Category: ท่องเที่ยว

  • โกลเบล็ก มอง SET รับแรงหนุนน้ำมันพุ่ง-รัฐปลุกใช้จ่าย-ททท.ปั้นตลาดไกล คัดหุ้นเด่นค้าปลีก : อินโฟเควสท์

    โกลเบล็ก มอง SET รับแรงหนุนน้ำมันพุ่ง-รัฐปลุกใช้จ่าย-ททท.ปั้นตลาดไกล คัดหุ้นเด่นค้าปลีก : อินโฟเควสท์

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.โกลเบล็ก (GBS) ประเมินดัชนี SET สัปดาห์นี้อยู่ในกรอบ 1,290-1,330 จุด ได้รับแรงสนับสนุนจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนกลับมารุนแรงอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดมีความกังวลต่อเสถียรภาพด้านพลังงาน

    อีกทั้งได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ได้แก่ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศในช่วงปลายปี ประกอบกับกรมบัญชีกลางได้ปฏิรูปกระบวนการเบิกจ่ายเงินงบประมาณเพื่อเร่งอัดฉีดเงินงบประมาณประจำปีและงบเบิกเหลื่อมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 4 ล้านล้านบาท ช่วยพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

    และล่าสุดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รายงานว่า “Airline Focus Strategy” ปลุกท่องเที่ยวระยะไกลคึกคัก เผยอานิสงส์เศรษฐกิจยุโรปฟื้น-สายการบินเพิ่ม 5 เส้นทางบินตรงยุโรป-ไทย ดันตลาดคึกคัก

    ด้านกระทรวงพลังงานเตรียมเปิด 4 โครงการสำคัญภายในเดือน พ.ย.68 ได้แก่ โซลาร์ฟาร์มชุมชน, โซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร, โซลาร์บนหลังคาบ้าน และระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์สำหรับหน่วยงานรัฐ คาดช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 50,000 ล้านบาท พร้อมผลักดันพลังงานสะอาดทั่วประเทศ

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศยังคงน่าจับตา จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาด GDP ไตรมาส 3/68 ขยายตัว 1.5% ก่อนชะลอลงเหลือ 1.3% ในไตรมาส 4/68 แม้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ เช่น “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ซึ่งช่วยเพิ่ม GDP ราว 0.2-0.3% โดยประมาณการทั้งปีอยู่ที่ 2.2% ขณะที่คาดว่า GDP ปี 69 จะโตเพียง 1.6% จากแรงกดดันเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ

    นอกจากนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนได้เช่นกัน อาทิ สัปดาห์ที่ 5 สศค. รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค, สศอ. แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และวันที่ 31 ต.ค. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย

    ส่วนปัจจัยต่างประเทศ วันที่ 27 ต.ค. จีนรายงานกำไรภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ย. สหรัฐรายงานยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.ย.และดัชนีการผลิตเดือน ต.ค., วันที่ 28 ต.ค. สหรัฐฯรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนต.ค.และราคาบ้านเดือนส.ค., วันที่ 29 ต.ค. สหรัฐฯรายงานสต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์, วันที่ 28-29 ต.ค. ประชุมธนาคารกลางสหรัฐ ครั้งที่ 7/68 ซึ่งจะมีมติเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (FED Fund Rate), วันที่ 30 ต.ค. “ทรัมป์” ผู้นำสหรัฐฯ และ “สี จิ้นผิง” ผู้นำจีนเตรียมพบกันในการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ที่เกาหลีใต้

    นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย GBS แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากกรณีที่ภาครัฐประกาศปลดล็อกให้ร้านอาหารสามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ส่งผลเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มเครื่องดื่มและค้าปลีก อาทิ CBG, MENA, BJC, CPALL, CPAXT, TNP, KK และ MOTHER โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายและกระตุ้นการบริโภคในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวและร้านอาหารที่มีนักท่องเที่ยวหมุนเวียนสูง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/540294&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3byyAo3XOWJ6mNiosWJCWb

  • ซีเกมส์ 2568 จุดประกายเศรษฐกิจไทย ดัน Sport Tourism สร้างรายได้

    ซีเกมส์ 2568 จุดประกายเศรษฐกิจไทย ดัน Sport Tourism สร้างรายได้

    อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชี้แจงความคืบหน้าและการเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์และพาราเกมส์ ในปี 2568 โดยเน้นว่าประเทศไทยมีความพร้อมทั้งในด้านสถานที่ บุคลากร การอำนวยความสะดวก และมาตรการด้านความปลอดภัย เพื่อให้การจัดการแข่งขันเป็นไปอย่างสมบูรณ์และสร้างความประทับใจให้กับนานาชาติ

    รัฐมนตรีกล่าวถึงการเร่งแผนงานและการประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน และได้พูดถึงการออกแบบมาสคอตชุดใหม่ “เดอะสาน” ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย พร้อมทั้งเน้นถึงการดูแลและเสริมแรงผลักดันให้แก่นักกีฬาไทยอย่างเต็มที่ เพื่อให้สามารถทำผลงานได้ดีที่สุดในเวทีระดับภูมิภาค

    ในประเด็นการแข่งขันกีฬาฟุตบอลไทย-กัมพูชา รัฐมนตรีระบุว่าการกีฬาเป็นพื้นที่ของมิตรภาพและการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมย้ำเรื่องมาตรการความปลอดภัยที่จะถูกดำเนินการอย่างเข้มงวดในทุกสนามและทุกพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

    อีกทั้ง รัฐมนตรีได้กล่าวถึงแนวทางการใช้ซีเกมส์เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริม Sport Tourism โดยตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศให้เดินทางชมการแข่งขัน ควบคู่กับการท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง พร้อมเผยข่าวดีเตรียมของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ เพื่อมอบให้ประชาชนในการเฉลิมฉลองครั้งนี้อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-sport-tourism-seagame&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25cH0MLtCR7ZyQiL-g1qzI

