Category: ท่องเที่ยว

  • เพื่อไทยชี้อนุทินยกเลิกสถานะกีฬาโป๊กเกอร์ขัดกระแสโลก ปิดประตูเศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยวใหม่

    เพื่อไทยชี้อนุทินยกเลิกสถานะกีฬาโป๊กเกอร์ขัดกระแสโลก ปิดประตูเศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยวใหม่

    วันนี้ (24 ตุลาคม) สรวงศ์ เทียนทอง รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงกรณีที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีมติ ‘ยกเลิกสถานะกีฬา’ ของการแข่งขันโป๊กเกอร์ แล้วนำกลับไปอยู่ในหมวดการพนัน ว่าเป็นการตัดสินใจที่ขัดต่อกระแสโลกและแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยว พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า “นี่คือการตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือเพื่อผลประโยชน์ของประเทศกันแน่”

    สรวงศ์ระบุว่า สมาคมกีฬาเชิงสมองนานาชาติ (IMSA) ได้รับรองให้โป๊กเกอร์เป็น ‘กีฬาเชิงสมอง (Mind Sport)’ ตั้งแต่ปี 2024 เพราะต้องอาศัยทักษะคิดวิเคราะห์ วางกลยุทธ์ และความอดทนทางจิตใจ อีกทั้งการกีฬาแห่งประเทศไทย (SAT) ก็มีมติในเดือนกรกฎาคม 2025 รับรองให้โป๊กเกอร์และแฟลกฟุตบอลเป็น กีฬาอย่างเป็นทางการ โดยมีข้อกำหนดห้ามเล่นพนันบนโต๊ะแข่งขันอยู่แล้ว จึงไม่อาจอ้างเหตุผลเรื่อง ‘การพนัน’ ได้

    โป๊กเกอร์ในระดับสากลปัจจุบันมีสมาชิกสหพันธ์กว่า 50 ประเทศทั่วโลก มีนักกีฬากว่า 450,000 คน และฐานผู้เล่นกว่า 100 ล้านคน หากไทยใช้โอกาสนี้จัด ‘Poker Tour Festival’ ปีละครั้ง จะสามารถสร้างรายได้มหาศาล เนื่องจากประเทศไทยมีความพร้อมด้านโรงแรม ศูนย์ประชุม และสนามบินนานาชาติ

    นอกจากนี้ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) เคยประเมินว่า นักท่องเที่ยวที่มาร่วมทัวร์นาเมนต์ 1 คน ใช้จ่ายเฉลี่ย 20,000 บาทต่อวัน อยู่เฉลี่ย 7-14 วัน หากดึงผู้เข้าร่วมได้ 10,000 คน จะสร้างรายได้รวมกว่า 1,400 ล้านบาทต่ออีเวนต์

    สรวงศ์ย้ำว่า โป๊กเกอร์ไม่ใช่การพนัน แต่เป็น กีฬาเชิงกลยุทธ์ที่หลายประเทศใช้ส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยวและดึงดูดนักท่องเที่ยวรายได้สูง การตัดสินใจของรัฐบาลอนุทินจึงสะท้อนภาพการเมืองนำเศรษฐกิจ มากกว่าการพัฒนาประเทศ

    สรวงศ์ยังเปรียบเทียบว่า ในขณะที่รัฐบาลเร่งตีกรอบโป๊กเกอร์เป็นการพนันโดยอ้างผลกระทบต่อประชาชน กลับละเลยผลเสียจากนโยบาย ‘กัญชาเสรี’ ซึ่งงานวิจัยของ Arizona State University (2025) พบสารพิษตกค้างในกัญชาที่ถูกยึด เช่น Mycotoxins และ Diacetoxyscirpenol ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ทั้งที่สหรัฐฯ มีมาตรฐานตรวจสารปนเปื้อนกว่า 30 รายการก่อนจำหน่าย แต่รัฐบาลไทยกลับไม่จัดตั้งระบบตรวจ Certificate of Analysis (COA) สำหรับกัญชาในท้องตลาดเลย

    “ทำไมรัฐบาลถึงกล้าปล่อยสารเสพติดเชิงธุรกิจ โดยไม่สร้างมาตรฐานความปลอดภัย แต่กลับปิดกั้นกีฬาเชิงท่องเที่ยวที่สามารถสร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ” สรวงศ์ตั้งคำถาม พร้อมเตือนว่าการตัดสินใจนี้อาจทำให้ไทยสูญเสียโอกาสสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวใหม่ (New Sport Tourism Economy) ที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านบาทต่อครั้ง และเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านในสมรภูมิการแข่งขันดึงนักท่องเที่ยวรายได้สูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/poker-ban-hurts-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JX5Wm5G7eyd-_8lnJbC0z

  • พช.เปิดตัวบ้านโบราณ อายุเก่าแก่กว่า 100 ปี ตามรอยท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม | เดลินิวส์

    พช.เปิดตัวบ้านโบราณ อายุเก่าแก่กว่า 100 ปี ตามรอยท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม | เดลินิวส์

    นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) และคณะได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 1 ม.6 บ้านแหลมโพธิ์ ต.ไสไทย อ.เมือง จะ.กระบี่ ซึ่งเป็นบ้านพักอาศัยเก่าแก่กว่า 100 ปี ของพระยาคงคาธราธิบดี หรือ พลอย ณ นคร อดีตผู้ว่าราชการเมืองกระบี่ คนที่ 6 เพื่อเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวชุมชนทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ ของ จ.กระบี่ 

