Category: ท่องเที่ยว

  • เพื่อไทยรักษาเก้าอี้เชียงราย สง่า พรมเมือง ชนะเลือกตั้งซ่อมสส.

    เพื่อไทยรักษาเก้าอี้เชียงราย สง่า พรมเมือง ชนะเลือกตั้งซ่อมสส.

    เพื่อไทยรักษาเก้าอี้เชียงราย สง่า พรมเมือง ชนะเลือกตั้งซ่อมสส.

    พรรคเพื่อไทยคว้าชัยเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 อย่างถล่มทลาย “สง่า พรมเมือง” กวาดคะแนนกว่า 42,000 เสียง ทิ้งห่าง “สุทัศน์ ยาละ” พรรคประชาชน กว่า 24,000 คะแนน “แพทองธาร” โพสต์ขอบคุณทุกความไว้วางใจ ย้ำเดินหน้าทำงานเต็มที่เพื่อพี่น้องประชาชน

    การเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2568 จัดขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างลง หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน” พรรคเพื่อไทย พ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส. ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการนับแล้วกว่า 91%

    ปรากฏว่า นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ได้ 42,037 คะแนน ส่วน นายสุทัศน์ ยาละ พรรคประชาชน ได้ 17,573 คะแนน ห่างกันมากถึง 24,464 คะแนน ถือเป็นการรักษาเก้าอี้ของพรรคเพื่อไทยไว้ได้

    ภายหลังทราบผล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความยินดี ระบุ “ขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่ชาวเชียงรายมอบให้พรรคเพื่อไทย เราจะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของคนไทยทุกคน”

    ด้านนายสง่า กล่าวภายหลังว่า ระหว่างการหาเสียงได้ลงพื้นที่พบปะประชาชน ได้รับเสียงตอบรับดี และมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะทำงานเพื่อพี่น้องอย่างสุดความสามารถ โดยเฉพาะประเด็นการเกษตร การท่องเที่ยว และการคมนาคมในพื้นที่

    ประวัติ “สง่า พรมเมือง”

    การศึกษา: ปริญญาตรีวิศวกรรมไฟฟ้า, ปริญญาโท MBA ม.แม่ฟ้าหลวง

    การทำงาน: อดีต ส.อบจ.เชียงราย เขต อ.เชียงแสน (สมัยแรก 1 ก.พ. 2568), ผู้บริหารบริษัท วันดีพืชผลการเกษตร และบริษัท วันดีโลจิสติกส์

    บทบาทสังคม: ปี 2566 นายกสโมสรโรตารีเชียงแสน, ปี 2567 เลขาธิการสโมสรโรตารี, คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ สภ.เชียงแสน

    จุดแข็ง: ความรู้ด้านเกษตร และวิสัยทัศน์พัฒนาท่องเที่ยว-คมนาคมเชียงราย

    ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้สรุปผลการนับคะแนนการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อทั้งหมด 133,960 คน ครอบคลุม 285 หน่วยเลือกตั้งใน 5 อำเภอ ได้แก่ เชียงแสน เชียงของ ดอยหลวง เวียงแก่น และแม่จัน ปรากฏว่ามีผู้มาใช้สิทธิ 79,288 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 59.19 ของผู้มีสิทธิทั้งหมด

    กกต.ได้จัดสรรบัตรเลือกตั้งรวม 137,640 ใบ โดยมีการใช้จริง 79,288 ใบ แบ่งเป็นบัตรดี 65,477 ใบ คิดเป็นร้อยละ 82.58 ของบัตรที่ใช้ทั้งหมด บัตรเสีย 3,072 ใบ คิดเป็นร้อยละ 3.87 และบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 10,739 ใบ หรือร้อยละ 13.54 ขณะที่บัตรที่เหลือจากการจัดสรรยังมีอยู่ 58,352 ใบ

    ผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการปรากฏว่า นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ได้รับคะแนนสูงสุด 45,615 คะแนน ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างนายสุทัศน์ ยาละ ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ซึ่งได้ 19,862 คะแนน อย่างชัดเจน

    ตามมาตรา 125 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 กำหนดว่าผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุดและมากกว่าคะแนนไม่เลือกผู้ใด จะถือเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง โดยหลังจากนี้สำนักงาน กกต.จะดำเนินการตรวจสอบ รวบรวมรายงานผลการนับคะแนน และพิจารณาคำร้องหรือเบาะแสที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

    หากไม่พบเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และไม่มีคำร้องคัดค้านภายในระยะเวลาที่กำหนด กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายใน 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง ตามมาตรา 127 ของกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/730402&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g8NpsMZCVAlwHwuj84RvZ

  • OR รับผลดีน้ำมันโลกลง รัฐหนุนท่องเที่ยว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    OR รับผลดีน้ำมันโลกลง รัฐหนุนท่องเที่ยว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – OR โดย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า ราคาหุ้น OR ปรับตัวเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด 23% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยได้แรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับธุรกิจในกัมพูชาที่คลี่คลายลง แม้ความตึงเครียดบริเวณชายแดนยังคงมีอยู่ แต่สถานการณ์เริ่มปรับตัวดีขึ้นตามรายงานข่าวล่าสุด

    ฝ่ายวิจัยจึงมองเห็น upside เพิ่มเติมจากราคาน้ำมันที่ลดลง ค่าการตลาดที่แข็งแกร่งขึ้น และความต้องการใช้น้ำมันตามฤดูกาลที่ได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ จึงคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ OR และปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นจาก 16.40 บาท เป็น 18 บาท (กลางปี 2569) โดยอิงกับ EV/EBITDA ที่ 8.4 เท่า

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/15/577907/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hG7aykKo2YbLKGqy9qxel

  • สสปท. ผนึกกำลังพันธมิตร ยกระดับความปลอดภัยทางน้ำ ดันพัทยาเป็นเมืองต้นแบบ

    สสปท. ผนึกกำลังพันธมิตร ยกระดับความปลอดภัยทางน้ำ ดันพัทยาเป็นเมืองต้นแบบ

    สสปท. ผนึกกำลังพันธมิตร ยกระดับความปลอดภัยทางน้ำ ดันพัทยาเป็นเมืองต้นแบบ

    สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) หรือ สสปท. จับมือกับ มูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติในพระราชูปถัมภ์ (มพฉ.) และเทศบาลเมืองพัทยา ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางน้ำให้แก่เมืองพัทยา โดยตั้งเป้าให้เป็น “ต้นแบบเมืองปลอดภัย” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว พิธีลงนามและเปิดการอบรมจัดขึ้นที่โรงแรมเดอะ ไซมีส พัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.นันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ศาสตรเมธี ดร.สุปรีดิ์ วงศ์ดีพร้อม รองประธานกรรมการมูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติในพระราชูปถัมภ์ (มพฉ.) และ นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา ให้เกียรติร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้

    ดร.นันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการ สสปท. กล่าวว่า ความปลอดภัย คือหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ เนื่องจากพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่รองรับนักท่องเที่ยวกว่า 24 ล้านคนต่อปี และสร้างรายได้กว่า 260,000 ล้านบาท ดังนั้น การอบรมหลักสูตร “ความปลอดภัยสำหรับผู้ช่วยชีวิตทางน้ำ (Lifeguard Safety Training)” จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพบุคลากรในโรงแรมและเรือท่องเที่ยว ให้มีทักษะการช่วยชีวิตที่ถูกต้องตามมาตรฐานและพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินได้จริง

    หลักสูตร “Lifeguard Safety Training” เป็นหลักสูตรเข้มข้น 2 วัน รวม 12 ชั่วโมง โดยเน้นทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติจริง ผู้ที่ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรที่มีอายุ 2 ปี และสามารถเข้ารับการอบรมทบทวนเพื่อต่ออายุได้ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการโรงแรมหรือเรือท่องเที่ยวที่สมัครเข้ารับการอบรมภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับการรับรอง T-OSH Certified 2025 Safety Training Lifeguard ซึ่งสามารถนำไปใช้ประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจได้

