Category: ท่องเที่ยว

  • เทศบาลเมืองน่าน แสดงความยินดี ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานน่าน คนใหม่

    เทศบาลเมืองน่าน แสดงความยินดี ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานน่าน คนใหม่

    เทศบาลเมืองน่าน แสดงความยินดี ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานน่าน คนใหม่ เตรียมร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมประเพณีและการท่องเที่ยวเมืองน่าน

    วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 10.15 น. ณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานน่าน นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน มอบหมายให้ นางอริสา บุญสม รองนายกเทศมนตรี พร้อมด้วย นางดลใจ หาญตระกูล ผู้อำนวยการกองการศึกษา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม หัวหน้าฝ่ายบริหารการศึกษา และเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองน่าน เข้าแสดงความยินดีกับ นายอนันต์ สีแดง ในโอกาสย้ายมารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานน่าน คนใหม่

    ในโอกาสนี้ ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วม หารือแนวทางการจัดกิจกรรมส่งเสริมประเพณีและการท่องเที่ยว ภายในเขตเทศบาลเมืองน่าน โดย ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานน่าน ได้กล่าวถึงความพร้อมในการ สนับสนุนงบประมาณและกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว ร่วมกับเทศบาลเมืองน่าน

    โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ งานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568 ที่จะจัดขึ้นในเร็ว ๆ นี้
    การพบปะในครั้งนี้เป็นไปด้วยบรรยากาศอบอุ่น แสดงถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐในจังหวัด เพื่อร่วมกันพัฒนาและส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดน่านให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3802161/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iKrFDMs7G9jgEBDgYlu7q

  • น้ำป่าทะลัก ท่วมฉับพลัน กลางแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก จังหวัดพังงา

    น้ำป่าทะลัก ท่วมฉับพลัน กลางแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก จังหวัดพังงา

    ข่าวบันเทิง

    น้ำป่าทะลัก ท่วมฉับพลัน กลางแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก จังหวัดพังงา

    วันที่ 22 ต.ค.68 ผู้สื่อข่าวราย งาน ที่บ้านบางหาโอน เขาหลัก หมู่ 7 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ..พังงา เกิดเหตุการณ์นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหลายร้อยคนที่กำลังพักผ่อน ดื่มกิน สังสรรค์ ช๊อปปิ้ง จู่ๆต้องตกใจแตกตื่นเนื่อง จากมีน้ำป่าจากเทือกเขาหลักไหลทะลักเข้าท่วมกลางแหล่งท่องเที่ยว

    ขณะที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้น ขณะพักผ่อน ทานอาหาร ช็อปปิ้ง โดยช่วงแรกน้ำได้เริ่มไหลจากเทือกเขาหลักมาตามลำคลองที่ไหลลงสู่ทะเล แต่ปริมาณน้ำเริ่มมีสีแดงและเอ่อล้นขึ้นมาจากลำคลองจำนวนมากจนไหลเข้าทะลักเข้าท่วมแหล่งช็อปปิ้งเขาหลักเซ็น เตอร์ จนท่วมถนนทั้งสองฝั่งระยะทางยาวกว่า 800 เมตร เนื่องจากเป็นที่ลุ่มและได้ส่งผลให้รถวิ่งบนถนนเพชรเกษม ทั้งฝั่งจากอำเภอตะกั่วป่ามุ่งหน้าอำเภอท้ายเหมืองและจากอำเภอท้ายเหมืองมุ่งหน้าอำเภอตะกั่วป่าไม่สามารถแล่นผ่านได้รถติดยาวฝั่งละเกือบ 1 กิโลมตร เนื่องจากปริมาณมวลน้ำที่สูงกว่า 1 เมตร อีกทั้งกระแสน้ำน้ำมีความแรง ทำ ให้รถรถเล็กโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซด์จอดเสีย 5-6 คัน ทางเจัาหน้า ที่ ปภ.จังหวัดพังงา ตร.สภ.เขาหลัก เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลคึกคักเร่งเข้าช่วยโดยเร่งด่วน

    ขณะที่นักท่องเที่ยวที่มีกำหนดการเดินทางกลับไปขึ้นเครื่อง ต้องประสบปัญหารถตู้ไม่สามารถแล่นผ่านได้ต้องใช้วิธีขนถ่ายกระเป๋าเดินทางเดินลุยน้ำเพื่อไปขึ้นรถที่มาจอดรออีกฝั่ง

    นายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราช การจังหวัดพังงา พร้อมด้วยนายพิชญ์พัทธ์ เรืองชาตรี นายอำเภอตะกั่วป่า และเจ้าหน้าที่ ปภ.เทศ บาลตำบลคึกคัก อาสากู้ภัย มูลนิธิได้เร่งลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือเป็นการด่วนจากการสำรวจเบืัองต้นพบว่าน้ำได้ไหลทะลักเข้าท่วมร้านอาหาร แหล่งช้อปปิ้ง ร้านค้าบริเวณเขาหลักเซ็นเตอร์บาร์ร้านสำหรับเช่ารถมอเตอร์ไซค์น้ำได้ไหลทะลักเข้าท่วมจนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้างประกอบกับมวลน้ำมีกำลังแรงขณะที่โรงแรมเขาหลักซีวิวที่อยู่บริเวณใกล้เคียงพบว่ามวลน้ำได้ไหลทะลักทำให้พื้นบริเวณด้านหลังของโรงแรมและบริเวณผนังกั้นน้ำลำคลองเกิดทรุดตัวและเสียหายผนังกั้นน้ำทรุดตัว

    ด้าน นายนพคุณ ใจช่วย ผู้ประ กอบการร้านขายของที่เขาหลักเซ็นเตอร์เล่าให้ฟังว่า ช่วงเกิดเหตุฝนได้ตกมาจนมีปริมาณน้ำไหลเอ่อล้นคลอง ตนสังเกตุว่าไม่ปกติแล้ว โดยตอนนั้นมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากยืนดูอยู่ด้วยตนเองบอกว่าให้รีบออกมาเนื่องจากน้ำเริ่มสูงขึ้นแล้ว นับเป็นเหตุการณ์น้ำป่าที่ไม่เคยเจอมาก่อนหนักสุดในรอบ 30 ปี.

