Category: ท่องเที่ยว

  • ตำรวจท่องเที่ยวบุกโรงแรมเมืองพัทยา เจอหญิงผิวสีขายบริการทางเพศ | เดลินิวส์

    ตำรวจท่องเที่ยวบุกโรงแรมเมืองพัทยา เจอหญิงผิวสีขายบริการทางเพศ | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5139679/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NRNS3I9tYgSE1VTMK9gjW

  • ก.ท่องเที่ยวฯ ชวนเที่ยวไทยปลายปี สัมผัสประเพณี 4 ภาค

    ก.ท่องเที่ยวฯ ชวนเที่ยวไทยปลายปี สัมผัสประเพณี 4 ภาค

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชวนประชาชนเที่ยวไทยช่วงปลายปี (ตุลาคม – ธันวาคม) สัมผัสมนต์เสน่ห์ประเพณีจาก 4 ภาค ที่สะท้อนเอกลักษณ์และสีสันเฉพาะตัวของแต่ละถิ่น

    ภาคเหนือ – ส่องฟ้าลอยโคมสู่ความสุขในงานประเพณียี่เป็ง จ.เชียงใหม่
    ภาคใต้ – ผสมผสานวัฒนธรรมจีนฮกเกี้ยนกับความเชื่อท้องถิ่น จ.ภูเก็ต
    ภาคอีสาน – ช่วงเทศกาลบุญ สนุกสนาน และศรัทธากับประเพณีผีตาโขน จ.เลย
    ภาคกลาง – นมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสริมสิริมงคล กับประเพณีนมันการองค์พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมให้ร่วมอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ ให้ได้เรียนรู้วัฒนธรรมไทย และสนุกสนานไปด้วยกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000090869&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DPi-igx-Nw626tD-xHWA8

  • ตำรวจท่องเที่ยวเตรียมเปิดจุดบริการวัดโสธร กำราบเหลือบสร้างความเดือดร้อนรำคาญหน้าวัด

    ตำรวจท่องเที่ยวเตรียมเปิดจุดบริการวัดโสธร กำราบเหลือบสร้างความเดือดร้อนรำคาญหน้าวัด

    วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.45 น.

    วันที่ 23 ก.ย.68 เวลา 11.00 น. พ.ต.ท.ต่อลาภ ตินะมาตร สารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 (พัทยา) กก.2 บก.ทท.1 ซึ่งดูแลรับผิดชอบพื้นที่ จ.ชลบุรี และ จ.ฉะเชิงเทรา ได้กล่าวเปิดเผยว่า ตำรวจท่องเที่ยวพัทยา เดิมนั้นมีชุดปฏิบัติการที่ พัทยา เกาะล้าน และบางแสน ในปีนี้ได้มาเปิดชุดปฏิบัติการอีก 1 แห่งที่ จ.ฉะเชิงเทรา บริเวณหน้าวัดโสธรวรามวรวิหาร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งถือเป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของ จ.ฉะเชิงเทรา

    โดยมีภารกิจในการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทั่วทั้ง จ.ฉะเชิงเทรา ที่จะเน้นในด้านวิธีการมากกว่าการใช้กำลังคน แม้จะมาตั้งจุดอยู่ที่บริเวณพื้นที่นี้ก็จริง แต่จะรับผิดชอบไปในทุกอำเภอทุกแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดนี้ ดังนั้นทีมงานที่มาอยู่ที่นี่จะสร้างเครือข่ายภาคประชาชนและมวลชน และจะทำงานร่วมกับตำรวจท้องที่ในทุกโรงพัก (สภ.) เช่น สถานที่ท่องเที่ยวบริเวณวัดสมานรัตนาราม พระพิฆเนศ (องค์ยืน) ที่ อ.คลองเขื่อน หรือตลาดคลองสวน 100 ปี

    ซึ่งจุดต่างๆทั้งหมด เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะเข้าไปดูแล บริหารจัดการด้านความปลอดภัยโดยทำงานร่วมกันกับ ภ.จว.ฉะเชิงเทรา ซึ่งจะเป็นงานเฉพาะด้านการท่องเที่ยว จึงมีเวลาที่จะเข้าไปดูให้ได้ลึกถึงสาเหตุและแก้ปัญหาในแต่ละเรื่องอย่างลึกซึ้งกว่าทาง จนท.ตำรวจภูธรในพื้นที่ และเชื่อว่าจะสามารถส่งเสริมกการท่องเที่ยวของ จ.ฉะเชิงเทรา ให้ได้รับความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ทั้งชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และการฉ้อโกงเอารัดเอาเปรียบ ที่จะต้องลดน้อยลงหลังจากที่ ตร.ท่องเที่ยวได้เข้ามาอยู่ที่นี่

    โดยมาตรการเร่งด่วนนั้น เมื่อได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่แล้ว จะเริ่มจากการร่วมกันจัดระเบียบในเรื่องของการค้าขาย การจอดรถที่บริเวณหน้าวัดโสธร ซึ่งถือเป็นความปลอดภัยในเบื้องต้นและลดการฉ้อโกง ลดการรบกวน ลดการสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ลดด้านอาชญากรรม เช่น การลักเล็กขโมยน้อย ซึ่งที่ผ่านมานั้นถือว่าดีขึ้นมากแล้ว หลังจากที่ทางวัดได้มีการปรับภูมิทัศน์ใหม่ ซึ่งเป็นการดำเนินการเบื้องต้นที่ทำในเรื่องเหล่านี้

