Category: ท่องเที่ยว

  • ททท. ดึง อ.คฑา นำเที่ยวเส้นทางศรัทธา ‘50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สุขใจเสริมมงคล’

    ททท. ดึง อ.คฑา นำเที่ยวเส้นทางศรัทธา ‘50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สุขใจเสริมมงคล’

    วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.16 น.

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ดึง อ. คฑา ชินบัญชร นำเที่ยว ” 50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สุขใจเสริมมงคล” สานสัมพันธ์ ไทย-จีน 

    วัจนันท์ ศิลปวรณ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมพันธมิตร PT Max card ,C.P.Land ,Sixt ,X Peng จัดกิจกรร ส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อเผยแผ่ประเพณีวัฒนธรรม การดำเนินชีวิต ที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชน และศาลเจ้าจีน ในแต่ละพื้นที่ อันมีความงดงามของสถานที่ วิถีชีวิตที่แตกต่างกันไปในแต่ละชุมชน โดยมี อ. คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์เที่ยวไทยรับพลังบวก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นผู้นำเสนอเส้นทางสายศรัทธา โดยมี พร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์, เยี่ยม เศรษฐบุตร, ภูมน สมดี, อภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์, ดร.สุเทพ อารมณ์รักษ์,  ศศินันท์ ออลแมนด์ ร่วมงาน

    พร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด บริษัทในเครือพีทีจี ร่วมจัดกิจกรรม กล่าวเชิญชวนสมาชิก Max Card แชะ&แชร์ ส่งรูปถ่ายพร้อมบอกเล่าประสบการณ์ การท่องเที่ยวศาลเจ้าจีน คอนเทนต์โดนใจกรรมการมากที่สุด สำหรับรางวัลทริปท่องเที่ยวสุด exclusive กับ อ.คฑา ชินบัญชร จำนวน 5 รางวัล (รางวัลละ 2 ที่นั่ง)

    เยี่ยม เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการ กลุ่มงานธุรกิจโรงแรม บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารโรงแรมในเครือฟอร์จูน กล่าวว่า โรงแรมในเครือฟอร์จูนยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวตามโครงการ เที่ยว 50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สานสัมพันธ์ 50 ปี ไทย–จีน ด้วยสิทธิพิเศษ สำหรับสมาชิกผู้ถือบัตร MAX CARD เมื่อจองห้องพักทุกประเภทกับโรงแรมในเครือฟอร์จูน กรุ๊ป               

    ศศินันท์ ออลแมนด์ ผู้อำนวยการบริหาร กลุ่มงานการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า โครงการนี้ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชนท้องถิ่น พร้อมกันนี้ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของ ซี.พี.แลนด์ในการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างไทยและจีน ตลอดจนการยกระดับประสบการณ์การเดินทางของนักท่องเที่ยว ภายใต้พันธกิจ  “คุณภาพเพื่อทุกชีวิตไ ภายใต้กลุ่มธุรกิจฟอร์จูนกรุ๊ป เป็นกลุ่มโรงแรมภายใต้การบริหารของ CP LAND (ซี.พี. แลนด์) ที่มุ่งมั่นพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบาย ความคุ้มค่า และความประทับใจในทุกมิติ”

    ภูมน สมดี ผู้จัดการทั่วไป ซิกท์ เร้น อะ คาร์ ให้บริการรถเช่าทั้งแบบชื้อเพลิงและรถไฟฟ้าที่มีให้เลือกหลายรุ่น หลายขนาด ทั้งรถ Xpeng G6 / Zeeker X / AION Y / BYD ATTO3  กล่าวว่า พร้อมเปิดใหบริการเช่ารถราคาพิเศษสำหรับร่วมกิจกรรมดังกล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/914423&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rgR1-qKL-_Cc1xJnEzPD-

  • ‘ตร.ท่องเที่ยว’ บุกจับร้านนํ้าท่อมเกาะพะงัน เปิดขายใกล้โรงเรียนดังแบบโจ่งครึ่ม | เดลินิวส์

    ‘ตร.ท่องเที่ยว’ บุกจับร้านนํ้าท่อมเกาะพะงัน เปิดขายใกล้โรงเรียนดังแบบโจ่งครึ่ม | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 ก.ย. พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สารวัตรตำรวจท่องเที่ยวเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ได้เข้าตรวจสอบร้านค้าต้องสงสัยที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนเกาะพะงันศึกษา หลังได้รับแจ้งเบาะแสจากชาวบ้านว่ามีการลักลอบจำหน่ายน้ำกระท่อมและยาแก้ไอ อย่างผิดกฎหมายให้กับวัยรุ่นในพื้นที่

