Category: ท่องเที่ยว

  • BDI ปลุกพลังเยาวชนคิดนอกกรอบ   ปั้นไอเดียสร้างเมืองท่องเที่ยว

    BDI ปลุกพลังเยาวชนคิดนอกกรอบ  ปั้นไอเดียสร้างเมืองท่องเที่ยว

    วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.58 น.

    BDI ปลุกพลังเยาวชนคิดนอกกรอบ 

    ปั้นไอเดียสร้างเมืองท่องเที่ยว

    ปั้นไอเดียสร้างเมืองท่องเที่ยว! BDI ปลุกพลังเยาวชนคิดนอกกรอบ เปิดเวที Hackathon 2025 สร้าง Smart Tourism ด้วย AI และ Big Data มุ่งกระจายรายได้สู่ชุมชน

    สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เปิดเวทีให้นักคิดรุ่นใหม่จากทั่วประเทศระเบิดไอเดียปล่อยของกันแบบเต็มที่ใน “BDI Hackathon 2025: AI & Data Innovation for Smart Tourism” การแข่งขัน Hackathon ที่นำเทคโนโลยี AI และ Data Analytics มาผสานกับโจทย์จริงในพื้นที่นิมมานเหมินทร์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมกัน ค้นหานวัตกรรมการท่องเที่ยวแห่งอนาคต เพราะวันนี้ “ข้อมูล” ไม่ใช่เรื่องของนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่คือ “พลังสร้างเมือง” ที่สามารถเปลี่ยนแปลงเมือง เปลี่ยนชุมชน เปลี่ยนอนาคตของประเทศ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง พร้อมชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 27-29 มิถุนายน 2568 ณ สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Uniserv CMU) 

    ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวว่า “การแข่งขันในครั้งนี้เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้แสดงศักยภาพทางด้านนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีผู้เข้าร่วมจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ มาร่วมนำเสนอแนวทางเชิงสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาภาคการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ “Ruby-chan! Hai! Nani ga suki?” ด้วยแนวคิดต้องการสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว และกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยรอบพื้นที่นิมมานเหมินท์ ได้โชว์ไอเดียออกมาในรูปแบบแอปพลิเคชัน “YEEPING” ผลงานนี้จึงโดดเด่นในการผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้อย่างเหมาะสม ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอนาคต”

    ดร.สุนทรีย์ กล่าวว่าต่อว่า “สำหรับ BDI Hackathon 2025 เป็นการร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และเครือข่ายพันธมิตร โดยปีนี้เป็นการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  อันทรงคุณค่า เป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตของผู้เข้าร่วมแข่งขัน โดยมี “การท่องเที่ยว” เป็นโจทย์ของการแข่งขันในปีนี้ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีข้อมูลหลากหลายมิติ ครอบคลุมทั้งด้านพื้นที่ พฤติกรรมนักท่องเที่ยว และผลกระทบทางเศรษฐกิจ รวมถึงสะท้อนการทำงานร่วมกันของชุมชนในหลายระดับ ทั้งการเดินทาง การใช้ทรัพยากร การบริการสาธารณะ ความหนาแน่นของนักท่องเที่ยว ตลอดจนคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งช่วยให้เยาวชนสามารถเข้าใจปัญหา วิเคราะห์ข้อมูล และพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม

    เราภูมิใจมากที่กิจกรรมครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากเยาวชนทั่วประเทศอย่างล้นหลาม มีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 568 คน จาก 115 ทีม 86 สถาบันการศึกษา ทั้งระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ครอบคลุม 

    26 จังหวัดจาก 5 ภูมิภาค ทั่วประเทศ ที่สำคัญคือความหลากหลายของผู้เข้าแข่งขัน หลายทีมรวมตัวกันจากต่างโรงเรียน ต่างมหาวิทยาลัย ต่างจังหวัด ซึ่งทั้งหมดคือพลังร่วมของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนสังคม และได้คัดเลือก 15 ทีม เพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ” 

    สำหรับโจทย์การแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศคือ ‘การวิเคราะห์ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่นิมมานเหมินทร์ จังหวัดเชียงใหม่’ ซึ่งเป็นย่านที่เต็มไปด้วยศักยภาพ ทั้งทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การบริโภค และพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจโจทย์ ที่ได้จากการสำรวจปัญหาในพื้นที่ย่านนิมมานเหมินทร์ ได้แก่ ปัญหาการจราจรและที่จอดรถ ปัญหา ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และความท้าทายในการกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวในพื้นที่นอกเมือง โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องเลือกประเด็นใดประเด็นหนึ่ง หรือเชื่อมโยงหลายประเด็นเข้าด้วยกันเพื่อนำไปสู่

    การพัฒนาแนวคิด และแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์และมีศักยภาพในการนำไปใช้ได้จริง

    โดยข้อมูลที่ใช้สำหรับการแข่งขันเป็นข้อมูลจากหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องและเกี่ยวเนื่องกับพื้นที่ย่านนิมมานเหมินทร์ เช่น ข้อมูลสถานที่น่าสนใจ (Point of Interest: POI) ที่ครอบคลุมร้านค้า ร้านอาหาร และบริการอื่น ๆ ในพื้นที่ ข้อมูลการเคลื่อนตัวของนักท่องเที่ยว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหนาแน่น และรูปแบบการเดินทางภายในพื้นที่ และข้อมูลจราจรซึ่งสะท้อนถึงสภาพการเดินทาง และจุดที่อาจมีปัญหา เรื่องความคับคั่ง หรือขาดแคลนพื้นที่จอดรถ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำการตรวจสอบความสมบูรณ์ของชุดข้อมูล และจัดเตรียมข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่พร้อมใช้งาน จากนั้นจึงนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการออกแบบแนวคิด หรือโซลูชันที่ตอบสนองต่อโจทย์ของการแข่งขันโดยเน้นการสร้างผลงานที่ใช้ข้อมูลเป็นฐานในการขับเคลื่อน สร้างมูลค่าเพิ่มจากข้อมูล และเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคธุรกิจ หรือหน่วยงานในพื้นที่อย่างชัดเจน โดยผลการแข่งขัน BDI Hackathon 2025 ปรากฏว่าทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศและได้รับ ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้kกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่

    • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Ruby-chan! Hai! Nani ga suki ประกอบด้วย นางสาวจิราภรณ์ จันธิวงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, นายศวิษฐ์ โกสียอัมพร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, นางสาวพิมณภัทร คูวุฒยากร โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย, นายกฤต วินิจฉัยกุลมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายอัญญาฤทธิ์ จ๊ะราจา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมวิศวะลูกพ่อหลุยส์ ประกอบด้วย นายอมร พันธุรัตน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายณภัทร เจริญกิจ มหาวิทยาลัยมหิดล, นายกันต์ธีร์ วัฒนานันท์ โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย, นายธนณัฏฐ์ เอี้ยวพาเจริญ โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย และนายณรัก ชัยแก้ว โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย

    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม anomaly ประกอบด้วย นายธีร์ เหมจินดา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายธีร์จุฑา ศรีวรานนท์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายภูริณัฐ นลอาสา มหาวิทยาลัยขอนแก่น, นายธนพัฒน์ แช่มเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และนางสาวเจนตา วงศ์เลิศสกุล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    ด้านนายศวิษฐ์ โกสียอัมพร ผู้แทนจากทีมชนะเลิศ “Ruby-chan! Hai! Nani ga suki?” กล่าวถึงประสบการณ์บนเวที BDI Hackathon 2025 ว่า “ความท้าทายสำคัญคือการพัฒนาไอเดียให้ตอบโจทย์ ภายในเวลา 24 ชั่วโมง ภายใต้เป้าหมายการกระจายรายได้สู่ชุมชน ทีมจึงร่วมกันสร้างสรรค์แอปพลิเคชัน “YEEPING (ยี่ปิง)” แพลตฟอร์มเพื่อการท่องเที่ยวภายในจังหวัดเชียงใหม่ที่เน้นการหาสถานที่ที่ใช่ ผจญภัยในแบบที่คุณชื่นชอบ โดยนำเทคโนโลยี AI และโมเดล LLM มาวิเคราะห์ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่นักท่องเที่ยวสนใจ เพื่อค้นหาเส้นทางท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับพฤติกรรมรายบุคคล นักท่องเที่ยวสามารถออกแบบทริปได้ด้วยตนเอง เริ่มจากนักท่องเที่ยวเลือกวางแผนการท่องเที่ยวภายในแอปฯ และเดินทางไปเช็กอินในสถานที่ตามแผน เพื่อเก็บแต้มและรับส่วนลดจากร้านค้า หรือโรงแรมโดยรอบย่านนิมมานฯ ทำให้เกิดการเดินทางและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างแท้จริง”

    “ข้อมูลและนวัตกรรมดิจิทัลจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่เป็นเครื่องมือที่ทุกคนสามารถใช้เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้กับเมืองและสังคมได้จริง เราเชื่อว่าแนวคิดจากเวทีนี้ คือ จุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนเมืองให้ดีขึ้น และก้าวไปสู่การมีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตและกำหนดทิศทางนโยบายอย่างแท้จริง ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้ยังสอดคล้องกับภารกิจของ BDI ในการเป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ ในการส่งเสริมให้มีบุคลากรที่สามารถใช้งาน AI (AI User) อย่างน้อย 10 ล้านคน, ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน AI (AI Professional) อย่างน้อย 90,000 คน และนักพัฒนา AI (AI Developer) อย่างน้อย 50,000 คน ภายในระยะเวลา 2 ปี” ดร.สุนทรีย์ กล่าวสรุป 

    สามารถติดตามอัปเดตข้อมูลและกิจกรรมต่าง ๆ ของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ได้ทางเว็บไซต์ https://bdi.or.th/ และ Facebook: BDI – Big Data Institute

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/relation/445862&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i0267TpbRkSEvQpYXojju

  • ตำรวจท่องเที่ยว “โชว์รถปฏิบัติการอัจฉริยะ” ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวภูเก็ต | TOPNEWS

    ตำรวจท่องเที่ยว “โชว์รถปฏิบัติการอัจฉริยะ” ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวภูเก็ต | TOPNEWS

    วันที่ 10 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. เปิดตัวเทคโนโลยี AI – Mobile Unit กล้องอัจฉริยะ + Body Cam + จุดรับแจ้งเหตุ แนะนำแอป TPB-APP ที่เชื่อมต่อกับ ตม. และ กพท. ให้ความช่วยเหลือ 24 ชม. มั่นใจ ปลอดภัย อุ่นใจตลอดการเดินทางในประเทศไทย

    ภูเก็ตปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยกล้อง AI อัจฉริยะ เพียงแค่ติดตั้งได้ไม่นาน ระบบกล้อง AI ของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ที่เชื่อมต่อฐานข้อมูลกับ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ก็สามารถตรวจพบผู้ต้องหาตามหมายจับได้หลายรายในจังหวัดภูเก็ต

    ขณะนี้ได้มีการทยอยติดตั้งกล้องในหลายจุดทั่วเกาะ เพื่อเพิ่มมาตรการความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ เพราะความสุขของการท่องเที่ยว เริ่มจากความปลอดภัยที่มั่นใจได้ — ภูเก็ต ยินดีต้อนรับทุกการเดินทาง

    จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOP NEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1309441&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23C-x5npcIabLV9FFrt_zM

  • เที่ยว  50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สุขใจเสริมมงคล สานสัมพันธ์ ไทย-จีน

    เที่ยว 50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สุขใจเสริมมงคล สานสัมพันธ์ ไทย-จีน

    10 ก.ย. 2568

    50 views

    ขนาดตัวอักษร

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชู “คฑา ชินบัญชร” นำเที่ยว ” 50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สุขใจเสริมมงคล” สานสัมพันธ์ ไทย-จีน 

