Category: ท่องเที่ยว

  • พัทยาขึ้นป้าย LED ร่วมถวายความอาลัย สมเด็จพระพันปีหลวง

    พัทยาขึ้นป้าย LED ร่วมถวายความอาลัย สมเด็จพระพันปีหลวง

    ภูมิภาค

    พัทยาขึ้นป้าย LED ร่วมถวายความอาลัย สมเด็จพระพันปีหลวง

    วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.06 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศโครงการวอล์คกิ้กสตรีท เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก และถือเป็นย่านเศรษฐกิจหลักใจกลางเมืองท่องเที่ยว พบว่าบรรยากาศเป็นไปแบบเรียบง่าย

    โดยบริเวณป้ายด้านหน้าทางเข้าวอล์คกิ้กสตรีท พัทยา ได้จัดแสดงข้อความแสดงความอาลัยถวาย สมเด็จพระพันปีหลวง ที่เสด็จสวรรคต พร้อมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ มีความว่า “สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ น้อมศิระกราน กราบแทบพระยุคลบาท ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้” โดยมีข้อความแสดงความอาลัยจาก ข้าพระพุทธเจ้า นายกเมืองพัทยา คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเมืองพัทยา พนักงานเมืองพัทยา ตลอดจนพสกนิกรทุกหมู่เหล่า

    ส่วนบรรยากาศภายในถนนวอล์คกิ้กสตรีทและบาร์เบียร์ต่าง ๆ ยังคงมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติออกมาท่องเที่ยวพักผ่อนกันตามปกติ แต่บรรดาผู้ประกอบการและพนักงานร้านส่วนมากต่างพร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดสีดำ เพื่อแสดงความอาลัย ขณะเดียวกันบรรยากาศภายในร้านมีการปรับลดระดับเสียงเพลง และบางร้านงดการเปิดเพลงชั่วคราวเพื่อร่วมไว้อาลัย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/451955&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32V2HEuFf31FHarS85nvSP

  • ททท. สั่งเลื่อน วิจิตรเจ้าพระยา 2568 งดแสดงพลุ งานรื่นเริง ถวายความอาลัย

    ททท. สั่งเลื่อน วิจิตรเจ้าพระยา 2568 งดแสดงพลุ งานรื่นเริง ถวายความอาลัย

    ททท. แจ้งเลื่อนงาน วิจิตรเจ้าพระยา 2568 แสดงแสงสีเสียงริมเจ้าพระยา เดิมกำหนด 1 พ.ย.–15 ธ.ค. เพื่อความเหมาะสมช่วงไว้ทุกข์ สื่อคาดอาจเริ่มใหม่ 1 ธ.ค. รอยืนยัน

    ททท. แจ้งเลื่อนงาน วิจิตรเจ้าพระยา 2568 แสดงแสงสีเสียงริมเจ้าพระยา เดิมกำหนด 1 พ.ย.–15 ธ.ค. เพื่อความเหมาะสมช่วงไว้ทุกข์ สื่อคาดอาจเริ่มใหม่ 1 ธ.ค. รอยืนยัน

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยืนยันการเลื่อนจัดงาน วิจิตรเจ้าพระยา 2568 (Vijit Chao Phraya 2025) โดยจะเลื่อนการแสดงพลุและกิจกรรมรื่นเริงทั้งหมดออกไปก่อน การตัดสินใจครั้งนี้ เกิดขึ้นเพื่อความเหมาะสมในห้วงเวลาไว้ทุกข์ หลังการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    เดิม ททท. วางกำหนดการจัดงานนี้ไว้ 45 วัน ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2568 โดยจะมีกิจกรรมแสดงแสง สี เสียง และพลุ บริเวณแลนด์มาร์กสำคัญ เช่น สะพานพระราม 8, วัดอรุณราชวราราม และสะพานพุทธ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า ททท. ต้องเลื่อนการแสดงพลุ “วิจิตรเจ้าพระยา 2568” ออกไป และต้องปรับกิจกรรมรื่นเริงอื่นๆ ที่ ททท. จัดหรือสนับสนุน ให้มีความเหมาะสม การดำเนินการนี้เป็นไปตามประกาศสำนักพระราชวังและมติคณะรัฐมนตรี ในช่วงการไว้อาลัย