    จากการเข้าตรวจสอบพบคนงานชาวเมียนมา 2 คน คือ นางทันดา อายุ 27 ปี และนางมยัท โน ไว อายุ 31 ปี กำลังต้มและบรรจุใบกระท่อมใส่ถุงพลาสติกเพื่อจำหน่าย ที่บริเวณหลังร้านยังพบของกลางจำนวนมาก ประกอบด้วย หัวเตาแก๊ส ถังแก๊สขนาดใหญ่ หม้อต้มขนาด 70 ลิตร น้ำกระท่อมแปรรูปกว่า 192 ลิตร และใบกระท่อมสดหนัก 23 กิโลกรัม แรงงานสาวเมียมาทั้ง 2 คน ให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าร้านดังกล่าวมีคนไทยเป็นเจ้าของร้าน

    ต่อมาตำรวจได้ประสานเจ้าของร้านเข้ามาพบที่ร้าน โดยยอมรับสารภาพว่า เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำกระท่อม รวมถึงยาแก้ไอ ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในร้าน ให้กับวัยรุ่นไทยรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้มีรายได้ต่อวันกว่า 10,000 บาท สำหรับร้านค้าดังกล่าวตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนเกาะพะงันศึกษาเพียง 550 เมตร เท่านั้น

    เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาเจ้าของร้าน “จำหน่ายและแปรรูปน้ำกระท่อมโดยไม่ได้รับอนุญาต, จำหน่ายยาแก้ไอโดยไม่มีใบอนุญาต และจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย” ส่วนคนงานชาวเมียนมาถูกแจ้งข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้” นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) ที่มีนโยบายกวาดล้างร้านค้าที่จำหน่ายน้ำกระท่อมและสารเสพติดใกล้สถานศึกษาในรัศมี 1,000 เมตร เพื่อป้องกันเยาวชนจากภัยร้ายของยาเสพติดประเภทต่างๆ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5114877/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZUpItlIi83BT8-838RfJ7

  • ‘อนุกมธ.ปลอดภัยท่องเที่ยว วุฒิสภา’ จ่อลุย ‘ซาฟารีเวิลด์’ ตรวจสอบปมสิงโตขย้ำเจ้าหน้าที่ | เดลินิวส์

    ‘อนุกมธ.ปลอดภัยท่องเที่ยว วุฒิสภา’ จ่อลุย ‘ซาฟารีเวิลด์’ ตรวจสอบปมสิงโตขย้ำเจ้าหน้าที่ | เดลินิวส์

    ‘อนุกมธ.ปลอดภัยท่องเที่ยว วุฒิสภา’ จ่อลุย ‘ซาฟารีเวิลด์’ ตรวจสอบปมสิงโตขย้ำเจ้าหน้าที่

    ‘อนุ กมธ.ปลอดภัยท่องเที่ยว วุฒิสภา’ จ่อลุย ‘ซาฟารีเวิลด์’ ตรวจสอบปมสิงโตขย้ำเจ้าหน้าที่ หลังสมาคมป้องกันทารุณสัตว์ร้อง สว. สร้างความกระจ่าง พร้อมจี้รัฐห้ามนำเข้าสิงโต-หยุดผสมพันธุ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5114865/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KaZ0-2mNVH8teFUzw4b9s

  • คนละครึ่งล่าสุด เอกชนเสนอ 6 แพ็กเกจ รัฐบาลหนุนผู้ค้า กระตุ้นเงินหมุนทั้งระบบ

    คนละครึ่งล่าสุด เอกชนเสนอ 6 แพ็กเกจ รัฐบาลหนุนผู้ค้า กระตุ้นเงินหมุนทั้งระบบ

    คนละครึ่งล่าสุด “สมาคมภัตตาคาร” เสนอ 6 แพ็กเกจ รัฐบาลหนุนผู้ค้า กระตุ้นเงินหมุนทั้งระบบ หลังแบกต้นทุนวัตถุดิบ-แรงงาน หวังฟื้นท่องเที่ยวเร็ว

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวถึงการดำเนินงานของภาคเอกชน ที่ก่อนหน้านี้นำเสนอการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่ง ซึ่งจากการรวบรวมความคิดเห็นของสมาชิก มีข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ผ่านนโยบาย 6 แกน ดังนี้

    1. การเงิน–ภาษี (Cost Relief & Liquidity)

    • VAT ร้านอาหาร ลดเหลือ 5% ชั่วคราว 12 เดือน (เฉพาะบริการอาหาร/เครื่องดื่มไม่ผสมแอลกอฮอล์)

    • ซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำ 1–2% วงเงินสูงสุด 5 ล้านบาท/กิจการ ค้ำโดย บสย. 70%

    • ยกเว้น/ลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาต (อาหาร สุขาภิบาล ดนตรีสด สื่อโฆษณา) 50–100% เป็นเวลา 1 ปี

    • ภาษีเงินได้บุคคล/นิติบุคคล: หักค่าใช้จ่ายลงทุนยกระดับครัว/ระบบความเย็น/พลังงานสะอาด แบบ Super Deduction 2.0 (หักเพิ่ม 1.5–2 เท่า)

    2. ลดต้นทุนปฏิบัติการ (Operating Cost)

    • อัตราค่าไฟ–ค่าน้ำพิเศษ สำหรับกิจการบริการขนาดเล็ก/กลาง (SME Tariff)