    ส่วนเรื่องต่อมานั้น คือ เรื่องวงจรการท่องเที่ยวของทั้ง จ.ฉะเชิงเทรา ประกอบด้วยการเดินทาง สถานที่พัก สินค้าและบริการ รวมถึงตัวสถานที่ท่องเที่ยว ในส่วนของการเดินทางนั้นจะทำเครือข่ายร่วมกับการเดินทางสาธารณะของทั้งจังหวัด ทั้งท่ารถและรถรับจ้าง กลุ่มบริษัทรถให้เช่าและรถรับเหมาที่จะเข้าไปทำความรู้จักและทำความเข้าใจในเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว ส่วนของสถานที่พักนั้นจะเริ่มเข้าไปทำความรู้จักกับโรงแรมและที่พักให้เป็นเครือข่ายสำคัญในการร่วมมือกัน ดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว

    เมื่อมีเหตุอะไรเกิดขึ้นให้สามารถเรียกใช้บริการตำรวจท่องเที่ยวได้ ตัวอย่างเรื่องสินค้าและบริการ เช่น เรื่องของการขายของปลอม การขายของเกินราคา ของด้อยคุณภาพ หรือการสร้างความเดือดร้อนรำคาญในเรื่องของการเชียร์ของจนเสียบรรยากาศการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องค่อยๆ เริ่มเข้าไปทำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อผู้ประกอบการ โดยใช้กฎหมายในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายเข้าไปเป็นเครื่องมือในการทำงานร่วมกันด้วย หรือมีการบังคับใช้กฎหมายในบางส่วน

    ซึ่งจุดปฏิบัติการตำรวจท่องเที่ยวที่บริเวณด้านหน้าวัดโสธรแห่งนี้ ได้เริ่มเปิดทำการมาแล้วประมาณ 10 วัน โดยมี จนท.มาประจำการแล้วจำนวน 3 นาย และจะเริ่มมีการประชาสัมพันธ์สายด่วนและหมายเลขโทรศัพท์รวมถึงแอปพลิเคชันของตำรวจท่องเที่ยว เพื่อให้ชาว จ.ฉะเชิงเทรา ได้ทราบ รวมถึงจะมีการติดหมายเลขโทรศัพท์ของ จนท.ตำรวจที่มาเข้าเวรในแต่ละวัน เอาไว้ที่บริเวณด้านหน้าจุดบริการด้วย

    หาก จนท.ออกไปปฏิบัติงานตรวจจุดแก้ไขปัญหาระงับเหตุ หรือพบปะมวลชนภายนอก จะสามารถติดต่อกันได้ตลอด 24 ชม. โดยคาดว่าจะมีการเปิดจุดบริการแห่งนี้อย่างเป็นทางการ ตามที่คาดหมายไว้นั้น คือ ในช่วงของการจัดงานนมัสการหลวงพ่อโสธรหรืองานประจำปีของ จ.ฉะเชิงเทรา ในช่วงกลางเดือน 12 (ต.ค.-พ.ย.) 2568 นี้ พ.ต.ท.ต่อลาภ กล่าว

    ด้าน นางปวีณวรรณ นิลกำแหง ผอ.สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬา จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า การที่มีหน่วยงานตำรวจท่องเที่ยวเข้ามาช่วยดูแลในเรื่องของความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว จะสามารถอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวได้มากขึ้น รวมถึง ปชช.ที่สัญจรผ่านสามารถโทรศัพท์ประสานขอความช่วยเหลือได้ ที่หมายเลข 1155 ตำรวจท่องเที่ยว ที่จะสามารถช่วยเหลือได้ในทุกกรณีเกี่ยวกับการท่องเที่ยว

    ส่วนปัญหาการสร้างความเดือดร้อนรำคาญ เช่น การเรียกโบกรถไปจอดที่บริเวณหน้าวัดโสธรนั้น เป็นปัญหาที่จะต้องช่วยกันในหลายๆ หน่วยงานในพื้นที่ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาในบริเวณจุดนี้ และการที่มีตำรวจท่องเที่ยวเข้ามานั้น ก็ถือเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยกันแก้ไขปัญหาตรงนี้ด้วย โดยจะต้องมีการบูรณาการร่วมกันทั้งตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจ สภ.เมืองฉะเชิงเทรา รวมถึงนโยบายของทางจังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราด้วย ซึ่งคิดว่าปัญหาน่าจะลดน้อยลง นางปวีณวรรณ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/447539&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12GU0Hq22UpPkwecNVdolM

  • เบื้องลึก “Wellness Complex” ไทย สู่อนาคต “เมืองแห่งคุณภาพชีวิต”

    เบื้องลึก “Wellness Complex” ไทย สู่อนาคต “เมืองแห่งคุณภาพชีวิต”

    แนวคิด “Wellness Complex” ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างรีสอร์ตหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งสุขภาพที่เชื่อมโยงตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงวิถีชีวิตของผู้คน

    เป้าหมายคือการวางประเทศไทยในฐานะ “เมืองแห่งคุณภาพชีวิต” ที่พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางที่เปลี่ยนแปลงชีวิตให้กับผู้มาเยือน

    ข้อมูลล่าสุดของสถาบันสุขภาพโลก (GWI) ระบุว่า ตลาดการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพจะมียอดเงินหมุนเวียน 817,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2566 และขยายตัวเป็น 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี พ.ศ. 2568 เป็นผลมาจากที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพก่อนป่วย รวมทั้งการรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Care) ตลอดจนการเสริมภูมิต้านทาน ซึ่งในภาพรวมธุรกิจกลุ่มนี้มีอัตราเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 8.1% ต่อปี