    คุณวัจนันท์ ศิลปวรณ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมพันธมิตร PT Max card ,C.P.Land ,Sixt ,X Peng จัดกิจกรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อเผยแผ่ ประเพณี วัฒนธรรม การดำเนินชีวิต ที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชน และศาลเจ้าจีน ในแต่ละพื้นที่ อันมีความงดงาม ของสถานที่ วิถีชีวิตที่แตกต่างกันไปในแต่ละชุมชน โดยมี คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์เที่ยวไทยรับพลังบวก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นผู้นำเสนอเส้นทางสายศรัทธา โดยมี พร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ เยี่ยม เศรษฐบุตร ภูมน สมดี อภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ดร.สุเทพ อารมณ์รักษ์  ศศินันท์ ออลแมนด์ ร่วมงาน

    คุณพร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด บริษัทในเครือพีทีจี ร่วมจัดกิจกรรม สมาชิก Max Card แชะ&แชร์ ส่งรูปถ่ายพร้อมบอก เล่าประสบการณ์ การท่องเที่ยวศาลเจ้าจีน คอนเทนต์โดนใจกรรมการมากที่สุด สำหรับรางวัล ทริปท่องเที่ยวสุด exclusive กับ อ.คฑา ชินบัญชร จำนวน 5 รางวัล (รางวัลละ 2 ที่นั่ง)

    คุณเยี่ยม เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการ กลุ่มงานธุรกิจโรงแรม บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารโรงแรมในเครือฟอร์จูน กล่าวว่า “โรงแรมในเครือฟอร์จูนยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวตามโครงการ เที่ยว 50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สานสัมพันธ์ 50 ปี ไทย–จีน ด้วยสิทธิพิเศษ สำหรับสมาชิกผู้ถือบัตร MAX CARD เมื่อจองห้องพักทุกประเภทกับโรงแรมในเครือฟอร์จูน กรุ๊ป               


    คุณศศินันท์ ออลแมนด์ ผู้อำนวยการบริหาร กลุ่มงานการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า “โครงการนี้ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชนท้องถิ่น พร้อมกันนี้ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของ ซี.พี.แลนด์ในการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างไทยและจีน ตลอดจนการยกระดับประสบการณ์การเดินทางของนักท่องเที่ยว ภายใต้พันธกิจ ‘คุณภาพเพื่อทุกชีวิต’ ภายใต้กลุ่มธุรกิจฟอร์จูนกรุ๊ป เป็นกลุ่มโรงแรมภายใต้การบริหารของ CP LAND (ซี.พี. แลนด์) ที่มุ่งมั่นพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบาย ความคุ้มค่า และความประทับใจในทุกมิติ”

    คุณภูมน สมดี ผู้จัดการทั่วไป ซิกท์ เร้น อะ คาร์ ให้บริการรถเช่าทั้งแบบชื้อเพลิงและรถไฟฟ้าที่มีให้เลือกหลายรุ่น หลายขนาด ทั้งรถ Xpeng G6 / Zeeker X / AION Y / BYD ATTO3 ราคาพิเศษ

    คุณอภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอ็กซ์เผิง เปิดตัวรถไฟฟ้ายนตกรรมอัจฉริยะ XPeng X9 และ G6 มาจัดแสดงถึงศักยภาพในการขับขี่ เพิ่มความสะดวกในการเดินทางด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยและมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง และจัดทริปเดินทาง สำหรับลูกค้า X Peng 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mcot.net/view/8leUr4os&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Cr9rVYJEstaQm1ygT8zGw

  • สื่อนอกตีแผ่ กรีซคือ “ประเทศไทยแห่งยุโรป” ท่องเที่ยวบูม แต่ประชาชนลำบาก

    สื่อนอกตีแผ่ กรีซคือ “ประเทศไทยแห่งยุโรป” ท่องเที่ยวบูม แต่ประชาชนลำบาก

    สื่อต่างชาติตีแผ่วิกฤตในกรีซ แม้การท่องเที่ยวจะสร้างรายได้มหาศาล แต่กลับชาวกรีกเกือบครึ่งประเทศไม่สามารถไปเที่ยวพักร้อนในบ้านของตัวเองได้ จนขนานนามว่า “ประเทศไทยแห่งยุโรป”

    ท่ามกลางนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หลั่งไหลเข้าไปสัมผัสความงดงามของชายหาดและหมู่เกาะในประเทศกรีซอย่างล้นหลาม กลับมีเสียงสะท้อนอันน่าเจ็บปวดจากคนท้องถิ่นที่กำลังถูกความสำเร็จ ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวผลักไสออกจากวันหยุดพักผ่อนซึ่งเคยเป็นประเพณีสำคัญของตนเอง จนเกิดเป็นคำกล่าวที่ว่า “เราคือประเทศไทยแห่งยุโรป” เป็นการสะท้อนถึงความรู้สึกที่ว่าพวกเขามีหน้าที่เพียงเพื่อบริการให้ผู้อื่นได้เพลิดเพลินในบ้านของตัวเอง

    เสียงสะท้อนจากคนท้องถิ่น “ชายหาดว่างเปล่า ยอดขายตั๋วลด 50%”

    แม้กรีซจะต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 36 ล้านคนในปีที่ผ่านมา แต่บรรยากาศการท่องเที่ยวของคนในประเทศกลับซบเซาลงอย่างน่าใจหาย พนักงานขายตั๋วเรือเฟอร์รี่ในเมืองพีรีอัสเผยว่า ยอดขายตั๋วลดลงถึง 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ ผู้ประกอบการกีฬาทางน้ำบนเกาะเอจีนาที่เคยคึกคัก กล่าวว่า “ปีนี้เก้าอี้ชายหาดเหล่านั้นว่างเปล่า”

    หญิงสาววัย 28 ปี ที่มีรายได้ 850 ยูโรต่อเดือน (ประมาณ 31,000 บาท) คือภาพสะท้อนของคนรุ่นใหม่ที่การไปเที่ยวเกาะในฝันกลายเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อม “ฉันไม่สามารถจ่ายค่าห้องคืนละ 200 ยูโร (ประมาณ 7,400 บาท) ได้อีกแล้ว” เธอกล่าว