    สถานะล่าสุด ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2568 ททท. แจ้งว่า เลื่อนออกไปก่อน และจะประชุมเพื่อกำหนดรูปแบบและกำหนดการใหม่ ซึ่ง ททท. ยังไม่ประกาศวันเริ่มงานใหม่อย่างเป็นทางการ

    อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวจากสื่อท่องเที่ยวเอกชนบางแห่ง ระบุว่า “เป้าหมาย” การเลื่อนจัดงาน อาจจะไปเริ่มใหม่ในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 แต่ข้อมูลนี้ยังต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก ททท. อีกครั้ง

    สำหรับนโยบายของ ททท. ในช่วงนี้ คือ กิจกรรมเชิงประเพณีและวัฒนธรรม เช่น งานลอยกระทง ยังสามารถจัดได้ตามความเหมาะสม แต่ต้องตัดองค์ประกอบรื่นเริงออก และจัดงานอย่างสำรวม ส่วนกิจกรรมที่มีพลุหรืองานรื่นเริงโดยตรง ให้เลื่อนออกไปก่อน

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข้อมูลจาก

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Thosapol

    Thosapol

    นักเขียนบทความที่ Thaiger จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เชี่ยวชาญเรื่องบทความท่องเที่ยว บันเทิง ไลฟ์สไตล์ ผ่านการค้นหาข้อมูลโดยละเอียดพร้อมด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเอง งานอดิเรกมีความสนใจในกระแสข่าวรอบตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ สังคม การเมือง และที่สำคัญคือเป็นทาสแมวร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ช่องทางติดต่อ thospol@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1477025/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Be9sxaW2D3op_hCuiEe86

  • ราชบุรี มิติใหม่ เปิด “ตลาดน้ำยามเย็นดำเนินสะดวก” ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมร่วมถวายความอาลัย | เดลินิวส์

    ราชบุรี มิติใหม่ เปิด “ตลาดน้ำยามเย็นดำเนินสะดวก” ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมร่วมถวายความอาลัย | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณ ตลาดน้ำดำเนินสะดวกท่ายุวันดา อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี นายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต 5 และรองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม เป็นประธานเปิดโครงการ “ตลาดน้ำยามเย็นดำเนินสะดวก”เข้าสู่มิติใหม่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น และอนุรักษ์วิถีชีวิตริมคลองให้คงอยู่คู่ชุมชน

    ภายในงานมี นายภาคิน อภิโชครุ่งเรือง กำนันตำบลดำเนินสะดวก, นางกิตต์รวี อภิสินรุ่งโรจน์ ประธานพัฒนาสตรีอำเภอดำเนินสะดวก, สมาชิกเทศบาลตำบลดำเนินสะดวก, กลุ่มสตรี และประชาชนในพื้นที่ พร้อมนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้าร่วมงานจำนวนมาก

    ก่อนเริ่มพิธีเปิด ได้มีการจัดพิธี ยืนสงบนิ่งร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นเวลา 1 นาที เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

    จากนั้น นายชัยทิพย์ ได้เป็นประธาน ตัดริบบิ้นเปิดแพรคลุมป้าย “ท่าเรือยุวันดา ตลาดน้ำยามเย็น” ก่อนจะร่วมร้องเพลงพระราชนิพนธ์ พร้อมนำคณะลงเรือล่องไปตามลำคลองดำเนินสะดวกและคลองตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก แจกจ่ายอาหารและของที่ระลึกแก่ประชาชน สร้างบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง ท่ามกลางแสงไฟยามเย็นสะท้อนผืนน้ำที่สวยงาม

    นอกจากนี้ยังมี การแสดงโขนจากนักเรียนในพื้นที่ เพื่อสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยให้เยาวชนได้ภาคภูมิใจในรากเหง้าความเป็นไทย รวมถึงกิจกรรมจำหน่ายสินค้า OTOP อาหารพื้นบ้าน และผลิตภัณฑ์จากกลุ่มสตรีในชุมชน ซึ่งช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนและเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก

    สำหรับ “ตลาดน้ำยามเย็นดำเนินสะดวก” จะเปิดให้บริการทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป นักท่องเที่ยวสามารถมาสัมผัสบรรยากาศตลาดน้ำในยามค่ำ ชมวิถีชีวิตสองฝั่งคลอง พร้อมบริการ ล่องเรือฟรี และ ที่จอดรถฟรี เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้มาเยือน