    ดร.นันทชัย ยังเปิดเผยถึงแผนการขยายผลการอบรมไปยังเมืองท่องเที่ยวทางน้ำอื่น ๆ ทั้งในภาคใต้ เช่น ภูเก็ต, กระบี่ และพังงา รวมถึงเมืองในภาคตะวันออกอย่าง ระยอง, จันทบุรี และตราด เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย สร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/956981&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VTFWgIzMpZkmphWAfarnU

  • สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ตอกย้ำมาตรฐานระดับสากล พร้อมยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวและการอนุรักษ์สัตว์ป่า

    สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ตอกย้ำมาตรฐานระดับสากล พร้อมยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวและการอนุรักษ์สัตว์ป่า

    สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ยังคงเดินหน้าพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่นักท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการดูแลสัตว์ป่าอย่างได้มาตรฐานระดับสากล ทั้งในด้านการจัดการ การบริการ และการสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับทุกเพศทุกวัย

    คุณมนตรา ฐานโพธิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียว เปิดเผยว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความทุ่มเทของทีมงานทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ไปจนถึงผู้ดูแลสัตว์ ที่ร่วมกันทำงานอย่างจริงจังและมีคุณภาพ ทำให้สวนสัตว์ได้รับการยอมรับในระดับประเทศและต่างประเทศ

    นอกจากนี้ สวนสัตว์เปิดเขาเขียวยังได้รับการยกย่องด้วยรางวัลThailand Tourism Awards ครั้งที่ 15 ประเภท แหล่งท่องเที่ยว (Attraction) สาขาแหล่งท่องเที่ยวนันทนาการ (Recreation) รางวัลดีเด่น Outstanding Award จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ตอกย้ำมาตรฐานและความมุ่งมั่นในการพัฒนา

    สำหรับแผนการพัฒนาต่อไปคือการยกระดับคุณภาพการให้บริการเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและหลักสูตรการเรียนรู้สำหรับทุกช่วงวัย เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสธรรมชาติและเรียนรู้เรื่องสัตว์ป่าอย่างใกล้ชิด

    ในอนาคตอันใกล้ สวนสัตว์เปิดเขาเขียวเตรียมเปิดตัวกิจกรรมและโซนใหม่ ๆ เช่น “โซนฮิปโปวินเน็ต” ที่ออกแบบให้ครอบครัวฮิปโปอยู่อย่างเป็นธรรมชาติ และโซนธีม “อเมริกาใต้” ที่กำลังดำเนินการก่อสร้าง เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับผู้มาเยือน

    ด้านมาตรการความปลอดภัย สวนสัตว์ยังคงให้ความสำคัญสูงสุด มีการกำหนดคู่มือปฏิบัติงานที่เข้มงวด มาตรการควบคุมสัตว์ดุร้าย และระบบดูแลที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้นักท่องเที่ยวมั่นใจได้ตลอดการเยี่ยมชม

    สุดท้าย คุณมนตราได้เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกท่าน มาสัมผัสความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ เรียนรู้การอนุรักษ์สัตว์ป่า และร่วมกันสนับสนุนการคืนสัตว์สู่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน พร้อมกิจกรรมที่ทั้งสนุกและมีคุณค่า


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/prnews/526561.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_T2zpWI7R1bOw6jkJRMYI

  • กทพ.หนุนทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพชีวิต

    กทพ.หนุนทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพชีวิต

    เศรษฐกิจ

    กทพ.หนุนทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพชีวิต

    วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 08.52 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    กทพ.หนุนทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพชีวิต

     นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)  เปิดเผยภายหลังนำ กรรมการ กทพ. ผู้บริหาร และสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อสำรวจแนวสายทาง “โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย” ทั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษในอนาคต เพื่อยกระดับระบบคมนาคม เชื่อมโยงเกาะสมุย  กับแผ่นดินใหญ่ให้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งที่ผ่านมาการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้จัดเวทีรับฟังความเห็นทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยแล้ว 2ครั้ง และจะจัดการประชุมเพื่อรับฟังความเห็นในครั้งที่ 3 ประมาณเดือน ธันวาคม2568 

     “กทพ.อยู่ระหว่างการศึกษาโครงการทางด่วนเชื่อเกาะสมุย ทั้งนี้ ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน และนักท่องเที่ยว นอกจากที่การเดินทางมายังเกาะสมุย จะมีเครื่องบิน และเรือเฟอร์รี่แล้ว โครงการทางด่วนก็ถือว่ารวดเร็ว โดยการเดินทางระหว่าง ต.ท้องเนียน (หาดท้องเนียน )อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช มายัง อ.เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จะใช้ระยะเวลา 20นาที จะลดระยะเวลาจากการเดินทางด้วยเรือได้ โดยปกติจะใช้เวลา1ชั่วโมงครึ่ง-2ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ก็ยังจะมีประชาชน และนักท่องเที่ยวที่ยังชื่นชอบ การเดินทางทางเรือ  ซึ่งมองว่าการสร้างทางด่วนโครงการนี้จะเป็นทางเลือกที่ดี ในการเดินทาง ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลในกรณีเจ็บป่วยกระทันหัน ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากเกาะมาสู่แผ่นดินใหญ่ เพิ่มขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว กระจายโอกาสการลงทุนและการจ้างงานในพื้นที่ ตลอดจนสร้างการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ โดยคาดการณ์ปริมาณจราจรไว้จะอยู่ที่ประมาณ 7,000-8,000คันต่อวัน  นอกจากนี้ การออกแบบสะพานทางด่วนดังกล่าวยังสามารถรองรับการเกิดแผ่นดินไหว หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างแน่นอน”นายสุรเชษฐ์  กล่าว 

     สำหรับโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย มีระยะทางประมาณ 37.41 กิโลเมตร มูลค่าลงทุนราว 55,000 ล้านบาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดโครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569 ก่อนจะนำเสนอต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลโครงการได้ในปี 2571 ก่อสร้างในปี 2572 และจะเปิดใช้ตามแผนในปี 2577  ส่วนรูปแบบการก่อสร้างประกอบด้วยสะพานหลักแบบ Cable-stayed สะพานรองแบบ Extradosed และสะพานทั่วไป เพื่อรองรับการเดินทางจากแผ่นดินใหญ่สู่เกาะสมุยโดยตรง ลดข้อจำกัดในการเดินทางทางเรือที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/446395&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2js1lLW1qA5XCPFvluT41M

  • ตร.ท่องเที่ยวบุกทลายแหล่งต้มน้ำกระท่อมรายได้วันละหมื่น ใกล้โรงเรียนกลางเกาะพะงัน ซุกยาแก้ไอเพียบ

    ตร.ท่องเที่ยวบุกทลายแหล่งต้มน้ำกระท่อมรายได้วันละหมื่น ใกล้โรงเรียนกลางเกาะพะงัน ซุกยาแก้ไอเพียบ

    15 กันยายน 2568 07:52 น. นาปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ ภูมิภาค

    เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ภายใต้การนำของ พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สารวัตรตำรวจท่องเที่ยว ได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบร้านค้าต้องสงสัยที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนเกาะพะงันศึกษา หลังได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีว่ามีการลักลอบจำหน่ายน้ำกระท่อมและยาแก้ไออย่างผิดกฎหมาย โดยปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) ที่เน้นย้ำให้กวาดล้างร้านค้าที่จำหน่ายน้ำกระท่อมและสารเสพติดใกล้สถานศึกษาในรัศมี 1,000 เมตร เพื่อป้องกันเยาวชนจากภัยร้ายของยาเสพติด