    • ตลาดกลางวัตถุดิบอาหาร (Centralized Sourcing Hubs) ร่วม อ.ต.ก.–เอกชน ตัดตัวกลาง ลดราคาวัตถุดิบ 5–10%

    3. แรงงาน–ทักษะ (Jobs & Skills)

    • อุดหนุนค่าจ้างชั่วคราว 1,500–2,000 บาท/หัว/เดือน สำหรับพนักงานเดิมที่รักษาการจ้างงาน 6–12 เดือน

    • Upskill/Reskill: ภาษา, มาตรฐานบริการ, Food Safety, การตลาดดิจิทัล, บริหารต้นทุน (ร่วมอาชีวะ/มหาวิทยาลัย/แพลตฟอร์มออนไลน์)

    • ช่องทางแรงงานต่างชาติถูกกฎหมายแบบ Fast-Track สำหรับตำแหน่งขาดแคลน ควบคุมมาตรฐานค่าจ้าง/สวัสดิการ

    4. การตลาด–การท่องเที่ยว (Demand Stimulus)

    • เทศกาลอาหารจังหวัด/เส้นทาง Food Tourism (Street Food to Fine Dining) เชื่อมแหล่งท่องเที่ยวชุมชน

    • แคมเปญ “Clean Food, Safe & Iconic” ผลักดันมาตรฐานร้านท้องถิ่น+คอนเทนต์หลายภาษา

    5. ดิจิทัล–นวัตกรรม (Digital Boost)

    • Mini-Grant 50,000–150,000 บาท เพื่อทำเมนูหลายภาษา, ระบบจอง, POS, Inventory, เดลิเวอรี, Loyalty/CRM

    • Open Data ภาคท่องเที่ยว-อาหาร (ความต้องการ, ซีซั่น, เทศกาล) ให้ SMEs ใช้วางแผน

    • กองทุนสตาร์ทอัพ FoodTech/TravelTech (โซลูชันลดต้นทุน–ลดสูญเสียอาหาร–พลังงานสะอาด)

    6. กฎหมาย–มาตรฐาน–ความยั่งยืน (Ease & Green)

    • One-Stop License ใบอนุญาตอาหาร/ดนตรี/ป้าย/สุรา ผ่านดิจิทัล ลดเวลาจากเดือนเป็นวัน

    • Green Restaurant/Hotel Program: เงินอุดหนุน 30–40% สำหรับอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ลดพลาสติก,จัดการขยะอาหาร

    • ปรับปรุงผังเมือง/กฎสถานที่ ส่งเสริมโซนอาหารกลางคืนที่ปลอดภัย มีมาตรฐานเสียง/สุขอนามัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2882897&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Znvico2ZicehVI61o4R-V

  • ตำรวจท่องเที่ยว ทลายแหล่งผลิตน้ำกระท่อมใกล้โรงเรียน

    ตำรวจท่องเที่ยว ทลายแหล่งผลิตน้ำกระท่อมใกล้โรงเรียน

    ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันทลายแหล่งผลิตน้ำกระท่อมใกล้โรงเรียนรายได้หลักหมื่นบาท

    .

    อ่านต่อในคอมเมนต์

    .

    #ข่าวเวิร์คพอยท์23 #ข่าวเวิร์คพอยท์23ออนไลน์ #WorkpointNews

    (15 ก.ย. 68) พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สารวัตรตำรวจท่องเที่ยวเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ได้เข้าตรวจสอบร้านค้าต้องสงสัยที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนเกาะพะงันศึกษา หลังได้รับแจ้งเบาะแสจากชาวบ้านว่ามีการลักลอบจำหน่ายน้ำกระท่อม และยาแก้ไออย่างผิดกฎหมายให้กับวัยรุ่นในพื้นที่

    จากการเข้าตรวจสอบเจ้าหน้าที่พบคนงานชาวเมียนมา 2 คน คือ นางทันดา อายุ 27 ปี และ นางมยัท โน ไว อายุ 31 ปี กำลังต้มและบรรจุใบกระท่อมใส่ถุงพลาสติกเพื่อจำหน่าย ที่บริเวณหลังร้านยังพบของกลางจำนวนมากประกอบด้วย หัวเตาแก๊ส ถังแก๊สขนาดใหญ่ หม้อต้มขนาด 70 ลิตร น้ำกระท่อมแปรรูปกว่า 192 ลิตร และใบกระท่อมสดหนัก 23 กิโลกรัม แรงงานสาวเมียมาทั้ง 2 คนให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าร้านดังกล่าวมี นายวุฒิชัย พุทธภิญโญ เป็นเจ้าของร้าน

    จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานให้นายวุฒิชัย อายุ 48 ปี เจ้าของร้านเข้ามาพบที่ร้าน เมื่อมาถึงนายวุฒิชัยได้ให้การยอมรับสารภาพว่า เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำกระท่อม รวมถึงยาแก้ไอที่ซุกซ่อนอยู่ภายในร้านให้กับวัยรุ่นไทยรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มาซื้อไปดื่มจำนวนมาก ทำให้มีรายได้ต่อวันกว่า 10,000 บาท สำหรับร้านค้าดังกล่าวตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนเกาะพะงันศึกษาเพียง 550 เมตรเท่า โดย นายวุฒิชัย ปฏิเสธเสียงแข็งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันว่าไม่เคยจำหน่ายน้ำกระท่อมให้กับเด็กนักเรียน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อคำให้การดังกล่าว

    เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่นายวุฒิชัย เจ้าขอวร้านค้าในหลายข้อหาได้แก่ จำหน่ายและแปรรูปน้ำกระท่อมโดยไม่ได้รับอนุญาต, จำหน่ายยาแก้ไอโดยไม่มีใบอนุญาต และจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ส่วนคนงานชาวเมียนมาร์ทั้งสองถูกแจ้งข้อหา 1 .นางทันดา (Mrs.Thandar) อายุ 27 ปี สัญชาติเมียนมา ข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” และนางมยัท โน ไว

    (Mrs.Myat Noe Wai) อายุ 31ปี สัญชาติเมียนมา ข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้” นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) ที่มีนโยบายกวาดล้างร้านค้าที่จำหน่ายน้ำกระท่อมและสารเสพติดใกล้สถานศึกษาในรัศมี 1,000 เมตร เพื่อป้องกันเยาวชนจากภัยร้ายของยาเสพติดประเภทต่างๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/crime/N68RWMXy9&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Eutu9VRJEMiRTXvBBAsEe

  • กทพ.เคาะสะพานเชื่อมสมุย 4 หมื่นล้าน หวังบูมท่องเที่ยวภาคใต้

    กทพ.เคาะสะพานเชื่อมสมุย 4 หมื่นล้าน หวังบูมท่องเที่ยวภาคใต้

    การทางพิเศษฯ เดินหน้าโปรเจกต์ใหญ่สร้างสะพานเชื่อมเกาะสมุย งบกว่า 4 หมื่นล้านบาท หวังแก้ปัญหาเดินทาง-กระตุ้นเศรษฐกิจเต็มสูบ

    ‘สะพานเชื่อมเกาะสมุย’ งบกว่า 4 หมื่นล้าน ปักหมุดยกระดับเศรษฐกิจ สร้างรายได้หมุนเวียนครั้งใหญ่

    การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ประกาศความคืบหน้าโครงการ “สะพานเชื่อมเกาะสมุย” หลังได้ข้อสรุปแนวเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดแล้ว โดยคาดใช้งบลงทุนกว่า 4 หมื่นล้านบาท มีแผนเริ่มก่อสร้างในปี 2572 และคาดว่าจะแล้วเสร็จเปิดให้บริการได้ในปี 2576 ซึ่งถือเป็นการลงทุนครั้งสำคัญที่จะพลิกโฉมการเดินทางและเศรษฐกิจของเกาะสมุยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

    ประตูสู่โอกาสใหม่: การขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนเกาะสมุย

    โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ที่ถูกมองว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อภาคเศรษฐกิจของเกาะสมุยและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่การเข้าถึงเกาะสมุยมีข้อจำกัดด้านปริมาณและจำนวนเที่ยวบิน ทำให้การเดินทางและการขนส่งมีความไม่แน่นอนและมีค่าใช้จ่ายสูง การมีสะพานเชื่อมแห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้หมุนเวียนในหลายมิติ:

    การเดินทางที่สะดวกและรวดเร็ว: สะพานจะทำให้การเดินทางเข้า-ออกเกาะสมุยเป็นไปอย่างราบรื่นตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางลงอย่างมาก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนได้มากขึ้น

    กระตุ้นการท่องเที่ยว: การเข้าถึงที่ง่ายขึ้นจะช่วยขยายฐานนักท่องเที่ยวจากกลุ่มที่เดินทางด้วยเครื่องบินไปสู่กลุ่มที่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ทำให้มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการต่าง ๆ บนเกาะ กทพ.เคาะสะพานเชื่อมสมุย 4 หมื่นล้าน หวังบูมท่องเที่ยวภาคใต้

    เพิ่มศักยภาพการขนส่ง: สะพานแห่งนี้จะช่วยลดต้นทุนและเวลาในการขนส่งสินค้าและวัตถุดิบต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อภาคธุรกิจบนเกาะ ทำให้สินค้ามีความสดใหม่และสามารถบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์: กทพ. มีแผนที่จะพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ควบคู่ไปกับโครงการ ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างรายได้เสริมเพื่อลดภาระค่าผ่านทางเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการจำหน่ายสินค้าและสร้างอาชีพ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับท้องถิ่น

    กทพ.เคาะสะพานเชื่อมสมุย 4 หมื่นล้าน หวังบูมท่องเที่ยวภาคใต้

    ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม: สิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน
    แม้จะมีศักยภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจสูง แต่การก่อสร้างสะพานข้ามทะเลระยะทางกว่า 25 กิโลเมตร ทำให้เกิดความกังวลถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล ชี้ว่าพื้นที่ก่อสร้างมีทรัพยากรทางทะเลที่เปราะบาง เช่น หญ้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์ทะเล, แนวปะการัง ซึ่งเป็นสัตว์คุ้มครองและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศ, รวมถึงเป็นแหล่งวางไข่ของ เต่าทะเล

