Category: ท่องเที่ยว

  • “เซ็นทรัลกระบี่”มิกซ์ยูสต้นแบบแห่งแรกของจังหวัดมูลค่า 4.5พันล้านเปิดบริการแล้ววันนี้

    “เซ็นทรัลกระบี่”มิกซ์ยูสต้นแบบแห่งแรกของจังหวัดมูลค่า 4.5พันล้านเปิดบริการแล้ววันนี้

    เซ็นทรัลพัฒนาเปิดตัวมิกซ์ยูสต้นแบบแห่งแรกของจังหวัดและแห่งที่ 6 ในภาคใต้บนพื้นที่รวม 114 ไร่   มูลค่าการลงทุน 4,500 ล้านบาท ประกอบด้วยด้วยศูนย์การค้าลำดับที่ 44 โรงแรม พร้อม 2 โครงการที่อยู่อาศัย Baan Ninya Krabi และ Phyll Krabi ชูศักยภาพกระบี่ในฐานะ ‘Tourism Powerhouse of Andaman’ เมืองท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก เจาะกลุ่มกำลังซื้อสูงในภาคใต้ รวมถึงนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่ม Expats & Long-Stay ตั้งเป้าทราฟฟิกกว่า 25,000 คน/วัน

     ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้เปิดตัวเซ็นทรัล กระบี่ โครงการมิกซ์ยูสแห่งแรกของจังหวัดและแห่งที่ 6 ในภาคใต้ ด้วยมูลค่าการลงทุน 4,500 ล้านบาท บนพื้นที่โครงการรวม 114 ไร่ ประกอบด้วย ศูนย์การค้าลำดับที่ 44 ของเซ็นทรัลพัฒนา พื้นที่ 54 ไร่ พื้นที่อาคารรวม (GBA) 86,609 ตารางเมตร,BAAN NINYA KRABI วิลล่าหรูวิวภูเขา Panoramic View,คอนโดมิเนียมหรูบรรยากาศรีสอร์ตแบรนด์PHYLL และโรงแรม ภายใต้แนวคิด “Made by Krabi”

    โดยในส่วนของศูนย์การค้าตั้งเป้าทราฟฟิก 25,000 คนต่อวัน และได้เสริมทัพกว่า 300 แบรนด์ลิสต์ชั้นนำ ครบทุกไลฟ์สไตล์ทั้งกิน ดื่ม ช้อป สุขภาพ และความบันเทิง โดยรวมแบรนด์ยอดนิยมจากกรุงเทพฯ เช่น Souri, Bonchon, Boost Juice, Bearhouse, Adidas, Beautrium, LUSH พร้อมร้านอาหารดังท้องถิ่นและคาเฟ่ชื่อดังของภาคใต้มาไว้ในที่เดียว อาทิ Much & Mellow, ธงทะเลซีฟู้ด, Kopi Tiam, และ Kinlenn Eatery & Play นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป ได้แก่ Tops, Auto1, Supersports, B2S, Power Buy

    นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์การค้าแห่งแรกของไทยที่มุ่งสู่การรับรองมาตรฐานสากล EDGE Zero Certification มาตรฐานอาคารสีเขียว ยกระดับจังหวัดกระบี่สู่การเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก สอดรับยุทธศาสตร์จังหวัด “Krabi Prototype” ให้เป็นศูนย์กลาง Sustainable Tourism สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    กระบี่เป็นหนึ่งในจังหวัดศักยภาพสูงของภาคใต้ เป็น Tourism Powerhouse of Andaman ที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวปี 2567 กว่า 91,000 ล้านบาท และติด Top 5 ของประเทศ (ไม่รวมกรุงเทพฯ) โดยคาดว่าปี 2568 รายได้จากการท่องเที่ยวจะเติบโตแตะ 1 แสนล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 6.3 ล้านคนต่อปี โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพจากยุโรป มาเลเซีย อินเดีย และสิงคโปร์

    ด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งของจังหวัดอยู่ระหว่างพัฒนาอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะการขยายท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ เทอร์มินอลใหม่ ที่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 8 ล้านคนต่อปี โดยล่าสุดมีจำนวนเที่ยวบินในเดือนตุลาคมเฉลี่ย 900 เที่ยว และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวไฮซีซั่น โดยเฉพาะในกลุ่มยุโรป สแกนดิเนเวีย อินเดีย ตะวันออกกลางและมาเลเชีย ที่มีการเชื่อมต่อเส้นทางบินใหม่กว่า 40 เที่ยวต่อสัปดาห์ พร้อมด้วยโครงการท่าเรือวงแหวนอันดามัน ที่เชื่อมกระบี่–ภูเก็ต–พังงาเป็น Triangle of Andaman รองรับเรือเฟอร์รี่ความเร็วสูง สร้าง Seamless Connectivity ครบทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล

    ส่วนประชากรในจังหวัดมีกำลังซื้อเติบโตต่อเนื่องจากทั้งคนในพื้นที่ และแรงหนุนของนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยจังหวัดกระบี่มีประชากรประมาณ 480,000 คน แต่อยู่ในกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงของภาคใต้ โดยกว่า 70% เป็นคนวัยทำงาน วัยรุ่น และครอบครัวรุ่นใหม่ที่มีกำลังใช้จ่ายและเปิดรับไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ อีกทั้งยังมีกลุ่มผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยว นักลงทุนรุ่นใหม่ รวมถึง Expats และ Long-Stay Residents ที่เข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของจังหวัดกระบี่