         

    จากการเข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบคนงานชาวเมียนมาร์ 2 คน คือ นางทันดา อายุ 27 ปี และ นางมยัท โน ไว อายุ 31 ปี กำลังต้มและบรรจุใบกระท่อมใส่ถุงพลาสติกเพื่อจำหน่าย ที่บริเวณหลังร้านยังพบของกลางจำนวนมาก ได้แก่ หัวเตาแก๊ส ถังแก๊สขนาดใหญ่ หม้อต้มขนาด 70 ลิตร น้ำกระท่อมแปรรูปกว่า 192 ลิตร และใบกระท่อมสดหนัก 23 กิโลกรัม

         

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ประสานให้นายวุฒิชัย (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี เจ้าของร้านเข้ามายังสถานที่ดังกล่าว ภายหลังยอมรับสารภาพว่า เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำกระท่อม รวมถึงยาแก้ไอที่ซุกซ่อนอยู่ภายในร้าน โดยร้านตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนเพียง 550 เมตร สอบถามทราบว่า แต่ละวันจะมีชาวไทยชาวต่างชาติ เข้ามาซื้อเป็นจำนวนมาก ทำให้มีรายได้ต่อวันหลัก 10,000 บาท 

    เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่นายวุฒิชัย ในหลายข้อหา ทั้งจำหน่ายและแปรรูปน้ำกระท่อมโดยไม่ได้รับอนุญาต, จำหน่ายยาแก้ไอโดยไม่มีใบอนุญาต และจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ส่วนคนงานชาวเมียนมาร์ทั้งสองถูกแจ้งข้อหา 1 .นางทันดา อายุ 27 ปี สัญชาติ เมียนมาร์ ข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” 2.นางมยัท โน ไว (Mrs.Myat Noe Wai) อายุ 31ปี สัญชาติ เมียนมาร์ ข้อหา“เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ (เสมียนตรา)” นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/651217&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aj2WECV20Y613f4676669

  • ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีธนู

    ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีธนู

    สวัสดีค่ะ ชาวราศีธนู ผู้มีพลังแห่งการไล่ล่า และเล็งเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ชีวิต จิตใจที่พร้อมจะต่อสู้ จะเสี่ยง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทั้งความคิด สติปัญญา เพื่อขึ้นไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเสมอ

    การเงิน หากจะหารายได้เพิ่มเติม ก็อยู่ในระยะไม่แน่นอน แต่ควรระวังการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรือการใช้จ่ายเพื่อคนที่รัก ใคร่ เสน่หา รวมถึง คนที่ชื่นชม ศรัทธาที่มากเกินไป ก็อาจทำให้สูญเสียเงินจำนวนมาก ที่อาจก่อภาระหนี้สินผูกพันระยะยาวได้

    การงาน กิจการ งานที่ติดต่อ สัมพันธ์กับต่างประเทศ ท่องเที่ยว การศึกษา หรือเรื่องศิลปะ บันเทิงเริงรมย์ใด ๆ ก็จะอยู่ในเกณฑ์ดี ที่จะทำให้มีชื่อเสียง โดดเด่น ดัง แต่ก็ควรระวัง จาก ไม่มีใครเขาอยากเห็นเราเด่นเกิน ก็อาจทำให้ถูกใส่ร้ายป้ายสี ที่จะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ได้เช่นกัน

    ความรัก ไปไหนไปด้วยกัน ที่จะไม่ปล่อยให้คนรัก คู่ครอง ไปไหนคนเดียวอย่างเดี่ยวโดด เพราะอาจทำให้สัมพันธ์รักห่างเหิน จนห่างหาย จนมีมือที่สามเข้ามาแทรกแซง ที่จะทำให้ทะเลาะวิวาทจนแตกหักกันได้ สำหรับคนโสด ทั้งจากการเข้าร่วมกลุ่มคณะเข้าร่วมกิจกรรมตามความเชื่อ ศรัทธาใด ๆ หรือจะเดินทางท่องเที่ยว ก็อาจเป็นโอกาสให้ได้พบรัก เจอคนถูกใจ ที่อาจร่วมสานรัก พัฒนาสัมพันธ์จนได้ครองคู่อย่างรวดเร็ว

