจากต้นทุนและรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับค่าเงิน โดยเฉพาะข้าวนาปี และพืชไร่ที่กำลังจะออกมา

    สำหรับปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งรุนแรงกว่าประเทศอื่น หอการค้าไทยชี้ว่า การแข็งค่าของเงินบาทครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจาก 1. เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในระยะต่อไป ทำให้ค่าเงินของหลายประเทศในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นโดยอัตโนมัติ

    2.ปัจจัยด้านทองคำ ประเทศไทยมีการถือครองทองคำจำนวนมาก และราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการขายทองคำออกมาเป็นเงินตราต่างประเทศ และแปลงกลับเป็นเงินบาท ส่งผลให้มีความต้องการเงินบาทเพิ่มขึ้น ทำให้เงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่ค้าอย่างผิดปกติ รวมถึงมี fund flow ที่เข้ามาประเทศด้วย ซึ่งอาจจะมาจากพวก Crypto ด้วย

    ขณะที่ยังมีปัจจัยภายนอกที่ซ้ำเติมความเปราะบาง ได้แกมาตรการภาษีตอบโต้ (tariff) ที่หลายประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป กำลังทบทวนหรือพิจารณาเพิ่มเติม ซึ่งจะกระทบความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยและยิ่งซ้ำเติมผลกระทบจากเงินบาทแข็ง

    รวมถึงข้อจำกัดด้านการแทรกแซงค่าเงิน การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปดูแลค่าเงินบาทอย่างเข้มข้นอาจทำให้ไทยถูกเพ่งเล็งว่า “บิดเบือนค่าเงิน” โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งประเด็นดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับ การเจรจาภาษีการค้าและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–สหรัฐฯ ที่กำลังดำเนินอยู่ จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องวางนโยบายอย่างรอบคอบ

    อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา หอการค้าไทยและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) เคยเสนอแนวทางว่า ควรแยกดุลทองคำออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถประเมินผลกระทบต่อค่าเงินได้ตรงจุด พร้อมทั้งขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เข้ามาจัดการดูแลในส่วนนี้อย่างเป็นระบบ เพราะหากปล่อยให้กลไกค่าเงินผันผวนโดยไม่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย จะทำให้ผู้ประกอบการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่ค้า

    “หากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ แม้ภาครัฐจะใช้เงินทุนสำรองเข้ามาแทรกแซงเพื่อรักษาอัตราแลกเปลี่ยน ก็อาจต้องใช้เงินจำนวนมากและเสี่ยงต่อการสูญเปล่าโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง  เงินบาทที่แข็งค่าเกินไป ไม่ได้สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย แต่กลับทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เราจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน”ดร.พจน์ กล่าว

    ดร.พจน์ กล่าววว่า  หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จึงขอเรียกร้องให้ รัฐบาลและธปท. เร่งพิจารณามาตรการที่เหมาะสมอย่างเร่งด่วน เพื่อดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจจริงและไม่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35198&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0X5mnBN5oY6ZHH20ONs_8N

  • เอกชนกระบี่มั่นใจ ภูมิใจไทย ผลักดันโครงการตอบโจทย์เศรษฐกิจท่องเที่ยว

    เอกชนกระบี่มั่นใจ ภูมิใจไทย ผลักดันโครงการตอบโจทย์เศรษฐกิจท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    เอกชนกระบี่มั่นใจ ภูมิใจไทย ผลักดันโครงการตอบโจทย์เศรษฐกิจท่องเที่ยว

    วันอังคาร ที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2568, 08.21 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 8 ก.ย.68 ภาคเอกชนจังหวัดกระบี่แสดงความเชื่อมั่นต่อพรรคภูมิใจไทย หลังเห็นผลงานนโยบายที่จับต้องได้จริง พร้อมหนุนโครงการใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ทั้ง “สะพานเชื่อมเกาะลันตา” “ขยายสนามบินกระบี่” และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแก้ปัญหาการจราจร

    นายเอกวิทย์ ภิญโญธรรมโนทัย ผู้แทนภาคเอกชนจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า กระบี่มี ส.ส. พรรคภูมิใจไทยทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง และที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นว่านโยบายที่หาเสียงไว้หลายเรื่องเกิดขึ้นจริง สร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและนักลงทุน

    หนึ่งในโครงการสำคัญ คือ สะพานเชื่อมเกาะลันตา ระหว่าง ต.เกาะกลาง – ต.เกาะลันตาน้อย อ.เกาะลันตา วงเงิน 1,854 ล้านบาท ระยะทาง 1,825 เมตร ขนาด 2 ช่องจราจร ที่จะทำให้การเดินทางไม่ต้องรอแพขนานยนต์อีกต่อไป ใช้เวลาเพียง 10 นาที ตลอด 24 ชั่วโมง คาดว่าจะได้ผู้ชนะการประมูลก่อสร้างภายในเดือนกันยายนนี้ ให้ทันปีงบประมาณ 2568 และจะใช้เวลาก่อสร้าง 1,080 วัน คาดเสร็จปี 2571