    โดยข้อมูลจาก The 1 Insight ระบุว่า คนกระบี่ส่วนใหญ่มีกำลังซื้อสูง มีการใช้จ่ายสูงสุดเฉลี่ยกว่า 10,000 บาทต่อบิล ในกลุ่มสินค้า Luxury ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศถึง 2 เท่า และเพิ่มขึ้นกว่า 22% ในช่วง High Season โดยเฉพาะกลุ่มแฟชั่น มียอดใช้จ่ายเฉลี่ยเกือบ 20,000 บาทต่อบิล สะท้อนถึงศักยภาพของกลุ่มลูกค้าภาคใต้ที่มีกำลังซื้อสูง และมีความพร้อมในการจับจ่ายสินค้าพรีเมียม

    กรี เดชชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจที่อยู่อาศัย บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จังหวัดกระบี่กำลังเปลี่ยนจาก Tourism City สู่ Investment City อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยศักยภาพที่โดดเด่นทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการอยู่อาศัย ขณะที่ราคาที่ดินเฉลี่ยยังอยู่ในระดับ 70,000–75,000 บาทต่อตารางวา ซึ่งต่ำกว่าเมืองภูเก็ตถึง 2 เท่า จึงมีโอกาสเติบโตระยะยาว และเมื่อรวมกับแรงส่งจากเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ทำให้ตลาดอสังหาฯ โดยเฉพาะบ้านและคอนโดมิเนียมในทำเลศักยภาพเติบโตต่อเนื่องจากดีมานด์จริงของคนในพื้นที่ นักลงทุนรุ่นใหม่ และชาวต่างชาติกลุ่ม Long-Stay

    ดังนั้นเพื่อตอบรับจังหวะการเติบโตดังกล่าว กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนาฯจึงได้ต่อยอดสู่การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในเซ็กเมนต์ Premium ถึง Super Luxury มูลค่าโครงการรวมกว่า 2,000 ล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้าระดับ Super Premium ซึ่งกว่า 80% เป็นคนไทย และอีก 20% เป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในประเทศ โดยจะเปิดพรีเซลในวันที่ 25–26 ตุลาคมนี้ ประกอบด้วย

    โครงการ Baan Ninya Krabi วิลล่าสไตล์ Modern Tropical ผสานความทันสมัยของการอยู่อาศัยกับบรรยากาศธรรมชาติในคอนเซ็ปต์ Urban Forest ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุดจำนวน 100 ยูนิต บนพื้นที่กว่า 48 ไร่ บ้านทุกหลังมาพร้อมวิวภูเขาแบบ Panoramic View พร้อมสระว่ายน้ำ Infinity Edge Lounge และระบบรักษาความปลอดภัย 7 ระดับ ราคา16–25 ล้านบาท*

    โครงการ Phyll Krabi ออกแบบภายใต้แนวคิด “FLOW WITH NATURE’S RHYTHM” เชื่อมโยงชีวิตกับธรรมชาติอย่างลงตัว เป็นคอนโด Low-rise 4 ชั้น 5 อาคาร รวม 160 ยูนิต พร้อมพื้นที่ส่วนกลางกว่า 4 ไร่ ห้องชุดเป็นแบบ Single Corridor ให้ทุกยูนิตมองเห็นวิวภูเขาและมีความเป็นส่วนตัวสูง โดยมีเพียง 8 ยูนิตต่อชั้นเท่านั้น ราคา 3.99–10 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://prop2morrow.com/860865/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yxFdo4NpU8Bp9A_wYNs51

  • “รองโฆษกรัฐบาล“ นำคณะลงพื้นที่กระบี่ ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ – ถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

    “รองโฆษกรัฐบาล“ นำคณะลงพื้นที่กระบี่ ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ – ถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

    ที่จังหวัดกระบี่ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รมช.มหาดไทย พร้อมด้วย น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะลงพื้นที่ จ.กระบี่ โดยนายสมศักดิ์ กิตติธรกุล หรือ “โกหงวน” นายก อบจ.กระบี่ และนายกิตติ กิตติธรกุล สส.กระบี่ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ร่วมต้อนรับ

    โดย น.ส.ศศิธร กล่าวว่า จ.กระบี่ มีเส้นทางเชื่อมโยงไปเกาะพีพีสามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทยขณะเดียวกันท่าเรือเกาะลันตา ก็เชื่อมไปเกาะพีพี เพื่อเป็นการย่นระยะทาง เพราะการเดินทางจาก จ.ภูเก็ตมาจ.กระบี่ ใช้เวลาเพียง 1 ชม. โดยเชื่อว่าจะเป็นการช่วยลดความแออัดของการจราจร ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัสที่รัฐบาลออกมานั้น เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้กับสินค้า OTOP และการท่องเที่ยวในชุมชนในพื้นที่ จ.กระบี่

    ขณะที่ รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อดูแลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยวแห่งใหม่ของ จ.กระบี่ ตามนโยบายรัฐบาล รวมถึงรับฟังบรรยายการพัฒนาท่าเรือ ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจตามยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 ที่พอร์ตตะโกลำ