    การก่อสร้างอาจทำให้เกิดตะกอนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้ ดร.ธรณ์จึงเน้นย้ำว่าการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาจะสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทรัพยากรทางทะเลคือหัวใจสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมายังเกาะสมุย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/730408&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jYNv6xL9z8rSOE0kiwFIh

  • การประชุมว่าด้วยการเรียนรู้ร่วมกันและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการเกษตร “นาขั้นบันไดจื่อเชว่เจี๋ย เปิดเวทีเสวนาระดับโลก” ประจำปี 2568 จัดขึ้นที่เมืองโหลวตี้ ประเทศจีน

    การประชุมว่าด้วยการเรียนรู้ร่วมกันและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการเกษตร “นาขั้นบันไดจื่อเชว่เจี๋ย เปิดเวทีเสวนาระดับโลก” ประจำปี 2568 จัดขึ้นที่เมืองโหลวตี้ ประเทศจีน

    คณะกรรมการจัดการประชุมว่าด้วยการเรียนรู้ร่วมกันและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการเกษตร “นาขั้นบันไดจื่อเชว่เจี๋ย เปิดเวทีเสวนาระดับโลก”

    “นาขั้นบันไดจื่อเชว่เจี๋ย เปิดเวทีเสวนาระดับโลก” ประจำปี 2568 (2025 “Ziquejie Terraced Fields in Dialogue with the World”) ซึ่งเป็นการประชุมว่าด้วยการเรียนรู้ร่วมกันและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการเกษตร ครั้งที่ 3 และการประชุมว่าด้วยมรดกทางการเกษตร ครั้งที่ 9 ได้เปิดฉากขึ้นที่อำเภอซินหัว เมืองโหลวตี้ มณฑลหูหนาน ทางตอนกลางของจีน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 200 คน ประกอบด้วยตัวแทนจากแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมการเกษตรที่สำคัญทั้งในระดับชาติและระดับโลก รวมถึงผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ ที่มาร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน ภายใต้หัวข้อ “การฟื้นฟูมรดกทางการเกษตร การสืบสานอารยธรรมทางการเกษตร และการส่งเสริมการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน” โดยมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การกล่าวสุนทรพจน์หลัก การนำเสนอรายงานการประชุม เวทีเสวนาคู่ขนาน การเยี่ยมชมนาขั้นบันได และการประชุมส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยมีจุดมุ่งหมายในการสร้างเวทีเสวนาระดับนานาชาติที่มีมาตรฐานสูง เพื่อร่วมกันสำรวจแนวทางในการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมการเกษตร แบ่งปันภูมิปัญญาการทำนาขั้นบันได และร่วมมือกันสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมืองโหลวตี้ได้เร่งยกระดับการอนุรักษ์และการบริหารจัดการนาขั้นบันไดอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งดึงคุณค่าทางวัฒนธรรมของมรดกทางการเกษตรมาใช้ให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น สนับสนุนการพลิกโฉมและการพัฒนาวัฒนธรรมมรดกทางการเกษตร ตลอดจนส่งเสริมการผสมผสานการอนุรักษ์นาขั้นบันไดเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในหลากหลายมิติ นอกจากนี้ เมืองโหลวตี้ยังได้ริเริ่มกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์มากมาย เช่น การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์นาขั้นบันได การจัดกิจกรรมให้ความรู้และศึกษาวิจัย ตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านงานเทศกาลต่าง ๆ โดยอาศัยการบูรณาการเกษตรกรรม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง ทำให้เมืองโหลวตี้สามารถผลักดันการฟื้นฟูชนบทได้อย่างรอบด้าน รวมถึงฟื้นคืนชีวิตให้แก่มรดกทางการเกษตร กระตุ้นเศรษฐกิจในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวบ้านอย่างเป็นรูปธรรม

    ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ แสงแดดสะท้อนผิวน้ำบนผืนนาขั้นบันไดจื่อเชว่เจี๋ย ดูราวกับริบบิ้นสีเงินที่ทอดยาวตามแนวเขา ส่วนในฤดูร้อน ผืนนาก็ส่องประกายระยิบระยับดุจคลื่นสีเขียว ขณะที่ในฤดูใบไม้ร่วงก็เปล่งประกายราวกับภูเขาทองคำ และในฤดูหนาวก็ทอสีสันอันงดงาม ทัศนียภาพสี่ฤดูของนาขั้นบันไดจื่อเชว่เจี๋ยดึงดูดความสนใจจากผู้คนทั่วโลกด้วยเสน่ห์อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ โดยในปี 2567 นาขั้นบันไดจื่อเชว่เจี๋ยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 600,000 คน และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวราว 200 ล้านหยวน