    เปิดสถิติสุดช็อก ชาวกรีกครึ่งประเทศอดเที่ยวพักร้อน

    ความรู้สึกดังกล่าวได้รับการยืนยันด้วยผลการศึกษาจากสหภาพผู้บริโภควัยทำงานของกรีซ (EEKE) พบว่า ชาวกรีก 1 ใน 2 คน จะไม่ได้ไปเที่ยวพักผ่อนในปีนี้ สอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งยุโรป (Eurostat) ที่ระบุว่า 46% ของชาวกรีกไม่สามารถจ่ายค่าที่พักสำหรับวันหยุดยาวหนึ่งสัปดาห์ได้ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของสหภาพยุโรปที่ 19% อย่างน่าตกใจ

    ทั้งหมดนี้มีสาเหตุหลักมาจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นสวนทางกับค่าจ้างเฉลี่ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ตัวอย่างเช่น ค่าโดยสารเรือเฟอร์รี่สำหรับครอบครัว 4 คนพร้อมรถยนต์ อาจสูงถึง 450 ยูโร (ประมาณ 16,700 บาท) ในขณะที่เงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 1,342 ยูโร (ประมาณ 49,900 บาท) เท่านั้น

    ชายหาดที่สวยงามของประเทศกรีซเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ
    ภาพจาก: Memphis Tours

    การท่องเที่ยวบูม แต่ค่าจ้างนิ่ง

    นี่คือความย้อนแย้งที่น่าเจ็บปวดของเศรษฐกิจกรีซ ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้มหาศาลถึง 2.17 หมื่นล้านยูโร และช่วยให้รัฐบาลลดภาระหนี้สาธารณะลงได้ แต่ความสำเร็จนั้นกลับทำให้ราคาทุกอย่างในประเทศพุ่งสูงขึ้น ทั้งค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าอาหาร จนคนท้องถิ่นไม่สามารถสู้ราคาได้อีกต่อไป

    ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตัน กล่าวว่า “ชาวกรีกกำลังถูกผลักดันออกจากความสุขในสิ่งที่เคยเป็นประเพณีของพวกเขา เนื่องจากสู้ราคาไม่ไหว”

    คำมั่นจากรัฐบาลและความหวังที่เลือนราง

    แม้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีคีรีอากอส มิตโซตากิส จะให้คำมั่นสัญญาว่าจะลดภาษีและเพิ่มค่าจ้างโดยเฉลี่ยเป็น 1,500 ยูโรภายในปี 2570 แต่สำหรับชาวกรีกจำนวนมาก ความช่วยเหลือดังกล่าวยังดูเลือนราง

    อาริส อาพิเคียน พนักงานร้านขายพรมในกรุงเอเธนส์ ได้สรุปความรู้สึกของคนท้องถิ่นไว้ว่า “ในขณะที่ชาวต่างชาติใช้ชีวิตในฝันของพวกเขาที่กรีซ เรากลับต้องเผชิญกับด้านที่เลวร้ายของทุกสิ่ง ผมคิดว่าตอนนี้เราเริ่มเข้าใจแล้วว่า ในเมื่อเราไม่สามารถลาพักร้อนได้แม้แต่สัปดาห์เดียว คนที่แพ้จริง ๆ ก็คือพวกเราชาวกรีกนี่เอง”

    ที่มา: The Guardian

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Suriyen J.

    Suriyen J.

    นักเขียนบทความข่าว จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาปรัชญาและศาสนา มีประสบการณ์กับสำนักข่าวระดับประเทศ ชื่นชอบด้านสังคม การเมือง ต่างประเทศ ทำให้สามารถสร้างคุณค่าผ่านงานเขียน เพื่อให้ผู้อ่านได้ประโยชน์ครบทุกมิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1455234/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-nxwknT5JUxbDlbDf_zMR

  • BDMS ผนึกรพ.พื้นที่ท่องเที่ยว รับQ4ไฮซีซั่นต่างชาติ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    BDMS ผนึกรพ.พื้นที่ท่องเที่ยว รับQ4ไฮซีซั่นต่างชาติ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น –  BDMS ครึ่งหลังเข้าสู่ไฮซีซั่นกลุ่มลูกค้าท่องเที่ยวเจาะกลุ่มต่างชาติเต็มสูบ ภายหลังผนึกรพ.ในจังหวัดท่องเที่ยวรองรับ โบรกลุ้นกำไรทั้งปีทะยานแตะ 1.7 หมื่นลบ.

    BDMS หรือ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ โดย บล.เอเอสแอล ระบุว่า แนวโน้ม Q3/68 จะยังสามารถเติบโตได้ YoY แม้จะมีฐานที่สูงจากโรคระบาด ในปีก่อน เมื่อพิจารณาผู้ป่วยต่างชาติคาดยังมีโมเมนตัมเติบโตต่อเนื่อง แม้ว่า ในช่วงของเดือน ก.ค. จะชะลอตัวลง  แต่กลุ่มคนไข้ยุโรป ยังเติบโต(+2%) และตะวันออกกลางเติบโต (+4%) คาดกำไรทั้งปี 68 ที่ 1.7 หมื่นลบ.และรายได้แตะ 1.15 แสนลบ.

