Category: ท่องเที่ยว

  • “สุวัจน์”แนะ 5 เรื่องหลักแก้ปัญหาเศรษฐกิจในช่วงเวลาจำกัดของรัฐบาล

    “สุวัจน์”แนะ 5 เรื่องหลักแก้ปัญหาเศรษฐกิจในช่วงเวลาจำกัดของรัฐบาล

    นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคาดหวังต่อ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจว่า

    จากสถานการณ์โลกเดือด มรสุมจากภูมิรัฐศาสตร์ ภาษีทรัมป์ที่ส่งผลกระทบตรงๆกับเศรษฐกิจไทย ขณะที่การเมืองวุ่น 2 ปีกว่าของสภาฯชุดนี้ เปลี่ยนนายกฯ ไปแล้ว 3 คน ล่าสุดมีการพลิกขั้ว ได้รัฐบาลเสียงข้างน้อย ประกาศชัดไทม์ไลน์ สู่การยุบสภา 4 เดือน เพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง พร้อมทำประชามติแก้ไขรัฐธธรรมนูญ

    การแก้ไขเศรษฐกิจ ถ้าจะทำให้เป็นผลงานอย่างชัดเจน ได้แสดงออกถึงวิสัยทัศน์ความเข้าใจจริงๆ มันต้องมีเวลามากกว่านี้ ฉะนั้นรัฐบาลนี้ก็คงมีเวลาในการดูแลเศรษฐกิจในระยะสั้นๆเท่านั้น

    นายสุวัจน์ เห็นว่า เศรษฐกิจกับการเมือง เป็นขอคู่กัน การเมืองต้องเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เราจำเป็นต้องมอง 2 เรื่องนี้ควบคู่กันไปเสมอ

    ถามว่า วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจโลก ก็ต้องยอมรับอีกว่า เป็นยุคที่มีความผันผวนที่สุด นับตั้งแต่โควิด สืบเนื่องมาเจอปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาสงครามการค้า ปัญหาสงครามจริงๆ และล่าสุดก็ภาษีทรัมป์ ที่ทั่วโลกได้รับผลกระทบ ซึ่งในยุคเทคโนโลยีดิสรัปชั่นก็หนักแล้ว แต่วันนี้เป็นเรื่องเอไอ มันยิ่งกว่ามากนะ

    ฉะนั้น การเข้าแทรกแซงทางเศรษฐกิจที่มาจากความเจริญเติบโตทางด้านเทคโนโลยีจากเอไอสูงมาก จึงมีผลกระทบในทุกมิติเลย ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกก็เริ่มเปลี่ยนทิศทางไปสู่กรีนอีโคโนมีอีก หมายความว่า ทุกอย่างเป็นเศรษฐกิจสีเขียว ต้องมีมาตราฐานเรื่องสิ่งแวดล้อม โลกร้อน สนใจสิทธิมนุษยชน เรื่องสตรี ความหลากหลายทางเพศ มีเรื่องความยั่งยืนต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้อง

    สิ่งเหล่านี้ เป็นภาพที่ส่วนตัวคิดว่า มีผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจไทย จีดีพีเราไม่โตเลย ไตรมาสแรก 3 % ไตรมาสที่สองก็ 3 % พอไตรมาสที่สาม 1 % กว่า ไตรมาสสุดท้ายอาจจะ 1 % กว่าเช่นกัน เฉลี่ยปีนี้เราอาจไม่ถึง 2 % ซึ่งเราไม่ถึง 2 % มาเกือบ 20 ปีแล้วนะ เป็นสิ่งที่น่ากังวล

    ขณะที่ยังมีเรื่องสะสมมาตั้งแต่โควิด นั่นคือ เอสเอ็มอี ของเราอ่อนแรงมาก พอมาเจอวิกฤษเศรษฐกิจจากความผันผวนของโลกอีกก็แทบอยู่ไม่ได้ แล้วยังต้องเจอปัญหาจากการแข่งขันเรื่องคุณภาพสินค้า อันเนื่องมาจากกรีนอิโคโนมี เจอเอไอ ซึ่งเรายังเสียเปรียบมากในเรื่องการแข่งขัน แล้วเรื่องเอไอมันชัดเจนว่า มันยิ่งทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมากขึ้น เพราะเป็นเทคโนโลยีสนับสนุนธุรกิจใหญ่ๆ โดยเฉพาะ Global Company ให้ใหญ่ขึ้น แต่ขณะที่เอสเอ็มอีก็ยิ่งตายลงๆ ดิจิทัลดีไวซ์ หรือแก๊ประหว่างความไม่เสมอภาคจะสูงขึ้น

    ไหนเรายังต้องเผชิญกับปัญหาสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก วันนี้ผู้สูงอายุเรา 20 % กว่า หรือ 15 ล้านคนจากประชากร 60 กว่าล้านคนแล้ว ฉะนั้นเรามีภาระด้านสวัสดิการการดูแลผู้สูงอายุ แต่กำลังการผลิต กำลังคนทำงานของคนในชาติน้อยลงไป

    สุดท้ายที่คิดว่า เป็นความท้าทายเศรษฐกิจไทยมากๆ นั่นคือ Fiscal Spaces หรือ “พื้นที่ทางการคลัง” ที่เราเหลือน้อยลงไปทุกวันๆ เรากำลังเดินไปสู่ “หน้าผาทางการคลัง” แล้ว

    เงินเราน้อยลงไปหนี้สินมากขึ้น หนี้ 65% ของจีดีพี มันชนเพดานแล้วนะ หรือการขาดดุลงบประมาณ 4.5 % อย่างนี้มันมากกว่า 3 % แล้ว มันนำไปสู่การจัดเครดิตเรตติ้งต่างๆ ต่อไปเรากู้เงินยากขึ้น ดอกเบี้ยสูงขึ้น หรือเงินที่ใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศน้อยลง

    สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัญหารุมเร้าจริงๆ เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไขในระยะยาว ถึงบอกว่า เราจำเป็นต้องแบ่งงานกันทำ รัฐบาลชุดนี้ก็จะต้องเรื่องระยะสั้นๆ แก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าไป ส่วนเรื่องระยะยาวก็คงเป็นเรื่องของรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