    พื้นที่ทำนาขั้นบันไดจื่อเชว่เจี๋ยที่มีอายุนับพันปี ได้เปลี่ยนจาก “ทิวทัศน์อันอุดมสมบูรณ์” กลายเป็น “แหล่งท่องเที่ยวอันน่าดึงดูดใจ” และกำลังได้รับแรงผลักดันอย่างมหาศาลในการเริ่มต้นบทใหม่อันยิ่งใหญ่ในการบูรณาการเกษตรกรรม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เพื่อวาดภาพอันงดงามของการฟื้นฟูชนบทให้โลกได้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม

    ที่มา: คณะกรรมการจัดการประชุมว่าด้วยการเรียนรู้ร่วมกันและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการเกษตร “นาขั้นบันไดจื่อเชว่เจี๋ย เปิดเวทีเสวนาระดับโลก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8E0PR1CNCE6KOCB7CQCM6HEKNUD1F7&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2O1BWM22QYCqiMs5xTg9ka

  • เศรษฐกิจกัมพูชาแย่แล้วหรือยัง และความขัดแย้งกับไทยบ่อนทำลายการเติบโตแค่ไหน?

    เศรษฐกิจกัมพูชาแย่แล้วหรือยัง และความขัดแย้งกับไทยบ่อนทำลายการเติบโตแค่ไหน?

    ท่ามกระแสต่อต้านการเปิดด่านที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทีมีความคาดหวังจากคนไทยจำนวนหนึ่งว่าการปิดด่านแบบยืดเยื้อจะยิ่งบั่นทอนสภาพเศรษฐกิจของกัมพูชา และเมื่อเศรษฐกิจกัมพูชาอ่อนแอลงจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จนกระทั่งนำไปสู่การยุติความขัดแย้งกับไทย

    แต่สภาพเศรษฐกิจของกัมพูชาในเวลานี้เป็นอย่างไรกันแน่?

    อนาคตไม่สดใสเหมือนเดิม
    เมื่อไม่นานมานี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ชี้ว่าเศรษฐกิจกัมพูชากำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมภายนอกที่รุนแรง เช่น ความขัดแย้งทางการค้า ความตึงเครียดในภูมิภาค และความเปราะบางทางการเงินภายในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น คาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจะชะลอตัวลงจาก 6% ในปี 2567 เหลือ 4.8%

    คณะผู้แทนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) นำโดยนายเคนิชิโร คาชิวาเสะ ระหว่างการปรึกษาหารือประจำปีตามมาตรา 4 ของกองทุน ณ กรุงพนมเปญ คณะผู้แทนได้หารืออย่างกว้างขวางกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกัมพูชา ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา (NBC) ผู้นำธุรกิจ และพันธมิตรเพื่อการพัฒนา 

    เคนิชิโร คาชิวาเสะ ระบุว่า เศรษฐกิจกัมพูชาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2567 โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของการส่งออกเครื่องนุ่งห่มและสินค้าเกษตร และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว แรงผลักดันนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงต้นปี 2568 

    อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี  2568 การเติบโตจะชะลอตัวลง เนื่องจากความตึงเครียดทางการค้าและข้อพิพาทชายแดนกับไทย แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม เริ่มส่งผลกระทบต่ออุปสงค์จากต่างประเทศ การท่องเที่ยว และการส่งเงินกลับประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.8% แต่ความเสี่ยงด้านลบยังคงสูงอยู่

    ปัญหากับไทยปัญหากับทรัมป์
    เคนอิจิโร คาชิวาเสะ ยอมรับถึงความพยายามของรัฐบาลกัมพูชาในการกำหนดอัตราภาษีให้เอื้ออำนวยมากขึ้นกับการค้า โดยอัตราภาษี 19% มี่โดนนัลด์ ทรัมป์กำหนดกับกัมพูชาแม้ว่ายังต่ำกว่าที่ประกาศไว้ในตอนแรกอย่างมาก และใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกในกัมพูชายังคงต้องแบกรับต้นทุนบางส่วน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของรายได้ภาคธุรกิจ 

    นอกจากนี้ ความตึงเครียดบริเวณชายแดนเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ การลดลงของเงินโอนและรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นสองปัจจัยหลักที่นำมาพิจารณาในการคาดการณ์ที่ปรับปรุงใหม่ของเรา แม้ว่าการคาดการณ์การเติบโต 4.8% จะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปีที่แล้ว แต่การลดภาษีของรัฐบาลที่ประสบความสำเร็จก็ช่วยลดผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง

    IMF เตือนว่าความขัดแย้งทางการค้าและชายแดนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอาจยิ่งทำให้การส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสองเสาหลักของเศรษฐกิจกัมพูชาอ่อนแอลง ซึ่งการท่องเที่ยวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของกัมพูชา แต่จำนวนนักท่องเที่ยวกลับลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 และยังคงประสบปัญหาในการฟื้นตัว ปีที่แล้ว กัมพูชาต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6.7 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    หวังทำเงินจากสนามบินเตโช
    ความคาดหวังที่จะทำเงินจากการท่องเที่ยวมีเพิ่มมากขึ้น หลังจากกัมพูชาเพิ่งเปิดให้บริหารท่าอากาศยานนานาชาติเตโชตาเขมา โดยรัฐบาลกัมพูชาหวังว่าท่าอากาศยานแห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางการบินหลักแห่งใหม่ของเมืองหลวง และจะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ ท่าอากาศยานแห่งใหม่นี้จะสามารถรองรับผู้โดยสารทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศได้มากถึง 13 ล้านคนต่อปี โดยมีเป้าหมายที่จะรองรับผู้โดยสารได้ถึง 50 ล้านคนภายในปี 2593

    นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต กล่าวบนโซเชียลมีเดียว่า สนามบินแห่งใหม่จะให้บริการเที่ยวบินคุณภาพสูงแก่ผู้โดยสารในและต่างประเทศ ขยายการเชื่อมต่อทางอากาศของกัมพูชากับโลก และสร้างแรงกระตุ้นใหม่ๆ ให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้อาจไม่ง่ายนัก เพราะอีกความเสี่ยงสำคัญมาจากภาวะทรุดตัวของการท่องเที่ยว ก็คือ สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 6% ของสินเชื่อทั้งหมด โดยกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์

    และยังหวังรายได้จากจีน
    จากรายงานของ NAI 500 ระบุว่า ที่ผ่านมา การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเงินทุนไหลเข้าจากจีนเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเติบโตทาเศรษฐกิจของกัมพูขา แต่การไหลกลับของกระแสเงินทุนทำให้เกิดแรงกดดันด้านสินค้าคงคลังในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองชายฝั่ง ขณะเดียวกัน แม้ว่าการท่องเที่ยวจะดีขึ้น แต่ก็ยังคงมีความไม่สมดุลในทุกตลาด โดยจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับปี 2562 ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญเนื่องจากกระแสเงินสดจากการเข้าพักโรงแรมถูกนำไปใช้เพื่อชำระคืนเงินกู้ธนาคาร ซึ่งมักได้รับการค้ำประกันโดยอิงจากสมมติฐานเชิงบวกก่อนปี 2563 อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นการก่อสร้าง (ที่อิงกับทุนจีน) ถูกระงับ และมูลค่าที่ดินไม่สามารถรองรับได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป 

    เมื่อวันที่ 10 กันยายน ขณะเข้าร่วมงาน Belt and Road Forum ครั้งที่ 10 ในประเทศจีน ซุน จันทอล รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและรองประธานสภาพัฒนาคนที่ 1 ของกัมพูชา กล่าวในบทสัมภาษณ์พิเศษกับผู้สื่อข่าวจากส “สำนักข่าวธุรกิจแห่งศตวรรษที่ 21” 《21世纪经济报道》 ของจีนว่า กัมพูชามีนโยบายการลงทุนที่เสรีและเปิดกว้างที่สุดแห่งหนึ่งในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นได้ 100% ทำให้กัมพูชาเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนที่เหมาะสำหรับบริษัทจีน

    ซุน จันทอล ยืนยันความสำคัญและความสำเร็จของกรอบความร่วมมือ “หกเหลี่ยมเพชร” จีน-กัมพูชาอย่างเต็มที่ โดยได้นำเสนอเขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญให้เป็นต้นแบบของความร่วมมือจีน-กัมพูชา ปัจจุบันเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้มีบริษัทประมาณ 200 แห่ง และได้สร้างงานหลายพันตำแหน่งให้แก่ชุมชนท้องถิ่น

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo by TANG CHHIN Sothy / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/35411&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QbuhO5IQ6_xKJ513jDaIK

  • เบตงคึกคัก! นักท่องเที่ยวมาเลย์ทะลักด่านช่วงหยุดยาว จนท.เข้มงวดตรวจความปลอดภัยท่ามกลางฝนตก

    เบตงคึกคัก! นักท่องเที่ยวมาเลย์ทะลักด่านช่วงหยุดยาว จนท.เข้มงวดตรวจความปลอดภัยท่ามกลางฝนตก

    15 กันยายน 2568 11:18 น. เจษฎา สิริโยทัย ภูมิภาค

    วันที่ 15 ก.ย.2568 ที่บริเวณด่านพรหมแดนเบตง อ.เบตง จ.ยะลา บรรยากาศคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้าที่เปิดทำการในเวลา 05.00 น. โดยมีรถบัสนำเที่ยวและรถยนต์ส่วนตัวของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ต่างจอดรอคิวตรวจหนังสือเดินทาง ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ อ.เบตง และต่อไปยังจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลา ตรัง กระบี่และภูเก็ต และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จนทำให้บริเวณลาดจอดรถหน้าอาคารขาเข้าประเทศไทยเต็มไปรถยนต์นักท่องเที่ยวจน ปลายแถวยังอยู่ในประเทศมาเลเซีย