    การเปิดตลาดน้ำยามเย็นในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น ในการ ฟื้นฟูภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวทางน้ำของอำเภอดำเนินสะดวก ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และยังเป็นกิจกรรมที่แสดงถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5242244/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XgFhFUNdUoA6i1dtJRJNr

  • กางข้อมูล คุ้มไหม? เปิดผับตี 4-ปรับโซนนิ่ง ห่วงเจ็บตายเพิ่ม-เมาแล้วขับพุ่ง

    กางข้อมูล คุ้มไหม? เปิดผับตี 4-ปรับโซนนิ่ง ห่วงเจ็บตายเพิ่ม-เมาแล้วขับพุ่ง

    จากกรณี ข้อสั่งการล่าสุดของนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสาธารณสุขร่วมหารือศึกษาแนวทางการยกเลิกโซนนิ่งพื้นที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. และยกเลิกข้อห้ามขายช่วงบ่าย 14.00–17.00 น. ภายในเดือนมกราคม 2569 เพื่อหวังผลรายได้จากการจัดเก็บภาษีและกระตุ้นการเศรษฐกิจท่องเที่ยว  ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มธุรกิจและผู้ประกอบการร้นเหล้าผับบาร์

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวว่า ศูนย์วิจัยปัญหาสุรามีความห่วงกังวลอย่างยิ่งกับข้อสั่งการดังกล่าวที่หวังผลว่าจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษี และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวนั้น แต่คำถามสำคัญคือ นี่เป็นการแลกเศรษฐกิจด้วยชีวิตคนไทยหรือไม่

    เนื่องจากมีหลักฐานวิชาการที่มีการประเมินนโยบายการอนุญาตให้เปิดผับ บาร์ได้ถึงเวลา 04.00 น.ในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ในปี 2567 พบว่า การผ่อนคลายกฎหมายลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ตั้งเป้า

    แต่กลับสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีข้อมูลดังนี้

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา

    • อุบัติเหตุและการบาดเจ็บทางถนนเพิ่มขึ้น 12% ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 13%
    • จังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ที่มีสถานบันเทิงจำนวนมากอย่างกรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต การเสียชีวิตพุ่งสูงถึง 22%
    • คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว คือ 115% ในช่วงเวลาเดียวกัน
    • เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นำร่อง
    • โรงพยาบาลต้องรองรับผู้บาดเจ็บฉุกเฉินเพิ่มกว่า 740 ราย ภายในไม่กี่เดือนแรก
    • เจ้าหน้าที่ต้องแบกรับภาระตรวจตราความสงบเรียบร้อยมากกว่าที่ผ่านมา
       

    “ส่วนด้านเศรษฐกิจก็ไม่ได้เติบโตตามที่อ้าง จังหวัดที่ไม่ได้ขยายเวลาปิดสถานบันเทิงกลับมีอัตราการเติบโตด้านรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าเกือบ 2 เท่า แสดงว่าการท่องเที่ยวคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดื่มแอลกอฮอล์จนดึก”  รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวต่อว่า ดังนั้น หากข้อสั่งการใหม่นี้ถูกขยายทั่วประเทศ ผลกระทบย่อมรุนแรงขึ้นหลายเท่า ซึ่งการเลิกโซนนิ่ง จะทำให้สถานบันเทิงกระจายไปทั่ว เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ควบคุมยากขึ้น การขยายเวลาเปิดถึงตีสี่ จะเพิ่มการดื่มต่อเนื่องยาวนาน ความเสี่ยงเมาแล้วขับสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

    การยกเลิกห้ามขายช่วงบ่าย จะเปิดช่องให้เยาวชนและผู้ใช้แรงงานเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในช่วงเวลาที่เดิมออกแบบมาเพื่อป้องกันการดื่มต่อเนื่อง ฉะนั้น นี่ไม่ใช่เพียงประเด็นเศรษฐกิจ แต่คือเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะเยาวชนและกลุ่มเปราะบางที่มักเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ตนขอเสนอต่อรัฐบาลดังนี้

    1. รัฐบาลควรทบทวนและไม่ขยายเสรีการขายเหล้า เนื่องจากหลักฐานชี้ชัดว่า “ต้นทุนทางสุขภาพและสังคมสูงกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ”