    by TVPOOL ONLINE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tvpoolonline.com/content/2451974&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Pv0Jwuvk1szjPqe9_L4MR

  • มัธยประเทศน่าเที่ยวหรือไม่?   มุมมองผู้ประกอบการ-อินฟลูเอนเซอร์ l World Pulse

    มัธยประเทศน่าเที่ยวหรือไม่? มุมมองผู้ประกอบการ-อินฟลูเอนเซอร์ l World Pulse

    การท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ทุกประเทศหมายตา เพราะเพียงแค่มีธรรมชาติงดงามหรือแหล่งโบราณสถานเก่าแก่ก็ทำเงินได้ แต่หากจะต่อยอดให้ยั่งยืนรัฐต้องลงมือทำมากกว่านั้น

    งานมัธยประเทศทราเวลมาร์ท 2025 (Madhya Pradesh Travel Mart 2025: MPTM 2025) จัดโดยการท่องเที่ยวมัธยประเทศและสหพันธ์หอการค้าและอุตสาหกรรมอินเดีย (FICCI) ณ เมืองโภปาล ระหว่างวันที่ 11-13 ต.ค.ถือเป็นตัวอย่างความทุ่มเทของรัฐในการสนับสนุนการท่องเที่ยว ยกระดับงานให้เป็นแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลก ส่งผลต่อเนื่องให้รัฐมัธยประเทศเป็นหัวใจของ Incredible India มัธยประเทศน่าเที่ยวหรือไม่?   มุมมองผู้ประกอบการ-อินฟลูเอนเซอร์ l World Pulse

    MPTM 2025 ไม่ใช่แค่งานจับคู่ธุรกิจแบบ B2B ทั่วไป แต่เป็นการเปิดศักยภาพการท่องเที่ยวของรัฐที่มีความหลากหลายสาธยายไม่หมด รัฐบาลรัฐมัธยประเทศทุ่มทุนเชิญผู้ประกอบการท่องเที่ยว อินฟลูเอนเซอร์ และผู้สื่อข่าวจากทั่วโลกมาสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของรัฐหลายวันก่อนถึงวันงาน เพื่อให้นึกภาพออกว่าจริงๆ แล้วการท่องเที่ยวมัธยประเทศเป็นอย่างไร 

    กล่าวในภาพรวมมัธยประเทศไม่ได้เป็นเพียงใจกลางประเทศอินเดียในแง่ภูมิศาสตร์ รัฐนี้เป็นหัวใจของอินเดียในแง่ของแหล่งโบราณสถาน ธรรมชาติบริสุทธิ์ พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ และการผจญภัย แหล่งมรดกโลกอย่างสถูปแห่งสาญจีคือประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ ศูนย์อนุรักษ์เสือคันฮา, บันดาฟการ์ห, เพนช์, สัตปุระ และปันนา คือสุดยอดแหล่งท่องเที่ยวซาฟารี นักท่องเที่ยวสายเทพต้องไม่พลาดพิธีบูชาแม่น้ำนาร์มาดาที่จัดขึ้นทุกสัปดาห์ แหล่งท่องเที่ยวประเภทอีโคทัวริซึมมากกว่า 30 ที่ เส้นทางเดินป่ากว่า 50 เส้นทาง หรือจะเลือกปั่นจักรยาน บิดมอเตอร์ไซค์ ดิ่งพสุธาชมวิว มัธยประเทศก็มีให้เลือกสรรตามใจชอบ มารัฐนี้รัฐเดียวเท่ากับเที่ยวอินเดียทั้งประเทศ!มัธยประเทศน่าเที่ยวหรือไม่?   มุมมองผู้ประกอบการ-อินฟลูเอนเซอร์ l World Pulse (ภาพจาก mptourism.com)

    World Pulse ได้รับการประสานผ่านสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทยให้ร่วมทริปท่องเที่ยวมัธยประเทศและร่วมงาน MPTM 2025 ไปกับภูมิพิพัฒ มีสำราญ จากบริษัทซัน สไมล์ เวิลด์ ทราเวล, สหนพ เดชยา จากวีโก ทราเวล ทั้งสองคนเป็นอุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) และ ณัฐกาญจน์ ธงศิลา เจ้าของเพจตะลุยอินเดีย ได้รับฟังมุมมองน่าสนใจนำมาปรับใช้กับการท่องเที่ยวไทย 

    ภูมิพิพัฒ ที่ได้เยี่ยมชมหมู่บ้านโฮมสเตย์มุกกิ, ท่องป่าตามหาเสือที่่อุทยานแห่งชาติคันฮาและเยือนแหล่งมรดกโลกสาญจี มองว่า สำหรับนักท่องเที่ยวไทยการเดินทางท่องเที่ยวมัธยประเทศอาจไม่สะดวกสบายเท่าที่ควร ถนนหนทางยังแคบการเดินทางเพียง 200 กิโลเมตรยังต้องใช้เวลาถึงหกชั่วโมง  

     สหนพก็มองไปในทางเดียวกันเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่ยังต้องพัฒนาต่อไป ส่วนโรงแรมมีคุณภาพหลากหลาย บางแห่งดีมากแต่บางแห่งยังไม่พร้อมสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป โฮมสเตย์ยังมีความดิบและไม่สะดวกสบายเท่าที่นักท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่ต้องการเช่น มีเพียงห้องเดียว ห้องพักอยู่ลึก

    “ตลาดหลักสำหรับมัธยประเทศจากประเทศไทยยังคงเป็น ‘ตลาดแสวงบุญ’ ที่มากันคนละหลายๆ รอบ ยังไม่เหมาะสำหรับตลาดท่องเที่ยวทั่วไป (Mass Tourism) หรือผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มที่ชอบการผจญภัยหรือผู้ที่ ‘หลงรักอินเดีย’ จริงๆ”  สหนพกล่าว

    สองหนุ่มเห็นตรงกันว่า มัธยประเทศยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกให้พร้อมมากขึ้น ขณะที่ณัฐกาญจน์ ผู้มาอินเดียเกินกว่า 20 ครั้งมองต่างออกไปว่า มัธยประเทศมีสถานที่น่าสนใจและน่าเที่ยวมากมาย โดยเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยวแบบแบกเป้ มัธยประเทศน่าเที่ยวหรือไม่?   มุมมองผู้ประกอบการ-อินฟลูเอนเซอร์ l World Pulse (ภาพจาก mptourism.com)