    ครอบครัว ยังอยู่ในระยะที่ไม่ควรจะนำพาคนแปลกหน้า โดยเฉพาะที่เป็นชาวต่างชาติ เข้ามาพักพิงอาศัยในบ้าน ที่อยู่อาศัย เพราะอาจนำเหตุ/ภัยอันตรายมาให้

    คำแนะนำ จนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ดาวพฤหัสบดี ดาวประธานฝ่ายศุภเคราะห์ และที่เป็นดาวประจำตัวของชาวราศีธนู จะโคจรมาสถิต ณ เขตราศีเมถุน ที่เป็นราศีแห่งคู่ครอง หุ้นส่วน คู่สัญญา หรือคู่ศัตรู! ซึ่งนั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่า เป็นระยะที่ควรกระชับมิตรให้แนบแน่นกับพวกเขา/เธอ เหล่านั้นให้มากขึ้น ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ดี-ดีมาก ที่จะได้รับความร่วมมือ ความช่วยเหลือในทุก ๆ ให้เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องร้องขอ!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/313671/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dnXfGkQpjdYaY0IaZ6ujj

  • เงินบาทแข็งกระทบ ร้านอาหารไทย เสนอรัฐกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ

    เงินบาทแข็งกระทบ ร้านอาหารไทย เสนอรัฐกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ

    เงินบาทแข็งกระทบ ร้านอาหารไทย เสนอรัฐกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ

    ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ค่าเงินบาทของไทยได้แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือนกันยายน 2568 เมื่อเงินบาทแข็งค่าถึงระดับ 31.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นการแข็งค่าที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี นอกจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินจะส่งผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจแล้ว ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวนี้ไม่น้อย

    ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากขึ้นมีผลกระทบต่อธุรกิจหลายภาคส่วน โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่พึ่งพาลูกค้าชาวต่างชาติเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ เนื่องจากการที่เงินบาทแข็งค่าจะทำให้การท่องเที่ยวจากต่างชาติไม่คุ้มค่ามากขึ้น และอาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวประเทศไทยลดลง ส่งผลให้ร้านอาหารในประเทศได้รับลูกค้าชาวต่างชาติน้อยลง

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยข้อมูลกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่าเมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาจากประเทศที่มีสกุลเงินอ่อนค่า จะรู้สึกว่าเที่ยวในประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้การตัดสินใจในการท่องเที่ยวไทยลดลง ส่งผลกระทบต่อจำนวนลูกค้าชาวต่างชาติที่มาใช้บริการในร้านอาหาร

    นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินบาทยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจในประเทศด้วย โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่มีต้นทุนในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เช่น วัตถุดิบหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น ต้นทุนในการนำเข้าสินค้าดังกล่าวจะถูกปรับขึ้น ทำให้ร้านอาหารต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นในหลายๆ ด้าน

    เพื่อลดผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทและกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารในประเทศ นางฐนิวรรณได้เสนอแนวทางที่ภาครัฐและผู้ประกอบการสามารถร่วมมือกันปรับตัว โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศและการส่งเสริมการใช้จ่ายในประเทศ

    “การส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศจะช่วยให้ธุรกิจร้านอาหารสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว โดยการส่งเสริมให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศ และการสนับสนุนการทำโปรโมชั่นและการจัดกิจกรรมในประเทศ จะช่วยให้ร้านอาหารในประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าชาวไทยมากขึ้น” 