    2. หากมีการดำเนินการใด ๆ ต้อง คงระบบโซนนิ่ง และเสริมมาตรการควบคุม เช่น การตรวจบัตรจริงจัง การตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนออกจากสถานบันเทิง และบทลงโทษที่ชัดเจน

    3. ควรไปพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เช่น วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสุขภาพ ที่สร้างรายได้ระยะยาวโดยไม่เพิ่มภาระต่อสุขภาพและความปลอดภัยของสังคม
     
    “นโยบายเปิดเสรีแอลกอฮอล์อาจถูกเสนอว่าเป็นทางลัดทางเศรษฐกิจ แต่หลักฐานเชิงวิชาการยืนยันแล้วว่านี่คือ ทางตันด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย ศวส. จึงขอเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพราะเศรษฐกิจที่ได้เพียงเล็กน้อย ไม่ควรแลกด้วยสุขภาพและความมั่นคงทางสังคมของประชาชนทั้งประเทศ และที่สำคัญ ความย้อนแย้งเชิงนโยบายนี้ยิ่งตอกย้ำข้อกังวล รัฐบาลนี้เป็นพรรคที่คัดค้าน พ.ร.บ. Entertainment Complex โดยอ้างความห่วงใยผลกระทบต่อสังคม แต่กลับใช้เหตุผลอีกแบบในการขยายเวลาขายและยกเลิกโซนนิ่ง แม้จะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ชัดถึงผลเสีย หากการใช้ข้อมูลยังมีสองมาตรฐานเช่นนี้ ประชาชนจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าการตัดสินใจด้านนโยบายทำขึ้นเพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างแท้จริง” รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/642445&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ucpKsZhzVA73JyQA6TV9_

  • ภูแลนคา จ.ชัยภูมิ เปิดฤดูท่องเที่ยว อุณหภูมิเหลือ 19 องศา นทท.เจอทะเลหมอกผาหัวนาคเต็มขุนเขา

    ภูแลนคา จ.ชัยภูมิ เปิดฤดูท่องเที่ยว อุณหภูมิเหลือ 19 องศา นทท.เจอทะเลหมอกผาหัวนาคเต็มขุนเขา

    สิ้นสุดการรอคอย เพราะลมหนาวแรกของปีมาเยือนแล้วใน จ.ชัยภูมิ ที่ไม่ได้มีแค่ทุ่งดอกกระเจียวแต่ช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ บรรยากาศดีจนต้องบอกต่อ

    โดยเฉพาะบนเทือกเขาภูแลนคา ซึ่งล่าสุด (วันที่ 26 ต.ค. 68) มีอากาศเย็นฉ่ำคอยต้อนรับฤดูท่องเที่ยว ด้วยอุณหภูมิลดต่ำเหลือเพียง 19 องศาเซลเซียสเท่านั้น

    ความฟินนี้ทำให้นักท่องเที่ยวสายแคมป์ปิ้ง และนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างจังหวัดกว่า 150 คน ไม่รอช้า รีบแพ็คกระเป๋า คว้าเต็นท์คู่ใจ มุ่งหน้าไปจับจองพื้นที่กางเต็นท์กันอย่างคึกคัก

    ไฮไลท์ของ ภูแลนคา คือ ผาหัวนาค จุดเช็คอินสุดฮอตต้องยกให้ ด้วยลานกางเต็นท์กว่า 70 หลัง ถูกกางจนเต็มพื้นที่ นักท่องเที่ยวต่างได้สัมผัสอากาศหนาวเย็นสมใจ พร้อมลมพัดแรงเบาๆ ตลอดคืน และตื่นตากับการรับแสงแรก ชมภาพที่รอคอยก็ปรากฏ นักท่องเที่ยวต่างพากันตื่นเต้น เมื่อกลุ่มเมฆหมอกสีขาวนวลลอยพัดมาปะทะยอดเขา กลายเป็นทะเลหมอก ขนาดย่อม ปกคลุมทั่วทั้งขุนเขา สร้างความประทับใจตั้งแต่ลืมตาตื่น

    โมเมนต์ที่ห้ามพลาด คือ การเดินออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ “จุดชมตะวัน” ซึ่งเป็นสกายวอล์คยื่นออกจากหน้าผา บนความสูงกว่า 1,000 ฟุตจากระดับน้ำทะเล ให้คุณได้ชมวิวแบบพาโนรามา 180 องศา เมื่อแสงอาทิตย์แรกของวันโผล่พ้นทิวเขา สาดส่องกระทบทะเลหมอก บอกเลยว่านี่คือวิวหลักล้านที่ทุกคนต่างหยิบมือถือขึ้นมาเซลฟี่เก็บภาพความประทับใจกันไม่หยุด