  • &

    &

    เจอกันทั้งปีอย่างแท้จริง สำหรับหนุ่มอารมณ์ดี Aun Jessada (อั๋น เจษฎา) ที่ถึงแม้ว่าจะทำผลงานด้วยตัวเองเกือบทั้งหมด แต่ก็ยังมีเพลงใหม่ออกมาให้ฟังแบบแทบไม่หยุดพัก มาจนถึงซิงเกิลที่ 4 “ขก (Lazy)” (อ่านว่า ขอ-กอ) ที่มากับความชิลล์แต่ฟังดีๆ จะสัมผัสความปวดใจที่ซ่อนอยู่

    เพลง “ขก (Lazy)” เป็นผลงานที่อั๋นนำเรื่องราวความขี้เกียจมาตีความเป็นเรื่องราวความรัก ในมุมมองของคนที่กำลังอ้อนวอนให้คนที่เลิกลากลับมารักกันใหม่ เพราะที่ผ่านมามีความทรงจำและสิ่งดีๆ มากมาย จนรู้สึก “ขี้เกียจ” ที่จะไปรักคนใหม่

    การกลับมาครั้งนี้อั๋นมากับดนตรีสดใสและมีไลน์กีตาร์ชัด พร้อมคงคอนเซ็ปต์ทำเองทุกขั้นตอน ทั้งแต่งเนื้อร้องทำนอง ทั้งโปรดิวซ์ และกำกับ Official Video ที่เรียกได้ตรงคอนเซ็ปต์เพลงสุดๆ

    ด้วยเนื้อหาเพลงที่พูดถึงความขี้เกียจที่จะเริ่มต้นใหม่ ทำให้ Official Video ของเพลง “ขก (Lazy)” เราได้เห็นอั๋นปล่อยจอยสุดๆ ในวิดีโอที่ชิลล์ ราวกับว่าเป็นการตั้งกล้องถ่ายวันว่างของอั๋นแบบเรียลๆ ไปเลย โดยภาพฉากโทนอบอุ่น และที่นั่งแสนสบายที่ทำ ก็ได้รับการสนับสนุนจาก La-Z-Boy แบรนด์เฟอร์นิเจอร์

    ใครที่กำลังอยู่ในโหมดอยากง้อ หรือชอบเพลงเนื้อหาอ้อนๆ สามารถฟังเพลง “ขก (Lazy)” ได้แล้ววันนี้ทาง ทุกช่องทางสตรีมมิ่ง ส่วนใครที่ชอบเพลงอ้อนแบบ อั๋น เจษฎา ก็สามารถตามไปชมกันได้ที่ช่อง YouTube Aun Jessada https://youtu.be/0Zg44B2qCW4?si=tpj2NSwvBccp6Q1B เพราะถึงจะปล่อยเพลง “ขก (Lazy)” ออกมา แต่ตัวจริงของ อั๋น เจษฎา บอกเลยว่าเป็นศิลปินขยันปล่อยเพลงสุดๆ รับรองว่าคนฟังไม่มีเหงาแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieyx4ijcgpvd6oot9v3z4b7ltk0tuk2f&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16nbTNLhqZ6iAmeiBV1fNv

  • “ปลัดท่องเที่ยว” เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดธรรมิการามฯ ยอดรวมกว่า 2 ล้านบาท

    “ปลัดท่องเที่ยว” เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดธรรมิการามฯ ยอดรวมกว่า 2 ล้านบาท

    วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.26 น.

    เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่วัดธรรมมิการามวรวิหาร หรือวัดเขาช่องกระจก อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ภายในพิธีมี พระเทพวชิรสุธี เจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้าราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพุทธศาสนิกชนจำนวนมากเข้าร่วมในบรรยากาศอันสงบงามและเปี่ยมด้วยศรัทธา

    ยอดเงินทำบุญรวมทั้งสิ้น 2,498,014.75 บาท โดยจะนำไปสมทบทุนบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะภายในวัด รวมทั้งสนับสนุนกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนา ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนถึงความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการสืบสานศาสนาและวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป

    วัดธรรมมิการามวรวิหาร เดิมเป็นวัดราษฎร์ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2465 โดยพระยาดำรงธรรมสาร และคุณหญิงดำรงธรรมสาร (ใหญ่ วิเศษสิริ) เดิมตั้งอยู่หลังเขาช่องกระจก มีเนื้อที่ประมาณ 32 ไร่ 2 งาน 20 ตารางวา ต่อมาได้รับอนุญาตให้ตั้งเป็นสำนักสงฆ์ที่สมบูรณ์ตามกฎหมายเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2465

    ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าอรพินท์เพ็ญภาค เสด็จวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถแทนพระองค์ พร้อมพระราชทานปูชนียวัตถุแก่ทางวัด และพระราชทานทุนทรัพย์สำหรับสร้างโรงเรียนปริยัติธรรม นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

    ต่อมาในปี พ.ศ. 2475 ทางวัดได้สร้างสะพานรัตนาวดีและถนนเลาะไหล่เขาช่องกระจก เพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่ตัวจังหวัด โดยมีพระอุดมโยธาธิยุทธเป็นผู้ออกแบบ และในเดือนเมษายน พ.ศ. 2481 ได้เริ่มก่อสร้างพระอุโบสถ ซึ่งได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาตามพระราชโองการ ลงวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2482

    แม้ในปี พ.ศ. 2485 จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ส่งผลให้วัดได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด แต่ด้วยความศรัทธาของชาวบ้านและคณะสงฆ์ ได้ร่วมแรงร่วมใจกันบูรณะวัดขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2503 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดธรรมิการามขึ้นเป็นพระอารามหลวง และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาอีกครั้งเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2544

    ปัจจุบันวัดธรรมิการามฯ ถือเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาของชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสำคัญที่เปิดให้พุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวได้กราบไหว้พระพุทธรูปสำคัญ รวมทั้งเยี่ยมชมพระอุโบสถและศาสนสถานเก่าแก่ที่ได้รับการบูรณะอย่างสวยงาม

    กิจกรรมถวายผ้าพระกฐินพระราชทานครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นโอกาสสร้างความสามัคคีในชุมชน และเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงศาสนา–วัฒนธรรมของประเทศไทย ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามุ่งมั่นส่งเสริมให้เติบโตควบคู่กับศรัทธาในพระธรรมคำสอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/451908&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KnRO3ysDaRER86VylVJwj

  • Pet Tourism โอกาสใหม่โรงแรมหรู คุยกับ Mövenpick คนไทยยอมย่อมจ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยงขนาดไหน?