    Q4/รายได้ฟื้นรับท่องเที่ยว

    ด้าน บล.กรุงศรี ระบุว่า คาดงบช่วง Q4/68 รายได้จะฟื้นตัวจากโรคระบาด และเป็นช่วง High season ของการท่องเที่ยว ซึ่งมีเครือข่าย รพ.ในจังหวัดท่องเที่ยว ได้แก่ ภูเก็ต, ระยอง, พัทยา และเชียงใหม่ จะผลบวกของลูกค้าต่างชาติเพิ่มขึ้น

    ขยายชุมชนคลีนิกแตะ70แห่ง

    นอกจากนี้ในช่วงครึ่งหลัง BDMS มี แผนเร่งสร้างการเติบโตรายได้ด้วยการขยายคลีนิกชุมชนอีก 11 แห่ง ในพื้นที่ กรุงเทพ และ ต่างจังหวัด ทำให้ปีนี้จะมีจำนวนคลีนิกทั้งสิ้นเพิ่มเป็นกว่า 70 แห่ง เพื่อเพิ่มการใช้บริการ OPD ลูกค้าทั่วไปและประกันสังคมคาดกำไรทั้งปี 68 ที่ 1.6 หมื่นลบ. แนะ “ซื้อ” เป้า 28 บ./หุ้น

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/10/577073/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35KNXYsDU2ngLlV-KMW3Va

  • V

    V

    ‘บมจ.วีรันดา รีสอร์ท’ หรือ VRANDA เผยภาพรวมท่องเที่ยวไทยไตรมาส 3/2568 ฟื้นตัว โดยในเดือนสิงหาคม 2568 โรงแรม ‘วีรันดา คอลเลกชัน สมุย’ และ ‘วีรันดา รีสอร์ท ภูเก็ต’ ทำรายได้สูงสุดเป็นสถิติตั้งแต่เปิดโรงแรม มั่นใจรายได้เติบโตต่อเนื่องจากกลยุทธ์ขยายโรงแรมใหม่และการจับมือกับเชนระดับโลกอย่าง Marriott เพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    นายภวัฒก์ องค์วาสิฏฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ VRANDA ผู้นำธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจไลฟ์สไตล์ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดท่องเที่ยวไทยไตรมาส 3/2568 ฟื้นตัวอย่างชัดเจนหลังผ่านพ้นจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา สะท้อนจากในเดือนสิงหาคม 2568 มีโรงแรมสามารถทำรายได้สูงสุด ได้แก่ โรงแรมวีรันดา คอลเลกชัน สมุย – ร็อคกี้ รีสอร์ท (Veranda Collection Samui – Rocky’s Resort) ซึ่งมีอัตราการเข้าพักสูงถึง 90% และราคาห้องพักเฉลี่ยต่อคืน 6,690 บาท ขณะที่โรงแรมวีรันดา รีสอร์ท ภูเก็ต, ออโตกราฟ คอลเล็คชั่น (Veranda Resort Phuket, Autograph Collection) มีอัตราเข้าพักถึง 67% และราคาห้องพักเฉลี่ยต่อคืน 5,865 บาท อีกทั้งยังเป็นโรงแรมใหม่ในภูเก็ตที่ได้คะแนนดี เป็นอันดับ 1 โรงแรม Luxury 5 ดาว ใน จ.ภูเก็ต โดยได้คะแนนเต็ม 5.0 จาก Tripadvisor แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการเพิ่มห้องพักในจุดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของประเทศ ช่วยให้ผลประกอบการภาพรวมดีขึ้นแม้ว่าโรงแรมในพื้นที่อื่นๆจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเล็กน้อยก็ตาม

    ทั้งนี้ คาดการณ์การท่องเที่ยวไทยไตรมาส 4 ปี 2568 จะคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นไฮซีซัน จึงเป็นโอกาสที่วีรันดาฯ จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นจากการบริหารจัดการที่ดี พร้อมกลยุทธ์ที่ชัดเจน เช่น การเปิดโรงแรมใหม่ในภูเก็ตและการร่วมมือกับ Marriott ตลอดจนการได้รับการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่เร่งดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีการใช้จ่ายสูงเพื่อผลักดันรายได้การท่องเที่ยวให้ถึงเป้าหมาย 3 ล้านล้านบาทภายในปี 2568 ควบคู่กับการทำตลาดภายในประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://gotomanager.com/content/141400/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s8DUA6xv7RYS5HctMKIvE

  • คิง เพาเวอร์ ขยายธุรกิจ นำร่องเปิดที่จีน ประเดิมเซี่ยงไฮ้

    คิง เพาเวอร์ ขยายธุรกิจ นำร่องเปิดที่จีน ประเดิมเซี่ยงไฮ้

    คิง เพาเวอร์ ขยายธุรกิจ นำร่องเปิดที่จีน ประเดิมเซี่ยงไฮ้

    คิง เพาเวอร์ รุกตลาดต่างประเทศ ตั้งบริษัทใหม่ในเซี่ยงไฮ้ พร้อมเปิดร้านอาหารและขนมไทยในสนามบินผู่ตง วางหมากนำร่องสู่การขยายธุรกิจระดับโลก

    คิง เพาเวอร์ รุกตลาดต่างประเทศ ตั้งบริษัทใหม่ในเซี่ยงไฮ้ พร้อมเปิดร้านอาหารและขนมไทยในสนามบินผู่ตง วางหมากนำร่องสู่การขยายธุรกิจระดับโลก

    กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เปิดเกมรุกเชิงกลยุทธ์ เดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งบริษัท Shanghai King Power Commerce Co., Ltd. ที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน หนึ่งในตลาดที่ใหญ่และมีศักยภาพสูงสุดของโลก เพื่อสร้างฐานธุรกิจค้าปลีกการท่องเที่ยวระยะยาวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีสากล

    โครงการนำร่องเริ่มต้นด้วยการเปิด 2 ธุรกิจ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง สนามบินหลักที่มีผู้โดยสารนับร้อยล้านคนต่อปี ได้แก่ ร้าน “TAI HAI TAO” จำหน่ายขนมและอาหารไทยสำเร็จรูปคุณภาพ และร้าน “SOMBAT THAI” ที่นำเสนออาหารไทยแท้จากวัตถุดิบคุณภาพสูงส่งตรงจากประเทศไทย นับเป็นการวางตำแหน่งแบรนด์ไทยในทำเลที่มีนักท่องเที่ยวและนักเดินทางจากทั่วโลกหมุนเวียนตลอดเวลา

    นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการบริหาร คิง เพาเวอร์ ระบุว่า การเข้าสู่ตลาดจีนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายธุรกิจต่างประเทศ แต่ยังเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในตลาดที่มีอิทธิพลสูงต่อเศรษฐกิจโลก พร้อมย้ำว่าประสบการณ์ในจีนจะเป็นต้นแบบต่อยอดสู่ภูมิภาคอื่น ๆ