    มาถึงภูแลนคาทั้งที ยังไม่จบแค่นั้น ขากลับ นักท่องเที่ยวจะได้แวะเช็คอินที่มอหินขาว ที่ได้รับสมญานามว่าเป็น “สโตนเฮนจ์เมืองไทย” ตื่นตากับกลุ่มหินทรายสีขาวขนาดยักษ์ 5 แท่ง ที่ตั้งตระหง่านเรียงรายกันอย่างน่าอัศจรรย์ หินเหล่านี้มีอายุกว่า 175-195 ล้านปี ถือเป็นอีกหนึ่งจุดถ่ายรูปสุดอันซีนที่พิสูจน์ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ

    ทางอุทยานแห่งชาติภูแลนคาได้เตรียมความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในฤดูหนาวนี้แล้ว โดยแบ่งโซนพักค้างแรมและโซนอนุรักษ์ไว้อย่างชัดเจน ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวเต็มไปด้วยความคึกคักจากทุกเพศทุกวัย

    ใครที่กำลังมองหาที่เที่ยวรับลมหนาว “ปลายฝนต้นหนาว” แบบไม่ต้องไปไกล ชัยภูมิคือคำตอบที่ห้ามพลาด แพ็คกระเป๋า ชวนเพื่อน ชวนแฟน แล้วไปกางเต็นท์รอสัมผัสทะเลหมอกกันได้เลยตั้งแต่วันนี้ในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2891575&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-NtYFF-do7KIVWn51dTUa

  • “ศวส.” ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง “ทางลัดเศรษฐกิจ” แต่เป็นทางตันระบบสุขภาพ

    “ศวส.” ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง “ทางลัดเศรษฐกิจ” แต่เป็นทางตันระบบสุขภาพ

    “ศวส.” ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง “ทางลัดเศรษฐกิจ” แต่เป็นทางตันระบบสุขภาพ

    จากกรณี ข้อสั่งการล่าสุดของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสาธารณสุขร่วมหารือศึกษาแนวทางการยกเลิกโซนนิ่งพื้นที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. และยกเลิกข้อห้ามขายช่วงบ่าย 14.00–17.00 น. ภายในเดือนมกราคม 2569 เพื่อหวังผลรายได้จากการจัดเก็บภาษีและกระตุ้นการเศรษฐกิจท่องเที่ยว  ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มธุรกิจและผู้ประกอบการร้นเหล้าผับบาร์
     
    รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวว่า ศูนย์วิจัยปัญหาสุรามีความห่วงกังวลอย่างยิ่งกับข้อสั่งการดังกล่าวที่หวังผลว่าจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษี และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวนั้น แต่คำถามสำคัญคือ นี่เป็นการแลกเศรษฐกิจด้วยชีวิตคนไทยหรือไม่ เนื่องจากมีหลักฐานวิชาการที่มีการประเมินนโยบายการอนุญาตให้เปิดผับ บาร์ได้ถึงเวลา 04.00 น.ในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ในปี 2567

    พบว่า การผ่อนคลายกฎหมายลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ตั้งเป้า แต่กลับสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยมี อุบัติเหตุและการบาดเจ็บทางถนนเพิ่มขึ้น 12% และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 13% โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ที่มีสถานบันเทิงจำนวนมากอย่างกรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต การเสียชีวิตพุ่งสูงถึง 22% คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว คือ 115% ในช่วงเวลาเดียวกัน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นำร่อง โรงพยาบาลต้องรองรับผู้บาดเจ็บฉุกเฉินเพิ่มกว่า 740 ราย ภายในไม่กี่เดือนแรก และเจ้าหน้าที่ต้องแบกรับภาระตรวจตราความสงบเรียบร้อยมากกว่าที่ผ่านมา

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา  
    “ส่วนด้านเศรษฐกิจก็ไม่ได้เติบโตตามที่อ้าง จังหวัดที่ไม่ได้ขยายเวลาปิดสถานบันเทิงกลับมีอัตราการเติบโตด้านรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าเกือบ 2 เท่า แสดงว่าการท่องเที่ยวคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดื่มแอลกอฮอล์จนดึก”  รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว
     