    หนึ่งในมาตรการที่ภาครัฐได้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ คือ โครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประชาชนในการใช้จ่ายที่ร้านอาหารและธุรกิจอื่นๆ การส่งเสริมโครงการคนละครึ่งในช่วงเวลาที่ค่าเงินบาทแข็งค่าจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน และกระตุ้นให้การใช้จ่ายภายในประเทศเติบโต

    “หากโครงการคนละครึ่งยังคงได้รับการส่งเสริมและขยายผลในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อไป จะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายภายในประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมได้”

    นางฐนิวรรณ ได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณาสนับสนุนภาคธุรกิจในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่า โดยการขยายมาตรการช่วยเหลือทางภาษีหรือการสนับสนุนที่มากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจร้านอาหารสามารถปรับตัวได้อย่างยั่งยืน และยังคงมีความสามารถในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ

    “การให้การสนับสนุนเพิ่มเติมจากรัฐบาลในรูปแบบของการปรับลดภาษีหรือการให้เครดิตทางภาษีจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าได้ และช่วยให้ธุรกิจร้านอาหารสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/638715&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw257D7UwYNR_ATy4eq1BxAh

  • ระทึก ไฟไหม้เรือด่วนโดยสาร ท่าเรือวัดราชสิงขร ล่าสุดเพลิงสงบแล้ว

    ระทึก ไฟไหม้เรือด่วนโดยสาร ท่าเรือวัดราชสิงขร ล่าสุดเพลิงสงบแล้ว

    เกิดเหตุไฟไหม้เรือด่วนโดยสาร ท่าเรือวัดราชสิงขร ถนนเจริญกรุง กทม. เชือกหลุดทำเรือลอยไปตามน้ำ ด้านเจ้าหน้าที่เร่งดับเพลิง ล่าสุดเพลิงสงบแล้ว ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ

    วันที่ 14 กันยายน 2568 เวลา 18.43 น. มีรายงานว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้เรือ บริเวณท่าเรือวัดราชสิงขร ถนนเจริญกรุง แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยยานนาวา และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการพิเศษและกู้ภัยทางน้ำ กำลังไปที่เกิดเหตุ 

    โดยลักษณะที่เกิดเหตุเป็นเรือโดยสาร เพลิงลุกไหม้เรือที่จอดเทียบท่า จำนวน 1 ลำ และลุกลามเรือที่อยู่ติดกัน 3 ลำ เบื้องต้นไม่มีผู้ติดค้าง ฝ่ายปฏิบัติการพิเศษและกู้ภัยทางน้ำ ระดมฉีดน้ำประมาณ 10 นาทีเพลิงสงบ

    เบื้องต้นบริษัทเจ้าของเรือต้นเพลิงแจ้งว่า เกิดจากไฟฟ้าที่ต่อจากท่าลงไปชาร์จแบตเตอรี่ในเรือลัดวงจร ทำให้เกิดเพลิงไหม้เรือลุกลามเสียหายจำนวน 4 ลำ

    ขณะนี้ตัวเรือลอยออกมากลางแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อไม่ให้เกิดการลุกลามพื้นที่วัดราชสิงขร และเรือลำอื่น ทั้งนี้ ไม่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต หากมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป.

    ข้อมูลจาก สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, ศูนย์วิทยุพระราม 199

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2882768&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Uwa7KP1hipGpiDEZPpFT1

  • เร่งเรียกความเชื่อมั่น

    เร่งเรียกความเชื่อมั่น

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ให้ข้อมูลว่า ตลาด Wedding & Honeymoon ของอินเดียเป็นตลาดกลุ่มความสนใจพิเศษที่มีศักยภาพสูงและเติบโตโดดเด่น เนื่องจากชาวอินเดียให้ความสำคัญกับการจัดงานแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่ ใช้เวลาจัดงานหลายวัน มีแขกผู้ร่วมงานเฉลี่ย 200-400 คนต่อครั้ง และใช้งบประมาณในการจัดงานจำนวนมาก โดยประเทศไทยถือเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์