    ไทยอันดับ 24 ของโลก

    ข้อมูลล่าสุดจากสถาบันโกลบอลเวลเนส (Global Wellness Institute หรือ GWI) ฉบับรายงานเฉพาะประเทศไทย พบว่าธุรกิจบริการด้านสุขภาพทั้งสินค้าและบริการส่งเสริมสุขภาพมีมูลค่า 40,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 1.42 ล้านล้านบาท ไทยอยู่ในอันดับ 24 ของโลก จาก 218 ประเทศ เป็นอันดับที่ 9 ของเอเชียแปซิฟิก

    นักท่องเที่ยวต่างชาติมีการใช้จ่ายในกิจกรรมและบริการด้านสุขภาพ เฉลี่ยในไทยประมาณ 1,735 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 60,650.60 บาทต่อทริป ส่วนของธุรกิจสปามีการเติบโตอยู่ที่ 9.4% มูลค่ารวม 1.598 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 55.93 พันล้านบาท โดยสปาทางการแพทย์ (Medical Spa) เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 22%

    นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และบีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เคยระบุว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจำนวน 13.5 ล้านคน มากเป็นอันดับ 15 ของโลก คาดว่าในปี 2568 จะแซงปี 2562 ก่อนโควิดระบาด ซึ่งมีจำนวน 15 ล้านคน มากเป็นอันดับ 7 ของโลก

    6 เสาหลัก พิมพ์เขียวของเมืองสุขภาพ

    เบื้องหลังแนวคิด Wellness Complex คือการออกแบบอย่างเป็นระบบ โดยมี 6 เสาหลักสำคัญ เป็นเหมือนรากฐานของ “เมืองคุณภาพชีวิต” ได้แก่ เอกลักษณ์เฉพาะตัว สิ่งอำนวยความสะดวก กิจกรรม แหล่งท่องเที่ยวข้างเคียง สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และศาสตร์บำบัด 

    เสาหลักเหล่านี้ไม่ได้ตั้งอยู่โดดเดี่ยว หากแต่ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประสบการณ์แบบองค์รวม ยกตัวอย่างเช่น ชีวาศรม (Chiva-Som) ที่หัวหิน ซึ่งไม่เพียงนำเสนอโปรแกรมสุขภาพ แต่ยังเป็นศูนย์กลางระดับโลกที่ยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่มาตรฐานสากล หรือกมลายา (Kamalaya) ที่เกาะสมุย ซึ่งเปลี่ยนภูมิทัศน์ริมทะเลให้กลายเป็นพื้นที่ฟื้นฟูทั้งกายและใจ รวมถึง RAKxa Wellness ที่บางกระเจ้า ซึ่งเน้นการแพทย์บูรณาการและการปรับโปรแกรมให้เข้ากับความต้องการเฉพาะบุคคล

    ดัชนีคุณภาพชีวิต ผลลัพธ์ที่จับต้องได้

    สิ่งที่ทำให้ Wellness Complex ไม่ใช่แค่รีสอร์ตสุขภาพ คือการมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตใน 4 มิติหลัก ได้แก่ สมรรถภาพทางกาย ที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูแข็งแรง ความแข็งแกร่งทางใจ ที่ลดความเครียดและฟื้นฟูสมดุลอารมณ์ คุณภาพชีวิตโดยรวม ที่เชื่อมโยงกับความสุขทางสังคม และ สุขภาพสิ่งแวดล้อม ที่ตระหนักว่ามนุษย์กับธรรมชาติไม่อาจแยกออกจากกัน ผลลัพธ์ทั้งสี่นี้จึงไม่เพียงตอบโจทย์การพักผ่อนระยะสั้น แต่ยังส่งผลระยะยาวต่อความสุขของผู้มาเยือน และสอดคล้องกับกระแสโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

    “นวัตกรรม” หัวใจการพัฒนาเมืองอัจฉริยะสุขภาพ

    จุดแข็งของไทยไม่ได้หยุดอยู่ที่วัฒนธรรมหรือธรรมชาติ หากแต่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ทำให้ไทยก้าวสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะด้านสุขภาพ (Smart Wellness City) เช่น การใช้ เทคโนโลยีดิจิทัล ผ่านแอปพลิเคชันสุขภาพและ Telemedicine การออกแบบ โปรแกรมสุขภาพเฉพาะบุคคล จากการตรวจพันธุกรรม ไปจนถึงการ ผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ อย่างการบำบัดสมุนไพรไทยที่ผนวกเข้ากับหลักการแพทย์ตะวันตก สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงยกระดับคุณภาพบริการ แต่ยังสร้างความแตกต่างที่ไม่อาจลอกเลียนแบบได้

    หากมองไปที่ Wellness Complex ในยุโรปหรืออเมริกา เช่น Lanserhof ในเยอรมนี หรือ SHA Wellness Clinic ในสเปน เราจะเห็นการมุ่งเน้นไปที่การดูแลสุขภาพเชิงวิทยาศาสตร์และการฟื้นฟูแบบปัจเจก ขณะที่ไทยนำเสนอมิติที่แตกต่างออกไป คือการเน้น “ความสัมพันธ์ทางสังคม” ซึ่งหยั่งรากลึกในวัฒนธรรมไทย นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจึงไม่ได้รับเพียงการฟื้นฟูร่างกาย แต่ยังมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมครอบครัว ทำงานศิลปะร่วมกัน หรือเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน

    สิ่งเหล่านี้คือ “หัวใจ” ที่ทำให้ประสบการณ์ Wellness แบบไทยไม่เหมือนใคร เพราะไม่ได้ดูแลเฉพาะตัวบุคคล แต่ยังสร้างสายสัมพันธ์ใหม่ ๆ และเติมเต็มชีวิตในเชิงอารมณ์และสังคม