    จากนั้น คณะได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 1 ซึ่งเคยเป็นบ้านพักอาศัยของพระยาคงคาธราธิบดี อดีตผู้ว่าราชการเมืองกระบี่ คนที่ 6 ที่ได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงสร้างสรรค์ (Creativity Tourism) เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี จ.กระบี่ พร้อมทำกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

    ”จ.กระบี่ อยู่ในกลุ่มเมืองหลักด้านการท่องเที่ยว ควรเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การตลาด และการรองรับนักท่องเที่ยวทั้ง ไทยและต่างประเทศ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และก่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ชุมชนอย่างมั่นคง รวมถึงการสนับสนุนการสร้างอาชีพตามศักยภาพของพื้นที่ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP รวมทั้งนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่า เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยก้าวสู่ระดับสากล” น.ส.อัยรินทร์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/884051/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HcB9hYb_xSZrBjfaxZclY

  • รัฐเร่งปลดล็อก“เหล้า-โซนนิ่ง”โรงแรมหนุนยกเลิกกฎแปลกบ่ายสองห้ามขาย

    รัฐเร่งปลดล็อก“เหล้า-โซนนิ่ง”โรงแรมหนุนยกเลิกกฎแปลกบ่ายสองห้ามขาย

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ต้องการให้ทบทวนและแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิง สถานบริการ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อแก้ไขปัญหาความลักลั่นทางกฎหมาย และกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ว่า นายกฯ มีข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุข ไปทบทวนเรื่องนี้ซึ่งต้องเร่งให้มีผลก่อนยุบสภา

    “ท่านนายกฯ ตั้งคำถามว่าเหตุใดพื้นที่กรุงเทพมหานคร บางโซน เช่น ถนนข้าวสาร หรือ RCA จึงเปิดได้ แต่ที่อื่นทำไม่ได้ ซึ่งโซนนิ่งที่ทำมาอาจไม่เหมาะสม และไม่สอดคล้องกับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไป แนวคิดของรัฐบาลคือไม่ควรจะเป็นเรื่องของการจัดโซนนิ่ง แต่ควรเป็นเรื่องการบริหารจัดการ เนื่องจากที่ผ่านมาการมีโซนนิ่งที่เข้มงวด หลายร้านอยากเข้าสู่ระบบแต่เข้าไม่ได้เพราะติดโซนนิ่ง ทำให้ยังมีการลักลอบทำกันอยู่ และไม่ได้เข้าสู่ระบบภาษี ปัญหาที่ผ่านมาคือควบคุมไม่ได้และเป็นช่องทางให้มีการคอร์รัปชั่น ให้มีการรับสินบน แล้วรัฐก็สูญเสียรายได้”

    นายสิริพงศ์ กล่าวต่อไปว่า ประเด็นที่รัฐบาลต้องการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ ข้อห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 14.00 – 17.00 น. และการปรับกรณีที่ลูกค้านั่งแช่หลังเที่ยงคืนในร้านอาหารที่ไม่ใช่สถานประกอบการ เนื่องจากมีคำเตือนจากสถานทูตต่างชาติ ว่า หากนักท่องเที่ยวมาไทยและดื่มในร้านอาหารตอนบ่าย อาจมีความเสี่ยงสูงต่อการทำผิดกฎหมายที่ไทยและถูกปรับ 2,000 บาท ท่านนายกฯ จึงสั่งการให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไปหาแนวทางแก้ไขทันที เพราะวิถีชีวิตของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวตะวันตกเขานั่งแช่ดื่มทั้งวัน การที่ต้องเชิญออกจากร้านตอน 14.00 น. แล้วมาดื่มใหม่ตอน 17.00 น.มันก็ประหลาด สำหรับประเด็นการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. หรือตี 4 นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดถึงกันถึงขนาดนั้น อาจจะเป็น 01.00 น. หรือ 02.00 น. คงไม่ได้เป็นภาพรวมหมดทั้งประเทศว่าเปิดได้ถึงตี 4

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลพิจารณาปลดล็อกข้อห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. เนื่องจากที่มาของกฎหมายไม่ได้สอดคล้องกับสังคมไทยในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะเดิมมีขึ้นเพื่อป้องกันพนักงานรัฐแอบใช้เวลางานไปนั่งดื่มแทน มองว่าแม้มีการปลดล็อกกฎหมายห้ามขายเป็นช่วงเวลาออกไปแล้ว ก็ไม่ได้มีผลให้เกิดการแอบดื่มระหว่างทำงานมากขึ้น ซึ่งผลของการจำกัดช่วงเวลาขายนี้กระทบกับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า หากปลดล็อกหาซื้อและนั่งดื่มในพื้นที่ร้านต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ก็เป็นผลดีมากกว่า

    “วันหยุดนักขัตฤกษ์หรือหยุดเนื่องในวันสำคัญทางศาสนา ซึ่งมีการกำหนดให้งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากมองในแง่นักท่องเที่ยวต่างชาติ การงดไม่ให้จำหน่ายแอลกอฮอล์ในวันเหล่านั้นแบบเป็นภาพรวมถือว่าไม่จำเป็น เพราะวันสำคัญทางศาสนาก็เป็นศาสนาเดียว แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามามีหลากหลายมาก หากสามารถยกเลิกให้ตอบโจทย์สังคมในปัจจุบัน รวมถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวได้ก็ควรทำ”

    นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับการยกเลิกโซนนิ่งพื้นที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถเปิดขายได้ทั่วประเทศ และขยายเวลาเปิดสถานบริการถึงเวลา 04.00 น. จากปัจจุบันเปิดให้บริการได้ถึง 02.00 น. อาจทดลอง 3-6 เดือนก่อนแล้วมาประเมินผลอีกครั้งว่าผลดีต่อเศรษฐกิจมากน้อยเท่าใด ผลเสียต่อสังคมมีอย่างไรบ้าง ความคุ้มค่าเป็นอย่างไร สำหรับการยกเลิกโซนนิ่งพื้นที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถเปิดขายได้ทั่วประเทศถึงเวลา 04.00 น. จากปัจจุบันเปิดให้บริการได้ถึง 02.00 น.หรือตี 2 แต่ร้านจะต้องขึ้นทะเบียนสถานบริการก่อน เห็นสถานประกอบการตอนนี้เปิดกันถึงตี 2 เป็นปกติ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีใบอนุญาต หากขยายเวลาให้เปิดถึงตี 4 เฉพาะร้านที่ขึ้นทะเบียน เชื่อว่าร้านที่ไม่ขึ้นทะเบียนจะฉวยโอกาสเปิดยาวเช่นกัน จึงควรลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเข้มข้นตั้งแต่ตอนนี้เลย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2890942&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw322SItfYjGJksxnbWSXRwA

  • “เพื่อไทย” ซัด “อนุทิน” ยกเลิกสถานะกีฬาโป๊กเกอร์ ชี้ขัดกระแสโลก สูญรายได้กว่า 1,400 ล้านต่ออีเวนต์ ทำเพื่อชาติหรือการเมือง

    “เพื่อไทย” ซัด “อนุทิน” ยกเลิกสถานะกีฬาโป๊กเกอร์ ชี้ขัดกระแสโลก สูญรายได้กว่า 1,400 ล้านต่ออีเวนต์ ทำเพื่อชาติหรือการเมือง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/105794&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22i3wsvLRzRZpmaXk0KTki

  • จากแหล่งกำเนิดพลังงานสู่จุดหมายปลายทาง Unseen ณ โรงไฟฟ้าลำตะคอง

    จากแหล่งกำเนิดพลังงานสู่จุดหมายปลายทาง Unseen ณ โรงไฟฟ้าลำตะคอง

    ใครจะไปคิดว่าโรงไฟฟ้าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้?

    ลึกเข้าไปในภูมิประเทศอันงดงามของโคราช ที่ซึ่งเนินเขาบรรจบกับท้องฟ้า มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ท้าทายทุกนิยามของการท่องเที่ยว ที่นี่คือโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้จับมือกับชุมชน พลิกโฉมแหล่งกำเนิดไฟฟ้าที่เคยดูลึกลับให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการเรียนรู้ที่เปิดประตูต้อนรับทุกคน

    บทความนี้จะพาคุณเดินทางผ่านสองมิติที่ตัดกันอย่างสิ้นเชิง จากการผจญภัยสู่ใจกลางพลังงานใต้พิภพ สู่การทะยานขึ้นชมทิวทัศน์สุดตระการตาบนเมืองลอยฟ้าในทริปการเดินทางสุดพิเศษ “EGAT : กรีนนำที่ลำตะคอง” กิจกรรมสุดเอ็กคลูซีฟที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและ Nation Group เมื่อวันที่ 16-17 ตุลาคมที่ผ่านมากับขบวนคาราวานรถ EV ที่พาผู้โชคดีและทีมงานเครือเนชั่นไปพิสูจน์ให้เห็นว่าสถานที่แห่งนี้เป็นมากกว่าโรงไฟฟ้า ไม่แพ้แหล่งท่องเที่ยวที่ไหนๆ การันตีด้วยรางวัลระดับประเทศที่ยืนยันถึงความสำเร็จในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร

    จากแหล่งกำเนิดพลังงานสู่จุดหมายปลายทาง Unseen ณ โรงไฟฟ้าลำตะคอง

    ความสำเร็จที่โดดเด่นคือการคว้ารางวัลจากเวที รางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) หรือ รางวัลกินรี ครั้งที่ 13 ประจำปี 2564 ซึ่งจัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยทั้งสองพื้นที่สำคัญของลำตะคองสามารถคว้ารางวัลมาได้สำเร็จ ทั้งโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา ที่คว้ารางวัลยอดเยี่ยม (Thailand Tourism Gold Awards) ในสาขาแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ และศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง รางวัลดีเด่น (Thailand Tourism Awards) ในสาขาแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้เช่นเดียวกัน

    รางวัลเหล่านี้ไม่ได้มาโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานสากลถึง 5 ด้าน ได้แก่ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Responsible Tourism), การท่องเที่ยวสีขาว (สะดวก สะอาด ปลอดภัย เป็นธรรม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม), โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (BCG Model – โมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว), มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย (SHA) และ เสียงสะท้อนจากผู้บริโภค (Voice of Customer) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