    นางสาวศศิธร กล่าวว่า การเปิดตัวบ้านเลขที่ 1 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวชุมชน ทางวัฒนธรรม อยู่ในความรับผิดชอบของกรมการพัฒนาชุมชน สำหรับบ้านเลขที่ 1 จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นบ้านพักอาศัยเก่าแก่กว่า 100 ปี ของพระยาคงคาธราธิบดี หรือพลอย ณ นคร อดีตผู้ว่าราชการเมืองกระบี่ คนที่ 6 นับเป็นจุดท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญต่อการเรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ผู้คนในยุคเปิดป่าเป็นเมืองของกระบี่  

    สำหรับบ้านเลขที่1 เมืองกระบี่ ตั้งอยู่ในสวนมะพร้าวที่ชื่อว่าสวนอิศระ บ้านแหลมโพธิ์ อำเภอปากน้ำ มีการปลูกมะพร้าวเพื่อเป็นพืชเศรษฐกิจส่งออกไปค้าขายยังต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังมีต้นมะพร้าว เตาอบมะพร้าว และเตาเผามะพร้าวที่เคยใช้สกัดเคี่ยวให้เป็นน้ำมันมะพร้าวลำเลียงใส่เรือส่งไปขายที่เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย 

    บ้านเลขที่ 1 เมืองกระบี่ได้รับการบูรณะอีกครั้งเมื่อปี 2567 โดยนำไม้ของเรือนบางส่วนที่ยังใช้การได้มาใช้ประกอบกับไม้ตะเคียนทองและไม้นาคบุตรที่เป็นวัสดุหลักในการบูรณะ ซึ่งยังคงสภาพเดิมไว้ให้มากที่สุด ปรับรูปแบบด้านบนเป็นโถงโล่งเพื่อใช้ประกอบพิธีการมงคล มีการจัดแสดงโบราณวัตถุ อาทิ กูบช้างที่เคยใช้ออกตรวจราชการ รวมทั้งภาพในอดีตของท่านเจ้าของเรือน พร้อมตั้งชื่อเรือนใหม่นี้ว่าคงคาธรรมศาลา  

    สถานที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์แล้วบรรยากาศของสวนอิศระยังถือได้ว่าเป็นพื้นที่สำหรับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เพราะตั้งอยู่เขตพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ อันเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ หรือแรมซ่าไซท์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5234235/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bST_6srlqip96djsCuPN-

  • อุทยานแห่งชาติบางลางประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรม 1 พ.ย.-15 ธ.ค.68

    อุทยานแห่งชาติบางลางประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรม 1 พ.ย.-15 ธ.ค.68

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายบำรุงรัตน์ พลอยดำ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติบางลาง เปิดเผยว่า ตามประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เรื่อง ปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน ประจำปี พ.ศ. 2568 กำหนดให้มีการปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน เพื่อให้การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสภาพอากาศในแต่ละฤดูกาล และความสามารถในการรองรับได้ของทรัพยากร เปิดโอกาสให้ทรัพยากรธรรมชาติได้ฟื้นตัว รวมทั้งมีความปลอดภัยต่อการท่องเที่ยว

    อุทยานแห่งชาติบางลาง จังหวัดยะลา พิจารณาแล้ว เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองและดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ประกอบระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2563 จึงออกประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในในเขตอุทยานแห่งชาติบางลาง ประจำปี พ.ศ. 2568 บริเวณน้ำตกธารโต ลานกางเต็นท์บางลางและน้ำตกละอองรุ้ง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2568

    ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติบางลาง ยังคงปฏิบัติงานตามภารกิจของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และอนุญาตให้เข้ามาติดต่อราชการสามารถติดต่อราชการได้ตามปกติ ติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 073-206119 จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000101461&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33GpNRVMdF89rR7KLCHTw5

  • ภัยไซเบอร์ถล่มหนักสูญ 1.15 แสนล้าน สแกมเมอร์กระทบเชื่อมั่นท่องเที่ยว

    ภัยไซเบอร์ถล่มหนักสูญ 1.15 แสนล้าน สแกมเมอร์กระทบเชื่อมั่นท่องเที่ยว

    ธุรกิจสแกมเมอร์และธุรกิจสีเทาขยายตัวอย่างรวดเร็ว แทรกซึมทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจและสังคม สร้างความเสียหายรวมกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) กลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภค นักลงทุน และสถาบันการเงิน

    รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงประกาศให้ “การปราบปรามมิจฉาชีพออนไลน์” เป็นวาระแห่งชาติ โดยมอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคดีพิเศษ บูรณาการร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อดำเนินการอย่างเข้มข้นในการตัดเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย ปิดบัญชีม้า และสกัดฐานปฏิบัติการข้ามชาติในพื้นที่ชายแดนกัมพูชา–เมียนมา ซึ่งกลายเป็นศูนย์บัญชาการของเครือข่ายมิจฉาชีพระดับภูมิภาค

    รายงาน “State of Scams in Thailand 2025” โดยองค์กรพันธมิตรต่อต้านการฉ้อโกงโลก (Global Anti-Scam Alliance: GASA) เปิดเผยว่า คนไทยกว่า 72% ต้องเผชิญความพยายามหลอกลวงเป็นประจำ เฉลี่ยคนละ 172 ครั้งต่อปี หรือเกือบทุก 2 วันต่อครั้ง และกว่า 60% ของผู้ใหญ่ตกเป็นเหยื่อสำเร็จภายในปีที่ผ่านมา