    สิ่งที่ณัฐกาญจน์พูดสอดคล้องกับนโยบายของรัฐที่ต้องการสร้างการท่องเที่ยวอันครอบคลุม โครงการริเริ่มที่ชื่อว่า “แหล่งท่องเที่ยวปลอดภัยสำหรับผู้หญิง” เอื้ออำนาจให้กับผู้หญิงในฐานะมัคคุเทศก์และผู้ประกอบการ เสริมสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวปลอดภัยที่แท้จริง 

    ฟังมุมมองสองหนุ่มหนึ่งสาวพอหอมปากหอมคอได้ข้อสรุปว่า การท่องเที่ยวไม่แตกต่างจากสินค้าชนิดอื่นเป็นการบริโภคตามรสนิยม ชอบใคร ชอบมัน เข้าทำนอง “ลางเนื้อชอบลางยา” แต่ถ้าใครมีโอกาสไปเยือนอินเดียไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกหรือครั้งต่อๆ ไป ก็อยากให้แวะไปสัมผัสมัธยประเทศดู สำหรับคนที่ไม่เคยไป แล้วจะเห็นความตั้งใจต้อนรับนักท่องเที่ยวของคนที่นั่น 

    สำหรับความรู้สึกของ World Pulse “อินเดียเป็นประเทศที่ไม่จำเป็นว่าต้องรัก หรือชอบ แต่เมื่อคุณได้ไปสักครั้ง จะประทับใจไม่มีวันลืม” เข้าทำนอง “ไม่รักแต่คิดถึง” มัธยประเทศก็เช่นกัน!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1204366&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FrP5orYjsvP7J4UU2_VIO

  • ชุดปฏิบัติการตรวจค้น 4 จุดเป้าหมายที่เกาะพงัน หลังชาวยิวยึดพื้นที่กระทบท่องเที่ยว

    ชุดปฏิบัติการตรวจค้น 4 จุดเป้าหมายที่เกาะพงัน หลังชาวยิวยึดพื้นที่กระทบท่องเที่ยว

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    จากกรณีปัญหาชาวอิสราเอลครอบครองพื้นที่ เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ที่ไม่ต่างกับการเข้าพื้นที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน นั้น วันนี้ (23 ต.ค.) พ.ต.อ.ศิริชัย สุขสาตต์ รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการ คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อป้องกันปราบปรามการกระทำผิดของคนต่างด้าว จ. สุราษฎร์ธานี มล.ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล รอง ผบก.ตม.6 เจ้าหน้าที่สรรพากร และเจ้าพนักงานที่ดิน และเจ้าหน้าที่ส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้กระจายกำลังปฏิบัติการตรวจค้นเป้าหมาย 4 จุด เพื่อตรวจสอบการกระทำผิด และผู้สนับสนุนให้มีการประกอบธุรกิจของชาวต่างด้าวอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่เกาะพะงัน

    จากการสอบถามชาวบ้านประชาชนในพื้นที่ ชาวบ้านต่างบอกว่า ขอให้หน่วยงานรัฐทำกันจริงจัง อย่าทำแบบตอนที่กำลังเป็นกระแสข่าว ต้องทำกันอย่าต่อเนื่อง และยิ่งตอนนี้ เกาะพะงันชื่อเสียงเสียหายหมดแล้ว กว่าฟื้นฟูชื่อเสียงก็ต้องใช้เวลา เกาะพะงันยึดเศรษฐกิจท่องเที่ยวเป็นหลัก มีรายได้จากการท่องเที่ยว

    การตรวจค้น เป้าหมายที่ 1 อาคารพาณิชย์ ริมถนนตลาดใหม่ ม.1 ต.เกาะพะงัน เป็นที่ตั้งของสำนักงาน เฟิร์สคอนซันแทนส์ ยูนิเวิร์ลซัล เซอร์วิส (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด) และเป้าหมายที่ 2 อาคารพาณิชย์ใกล้เคียง มีผู้ครอบครองเป็นรายเดียวกัน ซึ่งเป็นสำนักงานที่ปรึกษาทางกฎหมาย การบัญชี และรับจัดตั้งบริษัทนิติบุคคล

    จากการสืบสวนพบว่า สถานที่ดังกล่าว เป็นที่ตั้งของบริษัทนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง พ.ต.อ.ศิริชัย สุขสาตต์ รอง ผบก.ภ.จว. สุราษฎร์ธานี ได้แสดงหมายค้นต่อผู้ดูแลสำนักงาน เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์ เพื่อนำไปตรวจสอบว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติหรือไม่

    ส่วนเป้าหมายที่ 2 เป็นเพียงห้องว่าง ไม่มีอุปกรณ์สำนักงาน หรือการประกอบกิจการ

    เป้าหมายที่ 3 เป็นบ้านพักของ นางเข็มทอง อายุ 49 ปี เจ้าของบริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด แต่ไม่พบตัวนางเข็มทอง รับแจ้งจากผู้ดูแลบ้านว่า นางเข็มทอง พาสามีชาวต่างชาติ ไปพบแพทย์ที่กรุงเทพฯ และไม่สามารถติดต่อได้ เจ้าหน้าที่จึงเข้าทำการตรวจยึดเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ตรวจสอบ

    เป้าหมายที่ 4 คือ โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าโครงการศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า ตั้งอยู่ริมหาดเขาหินนก ม.4 ต.เกาะพะงัน ซึ่งเป็น โครงการวิลล่ารวม 8 หลัง ในระหว่างการตรวจสอบพบว่าวิลล่าจำนวน 7 หลัง มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าพักอาศัย โดยมีการจ่ายค่าที่พักในอัตราสูงถึง คืนละ 13,000 บาท จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองยืนยันว่า วิลล่าดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดกิจการโรงแรมที่พัก จึงได้เชิญตัวผู้ดูแลวิลล่า และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย ไปสอบสวนปากคำเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000101247&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yo6hrapTXU53pGy48XaYn