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวต่อว่า ดังนั้น หากข้อสั่งการใหม่นี้ถูกขยายทั่วประเทศ ผลกระทบย่อมรุนแรงขึ้นหลายเท่า ซึ่งการเลิกโซนนิ่ง จะทำให้สถานบันเทิงกระจายไปทั่ว เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ควบคุมยากขึ้น การขยายเวลาเปิดถึงตีสี่ จะเพิ่มการดื่มต่อเนื่องยาวนาน ความเสี่ยงเมาแล้วขับสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด การยกเลิกห้ามขายช่วงบ่าย จะเปิดช่องให้เยาวชนและผู้ใช้แรงงานเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในช่วงเวลาที่เดิมออกแบบมาเพื่อป้องกันการดื่มต่อเนื่อง ฉะนั้น นี่ไม่ใช่เพียงประเด็นเศรษฐกิจ แต่คือเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะเยาวชนและกลุ่มเปราะบางที่มักเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง
     

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ตนขอเสนอต่อรัฐบาลดังนี้ 1. รัฐบาลควรทบทวนและไม่ขยายเสรีการขายเหล้า เนื่องจากหลักฐานชี้ชัดว่า “ต้นทุนทางสุขภาพและสังคมสูงกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” 2. หากมีการดำเนินการใด ๆ ต้อง คงระบบโซนนิ่ง และเสริมมาตรการควบคุม เช่น การตรวจบัตรจริงจัง การตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนออกจากสถานบันเทิง และบทลงโทษที่ชัดเจน 3. ควรไปพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เช่น วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสุขภาพ ที่สร้างรายได้ระยะยาวโดยไม่เพิ่มภาระต่อสุขภาพและความปลอดภัยของสังคม

     
    “นโยบายเปิดเสรีแอลกอฮอล์อาจถูกเสนอว่าเป็นทางลัดทางเศรษฐกิจ แต่หลักฐานเชิงวิชาการยืนยันแล้วว่านี่คือ ทางตันด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย ศวส. จึงขอเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพราะเศรษฐกิจที่ได้เพียงเล็กน้อย ไม่ควรแลกด้วยสุขภาพและความมั่นคงทางสังคมของประชาชนทั้งประเทศ และที่สำคัญ ความย้อนแย้งเชิงนโยบายนี้ยิ่งตอกย้ำข้อกังวล รัฐบาลนี้เป็นพรรคที่คัดค้าน พ.ร.บ. Entertainment Complex โดยอ้างความห่วงใยผลกระทบต่อสังคม แต่กลับใช้เหตุผลอีกแบบในการขยายเวลาขายและยกเลิกโซนนิ่ง แม้จะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ชัดถึงผลเสีย หากการใช้ข้อมูลยังมีสองมาตรฐานเช่นนี้ ประชาชนจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าการตัดสินใจด้านนโยบายทำขึ้นเพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างแท้จริง” รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/378968589&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hCjmuMSxF3w8nQlw5_RCD

  • ถอดรหัส ท่องเที่ยวเหนือ ปี 69 พฤติกรรมเปลี่ยน ไฟลท์เพิ่ม โกย 178 ลบ.

    ถอดรหัส ท่องเที่ยวเหนือ ปี 69 พฤติกรรมเปลี่ยน ไฟลท์เพิ่ม โกย 178 ลบ.

    ท่องเที่ยวภาคเหนือโตชัด ปลายปี 68 คาดโต 10% รับปี 69 ผ่านกลยุทธ์ตามรอยรีวิว โครงสร้างพื้นฐานการบินที่เพิ่มขึ้น และการกระจายสู่เมืองรอง ททท. ชู Season of North 2026 ดันรายได้ 178 ล้านบาท

    เหนือ…ไม่ได้มีแค่หน้าหนาว” – ถอดรหัสโอกาสทองของภาคท่องเที่ยวเหนือ สู่เป้าหมาย 178 ล้านบาท ในปี 2569

    ภาคเหนือของประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงแห่งการฟื้นตัวและเติบโตครั้งสำคัญ ไม่ได้มีเพียงแค่ลมหนาวและทะเลหมอกอีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยกลยุทธ์ทางธุรกิจที่คมคายและการปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ข้อมูลเชิงลึกจาก นายขจรเดช อภิชาติตรากุล ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ ชี้ให้เห็นถึง “จุดเปลี่ยน” ที่กำลังสร้างโอกาสมหาศาลให้กับภูมิภาคนี้

    ถอดรหัส ท่องเที่ยวเหนือ ปี 69 พฤติกรรมเปลี่ยน ไฟลท์เพิ่ม โกย 178 ลบ.