    ภัยไซเบอร์ถล่มหนักสูญ 1.15 แสนล้าน สแกมเมอร์กระทบเชื่อมั่นท่องเที่ยว โดย 14% สูญเงินเฉลี่ยคนละ 12,955 บาท รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึง 115,300 ล้านบาทต่อปี ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสังคมไทยที่เติบโตบนเทคโนโลยีเร็วกว่า “ภูมิคุ้มกันไซเบอร์” ของประชาชน

    ภัยไซเบอร์ยุคใหม่ไม่ได้อาศัยเพียงข้อความหรือโทรศัพท์เหมือนในอดีต แต่มิจฉาชีพใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Deepfake เพื่อสร้างภาพและเสียงเลียนแบบบุคคลจริง ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ พนักงานธนาคาร หรือเพื่อนใกล้ชิด ทำให้ผู้รับข้อความเชื่อว่ากำลังติดต่อกับหน่วยงานหรือบุคคลจริง กลโกงลักษณะนี้กำลังแพร่ระบาดในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและแอปแชต ซึ่งกลายเป็นพื้นที่หลักของการโจมตีทางจิตวิทยาและข้อมูล แม้แต่คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้เทคโนโลยีก็ยังตกเป็นเหยื่อได้โดยไม่รู้ตัว

    รูปแบบที่สร้างความเสียหายสูงสุดคือ “หลอกลงทุน” ครองสัดส่วนกว่า 66% ของคดีทั้งหมด รองลงมาคือ “หลอกซื้อสินค้าออนไลน์” 63% และ “หลอกสมัครงาน” 53% จุดร่วมของทุกกรณีคือ “ความสมจริง” และ “ความน่าเชื่อถือ” ของข้อความที่ได้รับ การหลอกลวงกว่า 73% เกิดผ่านแพลตฟอร์มส่งข้อความโดยตรง เช่น โทรศัพท์ Facebook SMS Gmail และ TikTok ซึ่งเป็นช่องทางที่คนไทยใช้ติดต่อมากที่สุด

    เด็กและเยาวชนก็กลายเป็นกลุ่มเสี่ยงใหม่ โดยกว่า 27% ของครอบครัวไทยยืนยันว่าบุตรหลานอายุ 7–17 ปี เคยถูกหลอกในเกมหรือแอปเรียนรู้ออนไลน์ สะท้อนว่าภัยไซเบอร์ได้แทรกซึมทุกช่วงวัยและทุกพื้นที่

    ภัยไซเบอร์ถล่มหนักสูญ 1.15 แสนล้าน สแกมเมอร์กระทบเชื่อมั่นท่องเที่ยว

    สิ่งที่น่าตกใจคือปรากฏการณ์ “ความมั่นใจย้อนแย้ง” (Confidence Paradox) ที่คนไทยกว่า 76% เชื่อว่าตนสามารถแยกแยะมิจฉาชีพได้ แต่ 66% ของกลุ่มนี้กลับตกเป็นเหยื่อจริง แสดงให้เห็นว่าความรู้เท่าทันของสังคมยังไม่เท่าทันวิวัฒนาการของกลโกงที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน

    แม้ผู้เสียหายกว่า 74% จะพยายามรายงานเหตุไปยังธนาคารหรือผู้ให้บริการทางการเงิน แต่มีเพียง 29% ที่ได้รับเงินคืนบางส่วน กระบวนการติดตามยังล่าช้าและขาดความชัดเจน ขณะที่อีก 41% ของผู้ที่แจ้งเหตุไม่ได้รับการตอบสนองใด ๆ ปัญหานี้สะท้อนถึงความไม่พร้อมของระบบประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน ที่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างครบวงจร

    ช่องทางโอนเงินผ่านธนาคารแบบดั้งเดิมยังเป็นเครื่องมือหลักของมิจฉาชีพ คิดเป็น 73% ของธุรกรรมหลอกลวงทั้งหมด ส่วน e-Wallet มีเพียง 21% สะท้อนว่าระบบธนาคารไทยยังขาดมาตรการยืนยันชื่อผู้รับเงิน (Confirmation of Payee) ซึ่งเป็นมาตรฐานในหลายประเทศ ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ธนาคารพาณิชย์พัฒนาระบบแจ้งเตือนธุรกรรมเสี่ยงและระบบตรวจสอบชื่อบัญชีแบบเรียลไทม์ เพื่อหยุดเส้นทางเงินก่อนถึงมือมิจฉาชีพ

    ในอีกด้านหนึ่ง ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลลดต่ำลงอย่างน่าตกใจ คนไทยถึง 97% ไม่ไว้วางใจองค์กรที่เก็บข้อมูลของตน และ 98% ต้องการให้บริษัทเปิดเผยว่ามีการแบ่งปันข้อมูลกับใครบ้าง ผู้บริโภคยอมรับการตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์หรือการยืนยันซิมเพื่อป้องกันการปลอมตัว แต่กลับไม่มั่นใจต่อการจัดเก็บข้อมูลโดยแพลตฟอร์มแชตและโซเชียลมีเดีย ความไม่ไว้วางใจนี้ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ โดย 81% ของผู้บริโภคระบุว่าพร้อมเปลี่ยนไปใช้บริการทางการเงินที่ปลอดภัยและโปร่งใสกว่าทันที หากมีระบบยืนยันตัวตนก่อนโอนเงิน แสดงให้เห็นว่าความปลอดภัยกำลังกลายเป็น “ปัจจัยแข่งขันใหม่” ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