  • รัฐขยายสิทธิหักรายจ่าย2เท่าอบรมสัมมนาอ.เมืองหลักเท่าเมืองรอง

    รัฐขยายสิทธิหักรายจ่าย2เท่าอบรมสัมมนาอ.เมืองหลักเท่าเมืองรอง

    รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านมาตรการภาษี โดยกรมสรรพากรออกประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 456 ขยายสิทธิหักรายจ่าย 2 เท่า สำหรับนิติบุคคลที่จัดอบรม สัมมนา หรือกิจกรรมท่องเที่ยวในอำเภอเมืองหลักที่ได้รับสิทธิเทียบเท่า “เมืองรอง” มีผลระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม ถึง 15 ธันวาคม 2568

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า มาตรการนี้มุ่งสนับสนุนให้ภาคธุรกิจจัดกิจกรรมภายในประเทศมากขึ้นในช่วงปลายปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและกระจายรายได้สู่ภูมิภาค โดยเฉพาะอำเภอในจังหวัดท่องเที่ยวหลักที่กำหนดให้ได้สิทธิเทียบเท่าเมืองรอง เช่น เขาพนม ปลายพระยา ลำทับ (กระบี่), สารภี สันทราย แม่แตง (เชียงใหม่), ปักธงชัย พิมาย วังน้ำเขียว (นครราชสีมา), บ้านบึง พานทอง พนัสนิคม (ชลบุรี) และอีกกว่า 10 จังหวัดทั่วประเทศ

    ตามประกาศนี้ นิติบุคคลที่จัดอบรมหรือสัมมนาในพื้นที่ที่อยู่ในรายชื่อดังกล่าวจะได้รับสิทธิหักรายจ่าย 2 เท่า ส่วนพื้นที่อื่นสามารถหักได้ 1.5 เท่า ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายภาษีเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งรัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าต่อเนื่องเพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/732276&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12LCzZe4FNU_pz_D_0fUeq

  • ททท. คาดเทศกาลกินเจ 2568 คึกคัก นักท่องเที่ยวไทยกว่า 3.8 แสนคน สร้างรายได้ทะลุ 4 พันล้านบาท

    ททท. คาดเทศกาลกินเจ 2568 คึกคัก นักท่องเที่ยวไทยกว่า 3.8 แสนคน สร้างรายได้ทะลุ 4 พันล้านบาท


    ททท. คาดบรรยากาศท่องเที่ยวช่วงเทศกาลกินเจปี 2568 ระหว่างวันที่ 20–29 ตุลาคม จะคึกคัก โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตและสงขลา ซึ่งจัดงานใหญ่ระดับประเทศ คาดนักท่องเที่ยวชาวไทยรวมกว่า 382,710 คน-ครั้ง

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.คาดการณ์แนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วง เทศกาลกินเจปี 2568 ระหว่างวันที่ 20–29 ตุลาคม 2568 ว่าจะมีบรรยากาศคึกคักต่อเนื่องจากปีก่อน โดยเฉพาะในสองจังหวัดหลักที่จัดงานใหญ่ ได้แก่ ภูเก็ต และ สงขลา

    จากการประเมินของ ททท. คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยรวมกว่า 382,710 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปี 2567 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวรวมกว่า 4,104 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวไทยที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

    ภูเก็ตฉลอง 200 ปีเทศกาลกินเจ – นักท่องเที่ยวพุ่ง 43%

    จังหวัดภูเก็ตจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปี เทศกาล “เจี๊ยะฉ่ายภูเก็ต – สองศตวรรษแห่งศรัทธา” ซึ่งถือเป็นงานประเพณีกินเจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางเข้าร่วมงานกว่า 198,239 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 43% จากปีที่ผ่านมา สร้างรายได้มากกว่า 2,339 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44%

    อัตราการเข้าพักเฉลี่ยในพื้นที่สูงถึง 81% โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งจากกลุ่มครอบครัวและผู้สนใจวัฒนธรรมไทย–จีน เดินทางเข้ามาอย่างคึกคัก สะท้อนถึงการฟื้นตัวของตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศ และภาพลักษณ์ของภูเก็ตในฐานะ “เมืองแห่งวัฒนธรรมและศรัทธา” ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

    สงขลาโชว์เอกลักษณ์ไทย–จีน “พหุวัฒนธรรมแห่งศรัทธา”

    จังหวัดสงขลา จัดงานเทศกาลกินเจภายใต้แนวคิด
    “พหุวัฒนธรรมของชาวจีนตามวิถีความเชื่อ พลังศรัทธาสู่ประเพณีบุญยิ่งใหญ่”
    คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยกว่า 184,470 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน สร้างรายได้กว่า 1,765 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 75%

    นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางเพื่อร่วมพิธีกรรมทางศาสนาและลิ้มรสอาหารเจพื้นถิ่น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนในภาคใต้

    นักท่องเที่ยวต่างชาติระยะใกล้หนุนคึกคัก

    สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลกินเจทั้งสองจังหวัด ส่วนใหญ่เป็นตลาดระยะใกล้ (short-haul) คิดเป็นสัดส่วน 82% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด โดยมี มาเลเซีย, สิงคโปร์ และ อินโดนีเซีย เป็นตลาดหลักตามลำดับ สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของนักท่องเที่ยวอาเซียนที่เดินทางมาร่วมสัมผัสประเพณีไทย–จีนที่มีชื่อเสียงระดับโลก

    ททท. เสริมกิจกรรมวัฒนธรรม–หนุนโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง”

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า เทศกาลกินเจถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทย–จีน และเป็นโอกาสทองในการกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ โดยในปีนี้ ททท. ได้ร่วมกับพันธมิตรในพื้นที่จัดกิจกรรมวัฒนธรรมและการแสดงตลอด 10 วันของเทศกาล เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมให้เกิดการเดินทางอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ยังเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเดินทางในช่วงเทศกาล โดยข้อมูล ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2568 พบว่ามีการจองที่พักผ่านโครงการดังกล่าวใน

    • จังหวัดภูเก็ต จำนวน 221 สิทธิ์

    • จังหวัดสงขลา จำนวน 107 สิทธิ์

    ซึ่งช่วยหนุนอัตราการเข้าพักและกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ

    “เทศกาลกินเจปีนี้ไม่เพียงเป็นประเพณีแห่งศรัทธา แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่ส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในท้องถิ่นอย่างแท้จริง ททท. มุ่งหวังให้ทั้งสองจังหวัดกลายเป็นต้นแบบของเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ผสมผสานความเชื่อ ความศรัทธา และวิถีชีวิตได้อย่างกลมกลืน”
    — นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36794&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lg6pGIGbPYXzVD-ND9kal

  • ด่วน! ตำรวจท่องเที่ยวรวบ “ไกด์เถื่อน” ชาวจีน คาไมค์ นำเที่ยววัดพระแก้วฯ

    ด่วน! ตำรวจท่องเที่ยวรวบ “ไกด์เถื่อน” ชาวจีน คาไมค์ นำเที่ยววัดพระแก้วฯ

    ​วันที่ 22 ตุลาคม 2568 – พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.) นำโดย พ.ต.อ.แมน รถทอง ผกก.สืบสวน บช.ทท. และ พ.ต.ท.ปิยะพงษ์ บุขุนทศ สว.กก. สืบสวน บช.ทท. พร้อมกำลัง ดำเนินการตามมาตรการกวาดล้างอาชญากรรม 10 กลุ่มต้องห้าม โดยเฉพาะกลุ่ม “ไกด์เถื่อน” และ “ทัวร์เถื่อน” เพื่อรักษาความปลอดภัยและดูแลนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น)

    ​ชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยวได้สนธิกำลังเข้าจับกุม นาย Zhang Daqing อายุ 40 ปี สัญชาติจีน ซึ่งลักลอบทำหน้าที่มัคคุเทศก์ (ไกด์เถื่อน) ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยการจับกุมเกิดขึ้นบริเวณหน้าวัดพระแก้วฯ ขณะที่ผู้ต้องหานำนักท่องเที่ยวเข้าชมวัด

    ​พฤติการณ์จับกุม​เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีกลุ่มชาวจีนลักลอบทำหน้าที่มัคคุเทศก์บริเวณโรงแรมแห่งหนึ่งย่านรัชดา จึงลงพื้นที่เฝ้าติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด พบเห็นนาย Zhang Daqing มีพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำความผิด โดยมีการตรวจเช็คจำนวนนักท่องเที่ยวและนำขึ้นรถบัสนำเที่ยว จากนั้นรถบัสได้มุ่งหน้ามายังวัดพระแก้วฯ

    ​ตลอดเส้นทาง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้สะกดรอยติดตามอย่างใกล้ชิด และพบว่านาย Zhang ได้ใช้ไมโครโฟนบรรยายให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวภายในรถ เมื่อรถมาถึงจุดรับส่งหน้าวัดพระแก้วฯ ผู้ต้องหาได้ถือธงนำนักท่องเที่ยวเดินเข้าเที่ยวชมวัดพระแก้วผ่านอุโมงค์ประตู 2 เข้าประตูมณีนพรัตน์

    ​หลังจากส่งนักท่องเที่ยวเข้าวัดพระแก้วฯ แล้ว นาย Zhang ได้ออกมาแสดงตัวยืนรออยู่ที่บริเวณหน้าประตูวิเศษไชยศรี เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบและแจ้งข้อกล่าวหา ณ บริเวณดังกล่าว
    ​แจ้ง 2 ข้อหาหนัก:​เจ้าหน้าที่ได้แจ้ง 2 ข้อกล่าวหาต่อนาย Zhang Daqing สัญชาติจีน ได้แก่​ ​ทำหน้าที่มัคคุเทศก์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนฯ​เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือสิทธิ์ที่จะทำได้ฯ​​จากนั้นได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน​สน.ชนะสงคราม เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป​ตำรวจท่องเที่ยววอนประชาชนแจ้งเบาะแส

    ​กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวฝากประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนและนักท่องเที่ยว หากพบเห็นการกระทำความผิดของกลุ่มคนชาวต่างชาติในลักษณะดังกล่าว โปรดแจ้งมายังกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวเพื่อเข้าตรวจสอบ เนื่องจาก อาชีพมัคคุเทศก์เป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทยเท่านั้น หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 หรือผ่านทางแอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/251034&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VgLTeecFtVahrCeloie55

  • หนักสุดในรอบปี! น้ำป่าจากเทือกเขาหลัก-เขาโตน หลากท่วมแหล่งท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    หนักสุดในรอบปี! น้ำป่าจากเทือกเขาหลัก-เขาโตน หลากท่วมแหล่งท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    หนักสุดในรอบปี! น้ำป่าจากเทือกเขาหลัก-เขาโตน หลากท่วมแหล่งท่องเที่ยว

    เกิดเหตุน้ำป่าจากเทือก เขาหลัก-เขาโตน ไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก หมู่ที่ 7 ตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา หลังมีฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ทางจังหวัดสั่งทุกหน่วยงานเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5229047/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T4GIxXdHcz2CneIOtS_eu

  • เขาหลักอ่วม! น้ำป่าไหลหลาก เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ชุมชนแหล่งท่องเที่ยว หนักสุดรอบ 20 ปี

    เขาหลักอ่วม! น้ำป่าไหลหลาก เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ชุมชนแหล่งท่องเที่ยว หนักสุดรอบ 20 ปี

    ภูมิภาค

    เขาหลักอ่วม! น้ำป่าไหลหลาก เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ชุมชนแหล่งท่องเที่ยว หนักสุดรอบ 20 ปี

    วันพุธ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.08 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 68 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากทางคุณบรรวิชญ์ ยอดป้าน ประชาชนที่อาศัยอยู่ย่านเขาหลักว่าฝนที่ตกหนักต่อเนื่องส่งผลให้น้ำป่าจากเทือกเขาหลัก เขาโตน ไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ชุมชนแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก นางทอง หมู่ที่ 7 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา  ส่งผลกระทบต่อโรงแรม ร้านค้า และบ้านเรือนประชาชนเป็นวงกว้าง สถานการณ์ครั้งนี้ถูกประเมินว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปี ถนนสายเพชรเกษมซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางระหว่างตะกั่วป่าและภูเก็ต ถูกน้ำท่วมสูงจนรถเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้ในหลายช่วง 

    โดยขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาหลัก เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอตะกั่วป่า เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลคึกคัก เจ้าหน้าที่กู้ภัย หน่วยที่เกี่ยวข้องต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลาก และเส้นทางถนนเพชรเกษมสายตะกั่วป่า อ.ท้ายเหมือง ที่ถูกน้ำท่วมขังเป็นระยะทางยาวบางช่วงรถเล็กไม่สามารถสัญจรไปมาได้สะดวก 

    ซึ่งทางจังหวัดพังงาได้สั่งการให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ แต่เนื่องจากมีน้ำเหนือไหลลงมาสมทบอย่างต่อเนื่อง การระบายน้ำจึงเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์ว่าจะมีฝนตกหนักในพื้นที่ต่อไปอีกหลายวันจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “เฟิงเฉิน”ขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่โปรดติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/451477&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gMtJwNhprCEY5e0QNaBm2

  • เชียงรายสตาร์ทไฮซีซัน! มาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” คูณสิทธิ 1.5 เท่า ดันเงินสะพัดชุมชน

    เชียงรายสตาร์ทไฮซีซัน! มาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” คูณสิทธิ 1.5 เท่า ดันเงินสะพัดชุมชน

    เชียงรายสตาร์ทไฮซีซัน “เที่ยวดี มีคืน” เมืองรองคูณ 1.5 เท่า เปิดเกมภาษี–MICE–รัฐเร่งเบิกจ่าย หนุนเงินสะพัดชุมชน

    เชียงราย, 22 ตุลาคม 2568 – เชียงรายยืนด่านหน้าฤดูท่องเที่ยวปลายปีอีกครั้ง. มาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” ถูกเคาะโดย ครม. เพื่ออัดฉีดกำลังซื้อช่วง 29 ตุลาคม–15 ธันวาคม 2568. เมืองรองได้คูณสิทธิ 1.5 เท่า. ภาคธุรกิจสัมมนาในเชียงรายหักรายจ่ายได้ 2 เท่า. หน่วยงานรัฐถูกตั้ง KPI เร่งเบิกจ่ายอย่างน้อย 60% ภายในมกราคม 2569. สัญญาณทั้งหมดชี้ว่าเม็ดเงินกำลังมุ่งสู่ชุมชน. ผู้ประกอบการต้องพร้อมรับดีมานด์ และชุมชนต้องเป็นเจ้าบ้านที่ดี. มาตรการนี้มีเป้าหมายเป็น Quick Big Win เพื่อให้เศรษฐกิจหมุนทันเวลา. ข้อมูลหลักยืนยันจากหน่วยงานรัฐและสื่อสาธารณะหลากหลายแหล่ง

    โครงสร้างมาตรการ 5 คันเร่งหนุนดีมานด์–ซัพพลาย

    มาตรการของรัฐแบ่งเป็น 5 แกนหลัก. แกนแรกคือภาษีบุคคลธรรมดาสำหรับค่าที่พักและร้านอาหาร. วงเงินลดหย่อนตามจ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท. เมืองรองได้คูณ 1.5 เท่า สูงสุด 30,000 บาท. 10,000 บาทแรกใช้ใบกำกับแบบกระดาษหรือ e-Tax ได้. ส่วน 10,000 บาทถัดไป ต้องเป็น e-Tax เท่านั้น. เงื่อนไขครอบคลุมผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ VAT. ส่วนค่าตั๋วเดินทางและของฝากไม่เข้าเกณฑ์. รายละเอียดออกโดยกรมสรรพากรในเอกสารทางการ

    แกนที่สองคือมาตรการภาษีนิติบุคคลด้าน MICE. จัดอบรมหรือสัมมนาในจังหวัดท่องเที่ยว “เมืองรอง” หักรายจ่ายได้ 2 เท่า. พื้นที่อื่นหักได้ 1.5 เท่า. นี่คือแรงจูงใจสำคัญให้บริษัทเลือกเชียงราย. แกนที่สามคือเร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ. เป้าหมายการใช้จ่ายฝึกอบรม–ประชุม–สัมมนา ปีงบ 2569 ไม่น้อยกว่า 60% ภายในมกราคม 2569. ทั้งหมดถูกสื่อสารโดยหน่วยงานสื่อสารภาครัฐ

    แกนที่สี่คือภาษีสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรม. อนุญาตให้หักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง หรือขยายพื้นที่ได้ 2 เท่า. ช่วงเวลามาตรการคือ 29 ตุลาคม 2568 ถึง 31 มีนาคม 2569. แกนที่ห้าคือการขยายเวลาลดภาษีกิจการบันเทิงจาก 10% เหลือ 5% อีก 1 ปี. ช่วยเพิ่มสีสันท่องเที่ยวกลางคืนและกิจกรรมผ่อนคลาย

    ทำไม “เชียงราย” ได้เปรียบ

    เชียงรายคือเมืองปลายทางที่มีเอกลักษณ์. ภูมิประเทศหลากหลายและวัฒนธรรมเข้มข้น. โครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง. ข้อมูลทางการระบุว่า ปี 2566 เชียงรายมีนักท่องเที่ยวกว่า 6.14 ล้านคน. รายได้ท่องเที่ยวทะลุ 46,000 ล้านบาท. ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนศักยภาพฐานลูกค้าจริง. หากผนวกแรงคูณภาษี 1.5 เท่า ดีมานด์ปลายปีนี้จึงมีโอกาสเร่งตัว. หน่วยงานรัฐในพื้นที่ยังยืนยันบทบาทเชียงรายในยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว

    เมื่อพิจารณาจากนโยบายรัฐปัจจุบัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้นำคณะขับเคลื่อนมาตรการเศรษฐกิจ. ความเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนบทบาทเชิงรุกด้านการคลังในเวทีระหว่างประเทศและภายในประเทศ. สอดรับทิศทางนโยบายที่ต้องการผลเร็ว และกระจายโอกาสสู่เมืองรอง

    จาก “นโยบาย” สู่ “ชุมชน”

    นโยบายจะสำเร็จเมื่อกลไกหน้างานทำงานจริง. ภาพแรกคือครอบครัวจากกรุงเทพฯ. พวกเขาเลือกเชียงรายเพราะต้องการธรรมชาติและศิลปะ. สิทธิภาษีช่วยตัดสินใจเร็วขึ้น. โรงแรมในเมืองรองทำแพ็กเกจที่พักพร้อมอาหารท้องถิ่น. ร้านอาหารเตรียม e-Tax ครบถ้วนเพื่อลูกค้ายื่นภาษีได้ทันที. ทริปสั้นๆ เปลี่ยนเป็น 3 คืน. งบประมาณเฉลี่ยต่อทริปเพิ่ม. เงินกระจายสู่โชห่วยและรถสองแถวในชุมชน.