    จากแหล่งกำเนิดพลังงานสู่จุดหมายปลายทาง Unseen ณ โรงไฟฟ้าลำตะคอง

    ยิ่งไปกว่านั้น โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนายังได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 5 เส้นทาง Unseen New Series แห่งใหม่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดย ททท. ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นเอกลักษณ์และจุดขายใหม่ทางการท่องเที่ยวที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร รางวัลและความสำเร็จเหล่านี้คือเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงประสบการณ์อันน่าทึ่งที่รอให้นักท่องเที่ยวทุกคนได้มาสัมผัสด้วยตนเอง

    สัมผัสสองมิติแห่งพลังงาน การเดินทางสู่เมืองใต้พิภพและเมืองลอยฟ้า

    การมาเยือนลำตะคองคือการเดินทางผ่านสองโลกที่อยู่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างอาณาจักรใต้พิภพและเมืองลอยฟ้าอันกว้างไกล ทั้งหมดนี้เกิดขึ้น ณ โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับใต้ดินแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย ที่นี่ทำหน้าที่เสมือน “แบตเตอรี่พลังงานสะอาด” ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 1,000 เมกะวัตต์

    ด้วยหลักการทำงานที่ชาญฉลาด คือการสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคองด้านล่างขึ้นไปเก็บไว้ที่อ่างพักน้ำบนยอดเขายายเที่ยงในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ เปรียบเสมือนการ ‘ชาร์จ’ พลังงาน และเมื่อถึงช่วงเวลาที่ความต้องการไฟฟ้าสูง น้ำจะถูกปล่อยลงมาเพื่อ ‘จ่าย’ พลังงานขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

    และหนึ่งในประสบการณ์ unseen คือการเดินทางด้วยรถ EV bus ลึกเข้าสู่ความเงียบใต้พิภพบนระยะทางกว่า 1,430 เมตร ก่อนจะเปิดสู่โถงขนาดมหึมาที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดินลึกกว่า 350 เมตร ที่นี่คือหัวใจของการผลิตไฟฟ้า ที่ที่คุณจะได้สัมผัสถึงเสียงกระหึ่มเบาๆ ของเครื่องจักรที่กำลังทำงาน และตื่นตะลึงกับขนาดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่นำพลังมหาศาลของน้ำมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานหล่อเลี้ยงผู้คน

    จากแหล่งกำเนิดพลังงานสู่จุดหมายปลายทาง Unseen ณ โรงไฟฟ้าลำตะคอง

    จากแหล่งกำเนิดพลังงานสู่จุดหมายปลายทาง Unseen ณ โรงไฟฟ้าลำตะคอง

    ทะยานสู่เมืองลอยฟ้า ทิวทัศน์สุดตระการตาบนเขายายเที่ยง

    จากความลึกลับใต้พิภพ เราทะยานขึ้นสู่ “เมืองลอยฟ้า” ณ บริเวณอ่างพักน้ำตอนบนบนเขายายเที่ยง ความรู้สึกที่ถูกจองจำใต้พื้นดินจะถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอิสระและกว้างไกลสุดสายตา คุณจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอด ท่ามกลางทุ่งกังหันลมยักษ์กับวิวแบบพานอรามา 360 องศา เมื่อมองลงไปยังเบื้องล่างก็จะมองเห็นอ่างเก็บน้ำลำตะคอง ถนนมิตรภาพ เส้นทางรถไฟ และที่สะดุดตาที่สุดก็คือสันเขารูปอีโต้ที่เรียงรายอยู่ที่เส้นขอบฟ้าโดยรอบ

    จากตรงนี้เราจะมองเห็นทุ่งกังหันลมขนาดมหึมาจำนวน 12 ต้นของ กฟผ. ตั้งตระหง่านท้าทายสายลมและแสงแดด นักท่องเที่ยวสามารถเช่าจักรยานหรือขับรถกอล์ฟไต่ไปตามเส้นทางเพื่อชมความงามได้อย่างใกล้ชิด

    จากแหล่งกำเนิดพลังงานสู่จุดหมายปลายทาง Unseen ณ โรงไฟฟ้าลำตะคอง

    ที่นี่คือส่วนหนึ่งของ “โคราชจีโอพาร์ค” ณ จุด geo view point ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานธรณีโคราช (Khorat Geopark) ที่ที่คุณจะได้เห็นภูมิประเทศที่เรียกว่า “เขาเควสตา” หรือ เขารูปอีโต้ –  “เควสตาโคราช” (Khorat Cuesta) ลักษณะภูมิประเทศแบบภูเขารูปมีดอีโต้  ที่มีด้านหนึ่งเป็นหน้าผาสูงชันและอีกด้านเป็นเนินลาดเอียงต่ำ อันเป็นทั้งเอกลักษณ์และความมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาอายุนับล้านปีบวกกับภาพกังหันลม สุดยอดวิศวกรรมแห่งยุคพลังงานสะอาด

    บริเวณอ่างพักน้ำตอนบนยังมีร้านค้าชุมชนที่จำหน่ายสินค้าท้องถิ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมอาชีพที่ กฟผ. ได้เข้าไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

    จากแหล่งกำเนิดพลังงานสู่จุดหมายปลายทาง Unseen ณ โรงไฟฟ้าลำตะคอง

    มากกว่าการท่องเที่ยว ศูนย์กลางการเรียนรู้และพลังของชุมชน

    คุณค่าของลำตะคองไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านพลังงานที่ทันสมัย และเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชนอย่างยั่งยืน การหลอมรวมเทคโนโลยีล้ำสมัย ธรรมชาติที่งดงาม และพลังของชุมชน ได้สร้างสรรค์ประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณค่าและแตกต่างจากที่อื่นอย่างแท้จริง