    อีกโครงการใหญ่คือ การขยายท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ ที่กรมท่าอากาศยานดำเนินการ เพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับผู้โดยสารจาก 4 ล้านคนต่อปี เป็น 8 ล้านคนต่อปี และเพิ่มขีดความสามารถเที่ยวบินจาก 8 เที่ยวต่อชั่วโมง เป็น 24 เที่ยวต่อชั่วโมง

    ขณะเดียวกันยังมี โครงการขยายถนนและสร้างสะพานข้ามแยก บนถนนสายหลัก เพื่อบรรเทาการจราจร ซึ่งเป็นผลจากการผลักดันโดยพรรคภูมิใจไทยขณะร่วมรัฐบาลที่ผ่านมา

    นายเอกวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายอื่นๆ เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อมอันดามัน (กระบี่–พังงา–ภูเก็ต) และ ท่าเทียบเรือเพื่อการโดยสารทางน้ำ หากเกิดขึ้นจริง จะยิ่งยกระดับศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนของภาคใต้ พร้อมเชื่อมั่นว่ารัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยบริหารจะตอบสนองความต้องการของประชาชนและเอกชนได้มากขึ้น และหากทำผลงานดี ก็มีโอกาสได้รับการสนับสนุนให้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445668&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Mj0R5ILQfI4oExbKkx3qo

  • ททท. เปิดทริปบุญสายศรัทธา “มหาเศรษฐีปีมะเส็ง เฮงยืนหนึ่งรับปีมะเมีย” เที่ยวเมืองตาก เสริมพลังชีวิต

    ททท. เปิดทริปบุญสายศรัทธา “มหาเศรษฐีปีมะเส็ง เฮงยืนหนึ่งรับปีมะเมีย” เที่ยวเมืองตาก เสริมพลังชีวิต

    8 ก.ย. 2568

    40 views

    ขนาดตัวอักษร

    ททท. เปิดทริปบุญสายศรัทธา “มหาเศรษฐีปีมะเส็ง เฮงยืนหนึ่งรับปีมะเมีย” เที่ยวเมืองตาก เสริมพลังชีวิต

    5 กันยายน 2568  – กรุงเทพฯ , โรงแรมในเครือฟอร์จูนกรุ๊ป หนึ่งในกลุ่มธุรกิจของ บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND จับมือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และพันธมิตรทางธุรกิจ จัดทริปบุญสายศรัทธา “มหาเศรษฐีปีมะเส็ง เฮงยืนหนึ่งรับปีมะเมีย” ระหว่างวันที่ 18 – 20 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดตาก โดยมี อาจารย์คฑา ชินบัญชรผู้นำสายมูชื่อดัง นำสื่อมวลชน นักท่องเที่ยว และผู้แทนจากหลายองค์กร เดินทางเสริมสิริมงคล พร้อมสัมผัสเสน่ห์การท่องเที่ยวเชิงศรัทธาและวัฒนธรรมท้องถิ่น

    คณะได้รับเกียรติจากผู้บริหารและพันธมิตรหลายภาคส่วนมาร่วมในพิธีต้อนรับและกิจกรรมเปิดทริป อาทิ คุณศักดิ์ จรัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Max Solution Service จำกัด (PTG Group), คุณเยี่ยม เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการกลุ่มงานธุรกิจโรงแรม CP LAND, คุณวรดนู นิมมิต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร CP LAND, และคุณชุตินันท์ รวมพลังเอก ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์ CP LAND พร้อมด้วยพันธมิตรจาก Sixt, X Peng และคณะสื่อมวลชน


    การเดินทางครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก คุณ ชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และคณะผู้บริหารจังหวัด มาร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ก่อนเริ่มต้นเส้นทางแห่งศรัทธาที่พาไปสักการะสถานที่สำคัญ อาทิ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชศาลคู่บ้านคู่เมืองที่มีประวัติยาวนานกว่า 70 ปี, พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระบรมธาตุ บ้านตาก พร้อมพิธีห่มผ้าพระธาตุ เสริมสิริมงคลแก่ผู้ที่เกิดปีมะเมีย, การสวดบารมี 30 ทัศน์ ณ วัดศรีพรเพ็ญมาตยาราม และการกราบนมัสการ “พระพุทธมหามุนีจำลอง” ที่ วัดไทยวัฒนาราม วัดเก่าแก่ซึ่งสะท้อนศิลปะพม่าที่งดงามตระการตา

    นอกจากนี้ คณะยังได้สัมผัสวิถีชีวิตชุมชน ณ บ้านแม่กาษา ผ่านโครงการ “ฮักนะแม่กาษา” ทั้งพิธีมัดมือรับพรจากผู้สูงอายุ กิจกรรมพื้นบ้าน การทำขนมโบราณ และการชมงานหัตถกรรมทอผ้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น อันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน


    ทริปบุญครั้งนี้ไม่เพียงมอบพลังศรัทธาและพลังใจให้แก่ผู้เข้าร่วม แต่ยังสะท้อนถึงความงดงามของจังหวัดตากในฐานะจุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยพลังบวก โดยมีเสียงสะท้อนร่วมกันว่า “เมืองตาก…คือสถานที่ที่อยากกลับมารับพลังบวกซ้ำแล้วซ้ำอีก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mcot.net/view/NGMOZiFg&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11Y8KfBNv75EWD5bnoZm0n

  • (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) เทียนจินดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยทรัพยากรทางวัฒนธรรม | TOPNEWS

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) เทียนจินดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยทรัพยากรทางวัฒนธรรม | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 08/09/2025 23:16

    นครเทียนจิน กำลังใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางวัฒนธรรม และข้อได้เปรียบด้านนโยบายอย่างแข็งขัน มอบประสบการณ์พิเศษในการท่องเที่ยวและช้อปปิ้งแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ถนนวัฒนธรรมโบราณนครเทียนจิน ท่ามกลางมนต์เสน่ห์ของอาคารเก่าแก่ ที่นี่มีร้านค้าให้เที่ยวชมมากกว่า 1,100 แห่ง นอกจากนี้ การปรับนโยบายยกเว้นวีซ่าเป็น 240 ชั่วโมงของจีน ทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ท่าเทียบเรือสำราญนครเทียนจิน ต้อนรับเรือสำราญนานาชาติ 3 ลำพร้อมกัน
    .
    เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ร้านค้าคืนภาษีขาออกในเขตการค้าเสรีท่าเรือเทียนจิน เริ่มให้บริการคืนภาษีช้อปปิ้งแก่นักท่องเที่ยวเป็นที่แรกของเมือง และมีร้านค้าปลอดภาษีทยอยเปิดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
    .
    คลิปจาก China Media Group

    TOPNEWS website - update 2025 (1)

    01

    รองนายกฯ อบจ.สมุทรปราการ แจงเหตุน้ำท่วมเมือง

    ตร.ปส.ภูเก็ตโดนคนร้ายสวนดับขณะล้อมจับยา

    โกศบรรพบุรุษหายกว่า 60 ใบ

    สภ.ท่าศาลา เดินหน้าปราบปรามรถแต่งซิ่งอย่างต่อเนื่อง

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ‘น้ำตกเขาหลูซาน’ ไหลหลั่งงดงามดั่งบทกวี

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) เทียนจินดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยทรัพยากรทางวัฒนธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1306368&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3a7FXcF9-BP_vrC_RGd6SG

  • กล้าธรรม ปิดจ๊อบเก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด ต้องดึง “นเรศ-อามินทร์” นั่ง รมช.เกษตรฯ แทน

    กล้าธรรม ปิดจ๊อบเก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด ต้องดึง “นเรศ-อามินทร์” นั่ง รมช.เกษตรฯ แทน

    กล้าธรรม ปิดจ๊อบเก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด ต้องดึง “นเรศ-อามินทร์” นั่ง รมช.เกษตรฯ แทน

    เก้าอี้รัฐมนตรีพรรคกล้าธรรม ชัดเจนแล้ว “ธรรมนัส” รองนายกฯ ควบเกษตรฯ “นฤมล” คุม ศึกษาฯ “อรรถกร” รมว.ท่องเที่ยวฯ “อัครา” รมว.พัฒนาสังคมฯ ด้าน “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด ติดคุณสมบัติ “นเรศ-อามินทร์” เสียบ รมช.เกษตรฯ แทน ขณะที่ “องอาจ” ถูกวางตัว รมช.ศึกษา

    วันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ในสัดส่วนของพรรคกล้าธรรม ขณะนี้ได้ข้อสรุปชัดเจน 100% แล้วว่าได้รับจัดสรรเก้าอี้ 4 รัฐมนตรีว่าการและ 3 รัฐมนตรีช่วย ประกอบด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค จะรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค นั่ง รมว.ศึกษาธิการ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร จะนั่งรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นายอัครา พรหมเผ่า นั่ง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วน 3 รัฐมนตรีช่วย จากเดิมมีชื่อนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรค ถูกวางตัวให้นั่ง รมช.เกษตรฯ เช่นเดียวกับนายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส แต่ติดเงื่อนไขเรื่องคุณสมบัติ ทางพรรคจึงเสนอชื่อนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สส.เชียงใหม่ แทนนายไผ่ ส่วนนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส น้องชายนายสัมพันธ์ จะมานั่งรมช.เกษตรฯ แทนพี่ชาย     

    อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโควตา รมช.ศึกษาธิการ ทางพรรคกล้าธรรม วางตัวนายองอาจ วงษ์ประยูร สส.สระบุรี นั่งในตำแหน่งดังกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2881564&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MF5vDXgSdtIZqOiKoGmA4