    ตัวอย่างระดับโลกที่ไทยเทียบเคียงได้

    หากมองในระดับสากล ตัวอย่างเช่น Lanserhof (เยอรมนี) ที่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เชิงป้องกัน SHA Wellness Clinic (สเปน) ที่ผสานการแพทย์สมัยใหม่กับโภชนาการ หรือ Six Senses (มัลดีฟส์–ภูเก็ต–ฟิจิ) ที่ใช้ธรรมชาติเป็นหัวใจของการบำบัด ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า Wellness Complex ในแต่ละประเทศมีเอกลักษณ์เฉพาะ แต่สิ่งที่ไทยกำลังสร้างคือ “เอกลักษณ์แบบไทย” ที่ผสานทั้งภูมิปัญญา นวัตกรรม และความอบอุ่นทางสังคม ซึ่งอาจกลายเป็นต้นแบบที่ประเทศอื่นนำไปศึกษาและต่อยอด

    5 อันดับ Wellness Complex/Retreat ชื่อดังในไทย

    1. RAKxa Wellness & Medical Retreat – บางกระเจ้า, สมุทรปราการ

    จุดเด่น: เป็น Wellness & Medical Retreat ระดับโลก ตั้งอยู่ใน “คุ้งบางกระเจ้า” หรือที่รู้จักกันว่า “ปอดกรุงเทพฯ”

    บริการหลัก: โปรแกรมสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Wellness) โดยใช้ การแพทย์ผสมผสาน ระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย เช่น การตรวจ DNA, โภชนาการเฉพาะบุคคล, การนวดแผนไทย, สมาธิบำบัด และ IV Therapy

    จุดแข็ง: ใช้แนวคิด Integrative Medicine เป็นแกนหลัก ผสานวิทยาศาสตร์การแพทย์กับภูมิปัญญาไทย

    2. Kamalaya Wellness Sanctuary – เกาะสมุย, สุราษฎร์ธานี

    “กมลายา” มาจากภาษาสันสกฤต หมายถึง “อาณาจักรแห่งดอกบัว” 

    จุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์ชีวิตของสองสามีภรรยาผู้ก่อตั้งคือ John Stewart ที่ใช้เวลา 16 ปีในเทือกเขาหิมาลัย (Himalayas) ศึกษาเรื่องจิตวิญญาณและการเยียวยาในชุมชนพระธุดงค์ ส่วน Karina มีพื้นฐานการรักษาด้านการแพทย์แผนจีน (Traditional Chinese Medicine) และสนใจศาสตร์การแพทย์เชิงบูรณาการ (integrative medicine)

    จุดเด่น: ทำเลตั้งอยู่บนเนินเขามีถ้ำเก่าแก่ซึ่งเคยใช้ปฏิบัติธรรม เชื่อมโยงทั้งจิตวิญญาณและธรรมชาติ

    บริการหลัก: โปรแกรมดีท็อกซ์, การจัดการความเครียด, Art Therapy, Meditation, Yoga, ฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม

    จุดแข็ง: เน้นการเยียวยาจิตใจและพลังงานชีวิต ได้รับรางวัล Wellness Destination ระดับโลกหลายสมัย

    3. Chiva-Som International Health Resort – หัวหิน, ประจวบคีรีขันธ์

    จุดเด่น: หนึ่งใน Wellness Resort ระดับตำนานของไทยที่เปิดมากว่า 25 ปี ได้รับรางวัล World’s Best Destination Spa หลายปีซ้อน

    บริการหลัก: โปรแกรมโภชนาการ การฟื้นฟูสุขภาพกาย-ใจ ฟิตเนส โยคะ และ Medical Wellness เช่น Hydrotherapy และ Physiotherapy

    จุดแข็ง: เป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรม Wellness Tourism ของไทย และยังเป็นศูนย์พัฒนาบุคลากรด้าน Wellness ระดับนานาชาติ

    4. Anantara Spa & Wellness – กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ภูเก็ต และหลายสาขา

    จุดเด่น: แบรนด์ไทยที่ขยายไปทั่วโลก แต่ในไทยมีหลายโลเกชันที่กลายเป็น Wellness Hub ผสานบริการสปาเข้ากับการท่องเที่ยวหรูหรา

    บริการหลัก: สปาทรีตเมนต์ที่ใช้สมุนไพรไทย, การนวดแผนไทยประยุกต์, โปรแกรม Detox & Wellness แบบครบวงจร

    จุดแข็ง: การยกระดับภูมิปัญญาสปาไทยสู่มาตรฐานโรงแรมหรูระดับโลก

    5. Absolute Sanctuary – เกาะสมุย, สุราษฎร์ธานี

    จุดเด่น: โด่งดังในฐานะ “Wellness Fitness Resort” สำหรับผู้ที่อยากรีบูตร่างกายด้วย โยคะ, Pilates และฟิตเนส

    บริการหลัก: โปรแกรม Weight Management, Detox, Yoga Retreats, โภชนาการสุขภาพ และ Life Coaching

    จุดแข็ง: ได้รับการยกย่องจาก CNN Travel ว่าเป็นหนึ่งใน “Top Yoga Retreats in Asia” และเหมาะกับคนรุ่นใหม่/นักท่องเที่ยวสาย Active

    ที่มา:

    https://link.springer.com/

    https://bmcpsychology.biomedcentral.com/

    www.thailandprivilege.co.th

    Home

    กรุงเทพธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/730836&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G4cIq81JdT_DEArFVO6n3

  • ยอดสะสมต่างชาติเที่ยวไทย 23.4 ล้านคน “มาเลเซีย” ยังครองแชมป์ : อินโฟเควสท์

    ยอดสะสมต่างชาติเที่ยวไทย 23.4 ล้านคน “มาเลเซีย” ยังครองแชมป์ : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-21 ก.ย. 68 รวมทั้งสิ้น 23,450,122 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,082,938 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 3,380,339 คน จีน 3,301,185 คน อินเดีย 1,711,381 คน รัสเซีย 1,244,626 คน และเกาหลีใต้ 1,105,186 คน