    ภาพรวมวันนี้: โมเมนตัมกำลังมาในช่วงปลายปี 68

    นายขจรเดช ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ ยอมรับว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ตัวเลขการท่องเที่ยวโดยรวมของภาคเหนือยังคงอยู่ในระดับที่ “ทรงตัว” เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่สถานการณ์กำลังจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

    “เราคาดการณ์ว่า 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ จะมีการเติบโตขึ้นอย่างชัดเจนมาก” ผอ.ขจรเดชกล่าว “เพราะสถานการณ์ภายในประเทศเริ่มคลี่คลาย และเรามีกิจกรรมปลายปีสำคัญๆ มากมายที่จะดึงดูดคนไทยให้ขึ้นเหนือ” ด้วยโมเมนตัมที่กลับมาในช่วงปลายปีนี้ ภาคเหนือจึงตั้งเป้าหมายว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวโดยรวมทั้งปี 2568 จะสามารถ เพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากปีที่ผ่านมา ถือเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งก่อนจะก้าวเข้าสู่ปีแห่งการเติบโตอย่างเต็มตัว

    นายขจรเดช ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ

    เทรนด์ใหม่ปี 2569: พฤติกรรมที่สร้างโอกาสทางธุรกิจ

    ปี 2569 ถูกมองว่าเป็นปีแห่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยแรงหนุนจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน

    ถอดรหัส ท่องเที่ยวเหนือ ปี 69 พฤติกรรมเปลี่ยน ไฟลท์เพิ่ม โกย 178 ลบ.

    1. การตลาดแบบ ‘บอกต่อ’ คือกุญแจสำคัญ

    พลังของรีวิว: สิ่งที่ ททท. เห็นชัดเจนคือ การท่องเที่ยวตามคำแนะนำ (บอกต่อ) และการตามรอยอินฟลูเอนเซอร์/รีวิวบนโซเชียลมีเดีย ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ “นักท่องเที่ยวไม่ได้เชื่อแค่การโฆษณา แต่เชื่อในประสบการณ์ที่ถูกบอกเล่า” ผอ.ขจรเดชอธิบาย แนวโน้มนี้ส่งสัญญาณว่า การสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำและกระตุ้นการรีวิวเชิงบวกคือกลยุทธ์การตลาดที่คุ้มค่าที่สุด

    2. ‘เที่ยวบิน’ คือปัจจัยบวกที่ใหญ่ที่สุด

    การเข้าถึงที่ดีขึ้น: ผู้ประกอบการและพันธมิตรสายการบินมีแผน เพิ่มเที่ยวบิน ทั้งระหว่างประเทศและในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสู่ภาคเหนือ “การเพิ่มเที่ยวบินคือปัจจัยบวกที่จะทำให้การเดินทางเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากคนไทยและต่างชาติ” นายขจรเดชชี้ การลงทุนด้านการบินจึงเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในปีหน้า

    ถอดรหัส ท่องเที่ยวเหนือ ปี 69 พฤติกรรมเปลี่ยน ไฟลท์เพิ่ม โกย 178 ลบ.

    3. โอกาสจากความไม่แน่นอนของโลก

    จุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย: แม้จะมีปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์โลก แต่คนไทยมีแนวโน้มที่จะเลือกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น โดยเลือกพื้นที่ที่ปลอดภัยและไม่มีปัญหา ภาคเหนือจึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้เปรียบ และคาดว่าจะมีตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

    การปรับสมดุลตลาดต่างชาติ: โอกาสในเอเชีย

    แม้ว่าตลาดใหญ่อย่างจีนจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงทั่วประเทศเนื่องจากหลายปัจจัย เช่น ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย แต่ภาคเหนือสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงนี้ได้ด้วยการขยายตลาดอื่น

    ตลาดทดแทนที่มาแรง: การลดลงของตลาดจีนได้รับการชดเชยจากนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นในเอเชีย โดยเฉพาะ ไต้หวัน ซึ่งถูกมองว่าเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูง รวมถึง เกาหลี, ฮ่องกง, และญี่ปุ่น ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังคงมาจากโซนเอเชียเป็นหลัก ทำให้กลยุทธ์การตลาดต่างประเทศของภาคเหนือมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

    ถอดรหัส ท่องเที่ยวเหนือ ปี 69 พฤติกรรมเปลี่ยน ไฟลท์เพิ่ม โกย 178 ลบ.