    คิง เพาเวอร์ ขยายธุรกิจ นำร่องเปิดที่จีน ประเดิมเซี่ยงไฮ้

    การรุกตลาดจีนของคิง เพาเวอร์ มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ทั้งการส่งออกสินค้าและวัตถุดิบไทย การยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก และการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับแบรนด์ไทย นอกจากนี้ยังช่วยเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยผ่านการเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารและสินค้าไทยสู่สายตานักเดินทางนานาชาติ

    ด้วยกลยุทธ์นำร่องในเซี่ยงไฮ้ คิง เพาเวอร์ไม่เพียงย้ำบทบาทความเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยว แต่ยังวางรากฐานเพื่อก้าวสู่ผู้เล่นระดับโลก พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีนานาชาติ

    คิง เพาเวอร์ ขยายธุรกิจ นำร่องเปิดที่จีน ประเดิมเซี่ยงไฮ้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/730197&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tm1yhJKEe8SeZwdV2J91B

  • ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประชุมเตรียมความพร้อมหน่วยงานในสังกัด รองรับการเข้ารับตำแหน่ง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา คนใหม่

    ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประชุมเตรียมความพร้อมหน่วยงานในสังกัด รองรับการเข้ารับตำแหน่ง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา คนใหม่

    วันที่ 10 กันยายน 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมของหน่วยงานในสังกัด เนื่องในโอกาสการเข้ารับตำแหน่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้สังกัดกระทรวงฯ

    การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญเพื่อพิจารณาแนวทางการเตรียมการต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงการจัดทำข้อมูลสาระสำคัญของแต่ละหน่วยงาน โดยเรียงลำดับตามความสำคัญ การนำเสนอประเด็นปัญหาและอุปสรรคที่ควรเร่งแก้ไข ตลอดจนการจัดทำข้อเสนอ “Quick Win” ของแต่ละหน่วยงาน ที่สามารถดำเนินการให้เห็นผลลัพธ์ได้ภายในระยะเวลา 4 เดือน

    ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานในสังกัด เพื่อให้การขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อวิสัยทัศน์และนโยบายของรัฐมนตรีที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ พร้อมกันนี้ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมในระยะสั้น ควบคู่กับการวางแผนพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาวการประชุมในครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความพร้อมของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและภารกิจที่เกี่ยวข้องให้สามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของประชาชน และเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวและกีฬาในระดับภูมิภาคและระดับโลกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/240922&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eJ0FdXUa-33dfqiNqkqgF

  • 10 รองพื้น ยี่ห้อไหนดี 2025 ปกปิดคุมมัน ติดทนนาน ในราคาหลักร้อย

    10 รองพื้น ยี่ห้อไหนดี 2025 ปกปิดคุมมัน ติดทนนาน ในราคาหลักร้อย

    การเลือกรองพื้นสูตรคุมมัน นอกจากจะช่วยให้เมกอัพติดทนแล้ว ยังไม่ทำให้เกิดคราบ หรือหน้าดูมันเงาในระหว่างวันด้วย หากใครกำลังมองหารองพื้นที่ตอบโจทย์สำหรับคนผิวมัน บทความนี้ ไทยรัฐช็อปปิ้งได้คัดเลือก 10 รองพื้นคุมมัน ติดทนนาน ให้ผิวสวยในราคาหลักร้อยมาแนะนำ จะมียี่ห้อไหนที่น่าสนใจบ้าง ติดตามได้ที่นี่

    10 รองพื้น ยี่ห้อไหนดี 2025 ผิวสวย คุมมัน ติดทน ไม่หนักหน้า

    1. Maybelline Fit Me Matte + Poreless Liquid Foundation 30 ml

    Maybelline Fit Me รองพื้นสูตรแมตต์ เนื้อสัมผัสบางเบา ให้ความรู้สึกสบายผิว ช่วยควบคุมความมันได้นานสูงสุด 16 ชั่วโมง พร้อมปกปิดได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นรูขุมขน ฝ้า กระ รอยสิว หรือจุดด่างดำ มี SPF22 PA++ ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ปราศจากน้ำมัน ไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง สามารถใช้ได้ทุกสภาพผิว แม้ผิวบอบบางแพ้ง่าย มีให้เลือก 22 เฉดสี

    2. REVLON Colorstay Makeup Combination/Oily Skin SPF15 30 ml

    REVLON Colorstay รองพื้นฝาดำในตำนาน ให้การปกปิดระดับดีเยี่ยม ช่วยควบคุมความมัน กันน้ำ กันเหงื่อ ติดทนนานตลอดวัน โดยไม่ทำให้เกิดคราบหรือสีดรอปในระหว่างวัน พร้อมปกป้องผิวจากแสงแดดด้วยค่า SPF15 ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมและน้ำมัน เหมาะสำหรับผิวมัน ผิวผสม รวมถึงผิวที่มีปัญหาสิว รอยสิว จุดด่างดำ และรูขุมขนกว้าง หรือคนที่ต้องการการปกปิดระดับสูง เพื่อผิวที่เรียบเนียน

    3. L’Oréal Paris Infaillible Fresh Wear Foundation 30 ml

    รองพื้นฝาแดงตัวดังจาก L’Oréal Paris สูตร Non-Comedogenic ไม่ทำให้รูขุมขนอุดตัน เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว รวมถึงคนเป็นสิวและผิวแพ้ง่าย เนื้อรองพื้นบางเบา เกลี่ยง่าย ให้ความรู้สึกสบายผิว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ติดทนนานสูงสุด 32 ชั่วโมง คุมมัน กันน้ำ กันเหงื่อได้ดี มี SPF25 ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด และยังมีวิตามิน C และ E ช่วยบำรุงผิวให้แลดูกระจ่างใส