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (15-21 ก.ย.) นักท่องเที่ยวชะลอตัวด้านการเดินทางในทุกกลุ่มตลาด ก่อนการเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในเดือนต.ค. ส่งผลให้ภาพรวม มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 496,986 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 68,333 คน หรือ 12.09% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย เฉลี่ยวันละ 70,998 คน โดย 5 อันดับแรก ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย 101,376 คน จีน 70,678 คน อินเดีย 44,813 คน เกาหลีใต้ 23,590 คน และญี่ปุ่น 23,271 คน

    “นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ และจีน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 7.32% และ 5.59% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย อินเดีย และญี่ปุ่น มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 29.29% 17.29% และ 9.74% ตามลำดับ” น.ส.นัทรียา ระบุ

    ส่วนสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (22-28 ก.ย.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การออกเดินทางท่องเที่ยวก่อนมีวันหยุดในต้นเดือนต.ค.ในประเทศจีน การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงการกระตุ้นและส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531575&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H68QiX1y-id2N8tQ2q6-H

  • โรงแรมไทยคาด ‘ลูกค้าจีน’ ครึ่งปีหลังหดตัว!  กังวลความปลอดภัย-ค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง

    โรงแรมไทยคาด ‘ลูกค้าจีน’ ครึ่งปีหลังหดตัว! กังวลความปลอดภัย-ค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง

    ธุรกิจ

    โรงแรมไทยคาด ‘ลูกค้าจีน’ ครึ่งปีหลังหดตัว! กังวลความปลอดภัย-ค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง

    จากผลสำรวจ “ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรม เดือนส.ค.2568” ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 13-30 ส.ค.2568 มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 104 แห่ง พบว่าธุรกิจ “โรงแรม” ส่วนใหญ่กว่า 36% หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ประเมินว่าจำนวน “ลูกค้าต่างชาติ” (ไม่รวมลูกค้าจีน) ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มีแนวโน้มลดลงจากช่วงครึ่งปีแรก

    เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า เฉพาะ “ลูกค้าจีน” ที่ปกติแล้วจะเที่ยวในช่วงครึ่งปีแรกมากกว่าครึ่งปีหลัง ผู้ประกอบการโรงแรมกว่า 57% ประเมินว่าจะลดลงจากครึ่งปีแรก โดยเกือบ 1 ใน 4 มองว่าน่าจะลดลงมากกว่า 15% ขณะที่ผู้ประกอบการ 10% คาดลูกค้าจีนจะลดลง 11-15%

    ผู้ประกอบการ 43% คาดด้วยว่า “ลูกค้าไทย” ในครึ่งปีหลังจะลดลงเมื่อเทียบครึ่งปีแรก โดย 9% ของผู้ประกอบการทั้งหมดประเมินว่าลูกค้าไทยจะลดลงมากกว่า 20% ขณะที่ 20% คาดลดลง 11-20% อีก 14% คาดลดลงไม่เกิน 10%

    สาเหตุที่ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมคาดว่า “ลูกค้าต่างชาติ” (รวมจีน) จะลดลง เป็นเพราะประเด็น “ความกังวลด้านความปลอดภัย” (Safety Concern) รองลงมาคือประเด็นราคาค่าใช้จ่ายในประเทศคู่แข่งน่าดึงดูดกว่าไทย ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในประเทศต้นทาง แหล่งท่องเที่ยวไทยไม่น่าดึงดูด และไม่มีโครงการกระตุ้นท่องเที่ยวใหม่ๆ

    ส่วนสาเหตุที่คาดว่าลูกค้าต่างชาติจะเพิ่มขึ้น ปัจจัยหนุนอันดับแรกคือ “แหล่งท่องเที่ยวไทยยังมีศักยภาพเทียบกับภูมิภาค” รองลงมาคือ ประเด็นความกังวลด้านความปลอดภัยที่เริ่มคลี่คลายลง ผลดีจากโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยว ราคาค่าใช้จ่ายในไทยคุ้มค่ากว่าคู่แข่ง และรายได้นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    ลูกค้าต่างชาติที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเป็น “กลุ่มตลาดระยะไกล” (Long-haul) อาทิ ยุโรป และสหรัฐ ที่เลือกพักในโรงแรมระดับ 4 ดาว โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคใต้ที่มีแหล่งท่องเที่ยวน่าดึงดูด สะท้อนจากเริ่มเห็นยอดจองห้องพักล่วงหน้าผ่านแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) และบริษัททัวร์ติดต่อเข้ามาบ้างแล้ว

    โรงแรมไทยคาด ‘ลูกค้าจีน’ ครึ่งปีหลังหดตัว!  กังวลความปลอดภัย-ค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง

    ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ดังกล่าวระบุถึง “อัตราการเข้าพัก” เฉลี่ยเดือนส.ค.2568 อยู่ที่ 62% ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนในทุกระดับดาว และเกือบทุกภูมิภาค ตามการเข้าสู่ช่วง “Summer Holiday” ของหลายประเทศในยุโรป ขณะที่คาดการณ์อัตราการเข้าพักเดือนก.ย.68 อยู่ที่ 54%

    เมื่อดูเป็นรายภูมิภาค พบว่าภาคเหนือในเดือนส.ค. อัตราการเข้าพักอยู่ที่ 44% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 41% ของเดือนก่อนหน้า ส่วนภาคตะวันออกอยู่ที่ 63% เพิ่มขึ้นจาก 58% ขณะที่ภาคกลาง 69% เพิ่มจาก 67% และภาคใต้ 55% ลดลงเล็กน้อยจาก 56%