    ขณะที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเบตง เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียต่างเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเนื่องในวันหยุดยาว ประกอบกับช่วงปิดเทอม โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวรวมกว่า 8,000 คน เดินทางโดย รถยนต์ส่วนตัว รถจักรยานยนต์ และรถบัสท่องเที่ยว

    ส่วนในวันนี้คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 9,000 คน ในส่วนของศุลกากรเบตง ได้เร่งอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่นำรถยนต์หรือรถจักยานยนต์เข้ามา มีการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่พร้อมแนะนำแก่นักท่องเที่ยวให้ยื่นเอกสารพร้อมรับบัตรคิว เพื่อยื่นให้แก่เจ้าหน้าที่ ตรวจและออกใบขนขาเข้าพิเศษ เพื่อให้เจ้าหน้าที่คีย์ใบขนฯ ออกมา ซึ่งทางด่านได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่คอยแนะนำ ให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อความสะดวกรวดเร็ว และเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย

    ขณะที่พื้นที่ชั้นในได้มีการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด เพื่อทำการตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมาย ที่อาจจมีการลักลอบเข้ามาและตรวจสอบบุคคลเป้าหมายเพื่อป้องกันแอบแฝงปะปนมากับนักท่องเที่ยวในช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก ส่วนตามร้านอาหารเช้าพื้นถิ่นก็มีนักท่องเที่ยวมาทานอาหารเป็นจำนวนมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/651263&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VomFD64krYC3M9fYbhAaw

  • หลีกหนีความวุ่นวาย สู่

    หลีกหนีความวุ่นวาย สู่

    หลีกหนีความวุ่นวาย สู่ ‘เมืองเฟือง สปป.ลาว’ สัมผัสธรรมชาติสุดชิล ล่องแพน้ำหลีกชมทะเลหมอกยามเช้า

    วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.18 น.

    หลีกหนีความวุ่นวาย สู่ ‘เมืองเฟือง สปป.ลาว’ สัมผัสธรรมชาติสุดชิล ล่องแพน้ำหลีกชมทะเลหมอกยามเช้า

    ไม่ต้องไปไหนไกล เพียงข้ามด่านจากจังหวัดเลย ก็จะพบกับโอเอซิสแห่งความสงบที่ “เมืองเฟือง สปป.ลาว” ที่ที่ธรรมชาติยังคงความบริสุทธิ์ ชวนให้ไปชิลกับการล่องแพในลำน้ำใสเย็น ชมความงามของขุนเขา สายหมอก และวิถีชีวิตชาวบ้านริมน้ำที่ยังคงความเรียบง่าย

    สำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ไกลจากประเทศไทย เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายและพักผ่อนในบรรยากาศที่เงียบสงบ “เมืองเฟือง สปป.ลาว” คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ เพียงข้ามพรมแดนจากจังหวัดเลย ก็จะได้พบกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสุดฮิตอย่าง “น้ำหลีก” หรือแม่น้ำลีก ที่กำลังเป็นที่หมายปองของนักเดินทางสายชิล

    ลำน้ำหลีกเป็นลำน้ำขนาดกลางที่ไหลผ่านใจกลางเมืองเฟือง โดดเด่นด้วยน้ำที่ใสสะอาด เย็นฉ่ำตลอดปี และถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาสีเขียวขจี ทุ่งนาสุดลูกหูลูกตา รวมถึงป่าดิบชื้นที่ยังคงความสมบูรณ์ไว้ ที่นี่จึงเปรียบเสมือนโอเอซิสแห่งความสงบที่พร้อมจะมอบความสุขให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

    กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดคือการ “ล่องแพ” ชมความงามของน้ำหลีก ที่มีเรือนแพไม้สักพร้อมระเบียงให้นั่งพักผ่อนและชมวิวได้อย่างเต็มตา ตื่นเช้ามาจะได้พบกับภาพทะเลหมอกที่ปกคลุมทั่วลำน้ำ พร้อมเสียงน้ำไหลเอื่อย ๆ ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังสามารถแช่เท้าหรือลงเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย เพราะน้ำที่นี่ใสสะอาดและเย็นสบายตลอดทั้งปี

    อีกหนึ่งภาพที่สร้างความประทับใจไม่รู้ลืมคือ “ภาพพระบิณฑบาตยามเช้า” ที่พระสงฆ์จะล่องเรือมาตามลำน้ำเพื่อรับบิณฑบาตจากชาวบ้านที่รออยู่ริมฝั่ง เป็นภาพที่สวยงามราวกับภาพวาดและสะท้อนวิถีชีวิตทางศาสนาอันงดงามของชาวลาว

    การเดินทางจากจังหวัดเลยสามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงข้ามด่านชายแดนที่ด่านคกไผ่ อำเภอปากชม ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับด่านบ้านวัง เมืองหมื่น สปป.ลาว จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมืองเฟืองไม่กี่กิโลเมตร ก็จะได้สัมผัสกับความงามของธรรมชาติที่ไม่เหมือนที่ไหน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/914258&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uuqc6KANSIB0nGu1xL3GG