    เติมความรู้ด้านพลังงานหมุนเวียน

    ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานหมุนเวียนที่ทันสมัยแห่งใหม่ของภาคอีสาน โจทย์สำคัญของพลังงานลมคือความไม่แน่นอน แต่ที่นี่มีคำตอบ ด้วยนวัตกรรมไฮไลท์อย่าง ระบบ wind hydrogen hybrid ซึ่งเป็นเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานส่วนเกินจากกังหันลมมาเปลี่ยนเป็นก๊าซไฮโดรเจน เพื่อสำรองไว้ผลิตไฟฟ้าสำหรับใช้ในอาคารศูนย์การเรียนรู้ฯ เมื่อลมสงบ นับว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำนวัตกรรมนี้มาใช้งานจริง นอกจากนี้ ภายในศูนย์ฯ ยังมีโซนการเรียนรู้ที่น่าสนใจถึง 7 โซน และมีการจัดกิจกรรมเสริมความรู้ร่วมกับชุมชนอย่างสม่ำเสมอ เช่น กิจกรรม “ม่วนซื่นลำตะคอง” ที่จำลองวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส

    เชื่อมโยงธรรมชาติและธรณีวิทยา

    ด้วยความร่วมมือระหว่าง กฟผ. และชุมชนผายายเที่ยง ได้เกิดกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับ อุทยานธรณีโคราช (Khorat Geopark) ทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับมิติทางธรณีวิทยาที่น่าค้นหาอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นการชมทิวทัศน์เขาเควสตาและผายายเที่ยง พร้อมกันนั้นยังมีการจัดกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมสร้างความยั่งยืนให้แก่สิ่งแวดล้อม เช่น กิจกรรมปลูกป่าลอยฟ้า และ ปลูกป่าลงดินบนหลังคาโคราช ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อธรรมชาติที่เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/732341&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OM2B7CqmNj8EFUcHDEIOx

  • รมว.ท่องเที่ยวฯ เปิดกีฬาวีลแชร์บาสเก็ตบอลหวังยกระดับกีฬาคนพิการสู่ความเป็นเลิศ

    รมว.ท่องเที่ยวฯ เปิดกีฬาวีลแชร์บาสเก็ตบอลหวังยกระดับกีฬาคนพิการสู่ความเป็นเลิศ

    นายภัทรพันธ์ กฤษณา นายกสมาคมวีลแชร์บาสเก็ตบอล เปิดเผยว่า นับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาวีลแชร์บาสเก็ตบอล รายการ 2025 IWBF AOZ Wheelchair Basketball Championships for Men & Women , Qualification for World Championships and Asian Para Games ระหว่างวันที่ 7-15 พฤศจิกายน 2568 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี ( อาคาร B ) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ถือเป็นเกียรติกับทางสมาคมวีลแชร์บาสเก็ตบอล และนักกีฬาวีลแชร์บาสเก็ตบอลคนพิการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ให้เกียรติจะมาเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี ( อาคาร B ) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

    นายกสมาคมวีลแชร์บาสเก็ตบอลแห่งประเทศไทย เปิดเผยต่อไปว่า ในฐานะนายกสมาคมวีลแชร์บาสเก็ตบอล และในฐานะคนพิการ ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร เป็นอย่างสูง ที่เห็นความสำคัญของกีฬาคนพิการให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดการแข่งขัน พร้อมทั้งยังสนับสนุนและส่งเสริมพัฒนากีฬาคนพิการให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศสู่การแข่งขันในระดับสากลในทุกรายการในอนาคต คนพิการไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก พวกเราไม่ต้องการความสงสาร ขอเพียงโอกาสเทียบเท่าคนปกติ ขอขอบคุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่เห็นความสำคัญของคนพิการไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/251422&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AgKZDqpcz7bL4_jr9-iDS

  • อุทยานแห่งชาติบางลางประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรม 1 พ.ย.-15 ธ.ค.68

    อุทยานแห่งชาติบางลางประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรม 1 พ.ย.-15 ธ.ค.68

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายบำรุงรัตน์ พลอยดำ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติบางลาง เปิดเผยว่า ตามประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เรื่อง ปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน ประจำปี พ.ศ. 2568 กำหนดให้มีการปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน เพื่อให้การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสภาพอากาศในแต่ละฤดูกาล และความสามารถในการรองรับได้ของทรัพยากร เปิดโอกาสให้ทรัพยากรธรรมชาติได้ฟื้นตัว รวมทั้งมีความปลอดภัยต่อการท่องเที่ยว

    อุทยานแห่งชาติบางลาง จังหวัดยะลา พิจารณาแล้ว เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองและดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ประกอบระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2563 จึงออกประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในในเขตอุทยานแห่งชาติบางลาง ประจำปี พ.ศ. 2568 บริเวณน้ำตกธารโต ลานกางเต็นท์บางลางและน้ำตกละอองรุ้ง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2568

    ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติบางลาง ยังคงปฏิบัติงานตามภารกิจของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และอนุญาตให้เข้ามาติดต่อราชการสามารถติดต่อราชการได้ตามปกติ ติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 073-206119 จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000101461&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MIKebQ8yA3DFg-CRuZiUf