    โรงแรมไทยคาด ‘ลูกค้าจีน’ ครึ่งปีหลังหดตัว!  กังวลความปลอดภัย-ค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์

    เทียนประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวเดือนส.ค. ที่ผ่านมาได้อานิสงส์จากการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025” ใน 4 จังหวัดหลัก กรุงเทพฯ เชียงใหม่ นครราชสีมา และภูเก็ต สอดคล้องกับแคมเปญ “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” โดยภาครัฐคาดว่าการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้สร้างมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศกว่า 8,400 ล้านบาท กระจายรายได้ไปในส่วนต่างๆ และกระตุ้นการจองที่พัก ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

    สมาคมฯ หวังว่าภาครัฐจะเดินหน้าส่งสริมภาคการท่องเที่ยว และธุรกิจเกี่ยวข้องต่อเนื่อง ยกระดับคุณภาพมาตรฐานบริการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวการเดินทาง เพื่อลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะเมืองหลัก กระจายรายได้ไปในเมืองอื่นๆ สำคัญสุดคือ การสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนเพิ่มขึ้น

    สำหรับมาตรการช่วยเหลือที่ผู้ประกอบการโรงแรมส่วนใหญ่ต้องการจากภาครัฐ คือ 1.มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและรายได้ เช่น เพิ่มการประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลัก เมืองรอง การอำนวยความสะดวกด้านท่องเที่ยว อาทิ ขยายระยะเวลามาตรการวีซ่าฟรี และพัฒนาช่องทางการจองพักออนไลน์ ส่งเสริมการจัดประชุมสัมมนาของรัฐและเอกชน เพิ่มจำนวนสิทธิของโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง พัฒนาระบบลงทะเบียนให้มีความเสถียร เข้มงวดในการคัดกรองนักท่องเที่ยวขาเข้า เพื่อเพิ่มจานวนนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ควบคุมจำนวนโรงแรมเปิดใหม่ให้พอดีกับอุปสงค์ เพื่อลดปัญหาซัพพลายล้นตลาด และแก้ไขภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของไทย อาทิ ค่าโดยสารที่ไม่เป็นธรรม และเพิ่มมาตรฐานด้านความปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยว

    2.มาตรการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนค่าพลังงาน และควบคุมการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษี อาทิ ภาษีนิติบุคคล ภาษีบุคคลธรรมดา และภาษีโรงเรือน 3.มาตรการด้านการเงิน มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) 4.มาตรการด้านแรงงาน พัฒนาระบบลงทะเบียนแรงงานต่างชาติให้เสถียร และ 5.มาตรการอื่นๆ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภค

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1199904&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kHHhgPh_VPzTQnh0kdHFO

  • ยอดสะสมต่างชาติเที่ยวไทย 23.4 ล้านคน “มาเลเซีย” ยังครองแชมป์ : อินโฟเควสท์

    ยอดสะสมต่างชาติเที่ยวไทย 23.4 ล้านคน “มาเลเซีย” ยังครองแชมป์ : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-21 ก.ย. 68 รวมทั้งสิ้น 23,450,122 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,082,938 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 3,380,339 คน จีน 3,301,185 คน อินเดีย 1,711,381 คน รัสเซีย 1,244,626 คน และเกาหลีใต้ 1,105,186 คน

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (15-21 ก.ย.) นักท่องเที่ยวชะลอตัวด้านการเดินทางในทุกกลุ่มตลาด ก่อนการเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในเดือนต.ค. ส่งผลให้ภาพรวม มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 496,986 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 68,333 คน หรือ 12.09% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย เฉลี่ยวันละ 70,998 คน โดย 5 อันดับแรก ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย 101,376 คน จีน 70,678 คน อินเดีย 44,813 คน เกาหลีใต้ 23,590 คน และญี่ปุ่น 23,271 คน

    “นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ และจีน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 7.32% และ 5.59% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย อินเดีย และญี่ปุ่น มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 29.29% 17.29% และ 9.74% ตามลำดับ” น.ส.นัทรียา ระบุ

    ส่วนสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (22-28 ก.ย.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การออกเดินทางท่องเที่ยวก่อนมีวันหยุดในต้นเดือนต.ค.ในประเทศจีน การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงการกระตุ้นและส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8M0IQ43ZR1UDSG3SCW73NOPJ6VRYXN&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23c-X-NOWBblXWXGGsaajJ

  • แหล่งท่องเที่ยวใหม่ น้ำล้นสปิลเวย์ไหลลงลานหิน กลายเป็นน้ำตก สุดสวยงาม

    แหล่งท่องเที่ยวใหม่ น้ำล้นสปิลเวย์ไหลลงลานหิน กลายเป็นน้ำตก สุดสวยงาม

    ภูมิภาค

    แหล่งท่องเที่ยวใหม่ น้ำล้นสปิลเวย์ไหลลงลานหิน กลายเป็นน้ำตก สุดสวยงาม

    วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.26 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 23 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่อ่างเก็บน้ำหลุบหนองนอ บ้านภูถ้ำพระ ต.คำน้ำสร้าง อ.กุดชุม จ.ยโสธร ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กปริมาณน้ำล้นสปิลเวย์ไหลลงสู่ท้ายอ่างผ่านลานหินกว้างลดหลั่นกันลงไปจนมองเห็นเป็นม่านน้ำตกอย่างสวยงาม จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งใหม่ของจังหวัดยโสธร เหมาะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจได้สัมผัสธรรมชาติแบบใกล้ชิดหรือจะเป็นจุดถ่ายภาพเช็คอินสำหรับคนที่ชื่นชอบสายน้ำและธรรมชาติ นอกจากนี้ยังนักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัยเนื่องจากระดับน้ำไม่ลึกส่วนใหญ่จะเป็นลานหินกว้างและแอ่งน้ำเล็กๆที่มีสายน้ำไหลผ่านลานหินเป็นระยะทางยาวกว่า 200 เมตร จนเป็นที่สนใจของชาวบ้านในพื้นที่ทั้งวัยรุ่นหนุ่มสาวและหลายครอบครัวก็ก็ต่างพาบุตรหลานไปเล่นน้ำกันอย่างสนุนสนานกันตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ มักจะมีชาวบ้านในพื้นที่และผู้ที่สนใจพากันเข้าไปเที่ยวชมนั่งเล่นสัมผัสธรรมชาติท่ามกลางสายน้ำที่เย็นสบายเป็นจำนวนมาก