    ถามว่า เรื่องเศรษฐกิจเฉพาะหน้ามีอะไรบ้าง นายสุวัจน์ ตอบว่า เรื่องแรกเร่งด่วนที่รัฐบาลนี้ ควรจะต้องดำเนินการต่อทันทีคือ เรื่องภาษีทรัมป์เพราะเรื่องนี้ส่งผลรุนแรงต่อการส่งออก มูลค่าสินค้าที่ส่งออกไปต้องบวก 19% ของแพงขึ้น

    ขณะเดียวกันก็กระทบการลงทุน เพราะเรื่องนี้ทำให้ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยน มีการโยกย้ายฐานการลุงทุน ถ้าที่ไหนภาษีถูกก็มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน ฉะนั้นเรื่องนี้รัฐบาลตั้งรองนายกฯ ฟอร์มทีมเจรจาแล้ว เพื่อลดผลประทบให้น้อยที่สุด

    เรื่องที่สอง การส่งออก วันนี้ตัวเลขมันลดลงไปมาก แล้วมันมีผลกระทบต่อจีดีพีประเทศ ผมคิดว่า นอกจากตลาดเก่า อย่าง จีน ยุโรป อาเซียน ที่เราต้องเจาะทาร์เก็ตสินค้า เพื่อรักษาฐานคู่ค้าเก่าๆ แล้ว เราต้องหาตลาดใหม่ๆด้วย อย่างตลาด Global South หรือ แถบประเทศละตินอเมริกา แอฟริกา เอเชียกลางตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำลังซื้อเยอะ และเรายังส่งออกไปน้อย ทำควบคู่ทั้งตลาดเก่ากับตลาดใหม่ การส่งออกน่าจะกระเตื้องขึ้น

    เรื่องที่สาม การท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นพระเอกเลย แต่วันนี้พระเอกบทบาทน้อยลงไป แต่ยังไงๆเรื่องนี้ก็ต้องเป็นเรื่องหลักต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    เดิมก่อนโควิดเรามีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน ปีที่แล้วมีตัวเลข 35-36 ล้านคน แต่ปีนี้อาจจะน้อยลงไป ซึ่งผลกระทบหลักๆมาจากคู่แข่ง คนญี่ปุ่นไปเวียดนามมากขึ้น ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจีนก็หายไป จากที่เคยมา 12 ล้าน ตอนนี้ไม่ถึงครึ่ง ราวๆ 5-6 ล้านเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีนัยยะสำคัญด้วย

    ฉะนั้น รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ต้องฟื้นฟูภาพลักษณ์ ความไม่เข้าใจอะไรต่างๆของตลาดจีนที่มีต่อไทยอย่างจริงจัง ถ้าเราได้ตัวเลขจากคนจีนคืน การท่องเที่ยวไทยก็เกินกว่ายอดที่เคยได้ก่อนโควิดแล้ว

    นายสุวัจน์ ย้ำว่า เรื่องท่องเที่ยวมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ ต่อเศรษฐกิจรากหญ้า ต่อคนในชนบท เพราะการท่องเที่ยวทำให้เงินกระจายลงไปถึงคนในชนบท แต่พอไม่ตรงเป้า จึงกระทบต่อเศรษฐกิจข้างล่างอย่างรุนแรง

    ดังนั้น เฉพาะหน้าต้องนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศให้เยอะขึ้น เที่ยวเมืองนอกกันน้อยๆหน่อย

    “อย่างโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งที่เคยทำ ไปเที่ยวเท่าไหร่รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง ต้องหยิบมาทำต่อ เพื่อให้ท่องเที่ยวเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ และจะช่วยเศรษฐกิจรากหญ้าฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้นๆ”

    แล้วก็ควรสร้างอินเซนทีฟในคนไปเที่ยวเมืองรองเพิ่มขึ้น เพราะเมืองหลัก อย่าง พัทยา หัวกิน ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย นักท่องเที่ยวรู้จัก มีผลกระทบบ้าง แต่ยังเข้มแข็งอยู่ ที่สำคัญควรให้ความสำคัญกับบิ๊กอีเวนต์ที่เรากำลังจะเป็นเจ้าภาพ

    อย่างการประกวดมิสแกรนด์อินเตอร์ ประกวดมิสยูนิเวิร์ส อย่างนี้ถือเป็นบิ๊กอีเวนต์ หรือใช้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์เพื่อกระตุ้นให้คนเข้ามาท่องเที่ยว หรือให้สมาคมกีฬาที่มีอยู่ทำโครงการ จัดการแข่งขันกีฬาระดับโลกในช่วงสั้นๆ ก็ดึงดูดนักท่องเที่ยว รวมไปถึงให้ส่วนราชการไปประชุมสัมมนาตามเมืองรองต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีรายได้

    สิ่งเหล่านี้ถือว่า รัฐบาลชุดนี้ต้องทำได้ เพราะการท่องเที่ยวไม่เหมือนการลงทุนนะ รัฐบาลอยู่ 4 เดือนไปชวนใครเขาก็อาจมีขีดจำกัดในการสร้างความเชื่อมั่น แต่การท่องเที่ยวไม่ได้ต้องการเรื่องความเชื่อมั่นอะไรมากมาย เอาระยะสั้นๆ มากินมาเที่ยวมาใช้ แล้วก็กลับ

    เรื่องที่สี่ รัฐบาลควรเร่งรัดในการใช้จ่ายจากงบประมาณปี 2569 ใช้จ่ายกันแต่เนินๆ จากที่บางปีจะไปใช้จ่ายกันในช่วงปลายปีงบประมาณ เพราะการเร่งรัดจัดซื้อจัดจ้าง เร่งรัดการก่อสร้าง จากงบประมาณ 3.7 ล้านล้านบาท มันจะช่วยดึงจีดีพีได้อย่างมหาศาล หรืออย่างรัฐบาลจะทำโครงการคนละครึ่งพลัส ก็เป็นโครงการเก่า แต่เอามาทำต่อด้วยเงิน 40,000 กว่าล้านบาท ก็ถือว่ามีผล ตัวอย่างอย่างนี้ถือเป็นเรื่องดี