    Pet Tourism โอกาสใหม่โรงแรมหรู คุยกับ Mövenpick คนไทยยอมย่อมจ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยงขนาดไหน?

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2883437&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GH3GPhwnOzjsJ3u0KnXdp

  • ย้ำจัดต่อ

    ย้ำจัดต่อ

    ย้ำจัดต่อ’โมโตจีพี’ ไทยอัดแน่นโปรแกรมกีฬา

    วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.50 น.

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยถึงการจัดกีฬาระดับเวิลด์คลาสอีเวนต์ และการท่องเที่ยวเชิงกีฬา หรือ สปอร์ตทัวริซึม ในประเทศไทย ว่า นอกจากกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569 แล้ว 

    ยังมีโปรแกรมอีกหลายรายการ เริ่มจากปลายปีนี้คือ การแข่งขันขี่ม้าชิงแชมป์เอเชีย รายการ “FEI Asian Championships 2025” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 พฤศจิกายน-7 ธันวาคม 2568 ที่สนามขี่ม้าไทยโปโล แอนด์ อีเควสเตรียน คลับ พัทยา จังหวัดชลบุรี

    “ปีนี้ประเทศไทย มีการแข่งขันวิ่งมาราธอนในเมืองหลวง รายการ “Amazing Thailand Marathon Bangkok” ซึ่งได้รับการจัดให้เป็น เวิลด์แคปปิตอล มาราธอน ซีรีส์ เป็นครั้งแรก จะจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 โดยปีนี้ยังคงมี เอเลียด คิปโชเก นักวิ่งมาราธอนชื่อดังระดับโลก ชาวเคนยา มาร่วมงาน ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกัน มีงานวิ่งเทรล UTMB เชียงใหม่ 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-7 ธันวาคม 2568 โดยจะแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกระหว่างวันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2568 ที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ และช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 4-7 ธันวาคม 2568 ที่สวนสาธารณะ อบจ.เชียงใหม่ 

    ผู้ว่าการ กกท. กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันระดับมหกรรมกีฬาในอนาคต อย่าง ยูธโอลิมปิกเกมส์ ปี 2030 เรายังคงเดินหน้าทำงานต่อไป ซึ่งในกีฬาซีเกมส์ และอาเซียนพาราเกมส์ เราได้เปิดโอกาสให้เยาวชน จากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ได้เข้ามาร่วมทำกิจกรรมในการแข่งขันด้วย ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่บรรจุในรายงานการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพยูธโอลิมปิกเกมส์ ซึ่งถ้าหากการจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาแห่งอาเซียน ประสบความสำเร็จทั้ง 2 รายการ เราสามารถจัดแข่งขันได้ตามมาตรฐานสากล เชื่อว่าจะทำให้เราได้เปรียบ และเป็นส่วนหนึ่งที่เราจะได้รับความไว้วางใจจาก คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) พิจารณาให้เป็นเจ้าภาพ ยูธโอลิมปิกเกมส์ 2030 ต่อไป

    “สำหรับปี 2569 ยังมี การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี 2026 ซึ่งสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ยังคงถูกวางให้เป็นสนามเปิดฤดูกาลอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2569 ขณะที่เรื่องการต่อสัญญานั้นยังอยู่ในช่วงเจรจา โดย กกท. ได้เสนอไปยังรัฐบาลแล้วว่า ควรจะต่อสัญญาออกไปเพราะอีเวนต์ระดับโลกรายการนี้ทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศในภาพรวมอย่างมหาศาล” ดร.ก้องศักด กล่าว 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/sport/923523&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yzoTWqwkESFBy-6-Ou_0Q

  • ไทยขึ้นแท่นศูนย์กลาง Wellness Economy แห่งเอเชีย ตลาดสุขภาพโต 28.4%

    ไทยขึ้นแท่นศูนย์กลาง Wellness Economy แห่งเอเชีย ตลาดสุขภาพโต 28.4%

    ในยุคที่ “สุขภาพ” ไม่ได้หมายถึงการไม่มีโรคอีกต่อไป แต่คือการลงทุนในคุณภาพชีวิต ประเทศไทยกำลังกลายเป็นหนึ่งในประเทศดาวรุ่งของโลกด้านเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) อย่างแท้จริง

    รายงานล่าสุดจาก Global Wellness Institute (GWI) เผยว่าในปี 2566 มูลค่าตลาด Wellness Economy ของไทยพุ่งแตะ กว่า 1.3 ล้านล้านบาท หรือราว 40.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตแรงถึง 28.4% ภายในปีเดียว หนึ่งในอัตราการเติบโตสูงสุดในเอเชีย GWI ประเมินว่าเศรษฐกิจสุขภาพของไทยจะแตะระดับ 1.7 ล้านล้านบาทภายในปี 2567 โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

    1. ตลาดสุขภาพภายในประเทศ (Health & Wellness Domestic Market) มูลค่ากว่า 497,000 ล้านบาท ครอบคลุมผลิตภัณฑ์สุขภาพ อาหารเสริม ฟิตเนส สปา และบริการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
    2. ตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical & Wellness Tourism) มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเติบโตต่อเนื่องจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เลือก “ประเทศไทย” เป็นจุดหมายปลายทางเพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ

    Wellness คือเศรษฐกิจใหม่ของไทย

    การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดสุขภาพไทยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เกิดจาก “จังหวะเหมาะของโครงสร้างประเทศ” ที่ผสมผสานจุดแข็งทั้งสามด้าน ระบบการแพทย์มาตรฐานสากล บุคลากรสุขภาพที่มีทักษะสูง และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับโลก จนทำให้ไทยก้าวสู่การเป็น “Wellness Hub of Asia” ได้อย่างชัดเจน

    รีสอร์ตสุขภาพ สปา โรงพยาบาลเอกชน ไปจนถึงศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ได้รับอานิสงส์จากกระแสการเดินทางเพื่อสุขภาพทั่วโลกที่เติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 15% หลังยุคโควิด-19 โดยประเทศไทยติด Top 5 ประเทศปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั่วโลก

    ไทยขึ้นแท่นศูนย์กลาง Wellness Economy แห่งเอเชีย ตลาดสุขภาพโต 28.4%

    จากฐานข้อมูลของ GWI ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจในประเทศเองก็ปรับตัวเร็ว จากฟิตเนสแบบดั้งเดิม สู่สตูดิโอออกกำลังกายเฉพาะทาง (Boutique Fitness), คาเฟ่สุขภาพ, คลินิกดูแลผิวเชิงเวชศาสตร์, และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผสานเทคโนโลยีใหม่ เช่น Personalized Nutrition

    “สุขภาพคือการลงทุนใหม่” พฤติกรรมผู้บริโภคที่พลิกตลาด

    เทรนด์ผู้บริโภคไทยสะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า “สุขภาพ” ได้กลายเป็นหนึ่งในหมวดการใช้จ่ายที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศ ข้อมูลจาก Grand View Research ระบุว่า ตลาดอาหารเสริม (Dietary Supplements) ของไทยมีมูลค่า กว่า 87,000 ล้านบาทในปี 2567 และคาดว่าจะขยายตัวแตะ 159,000 ล้านบาทในปี 2573

    ขณะที่ตลาด Functional & Nutritional Products เช่น เครื่องดื่มโปรตีน โยเกิร์ตสุขภาพ หรืออาหารเสริมในรูปแบบอาหารพร้อมบริโภค ]จะเติบโตจาก 149,000 ล้านบาท เป็น 200,000 ล้านบาท ในช่วงเวลาเดียวกัน

    การใช้จ่ายของผู้บริโภคยังสะท้อนทิศทางเดียวกัน จากฐานข้อมูลของ CardX พบว่า หมวด “โรงพยาบาล” ติดอันดับ Top 3 หมวดการใช้จ่ายสูงสุดของผู้ถือบัตรเครดิตติดต่อกันตั้งแต่ปี 2565 – 2568 สะท้อนว่า คนไทยยอมจ่ายมากขึ้นเพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว

    โอกาสทองของธุรกิจไทย

    ท่ามกลางกระแสโลกที่หันมามอง “Wellness Economy” เป็นเศรษฐกิจแห่งอนาคต ธุรกิจไทยกำลังอยู่ในจุดพลิกเกมสำคัญจากการเป็น “ผู้ให้บริการสุขภาพ” ไปสู่ “ผู้สร้างประสบการณ์สุขภาพครบวงจร”

    กลุ่มรีสอร์ต โรงพยาบาลเอกชน และผู้ประกอบการ SME ด้านอาหารและสมุนไพรไทยเริ่มผนึกกำลังสร้างอัตลักษณ์ใหม่ เช่น การนำภูมิปัญญาไทยมาผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ (Thai Wellness Heritage) การพัฒนาอาหารสุขภาพในรูปแบบพร้อมบริโภค และการออกแบบบริการที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ต้องการทั้งสุขภาพและประสบการณ์

    ในอนาคตอันใกล้แนวโน้มสำคัญที่จะเข้ามาเสริมทัพตลาดนี้คือ Personalized Wellness โภชนาการและการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล, Mental Wellness การดูแลสุขภาพจิต และ Digital Wellness การใช้เทคโนโลยีและแอปพลิเคชันในการติดตามสุขภาพแบบเรียลไทม์

    ไทยพร้อมขึ้นแท่น “Wellness Capital of Asia”

    เศรษฐกิจสุขภาพไม่เพียงสร้างรายได้ระดับล้านล้านบาทต่อปี แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยสู่ “สังคมสุขภาพเชิงรุก” (Proactive Health Society) ที่ผู้คนเห็นคุณค่าของการลงทุนในสุขภาพเช่นเดียวกับการลงทุนในอนาคตทางการเงิน

    หากรัฐเอกชนเดินไปในทิศทางเดียวกัน สนับสนุนมาตรฐานบริการ ควบคู่กับการสื่อสารภาพลักษณ์ประเทศด้าน Wellness ไทยมีศักยภาพมากพอจะก้าวสู่ “เมืองหลวงสุขภาพแห่งเอเชีย” ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    “Wellness Economy ไม่ใช่เทรนด์ชั่วคราว แต่คือเศรษฐกิจอนาคตที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลก  และประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดที่พร้อมที่สุดที่จะคว้าโอกาสนี้”

    ข้อมูลจาก : บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม SCBX เช่นเดียวกับธนาคาร
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/642173&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VxlNfM3F0UAYp3dCE7Ebz

  • พลิกฟื้น เส้นทางท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง เชื่อมจีน-ไทย-ลาว

    พลิกฟื้น เส้นทางท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง เชื่อมจีน-ไทย-ลาว

    แม่น้ำโขงมีต้นกำเนิดจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยช่วงที่ไหลผ่านจีนเรียกว่าแม่น้ำล้านช้าง จากนั้นแม่น้ำโขงจะไหลผ่านเมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งสิ่งที่หลายคนมักนึกถึงเมื่อพูดถึงแม่น้ำโขงนั่นคือความงดงาม สงบ และมีความลึกลับ ตลอดจนมีเสน่ห์ที่ชวนค้นหา โดยเฉพาะ เส้นทางท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง ที่เดินทางตามเมืองท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำช่วงที่ไหลผ่าน “จีน-เมียนมา-ลาว-ไทย” ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานและรุ่มรวยด้วยวัฒนธรรมล้านนา-ล้านช้าง