    ภาพต่อมาคือฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัทเอกชน. งบสัมมนาปลายปีถูกปรับแผนจากเมืองหลักไปสู่เชียงราย. แพ็กเกจห้องประชุมครึ่งวัน บวกกิจกรรมทีมบิลดิ้งกลางไร่ชา. บริษัทได้หักรายจ่าย 2 เท่า. โรงแรมมีอัตราเข้าพักสูงขึ้น. วิสาหกิจชุมชนได้รับงานจัดกิจกรรมกลางแจ้ง. ผู้ให้บริการท้องถิ่นมีรายได้เพิ่ม.

    ภาพสุดท้ายคือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น. งานอบรมบุคลากรย้ายมาจัดในพื้นที่ตัวเอง. โรงแรมขนาดกลางได้คิวเช่าเต็ม. ผู้ประกอบการรถตู้และร้านอาหารรับอานิสงส์. ระบบ e-Tax เตรียมพร้อม. เมื่อรวมกับ KPI เร่งเบิกจ่าย รายนัดหมายจึงเกิดขึ้นเร็วและถี่. สิ่งเหล่านี้ขับเคลื่อนตัวคูณทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน.

    เงื่อนไขสำคัญที่ต้องรู้เล่นให้ถูกกติกา ได้สิทธิเต็มจำนวน

    ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องเก็บใบกำกับภาษีให้ครบถ้วน. 10,000 บาทแรก ใช้ใบกำกับแบบกระดาษหรือ e-Tax ได้. 10,000 บาทถัดไป ต้องเป็น e-Tax เท่านั้น. ค่าใช้จ่ายที่นำไปลดหย่อนได้ ครอบคลุมค่าที่พักและค่าบริการร้านอาหารในระบบ VAT. ค่าบริการนำเที่ยวของบริษัททัวร์ที่จดทะเบียนก็เข้าเกณฑ์. ส่วนค่าน้ำมัน ทางด่วน ตั๋วเครื่องบิน และของฝาก ไม่เข้าหลักเกณฑ์. ทั้งหมดอ้างอิงตามประกาศและอินโฟกราฟิกของหน่วยงานรัฐ

    นิติบุคคลที่จัดสัมมนาในเชียงราย สามารถหักรายจ่าย 2 เท่า. การวางแผนเอกสารภาษีจึงสำคัญยิ่ง. ฝ่ายบัญชีควรตรวจสอบข้อมูลผู้เสียภาษีบนใบกำกับ. โรงแรม ร้านอาหาร และผู้ให้บริการ ต้องออกเอกสารครบ. การเตรียมระบบ e-Tax ที่ไหลลื่นจะช่วยปิดการขาย. รัฐได้วางเงื่อนไขเวลาชัดเจน จึงควรดำเนินการให้ทันกรอบ

    โอกาสของผู้ประกอบการเชียงรายยกระดับสู่มาตรฐานและความยั่งยืน

    มาตรการปรับปรุงโรงแรม 2 เท่า เปิดโอกาสลงทุนระยะเร่งด่วน. ผู้ประกอบการควรโฟกัสงานที่ยกระดับประสบการณ์แขก. เช่น ปรับฟังก์ชันห้องพักเพื่อรองรับครอบครัว. พัฒนา Co-working zone สำหรับนักท่องเที่ยวทำงานไกล. ติดตั้งโซลาร์เพื่อลดต้นทุนพลังงานระยะยาว. โรงแรมควรเพิ่มระบบจองตรงพร้อม e-Tax อัตโนมัติ. เมื่อรวมกับส่วนลดภาษีฝั่งลูกค้า ความน่าสนใจจะยิ่งเพิ่ม

    ภาคบันเทิงและกิจกรรมกลางคืนได้แรงหนุนจากการลดภาษีเหลือ 5%. ผู้ประกอบการผับ บาร์ และโชว์พื้นเมืองควรจัดตารางการแสดงรองรับไฮซีซัน. ควรประสานงานกับชุมชนเรื่องเสียงและความปลอดภัย. ความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตคือหัวใจ. หากบริหารดี เมืองจะ “เที่ยวได้ทั้งปี” อย่างเป็นรูปธรรม

    เชียงรายมีฐานแข็ง พร้อมสปริงตัว

    ตัวเลขปี 2566 สะท้อนศักยภาพหลักของจังหวัด. นักท่องเที่ยวรวมกว่า 6.14 ล้านคน. รายได้สูงกว่า 46,000 ล้านบาท. อัตราฟื้นตัวหลังวิกฤตเป็นไปอย่างมั่นคง. แนวโน้มปี 2567 ภาคบริการยังขยายตัวเด่น. ปัจจัยคือการกลับมาของกิจกรรมและการเชื่อมโยงคมนาคม. เม็ดเงินท่องเที่ยวช่วยดันค้าปลีกและภาษีมูลค่าเพิ่ม. เมื่อผนวกมาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” โอกาสจึงชัดเจน

    ข้อมูลระดับประเทศยังชี้ว่าดีมานด์ท่องเที่ยวภายในและต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี. นักท่องเที่ยวต่างชาติและไทยเที่ยวไทยยังเป็นเสาหลัก. ภาคเหนือได้แรงขับจากเมืองรองที่เติบโต. เชียงรายได้ประโยชน์จากเทรนด์นี้โดยตรง. ผู้เล่นท้องถิ่นจึงควรวางกลยุทธ์ “ยืดเวลาพำนัก” และ “เพิ่มมูลค่าต่อทริป”