    4. RAN Ultra Stay Flawless Foundation 20 ml

    RAN รองพื้นเนื้อบางเบา สูตรติดทนนาน ช่วยควบคุมความมัน ปกปิดรอยสิวหรือจุดด่างดำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ให้ผิวดูเนียนสวยตลอดวัน มี SPF20 PA++ ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ผสานสารบำรุงผิวมากมาย เช่น Lady’s Sake, Daylily Extract, Gold 24K, Defensil และ Vitamin E ช่วยเติมความชุ่มชื้นและทำให้สุขภาพผิวดียิ่งขึ้น มีให้เลือก 4 เฉดสี เหมาะกับสีผิวคนไทย

    5. Srichand Skin Booster Flawless Foundation SPF50 PA++++ 30 ml

    รองพื้นเนื้อเซรั่มจาก Srichand ผสานสารกันแดด SPF50 PA++++ และสารบำรุงผิว 86% อาทิ Hyaluronic Acid, Niacinamide, Ceramide, Multivitamin ฯลฯ ช่วยปกป้องผิว พร้อมมอบความชุ่มชื้นให้ผิวแลดูเปล่งปลั่งสุขภาพดี มอบการปกปิดผิวในระดับกลาง ช่วยปกปิดรูขุมขนและริ้วรอยเล็กๆ ได้อย่างเรียบเนียน ติดทน กันน้ำ กันเหงื่อ ควบคุมความมันนานสูงสุด 24 ชั่วโมง มีให้เลือก 6 เฉดสี

    6. KATE Real Cover Liquid Semi-Matte 30 ml

    KATE Real Cover Liquid Semi-Matte รองพื้นเนื้อแมตต์สูตรใหม่ ที่ยกระดับความติดทนและเพิ่มการปกปิดเป็น 2 เท่า พร้อมควบคุมความมัน เพื่อผิวสวยเรียบเนียนตลอดวัน ทั้งยังมีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid และ Collagen ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิว เนื้อรองพื้นเกลี่ยง่าย แนบสนิทไปกับผิว ไม่จับตัวเป็นก้อนหรือทิ้งคราบในระหว่างวัน มีให้เลือก 5 เฉดสี ตอบโจทย์สำหรับสีผิวคนเอเชีย

    7. Jovina Luminous Foundation SPF30 PA+++ 30 g

    Jovina รองพื้นเนื้อบางเบา ให้ฟินิชผิวแบบแมตต์ ช่วยควบคุมความมัน เพื่อผิวเนียนสวยตลอดวัน ปกปิดรอยแดง รอยสิว หรือจุดด่างดำได้ในระดับกลาง-สูง สามารถลงรองพื้นเพิ่มเฉพาะจุดเพื่อเพิ่มการปกปิดได้ อีกทั้งยังผสานสารสกัดจากธรรมชาติ อาทิ Miniporyl, Porphyra Umbilicalis, Centella Asiatica Extract และสารกันแดด SPF30 PA++ ช่วยลดความมัน พร้อมปกป้องผิวจากแสงแดดและรังสี UV มีให้เลือก 6 เฉดสี ตอบโจทย์ทั้งคนผิวอันเดอร์โทนเหลืองและชมพู ปราศจากสารก่อการระคายเคือง คนผิวแพ้ง่ายสามารถใช้ได้

    8. Merrezca Skin Up Liquid Foundation SPF50/PA+++ 30ml

    รองพื้น Merrezca เนื้อแมตต์ เกลี่ยง่าย เบาสบายผิว มีคุณสมบัติช่วยควบคุมความมันบนใบหน้า ให้ฟินิชผิวเนียนสวยเปล่งปลั่ง ติดทนนานตลอดวัน และมีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติช่วยบำรุงผิวและลดการระคายเคือง ไม่ว่าจะเป็นสารสกัดจากดอกคาร์โมมายล์, ต้นอาร์เทมิเซีย, ต้นเมเปิลน้ำตาล และสารสกัดจากกุหลาบร้อยกลีบ นอกจากนี้ ยังมี SPF50 PA+++ ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ปราศจากส่วนผสมของน้ำมัน จึงไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว

    9. Cute Press My Match Foundation SPF50 PA++++ 40 ml

    รองพื้น Cute Press มีให้เลือก 11 เฉดสี มาพร้อมเทคโนโลยี Trio Oil Guard มีคุณสมบัติช่วยดักจับความมันด้วยแร่ธาตุธรรมชาติ 3 รูปทรง สามารถควบคุมความมันบนใบหน้าได้นานสูงสุด 36 ชั่วโมง กันน้ำ กันเหงื่อ สีไม่ดรอปในระหว่างวัน ปกปิดรอยแดง รอยสิว หรือจุดด่างดำได้ดีในระดับหนึ่ง สามารถลงรองพื้นเพิ่มการปกปิดในบริเวณที่ต้องการได้

    10. Mistine Semi Matte Velvet Liquid Foundation SPF50 PA++++ 35g

    รองพื้น Mistine ให้ฟินิชผิวแบบ Semi-Matte สามารถปกปิดรูขุมขน จุดด่างดำ หรือริ้วรอยเล็กๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ มีเทคโนโลยี Airy Feather Film ช่วยให้เนื้อรองพื้นมีสัมผัสเนียนนุ่มและยืดหยุ่น ทาแล้วแนบสนิทไปกับผิว ไม่ทิ้งคราบหรือจับตัวเป็นก้อน ผสาน Sebum-Grabbing Powder ผงแป้งที่มีคุณสมบัติช่วยดูดซับความมัน ทำให้รองพื้นติดทนนานตลอดวัน มีให้เลือก 6 เฉดสี 

    รองพื้นที่ไทยรัฐช็อปปิ้งแนะนำ ทั้ง 10 ยี่ห้อนี้ ช่วยควบคุมน้ำมันบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี ทำให้เมกอัพติดทนนาน นอกจากจะเหมาะกับคนผิวมันแล้ว บางยี่ห้อยังปราศจากส่วนผสมที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว คนผิวบางหรือผิวแพ้ง่าย จึงสามารถใช้ได้ สำหรับคนที่ผิวมันมาก แนะนำให้เซตแป้งฝุ่นและฉีดสเปรย์ล็อกเมกอัพเพิ่มหลังแต่งหน้าเสร็จ เพื่อให้เมกอัพติดทนนานยิ่งขึ้น