    สุดท้าย เรื่องที่ห้า ผมว่า รัฐบาลนี้ควรดำเนินการช่วยสนับสนุน เอสเอ็มอี ที่บอกซ้ำมากๆ จากปัญหาที่ผมได้พูดไป ทำให้โซ่ข้อกลางของระบบอุตสาหกรรมของธุรกิจไปได้ เพราะถ้าไม่มีเอสเอ็มอีธุรกิจใหญ่ๆก็ไม่เกิดขึ้น แล้วเอสเอ็มอีถือเป็นรากฐานของจีดีพี ฉะนั้นวันนี้รากฐานของเราอ่อนแอ ต้องเข้าไปสนับสนุนเขาอย่างจริงจัง

    “5 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาล 4 เดือน สามารถทำได้ ส่วนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาว ผมคิดว่า คงต้องยกให้เป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ ที่จะเข้ามาวางกรอบอย่างที่ได้พูดไป”

    นายสุวัจน์ กล่าวว่า ยังไม่รู้ว่า การเลือกตั้งจะนำไปสู่รัฐบาลหน้าตาแบบไหน แต่ส่วนตัวมองว่า ระหว่างนี้พรรคการเมืองก็จะมีเวลานานขึ้น จากเดิมยุบสภาก็มีเวลา 45 วันก็เลือกตั้งแล้ว แต่นี่ต้องบวกไปอีก 4 เดือน ฉะนั้นระยะเวลาที่นานขึ้น ทำให้นักเลือกตั้งต้องหาเสียงนานหน่อย

    สำหรับพรรคการเมือง ก็อย่าให้เสียเปล่า ควรใช้เวลาที่นานขึ้นนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้ง เพราะศึกข้างหน้าใหญ่หลวงนัก การเมืองต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา และสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้กับประเทศจริงๆ ด้วยนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ และของโลก

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งหนึ่งที่พวกเราต้องตระหนัก และยอมรับความจริงกันได้แล้ว ถึงการใช้นโยบายประชานิยมมาเป็นจุดขายเพื่อให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง

    นายสุวัจน์ เห็นว่า ภารกิจใหญ่ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลหลังเลือกตั้งที่จะเข้ามาต้องทำกันอย่างจริงจัง มีอยู่ 6 เรื่อง

    เรื่องแรก เราจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะโครงสร้างการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

    ต่อไปเราจะผลิตสินค้าอย่างเดิมไม่ได้แล้ว การผลิตรุ่นใหม่จะต้องเป็นการผลิตที่มีมาตราฐานขึ้น ไม่ปล่อยซีโอทู สนใจเรื่องโลกร้อน ต้องผลิตโดยลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป้าหมายที่ 2050 จะต้องเน็ตซีโร่ ฉะนั้นการผลิตจากนี้ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน คำนึงเรื่องสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค ความหลากหลายทางเพศ

    หรือแม้การที่ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลง แล้วในที่สุดจำเป็นต้องเข้าร่วมเอฟทีเอ เกิดกลุ่มการค้าต่างๆเพื่อกำหนดมาตราฐานสินค้า ซึ่งเราก็ต้องผลิตให้ได้ มิเช่นนั้นเราก็จะไม่มีสินค้าไปขาย การส่งออกจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ฉะนั้นสำหรับรัฐบาลหน้า ต้องมีมิติเรื่องต่างประเทศมากเกี่ยวข้องอย่างมาก เพราะเราจำเป็นต้องไปอยู่ในกลุ่มการค้าต่างๆ เพื่อไม่ให้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ การเข้าร่วมเอฟทีเอค้าด้วยกันเอง จะปลอดภัยขึ้น ไม่มีภาษีมาเป็นอุปสรรค

    เรื่องที่สอง ต้องยกระดับเอสเอ็มอี ต้องทำให้ขึ้นมาเผชิญหน้ากับการท้าทายของความผันผวนของโลกให้ได้

    เรื่องที่สาม รัฐบาลต้องแก้ปัญหาเรื่องสังคมผู้สูงอายุอย่างจริงจัง ต้องยกให้เป็นวาระแห่งชาติสำคัญเลย จะเกษียณอายุกันยังไง ขยายเป็น 65 ดีมั๊ย หรือจะดูแลสวัสดิการกันยังไง หรือการจะอัพสกิลให้ผู้สูงแบบไหน เพื่อยังให้เป็นกำลังการผลิตของประเทศ

    เรื่องที่สี่ เรื่องคุณภาพการศึกษา วันนี้คนเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยน้อยลงไปทุกปี แล้วการวัดผลในเรื่องคุณภาพการศึกษาของเยาวชนของเรา ก็อยู่รองบ๊วยเลย อย่างในเรื่อง STEM หรือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เอนจีเนียริ่ง คณิตศาสตร์ ในกลุ่มประเทศ OECD วัดออกมาใน 70 ประเทศ เราอยู่อันดับ 69 เลยนะ

    แสดงว่าเด็กเราความรู้ความสามรถเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเราต่ำมาก ซึ่งเป็นความรู้ความสามารถพื้นฐานในการต่อสู้กับเศรษฐกิจโลก เป็นพื้นฐานในการสร้างคนของระบบเศรษฐกิจ ฉะนั้นมันถึงเวลาแล้วที่ต้องปฏิรูปมาตราฐานการศึกษา และดึงเด็กให้เข้าสู่ระบบ

    สรุปเลยคือเด็กไทยต้องเก่ากว่าเดิม ยิ่งในวันที่สังคมผู้สูงวัยด้วย ถ้าเราไม่เพิ่มประชากร เด็กไทยในอนาคตจะต้องมารับผิดชอบผู้สูงอายุมากกว่าเดิม