    นายบรรณ์ดล  ศรีชนะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคำน้ำสร้าง เผยว่า บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำหลุบหนองนอ แห่งนี้ก็เป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้วแต่คนไม่ค่อยจะรู้จักว่ามีน้ำไหลผ่านลานหินที่สวยงามแบบนี้ เพราะปกติในช่วงฤดูฝนของทุกปีเมื่อมีฝนตกลงมาจนทำให้ปริมาณน้ำในอ่างฯเพิ่มสูงขึ้นก็จะล้นสปริงเวย์แล้วไหลลงท้ายอ่างฯไปตามทางระบายน้ำก่อนจะไหลผ่านลานหินกว้างลดหลั่นกันลงไปจนกลายเป็นม่านน้ำที่สวยงามจนเป็นที่สนใจของคนในพื้นที่และมักจะพากันเข้าไปเล่นน้ำพักผ่อนสัมผัสธรรมชาติเป็นประจำทุกวันโดยเฉพาะในช่วงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ โดยตรงจุดนี้สามารถเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัยเพราะระดับน้ำไม่ลึกจึงเหมาะสำหรับเด็กๆได้เล่นน้ำกัน โดยในขณะนี้ตนก็ได้มีการจัดเตรียมห้องสุขารองรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจเข้าไปเที่ยวชมเล่นน้ำไว้พร้อมแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ถ้าหากมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นตนก็จะได้จัดเจ้าหน้าที่ อปพร.และผู้นำชุมชนมาคอยดูแลรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่สนใจด้วยแต่ก็อยากขอความร่วมมือให้ทุกคนได้ช่วยกันรักษาความสะอาดขยะที่ถือมาก็ขอให้ถือกลับไปด้วยเพื่อความสวยงามของธรรมชาติ จึงเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวหรือผู้สนใจเข้าไปเที่ยวชมและเล่นน้ำได้ทุกวันในช่วงนี้
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/447516&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qWIpyh5p-8eMeHe1OPaf1

  • เปิดสูตร “โมเดลญี่ปุ่น” ดึงทัวร์จีนกลับไทย หลังเวียดนามซิวแชมป์

    เปิดสูตร “โมเดลญี่ปุ่น” ดึงทัวร์จีนกลับไทย หลังเวียดนามซิวแชมป์

    เปิดสูตร “โมเดลญี่ปุ่น” ดึงทัวร์จีนกลับไทย หลังเวียดนามซิวแชมป์

    นักวิชาการ มธ. ชี้ทางรอดท่องเที่ยวไทย! เร่งแก้ปม “ความปลอดภัย” สร้างความเชื่อมั่น ดึงทัวร์จีนกระเป๋าหนักกลับไทยด้วย “โมเดลญี่ปุ่น”

    เวียดนามกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีน แซงหน้าประเทศไทยในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.- มิ.ย.) นับเป็นสัญญาณเตือนที่น่ากังวลสำหรับภาคการท่องเที่ยวไทย

    ประเด็นนี้ทำให้เราต้องย้อนกลับมามองว่า อะไรทำให้เสน่ห์ไทยถดถอย และเราจะปรับกลยุทธ์เพื่อ ‘แก้เกม’ ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับมาได้อย่างไร

    รศ. ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น

    รศ. ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้ให้ทัศนะต่อปรากฏการณ์นี้ว่า

    แม้ตัวเลขเชิงปริมาณจะแสดงให้เห็นว่าเวียดนามมีนักท่องเที่ยวจีนแซงหน้าไทย แต่ยังไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลจนเกินไป หากมองลึกลงไปในรายละเอียด

    เปิดสูตร

    เจาะลึกเหตุผล ทำไมทัวร์จีนแห่ไปเวียดนาม?

    รศ. ดร.อักษรศรี วิเคราะห์ว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้กรุ๊ปทัวร์จีนนิยมไปเวียดนาม มาจาก 2 เหตุผลสำคัญ

    1.นโยบายฟรีวีซ่า: รัฐบาลเวียดนามมีนโยบายยกเว้นวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์ ทำให้การเดินทางสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

    2.ค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า: ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในเวียดนามโดยรวมมีราคาถูกกว่าประเทศไทย

    อย่างไรก็ตาม นักวิชาการ มธ. ชี้ว่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็น กรุ๊ปทัวร์ราคาประหยัด (กำลังซื้อต่ำ) และอาจเป็นกลุ่มที่เดินทางออกนอกประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งมีพฤติกรรมการใช้จ่ายต่อหัวไม่สูงนัก

    ดังนั้น การแข่งขันในตลาดนี้จึงเป็นการแข่งขันเชิงปริมาณมากกว่าเชิงคุณภาพ

    เปิดสูตร

    ปัญหาภาคการท่องเที่ยวไทยคือ “ความเชื่อมั่น”

    สำหรับปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รศ. ดร.อักษรศรี ย้ำว่าปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันจากเวียดนาม แต่เป็น “ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย” ที่ถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง

    “กรณีของ หวัง ซิง นักแสดงชาวจีนที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกมาไทยก่อนส่งไปค้ามนุษย์ที่เมียนมา ได้สร้างภาพจำในแง่ลบและทำลายความเชื่อมั่นของคนจีนอย่างมหาศาล”

    ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนที่สุด คือ

    • ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย: สร้างมาตรการที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพเพื่อดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
    • ปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์: จัดการปัญหาศูนย์กลางของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งใช้ไทยเป็นทางผ่าน เพื่อลบล้างภาพจำที่ไม่ดีและเรียกคืนความเชื่อมั่น

    “ตราบใดที่คนจีนยังรู้สึกว่ามาไทยแล้วไม่ปลอดภัย การทุ่มงบทำอีเวนต์มาร์เก็ตติ้งเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวอาจไม่ได้ผล” รศ. ดร.อักษรศรีกล่าว พร้อมเสริมว่า

    ปัญหาเงินบาทแข็งค่า ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ค่าใช้จ่ายในไทยสูงขึ้นและลดทอนศักยภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว

    เปิดสูตร

    ชู “โมเดลญี่ปุ่น” ดึงนักท่องเที่ยวกลับไทย

    รศ. ดร.อักษรศรี เสนอว่า แทนที่จะลดตัวลงไปแข่งขันในตลาดล่าง ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้ยกระดับตัวเอง โดยมี “ประเทศญี่ปุ่น” เป็นต้นแบบ

    “ญี่ปุ่นคือประเทศที่นักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปมากที่สุดในโลก แม้จะไม่มีนโยบายฟรีวีซ่าและมีค่าครองชีพสูงกว่าไทย แต่ญี่ปุ่นสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มพรีเมียมที่ยินดีจ่ายได้”

    ปัจจัยความสำเร็จภาคการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น:

    • ความปลอดภัย ความสะอาด และความเป็นระเบียบ
    • ระยะทางไม่ไกล มีเที่ยวบินจำนวนมาก
    • ระบบคมนาคมสะดวกสบาย
    • ค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ทำให้เป็นสวรรค์ของนักช็อป

    ทั้งนี้ ในการแก้เกมระยะยาว ประเทศไทยควรตั้งเป้าหมายที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวพรีเมียมที่ “มีมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพใกล้เคียงญี่ปุ่น ในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า”

    “หัวใจสำคัญคือการ สร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก และ เน้นยกระดับการท่องเที่ยวไทย ไม่ใช่การลงไปแข่งขันในตลาดล่างกับเวียดนามที่มุ่งเน้นแต่จำนวนนักท่องเที่ยวเชิงปริมาณ” รศ. ดร.อักษรศรี กล่าวสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/730829&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CHVSiO6xTHWiSIAcWku6X

  • ท่องเที่ยวชุมชนบ้านซำหวาย จ.อุบลราชธานี รางวัลลูกโลกสีเขียว รางวัลแห่งความยั่งยืน

    ท่องเที่ยวชุมชนบ้านซำหวาย จ.อุบลราชธานี รางวัลลูกโลกสีเขียว รางวัลแห่งความยั่งยืน

    23 กันยายน 2568 10:47 น. สยามรัฐออนไลน์ ท่องเที่ยว

    วันหยุดนี้ เก็บกระเป๋าแล้วไปผจญภัยท่ามกลางธรรมชาติ บนผืนป่าที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาปกป้องป่าและพลิกฟื้นความอุดมสมบูรณ์ให้กลับมาอีกครั้ง ที่ชุมชนบ้านซำหวาย จ.อุบลราชธานี ผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ประเภทสิปปนนท์ เกตุทัต รางวัลแห่งความยั่งยืน ครั้งที่ 23 ประจำปี 2567

                    เริ่มต้นกับการเดินสำรวจผืนป่าบน “เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ” ชมความหลากหลายของพืชพื้นถิ่น ที่มาอวดโฉมเบ่งบานรับแสงอรุณยามเช้า ไม่ว่าจะเป็น ผักหวานดง เครือหวาย  เติมเต็มความสดชื่นจาก “ฝายชะลอน้ำ-ธนาคารน้ำใต้ดิน” หนึ่งไฮไลน์ ที่สำคัญที่ทำที่ทำให้ผืนป่ากลับมาชุ่มชื้นตลอดทั้งปี และยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำนานาชนิด ที่นี่จึงเป็นเสมือนห้องเรียนรู้ระบบนิเวศที่หลากหลาย ท่ามกลางธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นแหล่ง “เพาะพันธุ์ปลาอีไทในบ่อรีชาร์จน้ำใต้ดิน” ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน สอดคล้องกับการอนุรักษ์ธรรมชาติได้อย่างลงตัว

                    ปิดท้ายด้วยกิจกรรม “เวิร์กชอปวิถีชุมชน” เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ตั้งแต่การเก็บวัตถุดิบจากในป่า มาทำอาหารพื้นบ้าน ไปจนถึงการนำทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนกลับมาใช้ใหม่อย่างรู้คุณค่า ซึ่งแต่ละกิจกรรมเป็นการตอกย้ำให้ทุกคนหันกลับมาดูแลธรรมชาติด้วยความจริงใจ และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า ชุมชนบ้านซำหวายจึงเป็นหนึ่งในชุมชนที่ทุกคนไม่ควรพลาดที่จะเข้ามาเรียนรู้ธรรมชาติอย่างใกล้ชิดแล้วจะหลงรักผืนป่าเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

    สนใจเรียนรู้ /ทำกิจกรรมโทร. 082 796 5823 (คุณปรึม)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/652990&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-PhRt-nukNmCCJNwlg4bK