    หากสนใจรองพื้นตัวไหน สามารถเลือกซื้อได้จากลิสต์ในบทความนี้ หรือเลือกดูยี่ห้ออื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ Shopee และ Lazada

    (ราคาสินค้าอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบราคาอีกครั้งก่อนสั่งซื้อ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/shopping/health-and-beauty/1000794&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iIOPMcVStGV3J9fOJIt35

  • ‘มนพร’ ย้อนรอย 21 ปี อดีตนายกทักษิณ จัด ครม.สัญจร ครั้งแรก เมื่อปี 2547 ที่นครพนม จุดเปลี่ยนด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว

    ‘มนพร’ ย้อนรอย 21 ปี อดีตนายกทักษิณ จัด ครม.สัญจร ครั้งแรก เมื่อปี 2547 ที่นครพนม จุดเปลี่ยนด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว

    ‘มนพร’ ย้อนรอย 21 ปี อดีตนายกทักษิณ จัด ครม.สัญจร ครั้งแรก เมื่อปี 2547 ที่นครพนม อนุมัติงบสร้างสะพานมิตรภาพ ข้ามโขงไทย ลาว แห่ง ที่ 3 นครพนม – คำม่วน เกิดจุดเปลี่ยนด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว

    มนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทยโพสต์ข้อความผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย แฟนเพจเฟซบุ๊ก มนพร เจริญศรี แฟนเพจ ว่า

    ย้อนรอย 21 ปี อดีตนายกทักษิณ จัด ครม.สัญจร ครั้งแรก เมื่อปี 2547 ที่นครพนม อนุมัติงบสร้างสะพานมิตรภาพ ข้ามโขงไทย ลาว แห่ง ที่ 3 นครพนม – คำม่วน เกิดจุดเปลี่ยนด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว”

    วันนี้ 9 กันยายน 2568 ถือเป็นวันสำคัญทางประศาสตร์ทางการเมือง เนื่องจากกระบวนการยุติธรรม ศาลดีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้ อดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของไทย ได้รับการบังคับโทษ จำคุก 1 ปี จากปัญหาคดีทางการเมือง ต้องบอกว่า เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ที่ต้องโทษจำคุก ในฐานะที่เป็นผู้แทน ชาวนครพนม ต้องขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัว และชื่นชมในความมีสปิริตทางการเมือง น้อมรับคำตัดสินของศาล ในฐานะประชาชนคนไทย ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่ต้องจารึก เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี คนแรกที่ต้องโทษติดคุก ทั้งที่ เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีผลงานพัฒนาประเทศ สร้างความกินดี อยู่ดี ให้ประชาชน คนไทย มาตลอด หลายนโยบาย ที่คนไทยได้ใช้ประโยชน์ จากอดีตถึงปัจจุบัน ตั้งแต่โครงการ แจกเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน พักหนี้เกษตรกร แก้หนี้นอกระบบ และอีกหลายโครงการ ล้วนเกิดประโยชน์ ต่อประชาชนคนไทย

    ทักษิณ

    มาถึงวันนี้ ต้องอดพูดถึงไม่ได้ ว่า อดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของไทย เป็นอีกคนสำคัญ ที่มีส่วนจุดเริ่มต้นสร้างความเปลี่ยนแปลง ด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ของ จ.นคพรนม ย้อนไปเมื่อปี 2547 อดีตนายก ทักษิณชินวัตร มีการนำคณะรัฐมนตรี มาจัดประชุมสัญจรครั้งแรก ของ จ.นครพนม มีการอนุมัติโครงการที่สำคัญให้กับ จ.นครพนม คือโครงการสร้างสะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่ 3 ข้ามแม่น้ำโขง นครพนม-คำม่วน เชื่อมไปยัง ลาว เวียดนาม และจีน งบประมาณกว่า 1,700 ล้านบาท รวมถึงการผลักดันก่อตั้งมหาวิทยาลัยนครพนม สร้างโอกาส สร้างอนาคต ทางการศึกษา แก่ลูกหลานเยาวชน 

    นอกจากนี้ ยังได้เห็นความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ไทยกับเวียดนาม เนื่องจากลุงโฮ  อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ เคยมาพำนัก ที่ บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม ในช่วงปี 2471 – 2473 ก่อนที่จะกลับไปกอบกู้เอกราช ทั้งนี้อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ได้ผลักดันสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ หมู่บ้านมิตรภาพไทยเวียดนาม ที่บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม โดยมี อดีต นายกทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิด เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2547 กลายเป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ของนครพนม ต่อมาทางเวียดนาม ได้สนับสนุนงบประมาณ ดำเนินการก่อสร้างอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ หรือ ลุงโฮ  อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ เมื่อปี 2559 กลายเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ ของนครพนม

    ในฐานะที่เป็น ตัวแทนของชาวนครพนม รวมถึงมีตำแหน่ง สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย ได้เคยทำงานร่วมกับ ท่าน อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร มาตลอด ขอชื่นชม เป็นกำลังใจ และขอขอบพระคุณ ที่ได้เห็นความสำคัญของการพัฒนาประเทศ รวมถึง พัฒนา จ.นครพนม ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวชินวัตร ที่ได้ทุ่มเท เสียสละ ทำหน้าที่อาสารับใช้ ดูแลประชาชน ถือว่าท่าน ได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ยืนยันว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ยังนึกถึงคุณประโยชน์ที่ทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง ถึงแม้จะเจออุปสรรคปัญหาทางการเมือง ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ ให้ท่าน อดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร ได้กลับมา สนับสนุนการทำงานของพรรคเพื่อไทย พาประเทศชาติเดินต่อไปข้างหน้า เพราะพรรคเพื่อไทย หัวใจ คือประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/uBE3_fDYD&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MIh9oq3zVjuHjn92Ghqfi