    ภัยไซเบอร์ถล่มหนักสูญ 1.15 แสนล้าน สแกมเมอร์กระทบเชื่อมั่นท่องเที่ยว

    ธปท.ย้ำไม่หนุนธุรกรรมการเงินสีเทา

    นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ธปท. กล่าวถึงกระแสข่าวความเชื่อมโยงของสถาบันการเงินไทยกับเงินเทา ว่า ธปท. ยืนยันว่าไม่มีนโยบายสนับสนุนสถาบันการเงินทำธุรกรรม หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสีเทาอยู่แล้ว อีกทั้งในเรื่องของปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ในสหรัฐฯ สหภาพยุโรป รวมทั้งตะวันออกกลาง ต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ซึ่งจะต้องเป็นความร่วมมือกันของหลายหน่วยงานในการป้องกันและแก้ปัญหา

    “เรื่องนี้ มันใหญ่เกินกว่าที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะดูแลได้ ต้องอาศัยความร่วมมือกันทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เราเด็ดขาดไม่อยากให้มีเรื่องสีเทาในสถาบันการเงิน ซึ่งจะต้องดูแลควบคู่ไปกับหน่วยงานอื่น”

    ภัยไซเบอร์ที่รุนแรงขึ้นยังส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลก นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกกิตติมศักดิ์สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ระบุว่า หลังรัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาอย่างเข้มงวด และออกประกาศเตือนพลเมืองให้ระวังการเดินทางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระแสความกังวลได้ลามถึงไทย แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นต้นเหตุของปัญหา แต่ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและจุดต่อเครื่องหลัก ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของไทยได้รับผลกระทบทันที โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และจีน ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงสุด

    เขาระบุว่า ไทยต้องเร่งปรับกลยุทธ์การสื่อสารของภาครัฐให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เน้นการสื่อสารเชิงรุกในโลกออนไลน์ พร้อมแสดงความโปร่งใสของมาตรการด้านความปลอดภัย “อย่ากลัวที่จะพูดถึงข่าวลบ เพราะความเชื่อมั่นจะกลับมาได้ก็ต่อเมื่อรัฐแสดงให้เห็นว่ากำลังแก้ไขจริง ไม่ใช่ปิดข่าวหรือพูดแต่เรื่องดี ๆ” นายศิษฎิวัชรกล่าว

    สแกมเมอร์กระทบเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย

    ด้านนายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว เห็นว่า ไทยควรยกระดับบทบาทผู้นำด้านความปลอดภัยในภูมิภาค CLMV โดยเสนอให้รัฐบาลจัดตั้ง “Tourist Safety ASEAN Initiative” เพื่อสร้างระบบความร่วมมือด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยวในภูมิภาค แลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศต้นทาง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน จัดทำเอกสารรับรอง “Tourist Safety Acknowledgement” สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต่อเครื่องจากไทย และตั้งศูนย์ข้อมูล “Safe ASEAN Travel Desk” เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านความปลอดภัยระดับอาเซียน

    ก่อนหน้านี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และอัยการเขตตะวันออกแห่งนิวยอร์กได้ยื่นฟ้องขอริบทรัพย์สินมูลค่า 127,271 บิตคอยน์ หรือราว 4.87 แสนล้านบาท ซึ่งเชื่อมโยงกับขบวนการฟอกเงินของกลุ่ม Prince Holding Group ในกัมพูชา โดยมีเฉิน จื้อ หรือวินเซนต์ สัญชาติอังกฤษ–กัมพูชา เป็นผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มธุรกิจพรินซ์ คดีนี้ถือเป็นการยึดทรัพย์คริปโตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และมีส่วนเชื่อมโยงกับรูปแบบการหลอกลวง “Pig Butchering” หรือการหลอกผ่านความสัมพันธ์ออนไลน์เพื่อชักชวนเหยื่อให้ลงทุนในคริปโต

    งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสแห่งออสติน ระบุว่าขบวนการดังกล่าวใช้คริปโตเคอร์เรนซีเป็นช่องทางฟอกเงินและสนับสนุนการค้ามนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มูลค่าความเสียหายทั่วโลกสูงถึง 28,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 9 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับธุรกรรมในภูมิภาคอาเซียนรวมถึงประเทศไทย

    ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้กำลังตอกย้ำว่า วิกฤตสแกมเมอร์ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาอาชญากรรมออนไลน์อีกต่อไป แต่คือ “ปัญหาเศรษฐกิจมหภาค” ที่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงิน ภาพลักษณ์ประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชนในโลกดิจิทัลที่เต็มไปด้วยกับดักอาชญากรรมซ่อนรูป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642188&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dK1aNRvS4FNxXvcOveWw3

  • ‘สุวัจน์’ ชี้ไทยเผชิญ ‘หน้าผาทางการคลัง’ รัฐบาลหน้าอย่าหวังเล่นการเมืองแบบ ‘ประชานิยม’

    ‘สุวัจน์’ ชี้ไทยเผชิญ ‘หน้าผาทางการคลัง’ รัฐบาลหน้าอย่าหวังเล่นการเมืองแบบ ‘ประชานิยม’

    ‘สุวัจน์’ ชี้ไทยเผชิญ ‘หน้าผาทางการคลัง’ รัฐบาลหน้าอย่าหวังเล่นการเมืองแบบ ‘ประชานิยม’

    นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ ‘มติชนออนไลน์’ ในประเด็นที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็น การฉายภาพเศรษฐกิจประเทศไทยที่กำลังเผชิญจนต้องปรับเปลี่ยนกันขนานใหญ่ และมองข้ามช็อตไปดูว่ารัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง จะต้องรับมือกับ 6 เรื่องสำคัญอย่างไร?

    ‘หน้าผาทางการคลัง’ ความท้าทายเศรษฐกิจไทยยุคนี้!