    แผนปฏิบัติสำหรับ 8 สัปดาห์ทอง

    สัปดาห์ที่ 1–2: โรงแรมจัดแพ็กเกจ “เมืองรอง 1.5 เท่า”. รวมห้องพัก อาหารเช้า เมนูท้องถิ่น และกิจกรรมชุมชน. ออก e-Tax ได้ทันที. ทำสื่อสั้น 15 วินาที เน้นคีย์เวิร์ด “หักภาษีเพิ่มได้”.
    สัปดาห์ที่ 3–4: เจาะตลาดองค์กร. เสนอห้องประชุมครึ่งวันพร้อมทีมบิลดิ้ง. จับมือวิสาหกิจชุมชนทำเวิร์กช็อปชา กาแฟ หรืองานคราฟต์. ระบุสิทธิ “หัก 2 เท่า” ให้ชัดเจน.
    สัปดาห์ที่ 5–6: จัด “เทศกาลอาหารชุมชน”. โปรโมตผ่านเพจท้องถิ่นและพาร์ตเนอร์ OTA. ทุกบูธออก e-Tax ได้. เชื่อมแผนที่เดินเที่ยวในระยะ 1 กิโลเมตร.
    สัปดาห์ที่ 7–8: ผลักดันตลาดครอบครัวและสายสุขภาพ. นำเสนอสปาและออนเซ็นธรรมชาติ. สร้างโปรแกรม “เดินป่าเบาๆ” กับไกด์ชุมชน. ปิดแคมเปญด้วยคอนเสิร์ตท้องถิ่นภายใต้กติกาความปลอดภัย.

    เจ้าบ้านที่ดีและกระบอกเสียงที่เชื่อถือได้

    ททท. เน้นบทบาท “เจ้าบ้านที่ดี” อย่างต่อเนื่อง. การต้อนรับที่อบอุ่นสร้างประสบการณ์และการกลับมา. ชุมชนควรจัดทำลิสต์แหล่งท่องเที่ยวที่รับผิดชอบ. สื่อท้องถิ่นช่วยคัดกรองข้อมูลที่ถูกต้อง. ผู้ประกอบการควรทำคู่มือ “ใช้สิทธิอย่างไร” แจกลูกค้า. เมื่อข้อมูลครบถ้วน นักท่องเที่ยวจะมั่นใจและใช้สิทธิได้จริง

    คำกล่าวจากภาครัฐ ทิศทาง–เป้าหมาย–กลไก

    ปลัดกระทรวงการคลัง แถลงหลัง ครม. มีมติว่า มาตรการชุดนี้ตั้งเป้ากระตุ้นเศรษฐกิจสั้น และเพิ่มขีดความสามารถระยะยาว. นโยบายเน้นการกระจายพื้นที่ โดยโฟกัสเมืองรอง. โครงสร้างภาษีถูกออกแบบให้จูงใจทุกภาคส่วน. ภาครัฐย้ำกรอบเวลาชัดเจน และย้ำการใช้ e-Tax เพื่อความโปร่งใส. สาระสำคัญถูกสื่อสารผ่านสื่อสาธารณะและเอกสารทางการ

    ในมุมการคลังระดับนโยบาย บทบาทรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีความสำคัญ. ท่าทีเชิงรุกในเวทีระหว่างประเทศย้ำความพร้อมด้านเสถียรภาพ. นี่คือบริบทที่หนุนความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวและนักลงทุน. ความมั่นใจคือหัวใจของการใช้จ่ายปลายปี

    ความเสี่ยงที่ต้องบริหาร เอกสาร–ดีมานด์–สมดุลชุมชน

    ความเสี่ยงแรกคือเอกสารภาษีไม่ครบ. ผู้ประกอบการต้องกำกับคุณภาพใบกำกับ. ลูกค้าต้องตรวจชื่อ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และวันที่จ่าย. ความเสี่ยงที่สองคือดีมานด์กระจุกในสุดสัปดาห์. โรงแรมควรกระจายโปรโมชันไปวันธรรมดา. เสนอสิทธิพิเศษสำหรับ “สัปดาห์ทำงานยืดหยุ่น”. ความเสี่ยงที่สามคือผลกระทบชุมชนจากการท่องเที่ยวหนาแน่น. ควรจัดการเรื่องเสียงและขยะ. สร้างกติกา “ท่องเที่ยวรับผิดชอบ” ในทุกกิจกรรม.

    หน้าต่างเวลาสั้น แต่ผลลัพธ์ยาว

    เชียงรายมีฐานท่องเที่ยวแข็งแรงและชุมชนเข้มแข็ง. มาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” เติมเชื้อไฟฝั่งดีมานด์. มาตรการภาษี MICE และ KPI เบิกจ่ายภาครัฐ ช่วยย้ำความแน่นอน. ซัพพลายที่ยกระดับมาตรฐานจะรับโอกาสได้เต็มที่. หากทุกฟันเฟืองเดินพร้อมกัน เงินจะหมุนสู่ร้านเล็ก ร้านใหญ่ และครัวเรือน. หน้าต่างเวลา 29 ตุลาคม–15 ธันวาคม 2568 จึงสำคัญยิ่ง. ผู้เกี่ยวข้องควรลงมือทันที. ทำให้สิทธิถูกใช้จริง ทำให้ประสบการณ์ดีจริง. แล้วผลลัพธ์ระยะยาวจะตกผลึกเป็นความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ “เชียงราย” ทั้งปี.

    เช็กลิสต์ “ใช้สิทธิอย่างมืออาชีพ”

    1. วางแผนเดินทางให้ตรงกรอบเวลา.
    2. เลือกผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ VAT.
    3. เก็บใบกำกับภาษีครบถ้วน โดยเฉพาะ e-Tax ส่วนเกิน 10,000 บาท.
    4. หากเป็นองค์กร ให้ขอใบเสนอราคาและเอกสารภาษีที่สอดคล้อง.
    5. ใช้สิทธิเมืองรองคูณ 1.5 เท่าให้คุ้ม.
    6. ยื่นแบบภาษีช่วง ก.พ.–มี.ค. 2569 พร้อมแนบหลักฐาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-tax-break-mice-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gyFWnVRtcPcj48nQnNw6o