    ด้วยจุดแข็งด้านความสวยงามและความหลากหลายของสถานที่จัดงาน ความพร้อมของโรงแรมระดับ 4-5 ดาวที่มีบริการครบวงจร ตั้งแต่การตกแต่ง พิธีการ อาหาร ไปจนถึงทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดงานแต่งงานสไตล์อินเดีย อีกทั้งยังได้เปรียบด้านความสะดวกสบายจากมาตรการยกเว้นวีซ่า และความคุ้มค่าในการจัดงานในไทยที่มีต้นทุนต่ำกว่าประเทศอินเดียราว 20-40%

    สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ ททท.นำผู้ประกอบการไทยในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 31 รายเข้าร่วม ประกอบด้วย โรงแรมที่พัก 24 ราย เรือท่องเที่ยว 3 ราย แหล่งท่องเที่ยว 2 ราย สายการบิน 1 ราย และสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต 1 ราย โดยมีการเจรจาธุรกิจจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ณ โรงแรมแมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา ในยางบีช จังหวัดภูเก็ต พร้อมกิจกรรมสำรวจโรงแรมและรีสอร์ตที่มีความพร้อมในการจัดงานแต่งงานและงานเฉลิมฉลองระดับสากล อาทิ บาบา บีชคลับ, โรงแรมเลอ เมอริเดียน ภูเก็ต ไม้ขาว บีช รีสอร์ท, โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท, โรงแรมริทซ์ คาร์ลตัน เกาะสมุย, โรงแรมเคปฟาน เกาะสมุย, โรงแรมไฮแอท รีเจนซี เกาะสมุย, โรงแรมอนันตรา ลาวาณา เกาะสมุย และโรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ ตลอดจนบริการที่เกี่ยวเนื่องอย่างสปา เวลเนส กิจกรรมชายหาด และการช็อปปิง

    ข้อมูลจาก ททท.ระบุว่า ในช่วงปี 2566-2567 มีคู่แต่งงานชาวอินเดียกว่า 1,200 คู่เดินทางมาจัดงานแต่งงานในประเทศไทย โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยงานละ 10-20 ล้านบาท สร้างรายได้รวมกว่า 17,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-9 กันยายน 2568 มีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้ามาแล้ว 1,627,414 คน เติบโต 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน ถือเป็นนักท่องเที่ยวอันดับ 3 ของไทยรองจากจีน และมาเลเซีย

    โดย ททท.ตั้งเป้าว่า การรุกตลาดอินเดียในกลุ่ม Wedding & Honeymoon จะช่วยผลักดันนักท่องเที่ยวอินเดียให้ทะลุเป้าหมายกว่า 2 ล้านคน และสร้างรายได้มากกว่า 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2568 พร้อมเดินหน้าส่งเสริมกิจกรรมเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ อาทิ Family, Incentive, Lady Travelers, Active Senior, Millennials, Luxury Leisure และ Golf ควบคู่กับขยายฐานนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ เช่น Self-drive, Rejuvenating และ Adventure รวมถึงกระตุ้นนักท่องเที่ยวอินเดียกลุ่ม First Visitor เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ต้องจับตาดูตลาดอินเดียที่ถือเป็นตลาดใหญ่ที่มีกำลังใช้จ่ายสูง และเดินทางมาไทยทั้งท่องเที่ยว พักผ่อน ทำงาน และเฉลิมฉลอง จุดแข็งของนักท่องเที่ยวอินเดียในไทย Wedding & Honeymoon อินเดียกำลังเป็นตลาดดาวรุ่งอันดับต้นๆ ของไทย เพราะมีทั้งปริมาณนักท่องเที่ยวมากขึ้นต่อเนื่อง และมีกำลังใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะในกลุ่มงานแต่งงานและเฉลิมฉลองที่สามารถดึงรายได้เข้าประเทศมหาศาล.

    กัลยา ยืนยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/861606/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CIQGkVOSBvmFngGXPo2CI