    นายสุวัจน์มองว่า เศรษฐกิจโลกในวันนี้เป็นยุคที่มีความผันผวนมากที่สุด นับตั้งแต่โควิด สืบเนื่องมาเจอปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาสงครามการค้า ปัญหาสงครามจริงๆ และล่าสุดก็ภาษีทรัมป์ ที่ทั่วโลกได้รับผลกระทบ ซึ่งในยุคเทคโนโลยีดิสรัปชั่นก็หนักแล้ว แต่วันนี้เป็นเรื่องเอไอซึ่งหนักมากกว่า

    ประกอบกับเศรษฐกิจโลกเริ่มเปลี่ยนทิศทางไปสู่กรีนอีโคโนมีอีก หมายความว่า ทุกอย่างเป็นเศรษฐกิจสีเขียว ต้องมีมาตราฐานเรื่องสิ่งแวดล้อม โลกร้อน สนใจสิทธิมนุษยชน เรื่องสตรี ความหลากหลายทางเพศ มีเรื่องความยั่งยืนต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้อง

    รวมไปถึงปัญหาสังคมสูงวัย ที่มีจำนวนกว่า 20% หรือ 15 ล้านคนจากประชากร 60 กว่าล้านคน ทำให้มีภาระด้านสวัสดิการการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น แต่กำลังการผลิตและทำงานของคนในชาติน้อยลง

    โดยนายสุวัจน์มองว่ามีผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจไทย จีดีพีเราไม่โตเลย ไตรมาสแรก 3 % ไตรมาสที่สองก็ 3 % พอไตรมาสที่สาม 1 % กว่า ไตรมาสสุดท้ายอาจจะ 1 % กว่าเช่นกัน เฉลี่ยปีนี้ประเทศไทยอาจไม่ถึง 2 % ซึ่งประเทศไยไม่ถึง 2 % มาเกือบ 20 ปี

    ส่วนสำคัญคือ Fiscal Spaces หรือ พื้นที่ทางการคลัง ที่ประเทศไทยเหลือน้อยลงไปทุกที ประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่ ‘หน้าผาทางการคลัง’ แล้ว

    เนื่องจากเงินประเทศน้อยลง หนี้สินมาขึ้น หนี้ 65% ของจีดีพีซึ่งเรียกได้ว่าชนเพดาน หรือการขาดดุลงบประมาณ 4.5% ซึ่งนำไปสู่การจัดเครดิตเรตติ้งต่างๆ ที่จะทำให้ไทยกู้เงินยากขึ้น ดอกเบี้ยสูง เท่ากับว่าเงินที่จะใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศน้อยลง!

    ชี้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวเป็นภาระของรัฐบาลใหม่ หยุดขายนโยบาย ‘ประชานิยม’

    นายสุวัจน์ยังกล่าวด้วยว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในยะยาวนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ แม้ว่าตนจะไม่รู้ว่าการเลือกตั้งจะนำไปสู่รัฐบาลหน้าตาแบบไหน แต่ส่วนตัวมองว่าระหว่างนี้จะเป็นโอกาสให้นักการเมืองเตรียมตัวสำหรับเลือกตั้ง

    โดยย้ำว่า การเมืองต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา และสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้กับประเทศจริงๆ ด้วยนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศและของโลก

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งหนึ่งที่ต้องตระหนักและยอมรับความจริงกันได้แล้ว คือ การใช้นโยบายประชานิยมมาเป็นจุดขายเพื่อให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง

    เพราะเนื่องจากวันนี้เศรษฐกิจไทยยืนอยู่บน ‘หน้าผาทางคลัง’ ซึ่งทำให้ประเทศไม่มีทรัพยากรเพียงพอ การเมืองจึงต้องช่วยกันคิดนโยบายที่มีประสิทธิภาพ และนำไปสู่เศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีการลงทุน รัฐมีรายได้ เอสเอ็มอีอยู่รอด และประชาชนมีงานทำ

    6 นโยบายสำคัญ ของรัฐบาลหลังเลือกตั้ง!

    นายสุวัจน์ มองว่าภารกิจของรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งที่จะต้องทำอย่างจริงจังมี 6 เรื่อง ได้แก่

    1. การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงสร้างการผลิตของภาคอุตสาหกรรม เน้นการผลิตที่มีมาตรฐาน สนใจเรื่องโลกร้อนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งอยู่บนพื้นฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน
    2. ยกระดับ SME ต้องทำให้ขึ้นมาเผชิญหน้ากับการท้าทายของความผันผวนของโลกให้ได้
    3. สังคมผู้สูงอายุ  ต้องยกให้เป็นวาระแห่งชาติสำคัญ จะเกษียณอายุอย่างไร จะขยายเป็นอายุ 65 ดีหรือไม่ หรือจะดูแลสวัสดิการอย่างไร
    4. คุณภาพการศึกษา โดยการพัฒนาการวัดผลคุณภาพการศึกษาของเยาวชนไทย เน้นเรื่อง STEM เป็นหลัก เด็กไทยต้องเก่งกว่าเดิม
    5. การท่องเที่ยว ต้องเป็นแกนหลักให้กับเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การสร้าง Medical Hub , Wellness Hub หรือ Man-made Destination ใหม่ๆ ที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะของตนเอง และจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว
    6. สินค้าเกษตร ต้องทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่แปรรูป แต่ต้องมีการใช้เทคโนโลยีเข้าไปสร้างมูลค่าเพิ่ม

    ทั้งนี้  นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ย้ำว่า การจะทำภารกิจดังกล่าวได้ ปัจจัยสำคัญคือ ‘เราต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ’ นอกจากนี้ ‘ตัวนายกรัฐมนตรี’ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องได้คนที่มีคุณสมบัติครบเครื่อง