    เรื่องที่ห้า การท่องเที่ยว ต้องเป็นแกนหลักให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ต้องสร้างเมืองไทยให้เป็นฮับของโลก เมดิคัลฮับ เวลเนส ฮับ นอแมดฮับ เราต้องคิดกันว่า อะไรคือ Man-made destination หรือคาแร็กเตอร์เฉพาะตัว ที่จะดึงคนเข้ามารุมที่ประเทศเรา หรือพวกเวิลด์อีเวนต์ อย่าง เอฟวัน ให้เป็นทัวร์นาเมนต์ประจำที่เกิดขึ้นที่ประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยมีโปร์ไฟล์การท่องเที่ยวระดับโลก

    แล้วเราจำเป็นที่จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว เรามีแต่พัฒนาเส้นทางเพื่อคมนาคม เพื่อการขนส่ง แต่วันนี้เราต้องพูดแล้วว่า เราจะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/642191&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BAuAq_BI1J9O7hwtlLXwv

  • สื่อฯสัญจรทัวร์กระบี่ ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    สื่อฯสัญจรทัวร์กระบี่ ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    สื่อฯสัญจรทัวร์กระบี่ ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    เผยแพร่

    “รองโฆษกฯอัยรินทร์” นำสื่อมวลชนทัวร์กระบี่ ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ด้าน “ศศิธร” เชื่อโครงการคนละครึ่งพลัสกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้

    นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมสำนักโฆษก จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร   (Press Tour) นำสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล  กว่า 50 คน   ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ ระหว่างวันที่ 23-24 ตุลาคม 2568 โดยมีนางสาวศศิธร  กิตติธรกุล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  ให้การต้อนรับในฐานะรัฐมนตรีเจ้าบ้าน โดยคณะสื่อมวลชนได้รับฟังการบรรยายประวัติพิพิธภัณฑ์เรือหลวงลันตา แลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยวแห่งใหม่ตามนโยบายของรัฐบาล

    ทำเนียบรัฐบาล
    นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    จากนั้นได้รับฟังบรรยายการพัฒนาท่าเรือ ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ  เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ตามยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 ที่พอร์ตตะโกลา

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี   ยังได้นำคณะสื่อมวลชนเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 1 ซึ่งเคยเป็นบ้านพักอาศัยของพระยาคงคาธราธิบดี   อดีตผู้ว่าราชการเมืองกระบี่   คนที่ 6 ที่ได้ถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงสร้างสรรค์ (Creativity Tourism)  เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีจังหวัดกระบี่  พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการ “OTOP Krabi ดี เด่น ดัง”   ซึ่งมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ชุมชนกว่า 20 กลุ่ม จากทั่วจังหวัดกระบี่ พร้อมกิจกรรม Workshop การทำผลิตภัณฑ์ OTOP Krabi   ส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

    ทำเนียบรัฐบาล
    สื่อมวลชนสัญจรทัวร์กระบี่

    “จังหวัดกระบี่อยู่ในกลุ่มเมืองหลักด้านการท่องเที่ยว  ควรเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การตลาด และการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ   เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และก่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ชุมชนอย่างมั่นคง ชุมชนมีความเข้มแข็ง   ภายใต้การน้อมนำหลักการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง   ได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน   ในการส่งเสริมอาชีพและรายได้ของประชาชน สนับสนุนการสร้างอาชีพตามศักยภาพของพื้นที่ เพิ่มมูลค่าสินค้า ยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP รวมทั้งนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่า เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยก้าวสู่ระดับสากล” นางสาวอัยรินทร์กล่าว

    ทำเนียบรัฐบาล
    สื่อมวลชนสัญจรทัวร์กระบี่

    ด้านนางสาวศศิธร  กล่าวว่าจังหวัดกระบี่มีเส้นทางเชื่อมโยงไปเกาะพีพี  สามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทย ขณะเดียวกันท่าเรือเกาะลันตา ก็เชื่อมไปเกาะพีพี  เพื่อเป็นการย่นระยะทางเพราะการเดินทางจากภูเก็ตมากระบี่ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง  โดยเชื่อว่าจะเป็นการช่วยลดความแออัดของการจราจร   ขณะเดียสกันยังเชื่อว่าโครงการคนละครึ่งพลัส  ที่รัฐบาลออกมานั้น ก็จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้กับสินค้า  OTOP  และการท่องเที่ยวในชุมชนในพื้นที่จังหวัดกระบี่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/259888&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-s2yGRlaFJV5hkS7NCQzC

  • “อนุทิน” เตรียมบินกระบี่พรุ่งนี้ เปิดงานกินเจ-ส่งเสริมท่องเที่ยวภาคใต้

    “อนุทิน” เตรียมบินกระบี่พรุ่งนี้ เปิดงานกินเจ-ส่งเสริมท่องเที่ยวภาคใต้

    “อนุทิน” เตรียมบินกระบี่พรุ่งนี้ เปิดงานกินเจ-ส่งเสริมท่องเที่ยวภาคใต้

    “นายกฯอนุทิน” เตรียมบินกระบี่พรุ่งนี้ เปิดงาน “รวมพลคนกินเจ” โปรโมทวัฒนธรรมประเพณี – ส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคใต้

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  วันพรุ่งนี้ 24 ตุลาคม 2568  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเดินทางไปตรวจราชการ จังหวัดกระบี่

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

    ช่วงบ่าย เวลา 13.30 น. โดยประมาณ นายกรัฐมนตรีจะกล่าวมอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรและผู้ช่วย ผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น ณ อาคารเดอะแพลทตินัม ฮอลล์ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ จากนั้น จะเดินทางต่อไปยังศาลหลักเมืองกระบี่ หน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ เพื่อเป็นประธานพิธีเปิดงาน “รวมพลคนกินเจ จังหวัดกระบี่ ครั้งที่ 19” พร้อมพบปะประชาชนชาวกระบี่ ณ วัดแก้วโกรวาราม พระอารามหลวง อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่

    โอกาสนี้  เวลา 16.15 น. นายกรัฐมนตรีจะพบปะกลุ่มสตรีแม่บ้าน อบจ.กระบี่ และ อสม.จังหวัดกระบี่ ณ อาคารเดอะแพลทตินัม ฮอลล์ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่  โดยภารกิจสุดท้าย นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานพิธีเปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัล กระบี่ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ

    “นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดกระบี่และพื้นที่ภาคใต้โดยรวมในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาล ในการต่อยอดวัฒนธรรม ประเพณีเพื่อส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ให้กับทุกพื้นที่ ทุกจังหวัด เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง” นายสิริพงศ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/259887&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ifu_Z_IMFeTVMDH0O1y6O

  • ‘รองโฆษกรัฐบาล’ นำสื่อมวลชนทัวร์กระบี่ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ | เดลินิวส์

    ‘รองโฆษกรัฐบาล’ นำสื่อมวลชนทัวร์กระบี่ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ | เดลินิวส์

    ‘รองโฆษกรัฐบาล’ นำสื่อมวลชนทัวร์กระบี่ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    ‘รองโฆษกรัฐบาล’ นำสื่อมวลชนทัวร์กระบี่ ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ร่วมกิจกรรม Workshop ผลิตภัณฑ์ OTOP Krabi ส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5232784/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3I0qEEwIYvy0N8AfGyG8x6

  • การท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอนจัดกิจกรรมนิทานใต้แสงดาว ปางอุ๋ง

    การท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอนจัดกิจกรรมนิทานใต้แสงดาว ปางอุ๋ง

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแม่ฮ่องสอน จัดกิจกรรมนิทานใต้แสงดาว (Maehongson Starry Night) ขึ้นที่ปางอุ๋ง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ชมฝนดาวตกและนิทานเกี่ยวกับดวงดาวบนท้องฟ้าว่ามีความเป็นมาอย่างไร

    ค่ำคืนปลายฝนต้นหนาวที่ ปางอุ๋ง สันเขื่อนอ่างเก็บน้ำปางตอง โครงการพระราชดำริปางตอง 2 ผู้คนค่อยๆ ลดเสียง พับขาตั้งกล้อง เช็กแอปดูดาวในมือถือ แล้วเงยหน้ารอฟ้า พร้อมกับเปลี่ยนสนามหญ้ากว้างให้กลายเป็นโรงละครของธรรมชาติ งานนี้คือ นิทานใต้แสงดาว ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแม่ฮ่องสอน ร่วมกับอุทยานแห่งชาติถ้ำปลา–น้ำตกผาเสื่อ จัดขึ้นเพื่อทดสอบการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ (astro-tourism) ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน พื้นที่จัดงานอยู่ในเขตที่ประกาศเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด หนึ่งเดียวของจังหวัด (ข้อมูลจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ปี 2568) จุดเด่นคือแสงรบกวนต่ำพอที่ตาจะค่อยๆ ชินและมองเห็นท้องฟ้าได้ลึกขึ้นทุกนาที

    ช่วงหัวค่ำเริ่มกิจกรรมด้วย ดนตรีกับดวงดาว เคล้าบรรยากาศริมน้ำ ไปจนถึงกิจกรรมแนะนำแอปพลิเคชันดูดาวให้มือใหม่ ทั้ง Stellarium หรือ Star Walk ก็หยิบขึ้นมาส่องหากลุ่มดาวได้ทันที ก่อนเข้าสู่ช่วงที่ทุกคนเฝ้ารออย่าง “นิทานใต้แสงดาว” โดยทีมวิทยากรจะค่อยๆ เล่าเรื่องกลุ่มดาวฤดูหนาวว่า ตำนานที่ต่างถ่ายทอดกันมาหยิบยืมรูปร่างจากดาวฤกษ์ชุดเดียวกันอย่างไร บางคนวางตัวลงบนเสื่อผืนเล็ก บางคนพิงเสาตั้งกล้อง ตั้งใจฟังเงียบๆ พร้อมชี้เป้าดาวบนท้องฟ้าไปด้วย

    กิจกรรมนิทานใต้แสงดาว (Maehongson Starry Night)
    กิจกรรมนิทานใต้แสงดาว (Maehongson Starry Night)

    พอฟ้ามืดสนิทและตาปรับแสงได้มากขึ้น กิจกรรมก็ขยับเข้าสู่ทัวร์อวกาศลึก (Deep Sky Tour) ผ่านกล้องโทรทรรศน์ จุดให้ดูมีทั้งกระจุกดาว เนบิวลา ไปจนถึงแนวใจกลางทางช้างเผือกซึ่งปรากฏชัดขึ้นเมื่อสภาพอากาศเอื้อ 

    ไฮไลต์ของคืนไร้จันทร์คือการตามล่าฝนดาวตกโอไรออนิดส์ เส้นแสงเล็กๆ วิ่งเฉียงตัดท้องฟ้า ช่วงดึกยังมีโอกาสลุ้น ดาวหาง Lemmon ที่กำลังผ่านฟ้าในช่วงนี้ หากฟ้าเปิดพอ 

    กิจกรรมนิทานใต้แสงดาว กับกิจรรมการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์
    กิจกรรมนิทานใต้แสงดาว กับกิจรรมการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์

    สิ่งที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนหวังจากนิทานใต้แสงดาวไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เข้าร่วม แต่คือการยกระดับการท่องเที่ยวให้ต่างออกไป ไม่ใช่เพื่อถ่ายรูปอย่างเดียว แต่เพื่ออยู่กับค่ำคืนที่มืดพอจะเห็นแสงจากที่ไกลที่สุด และเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ ที่ทำให้เรายกสายตาจากจอ ขึ้นไปยังเพดานของท้องฟ้า

    ถ้าอยากตามรอย ให้เฝ้าปฏิทินดาราศาสตร์ช่วงปลายปี ซึ่งมีฝนดาวตกหลายชุด เน้นคืนที่จันทร์มืดหรือจันทร์เสี้ยว และเช็กพยากรณ์เมฆอย่างน้อยหนึ่งวันก่อนเดินทาง และที่สำคัญงดแฟลช รักษาความมืดและความสะอาดร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2890922&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tVav4k61xcAgyuqnc4aoJ

  • รัฐบาล จัดกิจกรรม Press Tour พาสื่อทัวร์เมืองกระบี่ โปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลัก

    รัฐบาล จัดกิจกรรม Press Tour พาสื่อทัวร์เมืองกระบี่ โปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลัก

    รองโฆษกฯ “อัยรินทร์” นำสื่อมวลชนทัวร์กระบี่ ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ร่วมกิจกรรม Workshop ผลิตภัณฑ์ OTOP Krabi ส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้าน “ศศิธร” เชื่อโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาล ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้

    วันที่ 23 ตุลาคม 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักโฆษก จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร (Press Tour) นำสื่อมวลชน ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และออนไลน์ กว่า 50 คน ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ ระหว่างวันที่ 23-24 ตุลาคม 2568

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า เมื่อเดินทางถึงบริเวณองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ คณะสื่อมวลชนได้รับฟังการบรรยายประวัติพิพิธภัณฑ์เรือหลวงลันตา แลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยวแห่งใหม่ตามนโยบายของรัฐบาล

    จากนั้นได้รับฟังบรรยายการพัฒนาท่าเรือ ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ตามยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 ที่พอร์ตตะโกลำ

    โดยรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังได้นำคณะสื่อมวลชนเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 1 ซึ่งเคยเป็นบ้านพักอาศัยของพระยาคงคาธราธิบดี อดีตผู้ว่าราชการเมืองกระบี่ คนที่ 6 ที่ได้ถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงสร้างสรรค์ (Creativity Tourism) เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีจังหวัดกระบี่ พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการ “OTOP Krabi ดี เด่น ดัง” ซึ่งมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ชุมชนกว่า 20 กลุ่ม/ราย จากทั่วจังหวัดกระบี่ พร้อมกิจกรรม Workshop การทำผลิตภัณฑ์ OTOP Krabi ส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

    “จังหวัดกระบี่อยู่ในกลุ่ม “เมืองหลักด้านการท่องเที่ยว” (Major City) ควรเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การตลาด และการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และก่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ชุมชนอย่างมั่นคง ชุมชนมีความเข้มแข็ง ภายใต้การน้อมนำหลักการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการส่งเสริมอาชีพและรายได้ของประชาชน สนับสนุนการสร้างอาชีพตามศักยภาพของพื้นที่ เพิ่มมูลค่าสินค้า ยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP รวมทั้งนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่า เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยก้าวสู่ระดับสากล”

    ด้านนางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าจังหวัดกระบี่มีเส้นทางเชื่อมโยงไปเกาะพีพี สามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทย ขณะเดียวกันท่าเรือเกาะลันตา ก็เชื่อมไปเกาะพีพี เพื่อเป็นการย่นระยะทางเพราะการเดินทางจากภูเก็ตมากระบี่ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง โดยเชื่อว่าจะเป็นการช่วยลดความแออัดของการจราจร

    สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส ที่รัฐบาลออกมานั้น ก็จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้กับสินค้า OTOP และการท่องเที่ยวในชุมชนในพื้นที่จังหวัดกระบี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2890923&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eFHENfJlqZaAImBBuUp3p

  • ททท.ปลื้มนักท่องเที่ยวยุโรปทะลักรับไฮซีซั่น หนุนรายได้โต

    ททท.ปลื้มนักท่องเที่ยวยุโรปทะลักรับไฮซีซั่น หนุนรายได้โต

    ททท. ปลื้มผล Airline Focus Strategy ปลุกตลาดระยะไกลพุ่ง หลังยุโรปฟื้นเศรษฐกิจ–สายการบินนอร์สเพิ่ม 5 เส้นทางบินตรงยุโรป–ไทย สะท้อนศักยภาพไทยจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวคุณภาพจากสแกนดิเนเวีย

    23 ต.ค. 2568 – นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยภายหลังให้การต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ NO191 เส้นทาง สตอกโฮล์ม–กรุงเทพฯ ของสายการบิน Norse Atlantic Airways ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวในตลาดระยะไกลของไทยขณะนี้มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นในเกือบทุกภูมิภาค ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการดำเนิน กลยุทธ์ Airline Focus ของ ททท. ร่วมกับพันธมิตรสายการบินทั่วโลกที่มุ่งเพิ่มเที่ยวบินและจำนวนที่นั่งเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่องหลังวิกฤตโควิด-19

    ทั้งนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปทำให้ชาวยุโรปกลับมาเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงปลายปีซึ่งเข้าสู่ ฤดูท่องเที่ยว (High Season) ของประเทศไทย ถือเป็นจังหวะสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าสู่ประเทศ เพิ่มรายได้ให้กับภาคท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโดยรวม

    นางจิระวดี กล่าวว่า ตลาดยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ถือเป็นตลาดศักยภาพสูงและมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากการที่สายการบินสัญชาตินอร์เวย์ Norse Atlantic Airways ได้ขยายเส้นทางบินตรงแบบ Seasonal Flight ระหว่างยุโรปและประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 5 เส้นทาง ในช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 ได้แก่สตอกโฮล์ม (ARN) – กรุงเทพฯ (BKK)ลอนดอน เกตวิค (LGW) – กรุงเทพฯ (BKK)แมนเชสเตอร์ (MAN) – กรุงเทพฯ (BKK)สตอกโฮล์ม (ARN) – ภูเก็ต (HKT) และออสโล (OSL) – ภูเก็ต (HKT)

    โดยเที่ยวบินแรก NO191 สตอกโฮล์ม–กรุงเทพฯ ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 และจะให้บริการ สัปดาห์ละ 2 เที่ยวบินในระยะเริ่มต้น ก่อนจะเพิ่มเป็น 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ให้บริการด้วยเครื่องบิน โบอิ้ง 787-9 ดรีมไลเนอร์ ที่รองรับผู้โดยสารได้ 338 ที่นั่ง แบ่งเป็นที่นั่งพรีเมียม 56 ที่นั่ง และชั้นประหยัด 282 ที่นั่ง มุ่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายแก่ผู้โดยสารจากยุโรปสู่ประเทศไทยในช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปี

    สำหรับประเทศไทยยังคงเป็น จุดหมายปลายทางยอดนิยมในภูมิภาคเอเชียของนักท่องเที่ยวชาวสวีเดน โดยข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 ตุลาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวสวีเดนเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 145,188 คน เพิ่มขึ้น 8.56% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มี ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยกว่า 65,000 บาทต่อทริป และมี ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 19.91 วัน สร้างรายได้รวมกว่า 14,600 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่นิยม จัดทริปท่องเที่ยวด้วยตนเอง

    นางจิระวดี ระบุว่า นักท่องเที่ยวจากกลุ่มสแกนดิเนเวียมีพฤติกรรมการเดินทางที่มองหาประสบการณ์เฉพาะตัว สามารถออกแบบทริปได้อิสระและตรงตามความต้องการ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้ม การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ที่กำลังกลายเป็นเทรนด์หลักในตลาดยุโรป โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น

    “ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวสแกนดิเนเวีย ทั้งในแง่ของความคุ้มค่า ความอบอุ่นของผู้คน และประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ครบถ้วน ทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ซึ่งเป็นทั้ง โอกาสและความท้าทาย ที่ ททท. จะต้องพัฒนาให้การเติบโตของการท่องเที่ยวไทยเป็นไปอย่างยั่งยืนในอนาคต”นางจิระวดี กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/883706/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I_foBMpdJ9Ii-oS7kWwMY

  • ระทึก! น้ำป่าทะลักแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก นทท.ตกใจหนีจ้าละหวั่น หนักสุดรอบ 30 ปี

    ระทึก! น้ำป่าทะลักแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก นทท.ตกใจหนีจ้าละหวั่น หนักสุดรอบ 30 ปี

    เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่บ้านบางหาโอน เขาหลัก หมู่ 7 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ..พังงา เกิดเหตุการณ์นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหลายร้อยคนที่กำลังพักผ่อน ดื่มกิน สังสรรค์ ช๊อปปิ้ง จู่ๆต้องตกใจแตกตื่นเนื่องจากมีน้ำป่าจากเทือกเขาหลักไหลทะลักเข้าท่วมกลางแหล่งท่องเที่ยวขณะนักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ทราบเรท่องที่เกิดขึ้นนักพักผ่อนทานอาหาร ช็อปปิ้ง โดยช่วงแรกน้ำได้เริ่มไหลจากเทือกเขาหลักมาตามลำคลองที่ไหลลงสู่ทะเล แต่ปริมาณน้ำเริ่มมีสีแดงและเอ่อล้นขึ้นมาจากลำคลองจำนวนมากจนไหลเข้าทะลักเข้าท่วมแหล่งช็อปปิ้งเขาหลักเซ็นเตอร์

    จนท่วมถนนทั้งสองฝั่งระยะทางยาวกว่า 800 เมตร เนื่องจากเป็นที่ลุ่มและได้ส่งผลให้รถวิ่งบนถนนเพชรเกษมทั้งฝั่งจากอำเภอตะกั่วป่ามุ่งหน้าอำเภอท้ายเหมืองและจากอำเภอท้ายเหมืองมุ่งหน้าอำเภอตะกั่วป่าไม่สามารถแล่นผ่านได้รถติดยาวฝั่งละเกือบ 1 กิโเมตร เนื่องจากปริมาณมวลน้ำที่สูงกว่า 1 เมตร อีกทั้งกระแสน้ำน้ำมีความแรงทำให้รถรถเล็กโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซด์จอดเสีย 5-6 คัน ทางเจัาหน้าที่ ปภ.จังหวัดพังงา ตร.สภ.เขาหลัก เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลคึกคักเร่งเข้าช่วยโดยเร่งด่วน ขณะที่นักท่องเที่ยวที่มีกำหนดการเดินทางกลับต้องไปขึ้นเครื่อง ต้องประสบปัญหารถตู้ไม่สามารถแล่นผ่านได้ต้องใช้วิธีขนถ่ายกระเป๋าเดินทางเดินลุยน้ำเพื่อไปขึ้นรถที่มาจอดรออีกฝั่ง

    นายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา พร้อมด้วยนายพิชญ์พัทธ์ เรืองชาตรี นายอำเภอตะกั่วป่า และเจ้าหน้าที่ ปภ.เทศบาลตำบลคึกคัก อาสากู้ภัย มูลนิธิได้เร่งลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือเป็นการด่วนจากการสำรวจเบืัองต้นพบว่าน้ำได้ไหลทะลักเข้าท่วมร้านอาหาร แหล่งช้อปปิ้ง ร้านค้าบริเวณเขาหลักเซ็นเตอร์บาร์ร้านสำหรับเช่ารถมอเตอร์ไซค์น้ำได้ไหลทะลักเข้าท่วมจนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้างประกอบกับมวลน้ำมีกำลังแรงขณะที่โรงแรมเขาหลักซีวิวที่อยู่บริเวณใกล้เคียงพบว่ามวลน้ำได้ไหลทะลักทำให้พื้นบริเวณด้านหลังของโรงแรมและบริเวณผนังกั้นน้ำลำคลองเกิดทรุดตัวและเสียหายผนังกั้นน้ำทรุดตัว

    ด้านนายนพคุณ ใจช่วย ผู้ประกอบการร้านขายของที่เขาหลักเซ็นเตอร์เล่าให้ฟังว่า ช่วงเกิดเหตุฝนได้ตกมาจนมีปริมาณน้ำไหลเอ่อล้นคลอง ตนสังเกตุว่าไม่ปกติแล้ว โดยตอนนั้นมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากยืนดูอยู่ด้วยตนเองบอกว่าให้รีบออกมาเนื่องจากน้ำเริ่มสูงขึ้นแล้ว นับเป็นเหตุการณ์น้ำป่าที่ไม่เคยเจอมาก่อนหนักสุดในรอบ 30 ปี

    ผู้สื่อข่าวจังหวัดพังงา รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/regional/30298&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QhvkJLrbtMC0wFNmmy-1h

  • ‘เที่ยวดี มีคืน’ กระตุ้นท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษีสูงสุด 3 หมื่น

    ‘เที่ยวดี มีคืน’ กระตุ้นท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษีสูงสุด 3 หมื่น

    2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์เพื่อการอบรมสัมมนานั้น ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt)  สามารถหักรายจ่ายดังกล่าวได้ดังนี้

    (1) หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง

    (2) หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ (1)

    (3) ในกรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ (1) และข้อ (2) ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ (1) หรือข้อ (2) 

    แล้วแต่กรณี และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load)

    ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (Key Performance Indicator: KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท. 

    โดยขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท. พิจารณาจัดการอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป พร้อมทั้งกระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางจะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย 

    (1) อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม 

    (2) เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวรโดยให้หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

    โครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบกิจการโรงแรม สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้จัดทำโครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบกิจการโรงแรมที่ต้องการแหล่งเงินทุนเสริมสภาพคล่อง โดย กค. อยู่ระหว่างพิจารณาเสนอโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทยของธนาคารออมสิน วงเงินโครงการรวม 100,000 ล้านบาท ซึ่งได้แบ่งวงเงิน จำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูและปรับปรุงธุรกิจท่องเที่ยว (Renovation) รวมถึง Supply Chain ด้วยแล้ว นอกจากนี้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม จัดทำโครงการค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบกิจการ ดังกล่าว เพื่อปรับปรุงสถานประกอบการ โรงแรมที่พัก และดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

    5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ 

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 5 ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์  เป็นต้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

    กระทรวงการคลัง คาดว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ จะช่วยให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และประชาชน ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น จ้างงานเพิ่มขึ้น และรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ประกอบกับเกิดการลงทุนใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานและมีความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการวางรากฐานและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคตตามแนวนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการกระตุ้นในระยะสั้น ได้ผลในระยะยาว และกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ

    การดำเนินมาตรการดังกล่าว คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจ ปี 2568 ขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วงร้อยละ 0.04 – 0.05 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการดำเนินมาตรการ และปี 2569 ขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วงร้อยละ 0.03 – 0.04 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการดำเนินมาตรการ

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ภาพรวมมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โทร. 0 2273 9020 ต่อ 3586 และ 3558 (สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง)

    1. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว โทร. 0 2272 8033 (กรมสรรพากร)

    2. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) โทร. 0 2127 7000 ต่อ 4206 (กลุ่มงานวิเคราะห์และประเมินผลการใช้จ่ายเงินภาครัฐ กองบริหารการรับ – จ่ายเงินภาครัฐ กรมบัญชีกลาง)

    3. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01  โทร. 0 2241 5600 ต่อ 535501 (กรมสรรพสามิต)

    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โทร. 0 2272 8033 (กรมสรรพากร) 

    5. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ โทร. 0 2272 8033 (กรมสรรพากร)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378968471&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2n1YCh0Tmcmw30i243v8-Q

  • หนาวอย่างเป็นทางการ!

    หนาวอย่างเป็นทางการ!

    วันพฤหัสบดี ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.05 น.

    23 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้เป็นวันที่ประเทศไทยหนาวเป็นวันแรกอย่างเป็นทางการ อากาศหนาวเริ่มสัมผัสได้ชัดทุกพื้นที่ของจังหวัดเลย โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างภูเรือ ลมหนาวรอบแรก มาแล้ว 15 องศา ยอดภูเรือ จังหวัดเลย คึกคักตั้งแต่เช้าตรู่

    นางสาวเนตรนภา งามเนตร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูเรือ เปิดเผยว่า เช้านี้อากาศหนาวยังคงมีในพื้นที่ภูเรืออย่างต่อเนื่อง ยอดภูเรือนักท่องเที่ยวได้สัมผัสหนาว เสื้อหนาวหลากสีเริ่มมาอย่างเห็นได้ชัดยอดภูเรือมีทะเลหมอกยามเช้า” และ “แสงแรกของวัน” ให้เห็นเกือบทุกวันในช่วงนี้ ขณะนี้สภาพอากาศบนภูเรือเหมาะแก่การท่องเที่ยวอย่างยิ่ง โดยเฉพาะช่วงเช้าอากาศหนาวกำลังดี และมีทะเลหมอกปกคลุมทั่วทั้งยอดเขาและร่องหุบเขา นักท่องเที่ยวสามารถชมความงดงามของธรรมชาติได้ต่อเนื่องไปจนสิ้นฤดูหนาว

    สำหรับการจองที่พัก พื้นที่กางเต็นท์ ในช่วงวันหยุดที่จะถึงจะมีนักท่องเที่ยวทยอยจอง มาอย่างต่อเนื่อง คาดว่าปีนี้จะหนาวนานทำให้นักท่องเที่ยวนั้นมีการวางแผนการท่องเที่ยวไว้ หากต้องการจองที่พัก กางเตนท์ที่อุทยานแห่งชาติภูเรือสามารถจองได้ที่ โทรศัพท์ 0 4281 0965, 088 509 5299

    รายงานอุณหภูมิต่ำสุดตามอำเภอต่างๆ เมื่อเช้าวันนี้ (หน่วยวัดเป็นองศาเซลเซียส) ดังนี้ อ.เมืองเลย 19.1 , อ.วังสะพุง 21.0 , อ.ด่านซ้าย 21.0 , อ.เชียงคาน 21.0 , อ.ท่าลี่ 20.0 , อ.ภูกระดึง 19.0 , อ.ภูเรือ 19.0 , อ.นาแห้ว 17.0 , อ.ปากชม 21.0 , อ.นาด้วง – , อ.ภูหลวง 21.0 , อ.ผาขาว 21.0 , อ.เอราวัณ 21.0 , อ.หนองหิน 20.0 ซํ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง 15.5 , อุทยานแห่งชาติภูเรือ 15.0 , เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง(ภูเรือ) 13.0 , ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย (อ.ภูเรือ) 17.0 , อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย(อ.นาแห้ว) 15.0 ซํ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/922960&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iYiQZ-e97XY6HiQhjTPs5