    ถ้าถามว่าเมืองที่แม่น้ำโขงไหลผ่านมีเมืองอะไรบ้าง? คำตอบก็จะชัดเจนว่ามี “5 เชียง” เริ่มตั้งแต่ เชียงรุ่ง (เมืองจิ่งหงในเขตฯ สิบสองปันนา) เชียงตุง (ในรัฐฉานใต้ของเมียนมา) เชียงทอง (เมืองหลวงพระบางใน สปป.ลาว) และ เชียงราย และเชียงใหม่ ที่ประเทศไทย ทั้งหมดนี้สามารถผนวกเป็น “เส้นทางท่องเที่ยวดินแดนห้าเชียง” ที่มีนักเดินทางให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก โดยในยุคที่การคมนาคมยังไม่สะดวกสบายเท่าปัจจุบัน นักเดินทางนิยมเลือกใช้เส้นทางเดินเรือระหว่างเชียงรุ่งกับเชียงรายเป็นเส้นทางหลักในการเดินทาง เพื่อเชื่อมต่อไปยังเมืองเชียงใหม่ เชียงตุง และเชียงทอง
    อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนตุลาคม 2554 ได้เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญโจรสลัดแม่น้ำโขงปล้นฆ่าลูกเรือสินค้าชาวจีน 13 ศพ ส่งผลให้การเดินเรือขนส่งผู้โดยสารในแม่น้ำโขงต้องถูกระงับไปเนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย ขณะที่การเดินเรือขนส่งสินค้าในแม่น้ำโขงก็มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยจีน ลาว เมียนมา และไทยได้จัดตั้งกลไกความร่วมมือ 4 ฝ่าย เพื่อเริ่มปฏิบัติการลาดตระเวนแม่น้ำล้านช้าง/แม่น้ำโขงร่วม 4 ประเทศครั้งแรก เมื่อเดือนธันวาคม 2554 ต่อเนื่องจนถึงเดือนกันยายน 2568 ซึ่งเป็นปฏิบัติการครั้งที่ 157 โดยประเทศไทยเข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่มีความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการเดินเรือมากยิ่งขึ้น
    แม่น้ำโขง
    แม่น้ำโขง
    ทั้งนี้ แม้ว่าในช่วงที่ไม่มีการเดินเรือขนส่งผู้โดยสารในแม่น้ำโขง แต่ก็ยังมีนักเดินทางบางส่วนเลือกเดินทางล่องแม่น้ำโขงไปกับเรือสินค้า จนกระทั่งเกิดการระบาดของโควิด-19 ซึ่งมณฑลยูนนานได้ประกาศระงับการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าของท่าเรือกวนเหล่ยเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2563
    ต่อมา ด่านท่าเรือกวนเหล่ยได้ฟื้นฟูการขนส่งสินค้าอีกครั้งเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2565 โดยเรือขนส่งมันฝรั่ง 226 ตัน ได้ออกจากท่าเรือกวนเหล่ยมุ่งหน้าไปยังท่าเรือเชียงแสนของไทย แต่ไม่อนุญาตให้นักเดินทางอาศัยโดยสารเรือสินค้าแล้ว โดยกำหนดให้ผู้ขึ้นเรือสินค้าต้องมีเอกสารประจำตัวลูกเรือเท่านั้น
    จนกระทั่ง เมื่อเวลา 08.30 น. ของวันที่ 13 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ด่านกวนเหล่ยได้ฟื้นฟูบริการขนส่งผู้โดยสารระหว่างประเทศอีกครั้งนับตั้งแต่มณฑลยูนนานระงับบริการขนส่งสินค้าและการเดินทางผ่านแดนของประชาชนของด่านท่าเรือกวนเหล่ยเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 เป็นระยะเวลาเกือบ 5 ปี โดยเป็นเรือข้ามฟากสำหรับผู้โดยสารชาวเมียนมาที่อาศัยอยู่ฝั่งตรงข้ามด่านกวนเหล่ยที่ต้องการข้ามมาเรียนหนังสือหรือทำธุระในฝั่งจีน และชาวจีนที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ชายแดนที่ต้องการไปเยี่ยมครอบครัวหรือญาติในฝั่งเมียนมา เป็นความหวังว่าเรือบริการขนส่งผู้โดยสารทางไกลระหว่างด่านท่าเรือกวนเหล่ยกับด่านเชียงแสนจะฟื้นฟูกลับมาในไม่ช้า
    ล่าสุด เมื่อวันที่ 1-5 ตุลาคม 2568 บริษัท Xishuangbanna Gold Peacock International Tourism จำกัด ได้ฟื้นฟู เส้นทางท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง เป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี (นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์โจรสลัดแม่น้ำโขงปล้นฆ่าลูกเรือจีน 13 ศพ) โดยจัดคณะนักท่องเที่ยวชาวจีน 11 ราย พร้อมมัคคุเทศก์ 1 ราย เดินทางท่องเที่ยว 3 ประเทศ (จีน-ไทย-ลาว) เริ่มจากท่าเรือจิ่งหง-ท่าเรือกวนเหล่ย-ท่าเรือเชียงแสน-เชียงราย-เชียงใหม่-หลวงพระบาง-สถานีรถไฟสิบสองปันนา โดยใช้การเดินทางหลากหลายรูปแบบทั้งเรือ-ถนน-อากาศ-ราง
    พิธีเปิดเส้นทางท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง ระหว่างประเทศ “แม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง” ที่ท่าเรือจิ่งหง เมืองจิ่งหง เขตฯ สิบสองปันนา
    โดยเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ได้มีพิธีเปิดเส้นทางท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง ระหว่างประเทศ “แม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง” ที่ท่าเรือจิ่งหง เมืองจิ่งหง เขตฯ สิบสองปันนา หลังจากนั้น นักท่องเที่ยวได้โดยสารเรือจากท่าเรือจิ่งหงไปยังด่านท่าเรือกวนเหล่ยในอำเภอเหมิ่งล่า เขตฯ สิบสองปันนาเพื่อดำเนินพิธีการตรวจคนออกเมือง และโดยสารเรือล่องแม่น้ำโขงอีกประมาณ 6 ชั่วโมงไปถึงด่านท่าเรือเชียงแสนเพื่อดำเนินพิธีการตรวจคนเข้าเมือง แล้วจึงเดินทางโดยรถยนต์ไปเที่ยวถนนคนเดินเชียงรายและพักค้างคืนในตัวเมืองเชียงราย
    วันที่ 2 ตุลาคม 2568 ไปเยี่ยมชมสิงห์ปาร์ค วัดร่องเสือเต้น บ้านดำ วัดร่องขุ่น และเลือกซื้อของที่ระลึก จากนั้น ก็เดินทางโดยรถยนต์ไปพักค้างคืนที่ตัวเมืองเชียงใหม่
    วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ไปเยี่ยมชมวัดพระธาตุดอยสุเทพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และถนนนิมมานเหมินท์ จากนั้น หลังรับประทานอาหารกลางวันก็เดินทางโดยเครื่องบินไปหลวงพระบาง ช่วงบ่ายไปเยี่ยมชมพระธาตุพูสี และช่วงค่ำไปเที่ยวถนนคนเดินหลวงพระบาง
    วันที่ 4 ตุลาคม 2568 เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรข้าวเหนียว เที่ยวตลาดเช้า เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง วัดเชียงทอง หมู่บ้านวัฒนธรรมทอผ้า “บ้านผานม” และน้ำตกตาดกวางสี   โดยยังพักค้างคืนที่หลวงพระบางป็นคืนที่สอง
    วันที่ 5 ตุลาคม 2568 หลังรับประทานอาหารเช้า ก็เดินทางจากหลวงพระบาง (09.50) กลับไปสิบสองปันนา (15.00) ด้วยเส้นทางรถไฟลาว-จีน
    นักท่องเที่ยวเดือนทางถึงด่านท่าเรือกวนเหล่ยในอำเภอเหมิ่งล่า เขตฯ สิบสองปันนาเพื่อดำเนินพิธีการตรวจคนออกเมือง
    หลังสิ้นสุดการเดินทางของนักท่องเที่ยวคณะแรก บริษัท Xishuangbanna Gold Peacock International Tourism จำกัด ก็เปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถจองที่นั่งสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในเส้นทางดังกล่าวเป็นคณะที่สอง โดยกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 3-7 พฤศจิกายน 2568
    ทั้งนี้ หากในอนาคต บริษัทสามารถเปิดให้บริการเส้นทางท่องเที่ยว 3 ประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสามารถเปิดให้บริการเรือขนส่งผู้โดยสารระหว่างสิบสองปันนากับเชียงแสนแบบเที่ยวเรือประจำ ก็จะยิ่งเป็นการอำนวยความสะดวกและเพิ่มทางเลือกในการเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนในลุ่มแม่น้ำโขงด้วย