  • เจาะเทรนด์ท่องเที่ยว 2026 คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายแพง เพื่อหาความหมายและตัวตน

    เจาะเทรนด์ท่องเที่ยว 2026 คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายแพง เพื่อหาความหมายและตัวตน

    3. Travel to Heal : การเดินทางเพื่อ ‘สุขภาพ’ และ ‘การฟื้นฟู’ 

    เทรนด์นี้เติบโตควบคู่ไปกับความเครียดในชีวิตประจำวัน โดยการเดินทางเพื่อสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพักผ่อน แต่รวมถึงกิจกรรมที่ท้าทายด้วย เช่นการค้นหา “กอล์ฟและรีสอร์ทสปา” พุ่งถึง 300% ขณะที่แพ็กเกจ “สกีและสปา” เพิ่มขึ้น 250%

    ธุรกิจ Wellness และ Medical Tourism จะโตระเบิด แต่ต้องนำเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งการพักผ่อนเต็มรูปแบบ และการ “Active Wellness” ที่รวมกิจกรรมผจญภัยหรือการออกกำลังกายเข้ากับการดูแลตัวเอง

    4. Travel to Connect : การเดินทางเพื่อ ‘เชื่อมโยง’ ผู้คน

    การเดินทางกลายเป็นเครื่องมือในการสร้างคอมมูนิตี้และแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกับเพื่อน, ครอบครัว, และกลุ่มผู้สนใจเดียวกัน โดยเฉพาะคอนเสิร์ตและกีฬา นักท่องเที่ยว 2 ใน 3 ยินดีเดินทางไปต่างประเทศเพื่อชมคอนเสิร์ต ขณะที่ “Endurance Tourism” (การท่องเที่ยวเชิงกิจกรรมความทนทาน เช่น วิ่งมาราธอน, แข่งปั่นจักรยาน, Hyrox) เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า

    แพ็กเกจ “ทัวร์คอนเสิร์ตแบบครบวงจร” อาจเป็นโอกาสทองสำหรับผู้จัดงานอีเวนต์และสถานที่จัดแสดงที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว

    5. Travel of Tomorrow : การเดินทางแห่งอนาคตด้วยพลังของ ‘AI’

    ผู้บริโภคมีความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยี AI ในการวางแผนการเดินทางมากขึ้น จนกลายเป็น “ผู้ช่วยส่วนตัว” ที่ขาดไม่ได้ เทคโนโลยีอย่าง Gemini, AI Mode บน Google Search, และเครื่องมือวางแผนของ Trip.com (Trip.Planner) ไม่ได้เป็นเพียงแค่ “ทางเลือก” แต่กำลังจะเป็นนักวางแผนทริปส่วนตัวที่รู้ใจที่สุด

    จากสถิติพบว่าการใช้ AI ค้นหาคำว่า “ช่วยวางแผนการเดินทาง (Help planning my trip)” พุ่งกว่า 190%

    เจาะเทรนด์ท่องเที่ยว 2026 คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายแพง เพื่อหาความหมายและตัวตน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/spring-life/860400&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0B3xoZ4TEWZBU8tquq7t6m

  • เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ที่ภูหินร่องกล้า “ซากุระญี่ปุ่น” พันธุ์แท้ เบ่งบานเป็นครั้งแรกของปีนี้ จุดเช็กอินใหม่บ้านร่องกล้า ท่องเที่ยวชุมชนยั่งยืน

    เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ที่ภูหินร่องกล้า “ซากุระญี่ปุ่น” พันธุ์แท้ เบ่งบานเป็นครั้งแรกของปีนี้ จุดเช็กอินใหม่บ้านร่องกล้า ท่องเที่ยวชุมชนยั่งยืน

    วันที่ 24 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงนี้เริ่มต้นฤดูหนาว นักท่องเที่ยวเริ่มขึ้นไปสัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็น กางเต้นนอน ที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า กันอย่างคึกคัก ท่ามกลางอุณหภูมิ 19 องศาเซลเซียล ซึ่งสภาพอากาศที่หนาวเย็น ส่งผลดีให้ดอกซากุระญี่ปุ่น พันธุ์แท้ ที่ปลูกไว้จำนวน 350 ต้น ที่ “วิสาหกิจชุมชนปลูกซากุระญี่ปุ่นบ้านร่องกล้า” ได้ผลิดอกบานเป็นสีชมเป็นครั้งแรกหลายต้น ซึ่งปกติจะบานในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน

    ด้านนายมนิตย์ สีฆสัมบันน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก และนายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดพิษณุโลก พร้อมชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์เผ่าม้งบ้านใหม่ร่องกล้า และนักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยน้ำไซ สาขาร่องกล้า ได้ร่วมกันสำรวจและชมแปลงปลูกดอกซากุระญี่ปุ่น เนื่องจากไม่คิดว่าปีนี้จะบานเร็วกว่าปกติ บางต้นเริ่มออกดอกสีชมพูตามกิ่งต่าง ให้ชมความงามแล้ว แม้จะยังไม่บานเต็มต้น เนื่องจากเป็นซากุระญี่ปุ่นที่เพาะเนื้อเยื่อและปลูกมาเพียง 3 ปี แต่สีชมพูเข้มของดอกที่เริ่มผลิบานก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่มาเยี่ยมชม โดยคาดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แปลงซากุระแห่งนี้จะกลายเป็นอีกหนึ่ง “จุดไฮไลท์การท่องเที่ยวใหม่” ของบ้านร่องกล้าใจกลางอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ซึ่งดอกซากุระญี่ปุ่นจะบานในช่วงปลายเดือนมกราคมต่อเนื่องถึงเดือนมีนาคม ต่อเนื่องจากช่วงซากุระเมืองไทยหรือดอกนางพญาเสือโคร่งที่ภูลมโล