    นี่คือแนวคิดจาก ‘สุวัจน์’ ผู้ที่ ‘นายกฯหนู’ เคยยกว่าเป็นผู้ให้กำเนิดทางการเมือง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/732291&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QoOl2FBtkqjD3nMGRsqMI

  • ไทยเบฟ  จัดใหญ่ ต่อเนื่องปีที่ 11 เทศกาล ‘สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย’  ชวนลอยกระทงรักษ์โลกกับบรรยากาศ ‘สีสัน วันเพ็ญ’ บอกเล่าความเป็นไทยไปทั่วโลก

    ไทยเบฟ จัดใหญ่ ต่อเนื่องปีที่ 11 เทศกาล ‘สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย’ ชวนลอยกระทงรักษ์โลกกับบรรยากาศ ‘สีสัน วันเพ็ญ’ บอกเล่าความเป็นไทยไปทั่วโลก

    วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ปักหมุดเทศกาลลอยกระทงที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี เพื่อร่วมสืบสานประเพณีไทยอันทรงคุณค่า และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบวิถีไทย สะท้อนวิถีชีวิตของคนไทยที่มีความผูกพันกับสายน้ำมาอย่างยาวนานเพื่อ “บอกเล่าความเป็นไทยไปทั่วโลก”

    บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เตรียมจัดงาน “River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย” อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 โดยปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 5 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้แนวคิด “สีสัน วันเพ็ญ” พร้อมขยายพื้นที่การจัดงานไปยังคลองเปรมประชากร และมิวเซียมสยาม จัดพร้อมกันทั้งที่กรุงเทพมหานคร “Bangkok River Festival 2025” บนพื้นที่ 11 Landmark ใจกลางการท่องเที่ยวตลอดริมโค้งน้ำเจ้าพระยาที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และจังหวัดลำพูน “Lamphun River Festival 2025” จากการผสานความร่วมมือกับ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กองทัพเรือ กรุงเทพมหานคร และเครือข่ายมิตรภาคีทุกภาคส่วน

    นายนิติกร กรัยวิเชียร

    นายนิติกร กรัยวิเชียร ผู้อำนวยการโครงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เผยว่า การจัดงานในปีนี้ ไทยเบฟยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านแนวคิด “บ่อลอยรักษ์โลก” ที่ช่วยลดขยะจากกระทงและส่งเสริมการใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม ด้วยการทำงานร่วมกับชุมชนอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมสินค้าชุมชน และการท่องเที่ยวโดยชุมชน พร้อมทั้งพัฒนาเยาวชนในพื้นที่จัดงานผ่านโครงการ“เยาวชนเจ้าบ้านสืบสานวัฒนธรรม” เพื่อสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยใช้กลยุทธ์ “บ.ว.ร. ยกกำลังสอง” เชื่อมโยง บ้าน–วัด–โรงเรียน–ชุมชน เข้าด้วยกัน พร้อมการสนับสนุนจากบริษัท วิสาหกิจเพื่อสังคม และ ภาครัฐ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว
    เชิงวัฒนธรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน 

    “ไทยเบฟ มุ่งมั่นการจัดงานอย่างยั่งยืนในทุกมิติ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรมที่ผลักดันให้เทศกาลประเพณีลอยกระทงของประเทศไทย ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ต่อ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เพื่อเชิดชูความงดงามของประเพณีไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่างาน “River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย” จะเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญส่งท้ายปลายปีที่จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่นักท่องเที่ยวจะได้เก็บเกี่ยวความประทับใจของมนต์เสน่ห์แห่งสายน้ำ และอัตลักษณ์ของความเป็นไทย เพื่อ “บอกเล่าความเป็นไทยไปทั่วโลก” นายนิติกร กล่าว

    นายสุรพล เศวตเศรนี

    นายสุรพล เศวตเศรนี ประธานการจัดงาน “River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย” กล่าวว่า “River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย” “River Festival สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย” ถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลวัฒนธรรมที่มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์และสืบทอดประเพณีไทย โดยการมี ส่วนร่วมของผู้คน ชุมชน และวิถีชีวิตริมสายน้ำเข้าด้วยกันอย่างงดงาม และยั่งยืน เชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติมาร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์ของสายน้ำเจ้าพระยาในคืนวันเพ็ญ ผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรม ที่จัดขึ้นบนพื้นที่11 ท่าน้ำสำคัญสำคัญทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร / วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร / วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร / วัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร / วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร / ท่ามหาราช  / เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น / สุขสยาม ณ ไอคอนสยาม / คลองโอ่งอ่าง / พื้นที่ริมคลองเปรมประชากร / มิวเซียมสยาม พร้อมบริการล่องเรือด่วนเจ้าพระยาฟรี โดยงานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 พฤศจิกายน 2568 นอกจากนี้ยังจัดที่จังหวัดลำพูน “Lamphun River Festival 2025” บริเวณถนนรถแก้ว อำเภอเมือง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-5 พฤศจิกายน 2568 ที่นักท่องเที่ยวจะได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลอยกระทงรักษ์โลก ชมการแสดงวัฒนธรรม อุดหนุนสินค้าชุมชน และสัมผัสบรรยากาศริมสายน้ำอันงดงาม