    ที่มา : บทความเรื่อง “จุดประกายฟื้นชีวิตการท่องเที่ยวในลุ่มน้ำโขงเชื่อมจีน-ไทย-ลาว ด้วยการเดินทางสี่รูปแบบ “น้ำ-บก-อากาศ-ราง” สัมผัสอาณาจักรโบราณสี่เชียง “เชียงรุ่ง-เชียงราย-เชียงใหม่-เชียงทอง” จากเว็บไซต์ Thaibizchina


    ตามติดเทรนด์การท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศล่าสุด

    บพข. + มมส. ชวน “นั่งรถไฟเที่ยวอีสาน” ด้วย เส้นทางท่องเที่ยวโดยรถไฟ บนรถไฟสุดหรู Royal Blossom ต้นแบบการท่องเที่ยวที่ต่อยอดส่การสร้างรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    ส่องโอกาส “เมืองรอง” เมื่อ นักท่องเที่ยวยุคใหม่ เลิกเที่ยวตามแลนมาร์ก พร้อมเปลี่ยนจาก Mass Tourism สู่ Local Tourism

    การท่องเที่ยวเชิงภูมิอากาศ (Climate Tourism) โอกาสใหม่ของไทยภายใต้วิกฤติยุโรปเดือด

    Post Views: 167

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/10/26/mekong-river-tourism-china-thailand-lao/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BY0IUSCOyr2T3YXgxf-ZN

  • บช.น. แนะนำเส้นทางเลี่ยงการจราจรในเขตพื้นที่ 4 สน.

    บช.น. แนะนำเส้นทางเลี่ยงการจราจรในเขตพื้นที่ 4 สน.

    (26ต.ค.68) กองบัญชาการตำรวจนครบาล – บช.น. แนะนำเส้นทางเลี่ยงการจราจร ในวันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 13.00 – 18.00 น. หรือจนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ

    .

    1.สน.พญาไท

    หลีกเลี่ยง

    ถ.พญาไท (ขาออก) จากสะพานหัวช้าง–แยกพญาไท

    ถ.ศรีอยุธยา (ขาเข้า) จากทางขึ้นสะพานข้ามแยกพญาไท–แยกเสาวนี

    แนะนำใช้

    ถ.พระราม 6 / ถ.ราชปรารภ (ขาออก)

    ถ.ราชวิถี (ขาเข้า)

    .