    นายมนิตย์ สีฆสัมบันน์ กล่าวว่า ภาคเอกชนร่วมมือกับภาครัฐในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงชุมชน เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้ชาวไทยภูเขาในพื้นที่ โดยชาวบ้านในชุมชนได้ช่วยกันดูแลแปลงซากุระญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด คาดว่าอีก 2 ปีข้างหน้า ซากุระญี่ปุ่นกว่า 350 ต้นจะบานสะพรั่งทั่วพื้นที่ กลายเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญของบ้านใหม่ร่องกล้า นักท่องเที่ยวไม่ต้องไปถึงญี่ปุ่น ก็สามารถชมซากุระแท้ได้ที่นี่ เพราะอากาศของหมู่บ้านที่สูงจากระดับน้ำทะเลราว 1,500 เมตร ใกล้เคียงกับสภาพอากาศของประเทศญี่ปุ่น

    ทั้งนี้ การปลูกซากุระญี่ปุ่นในพื้นที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายอย่าง เช่น ระบบรากที่ไม่หยั่งลึกทำให้เสี่ยงต่อความชื้นในฤดูฝน และปัญหาหนอนด้วงแก้วกัดกินรากจนต้นไม้ตายบางส่วน แต่ด้วยความร่วมมือของชุมชนและการดูแลต่อเนื่องทำให้ส่วนใหญ่ยังคงรอดและเติบโตดี

    ด้านนายเชษฐ์ ลีชานนท์ ผู้ใหญ่บ้านใหม่ร่องกล้า เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีที่ 3 ของการปลูกซากุระญี่ปุ่น และเริ่มเห็นความงามมากกว่าปีก่อน คาดว่าอีก 2–3 ปีข้างหน้า ซากุระญี่ปุ่นจะบานเต็มต้นทั้ง 350 ต้น บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ของศูนย์สงเคราะห์ชาวเขา การปลูกซากุระญี่ปุ่นไม่เพียงเพิ่มความสวยงามให้หมู่บ้าน แต่ยังเป็น “ต้นทุนทางธรรมชาติ” ที่ช่วยต่อยอดอาชีพและส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน

    ตอนนี้พวกเราเปลี่ยนจากการทำเกษตรเป็นการท่องเที่ยวมากขึ้น เพราะการส่งเสริมท่องเที่ยวทำให้คนในหมู่บ้านมีรายได้และชีวิตดีขึ้น เราช่วยกันดูแลแปลงซากุระโดยการตัดหญ้า ใส่ปุ๋ยเดือนละ 1–2 ครั้ง และรดน้ำในช่วงฤดูแล้ง เพื่อให้ต้นไม้เติบโตสมบูรณ์ คาดว่า ฤดูกาลท่องเที่ยวจะเริ่มคึกคักตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงกุมภาพันธ์ โดยซากุระญี่ปุ่นจะบานต่อจากดอกนางพญาเสือโคร่ง

    ดอกซากุระญี่ปุ่นบ้านใหม่ร่องกล้าจึงไม่เพียงสร้างความงดงามทางธรรมชาติ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือของชุมชน และเป็นความหวังใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในจังหวัดพิษณุโลก

    /////////////

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2025/10/24/191656&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mCb3_e3x89lEcdArELbtK

  • นายกฯ เปิดงาน “รวมพลคนกินเจ จังหวัดกระบี่ ครั้งที่ 19” ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    นายกฯ เปิดงาน “รวมพลคนกินเจ จังหวัดกระบี่ ครั้งที่ 19” ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    วันนี้ (24 ต.ค.) เวลา 16.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดงาน “รวมพลคนกินเจ จังหวัดกระบี่ ครั้งที่ 19” ณ บริเวณศาลหลักเมืองกระบี่ โดยแสดงความยินดีที่ได้มาร่วมในเทศกาลกินเจ เชิญชวนประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมเพื่ออิ่มบุญ อิ่มใจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของท้องถิ่น

    นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลได้เดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเทศกาลกินเจนี้ด้วย โดยขอให้ประชาชนใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมนี้ และหากมีผู้ตกหล่นจะเร่งดำเนินการเพิ่มเติมในต้นปีหน้า เพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชนเสียสิทธิ์

    นายอนุทิน ยืนยันว่า รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้จังหวัดกระบี่มีความเจริญรุ่งเรือง พร้อมสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้กับทุกคน โดยจะผลักดันให้จังหวัดกระบี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความคึกคัก ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาจับจ่ายใช้สอย สร้างรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น เพื่อให้ลูกหลานมีอาชีพ มีงานทำอย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000101719&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QkBaEmkLmoHL-W_dhw9rw