    ความพิเศษในปีนี้ ได้ผสานความร่วมมือกับหลายภาคส่วนเพื่อร่วมจัดกิจกรรม รวมถึงการร่วมมือกับกรุงเทพมหานครในการขยายพื้นที่จัดงานไปยังคลองเปรมประชากร และมิวเซียมสยาม ซึ่งเปิดพื้นที่ใหม่บนย่านท่าเตียน และเป็นสถานที่จัดกิจกรรมอบรม “เยาวชนเจ้าบ้านสืบสานวัฒนธรรม” ร่วมกับ Thai Group Holdings ในการจัดลานกิจกรรมที่ท่าเรือวัดอรุณฯ รวมไปถึงสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (RPST) จัดแข่งขันถ่ายภาพและบรรยายประวัติศาสตร์ มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ถ่ายทอดมนต์เสน่ห์ดนตรีไทย

    ทั้งนี้ การจัดงานในทุกปีๆ ยังคงขับเคลื่อนกิจกรรมที่ให้ความสำคัญกับชุมชนได้มีส่วนร่วมสร้างความยั่งยืนเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมการเก็บแต้ม SX Shaper Point ใน SX Application และกิจกรรมทำความสะอาดคลอง “Clean Klong” ที่ได้ร่วมมือกับ กรุงเทพมหานคร และโครงการ “เก็บกลับ – รีไซเคิล” เพื่อส่งเสริมการคัดแยกขยะ และการรีไซเคิลในชุมชน” พร้อมสานต่อโครงการ เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม ที่เป็นการปลูกฝัง ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มีความรัก ความหวงแหนวิถีไทยริมน้ำที่ได้เผยแพร่เรื่องราวดี ๆ ของชุมชนตนเอง จนก่อให้เกิดการท่องเที่ยวโดยชุมชน และความยั่งยืน ที่เรามุ่งเน้นให้การอบรมเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชนอย่างยั่งยืน

    สัมผัสเสน่ห์ของสายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย ท่ามลางแสงจันทร์อันงดงามของ “สีสัน วันเพ็ญ” ไปด้วยกันได้ในวันที่ 3-4 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16.00 – 22.00 น. และวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16.00 – 24.00 น. สอบถามหรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.riverfestivalthailand.com และ facebook / riverfestivalthailand 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/922811&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bUgA8r8iw6zN2-T11YG-1

  • จัดงานรำลึกตำนานตราแผ่นดิน เสาหลักหินรัชกาลที่ 5 เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน | เดลินิวส์

    จัดงานรำลึกตำนานตราแผ่นดิน เสาหลักหินรัชกาลที่ 5 เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 23 ต.ค.68 นายไพรัตน์ อินทร์ปัญญา นายอำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา พร้อมด้วย นายวิโรจน์ ศรีสังข์ นายกเทศมนตรีตำบลสีมามงคล , นายจิรศักดิ์ อ่วมอุไร ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท) สำนักงานนครราชสีมา ร่วมแถลงข่าวการจัดงานโครงการรำลึกตำนาน เล่าขานตราแผ่นดิน หลักหินรัชกาลที่ 5 ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 19 -21ธันวาคม.2568 ณ มอหลักหิน ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งผู้เข้าร่วมแถลงข่าวได้แต่งกายย้อนยุคโจงกระเบน สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อรำลึกและสร้างสีสันสู่คนรุ่นใหม่

    นายวิโรจน์ ศรีสังข์ นายกเทศมนตรีตำบลสีมามงคล กล่าวว่า วันนี้ตรงกับวันปิยมหาราช รัชกาลที่ 5 เทศบาลตำบลสีมามงคลได้กระทำพิธีวางพวงมาลาไปแล้วในช่วงเช้าและได้จัดแถลงข่าว เพื่อประชาสัมพันธ์ ในการจัดงานพร้อมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงเป็นผู้ริเริ่มโครงการก่อสร้างรถไฟสายแรกของประเทศไทย คือ ทางรถไฟสาย กรุงเทพฯ – นครราชสีมา เพื่อประโยชน์ด้านคมนาคม และให้สอดคล้องการจัดงานเพื่อให้ตรงกับวันที่ พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินเปิดเส้นทางรถไฟสายนี้เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2443 และเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย กระทรวงมหาดไทย ด้านเศรษฐกิจ การส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยนำอัคลักษณ์ท้องถิ่น ( sotf power ) มาเป็นกลไกในการสร้างรายได้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ของจังหวัดนครราชสีมา และเพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว ได้รู้จักประวัติศาสตร์ การก่อสร้างทางรถไฟสายแรกของประเทศไทยด้วยพระบารมี พระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 5

    นายจิรศักดิ์ อ่วมอุไร ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท) กล่าวว่า ได้สนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัดนครราชสีมา ในทุกมิติ และมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย กระจายในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมากยังคงไม่ทราบว่าในจุดนี้มีอะไร หรือประวัติเป็นมาอย่างไร จึงขอเชิญชวนมาเที่ยวงานตามวันเวลาดังกล่าว

    ด้าน นายไพรัตน์ อินทร์ปัญญา นายอำเภอปากช่อง ถือเป็นพ่อเมืองปากช่อง กล่าวถึงการจัดงาน ถือว่าเป็นครั้งแรก และภายในงานมีหลากหลายทั้งการแสดงแบบย้อนยุค การการแสดงสินค้า เพื่อพัฒนาให้เป็นจุดท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอนาคต

    มอหลักหิน ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เป็นจุดประวัติศาสตร์ที่เกิดอาถรรพ์ในการเดินรถไฟขึ้น ซึ่งหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินเปิดเส้นทางรถไฟสายนี้เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2443 มีการเดินรถจากกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ขบวนแรก เมื่อรถไฟแล่นมาถึง ช่วงหลัก กม.ที่ 160.03 เกิดอาถรรพ์ขบวนรถไฟเครื่องยนต์ดับ ไม่สามารถแล่นต่อไปได้ จึงได้กราบทูล ถึงพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ท่านทรงเสด็จพระราชดำเนินมายังจุดนี้ จากนั้นรถไฟก็สามารถเดินเครื่องต่อไปได้ เจ้าหน้าที่การรถไฟจึงได้สร้างศาล ร.5 ไว้ริมทางรถไฟเพื่อรำลึก ต่อมาได้มีการก่อสร้างเป็นเสาหลักหินจารึก และสร้างศาลเพียงตาจำลองรูปหล่อเหมือน พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นอนุสรณ์และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5234020/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VDLCSWoxM2bl7FiJ-v4ly

  • “ยุทธศักดิ์” ชงแนวทางฟื้นท่องเที่ยว

    “ยุทธศักดิ์” ชงแนวทางฟื้นท่องเที่ยว

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอดีตผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ขอเสนอแนวทาง Thailand’s Grand Comeback จะเป็นแผนฟื้นฟูภาคท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิด “Stronger, Warmer, More Amazing – ท่องเที่ยวไทยแกร่งขึ้น อบอุ่นกว่าเดิม เร้าใจกว่าเก่า”

    ทั้งนี้ ในมิติ Stronger ไทยต้องปรับกลยุทธ์จากจุดขาย “ราคาถูก” สู่ “ความคุ้มค่า” หลังต้นทุนท่องเที่ยวสูงขึ้นและดัชนีแข่งขันด้านราคาลดลงมาอยู่อันดับ 48 ของโลก เน้นทำตลาดกลุ่ม “Quality Mass” และ “Big Spender” โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและไมซ์ พร้อมเร่งเปิดเส้นทางบินเพิ่ม เพื่อควบคุมราคาตั๋วและอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง

    ด้าน Warmer จะยกระดับภาพลักษณ์ไทยให้เป็น “ประเทศแห่งรอยยิ้ม คุณภาพและความปลอดภัย” ด้วยมาตรการสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัย อาชญากรรม และคุณภาพบริการ โดยเฉพาะแท็กซี่และระบบดูแลนักท่องเที่ยว

    ส่วน More Amazing มุ่งสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ “สนุกและมีความสุข” ผ่านวัฒนธรรม อาหาร วิถีชีวิตและธรรมชาติ ให้ไทยถูกจดจำในฐานะจุดหมายปลายทางที่เร้าใจและปลอดภัย

    สำหรับตลาด “ไทยเที่ยวไทย” ททท. จะกระตุ้นการเดินทางระยะใกล้และเมืองรองด้วยกิจกรรม “Sanook Siam – Unseen Pure Local” ส่งเสริมเสน่ห์ถิ่นไทยแท้ สร้างรายได้สู่ชุมชน ขณะเดียวกันยังผลักดันแคมเปญ “HOPE – Wellness Journeys to Thailand” ดึงกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสุขภาวะ (Wellness) ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตทั่วโลก

    ทั้งนี้ ททท. คาดว่าปี 2568 ไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 33 ล้านคน สร้างรายได้ 1.51 ล้านล้านบาท ลดลงราว 5% จากปีก่อน ขณะที่ตลาดในประเทศคาด 204 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ 1.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% และในปี 2569 ตั้งเป้ารายได้รวมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.63 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2890912&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UqHJ9k2WVJADFQlM3AhiU

  • พรุ่งนี้ ! นายกฯ “อนุทิน” เตรียมบินเปิดงาน “รวมพลคนกินเจ” โปรโมตวัฒนธรรม ประเพณี ส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคใต้ ณ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่

    พรุ่งนี้ ! นายกฯ “อนุทิน” เตรียมบินเปิดงาน “รวมพลคนกินเจ” โปรโมตวัฒนธรรม ประเพณี ส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคใต้ ณ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่

    พรุ่งนี้ ! นายกฯ “อนุทิน” เตรียมบินเปิดงาน “รวมพลคนกินเจ” โปรโมตวัฒนธรรม ประเพณี ส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคใต้ ณ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่


    23/10/2568 | 35 |

    วันนี้ (23 ต.ค. 68) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  วันพรุ่งนี้ 24 ตุลาคม 2568  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเดินทางไปตรวจราชการ จังหวัดกระบี่

    ช่วงบ่าย เวลา 13.30 น. โดยประมาณ นายกรัฐมนตรีจะกล่าวมอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรและผู้ช่วย ผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น ณ อาคารเดอะแพลทตินัม ฮอลล์ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ จากนั้น จะเดินทางต่อไปยังศาลหลักเมืองกระบี่ หน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ เพื่อเป็นประธานพิธีเปิดงาน “รวมพลคนกินเจ จังหวัดกระบี่ ครั้งที่ 19” พร้อมพบปะประชาชนชาวกระบี่ ณ วัดแก้วโกรวาราม พระอารามหลวง อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่

    โอกาสนี้  เวลา 16.15 น. นายกรัฐมนตรีจะพบปะกลุ่มสตรีแม่บ้าน อบจ.กระบี่ และ อสม.จังหวัดกระบี่ ณ อาคารเดอะแพลทตินัม ฮอลล์ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่  โดยภารกิจสุดท้าย นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานพิธีเปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัล กระบี่ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ 

    “นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดกระบี่และพื้นที่ภาคใต้โดยรวมในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาล ในการต่อยอดวัฒนธรรม ประเพณีเพื่อส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ให้กับทุกพื้นที่ ทุกจังหวัด เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง” นายสิริพงศ์ กล่าว

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/101476


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/434129&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K7fAIHo-kWCH0Q9iEhdtZ