    2.สน.ชนะสงคราม

    หลีกเลี่ยง

    ถ.หน้าพระลาน / ถ.ราชดำเนินใน / ถ.ราชดำเนินกลาง (ช่วงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย–ผ่านพิภพฯ)

    แนะนำใช้

    จากท่าช้าง–ท่าพระจันทร์ เลี้ยวซ้ายแยกพระจันทร์ เข้า ถ.พระอาทิตย์

    จากสะพานพระปิ่นฯ ถ.เจ้าฟ้า–พระอาทิตย์–พระสุเมรุ–ประชาธิปไตย

    .

    3.สน.ดุสิต

    หลีกเลี่ยง

    ถ.ศรีอยุธยา (แยกเสาวนี–แยกพล 1)

    ถ.ราชดำเนินนอก (แยกพระรูป–แยกมัฆวาน)

    แนะนำใช้

    จากสะพานกรุงธนฯ ไป ถ.ราชวิถี / ถ.สุโขทัย

    จากสนามหลวง / พระราม 8 / พระปิ่นเกล้า ไป ถ.พระราม 6 / ถ.พิษณุโลก / ถ.หลานหลวง

    .

    4.สน.นางเลิ้ง

    แนะนำใช้

    จากถ.เพชรบุรี / ทางลงด่วนยมราช ไป ถ.หลานหลวง–สะพานขาว–กรุงเกษม หรือถ.จักรพรรดิพงษ์–สะพานพระพุทธยอดฟ้า

    ไปขึ้นด่วนยมราช ไป ถ.นครสวรรค์–แยกนางเลิ้ง–ถ.พิษณุโลก

    .

    ทั้งนี้ประชาชนสามารถสอบถามการจราจรเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 1997

    .

    ที่มา : กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/special-report/NRrW6cJ2X&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39wy8JdJhFO6JiO9V7PBa7

  • ทลายแก๊งค้ายาย่านนานา รวบ 8 คนผิวสี 1 คนไทย พบพฤติกรรมอมยาไว้ในปาก เมื่อมีลูกค้าก็คายออกมาให้

    ทลายแก๊งค้ายาย่านนานา รวบ 8 คนผิวสี 1 คนไทย พบพฤติกรรมอมยาไว้ในปาก เมื่อมีลูกค้าก็คายออกมาให้

    นครบาลร่วมกับ บช.ปส. ทลายแก๊งค้ายาย่านนานา รวบ 8 คนผิวสี 1 คนไทย พบพฤติกรรมอมยาไว้ในปาก เมื่อมีลูกค้าก็คายออกมาให้ ถ้าเจอตำรวจจะกลืนยาหนีความผิด

    จากกระทู้ในเพจดัง ThailandTourism คอมมูนิตี้สำหรับนักท่องเที่ยว มีสมาชิกทั่วโลก 430,000 คน โพสต์ใหม่เฉลี่ย 7,900 ครั้งต่อสัปดาห์ แจ้งเตือนถึง “กลุ่มชายผิวสีชาวแอฟริกา” เป็นจำนวนมาก รายงานพฤติกรรม ขายยาเสพติด, หลอกลวง และพยายามล้วงกระเป๋า ซึ่งส่งผลอย่างรุนแรงอันทำให้ชาวต่างชาติตัดสินใจไม่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย ย่านนานา

    พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งตำรวจทุกหน่วยสแกนพื้นที่ท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้น “การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” นครบาลร่วมกับ บช.ปส.ปฏิบัติการ “ทลายเงามืดนานา” (Take Down Black-Shadow Nana)

    วันนี้ (26 ต.ค. 2568) เวลา 00.00 น. ตำรวจนครบาล และ บช.ปส.กว่า 40 นาย เปิดปฏิบัติการ “ทลายเงามืดนานา” จับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสิ้น 9 ราย ที่ริมถนนฟุทบาธ ซ.สุขุมวิท 11 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา จ.กรุงเทพฯ ดังนี้

    1.Mr.ONYEKAMMA OBIOMA FRANKLINE อายุ 29 ปี สัญชาติ ไนจีเรีย

    2. Mr.ONUOHA UGOCHUKWU DESMOND อายุ 34 ปี สัญชาติ ไนจีเรีย

    3. Mr.NNAWUKE IZUCHUKWU LUCKYอายุ 29 ปี สัญชาติ ไนจีเรีย

    4. Mr.ALAHIEOBI CHIMA FAVOUR อายุ 35 ปี สัญชาติ ไนจีเรีย

    5. Mr.UBAMMADU EMMANUEL CHIBUZOR อายุ 32 ปี สัญชาติ ไนจีเรีย

    6. Mr.AMAJIOYI CHINAEMEZE อายุ 23 ปี สัญชาติ ไนจีเรีย

    7. Mr.UDEMGBA JEKWU INNOCENTอายุ 28 ปี สัญชาติ ไนจีเรีย

    8. Mr.NWACHUKWU CHISOM อายุ 41 ปี สัญชาติ ไนจีเรีย

    9.นายภาณุวัฒน์ ทานะเวช หรือปั้ม อายุ 36 ปี สัญชาติไทย

    ตรวจยึดของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) บรรจุหีบห่อพันด้วยเทปสีดำ พบที่ตัวผู้ต้องหาเป็นจำนวน 2 ถุง นำหนักรวม 4 กรัม และอีกจำนวนมากอยู่ระหว่างรอผู้ต้องหาถ่ายท้องเพื่อพิสูจน์ทราบ และตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 11 เครื่อง (พบข้อมูลซื้อขายยาเสพติดจำนวนมาก)

    โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน”

    สืบเนื่องจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยสแกนพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ ตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้น “การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) “จัดชุดลาดตระเวน Online”จนได้พบกับกระทู้ใน Reddit โดยหัวข้อใหญ่เรื่อง “ThailandTourism” ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้บนโลกออนไลน์สำหรับนักท่องเที่ยว มีสมาชิกทั่วโลก 430,000 คน โพสต์ใหม่เฉลี่ย 7,900 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งปรากฏการรีวิวแง่ลบแจ้งเตือนถึง “กลุ่มชายผิวสีชาวแอฟริกา” เป็นจำนวนมาก โดยมักรายงานถึงรายงานพฤติกรรม ขายยาเสพติด, หลอกลวง และพยายามล้วงกระเป๋าซึ่งส่งผลอย่างรุนแรงอันทำให้ชาวต่างชาติตัดสินใจไม่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย ย่านนานา จึงได้สั่งการให้ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. บูรณาการร่วมกับ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. นำกำลัง ศอ.ปส.ตร. , ศอ.ปส.บช.น. และ บก.ปส.1 แฝงตัวอำพลางลาดตระเวนเดินเท้าในพื้นที่ย่าน นานา-อโศก

    เจ้าหน้าที่ได้พบกับกลุ่มชายผิวสี ยืนจับกลุ่มจำหน่ายยาเสพติดให้กับนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปผ่านมา แต่ทว่าจากข้อมูลการสืบสวนปรากฏว่ากลุ่มชายผิวสีนี้มีทักษะการต่อต้านเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี กล่าวคือ จะไม่สนทนากับคนไทย จะพูดคุยแค่กับนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น และหากพบคนไทยหรือคนต้องสงสัยว่าจะเป็นตำรวจจะวิ่งหนีทันที และมีทักษะพิเศษคือการอมยาเสพติดไว้ในปาก เมื่อมีลูกค้ามาขอซื้อก็จะแอบคายออกจากปากแล้วส่งให้ลูกค้า (พบเห็นในกล้องวงจรปิด) และหากเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบจะ “กลืนยาเสพติดลงท้อง” เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่พบของกลาง

    บูรณาการกำลัง ชุดปราบปรามยาเสพติดนครบาล (ศอ.ปส.บช.น.), บก.ปส.1 สยบไพรี และ สน.ลุมพินี กว่า 40 นาย แต่งกายเป็น “ช่างปูน” อัดขึ้นรถ 2 แถว ไปจอดบริเวณไซส์งานก่อสร้างกลางซอยสุขุมวิท 11 ใกล้กับจุดที่ชายผิวสีจับกลุ่มขายยาเสพติด ระหว่างที่ไปถึงตำรวจอำพลางในชุดช่างเทปูนกว่า 20 ชีวิต ต่างลุ้นไปด้วยกันว่ากลุ่มคนร้ายจะรู้ตัวหรือไม่ แต่ปรากฏว่าใบหน้าของเจ้าหน้าที่สืบสวนสามารถแนบเนียนไปกับพื้นหลังไซส์งานก่อสร้างอย่างลงตัว กลุ่มคนร้ายตายใจเข้าใจว่า 20 ชีวิตบนรถ 2 แถว นั้นเป็นคนงานก่อสร้างจริง จึงยังจับกลุ่มขายยาเสพติดต่อไป ผ่านไปไม่นานได้มีชาวต่างชาติ 2 รายถูกกลุ่มคนร้ายชักชวนพูดคุย ก่อนคายยาเสพติดออกจากปากแล้วส่งมอบสิ่งของบางอย่างกันต่อหน้าต่อตา

    ชุดสืบสวนที่อำพรางในชุดช่างก่อสร้าง จึงลงจากรถ 2 แถว ยืนล้อมกลุ่มคนร้ายอย่างแนบเนียน ทันใดนั้น พล.ต.ต.ธีรเดชจึงได้สั่งการ “เอาเลย” ชุดสืบสวนที่อำพรางในชุดช่างก่อสร้างที่ยืนรายล้อมกลุ่มคนร้าย ตะครุบตัวจนกลุ่มคนร้ายผึ้งแตกรัง” บงรายสามารถวิ่งหนี บางรายกลืนของกลางยาเสพติดลงท้อง แต่ทว่าไม่ทันการณ์ถูกชุดสืบสวนรวบตัวได้ทั้งหมด 9 คนพร้อมของกลางยาเสพติด หลังจับกุมตัวได้นำส่พนักงานสอบสวน บก.ปส.1 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

    พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. หัวหน้าศูนย์ปราบปรามยาเสพติด บช.น. / รองโฆษกฯ กล่าวว่า “จากแผนประทุษกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดของกลุ่มชายผิวสีชาวแอฟริกา มักลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศไทยด้วยการ “กลืน” กล่าวคือจะนำยาเสพติดห่อในพลาสติกอย่างแน่นหนาและกลืนเข้าไปในท้องเป็นจำนวนมาก ก่อนจะนั่งเครื่องบินเข้ามายังประเทศไทย แล้วมาขับถ่ายนำยาเสพติดออกมาแล้วจะนำมาขายยังแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยส่วนมากจะเป็นกลุ่มประเภท โคเคน จากการขยายผลการจับกุมครั้งนี้พบว่าเป็นขบวนการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศไทยผ่านช่องทางเครื่องบิน และกลุ่มผู้ที่คอยจำหน่ายจะใช้ยุทธวิธีพิเศษ นำยาเสพติดพันเทปไว้แล้วซุกซ่อนไว้ในปาก เมื่อถูกจับกุมจะทำการกลืนยาเสพติดเข้าไปในท้องทันที ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่พบของกลาง ซึ่งคดีนี้เราใช้การอำพลางจนสามารถเข้าถึงตัวคนร้ายได้ไว แต่ยังมีอีกหลายรายที่สามารถกลืนยาเสพติดไปได้ทัน ซึ่งขณะนี้ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างการให้ผู้ต้องหาดื่มนมและถ่ายท้องเพื่อพบของกลางเพิ่มเติม ซึ่งระหว่างการจับกุมในย่านนานาพบว่ามีชาวต่างชาติมากล่าวชื่นชมกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก เพราะกลุ่มคนผิวสีนี้มีการสร้างความเดือดร้อนให้กับนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก อันเป็นการทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่ง พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ได้สั่งการให้ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในลักษณะนี้ทั่วพื้นที่นครบาล และจะมีบูรณาการร่วมกับพล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขยายผลให้ถึงที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/category/450313&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ho0jqyj6cpd5m0BzVbU1T