    การกระจายตัวของโอกาส: จากเมืองหลักสู่เมืองรอง

    โอกาสทางธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่แค่เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอนเท่านั้น

    ศักยภาพของเมืองรอง: นายขจรเดชระบุว่า แม้เมืองหลักจะยังได้รับความนิยม แต่เริ่มเห็นการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวไปยังเมืองรองด้วย เช่น จังหวัดเชียงราย ซึ่งเริ่มมีสายการบินตรงจากต่างประเทศ (เช่น Scoot จากสิงคโปร์) บินเข้าสู่พื้นที่ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าศักยภาพของเมืองรองกำลังเติบโต และกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถดึงดูดนักเดินทางข้ามภูมิภาคได้

    ถอดรหัส ท่องเที่ยวเหนือ ปี 69 พฤติกรรมเปลี่ยน ไฟลท์เพิ่ม โกย 178 ลบ.

    ททท. เปิดเกมรุก: “Season of North 2026”

    เพื่อรองรับการเติบโตนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เปิดตัวแคมเปญหลัก “Season of North 2026 : สุขทันที…ฤดูนี้ฤดูเหนือ”

    ถอดรหัส ท่องเที่ยวเหนือ ปี 69 พฤติกรรมเปลี่ยน ไฟลท์เพิ่ม โกย 178 ลบ.

    เป้าหมายเชิงธุรกิจ

    แคมเปญนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการเดินทางตลอดทั้งปี และขยายฐานนักท่องเที่ยวในช่วงนอกฤดูกาล โดยตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับปี 2569 คือ:

    นักท่องเที่ยวชาวไทย: เข้าพื้นที่ไม่น้อยกว่า 25 ล้านคน-ครั้ง

    รายได้จากการท่องเที่ยว: สร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 178 ล้านบาท

    นี่คือความมุ่งมั่นที่จะยกระดับภาคเหนือให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ “ทรงคุณค่า” (Value is the New Volume) ที่เที่ยวได้ทุกฤดู ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวเพื่อพักผ่อน เพื่อสุขภาพ หรือเพื่อสัมผัสเทศกาลและวัฒนธรรมท้องถิ่น การท่องเที่ยวภาคเหนือจึงไม่ได้เป็นเพียงการพักผ่อน แต่เป็นธุรกิจที่กำลังเข้าสู่ยุคใหม่แห่งการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีกลยุทธ์

    ถอดรหัส ท่องเที่ยวเหนือ ปี 69 พฤติกรรมเปลี่ยน ไฟลท์เพิ่ม โกย 178 ลบ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/732458&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dXQcy2392dqyrK9NL8uoi

  • เพาเวอร์บาย ปักหมุด “เซ็นทรัล กระบี่” เปิดสาขาแรกในจังหวัด ดันโมเดล “ฮับเทคโนโลยีครบวงจร” เจาะตลาดภาคใต้ รับดีมานด์เทคโนโลยีโตต่อเนื่อง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    เพาเวอร์บาย ปักหมุด “เซ็นทรัล กระบี่” เปิดสาขาแรกในจังหวัด ดันโมเดล “ฮับเทคโนโลยีครบวงจร” เจาะตลาดภาคใต้ รับดีมานด์เทคโนโลยีโตต่อเนื่อง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – เพาเวอร์บาย ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้ารุกตลาดภาคใต้เต็มสูบ เปิดตัว เพาเวอร์บาย สาขาเซ็นทรัล กระบี่” ถือเป็นสาขาแรกในจังหวัด และสาขาที่ 13 ในภูมิภาคภาคใต้ โดยตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าทั้งกลุ่มคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวในกระบี่และจังหวัดใกล้เคียง ชูโมเดล “ฮับเทคโนโลยีครบวงจร” แห่งแรกในกระบี่ ดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่มองหานวัตกรรมและสินค้าคุณภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าเทคโนโลยีในภาคใต้ที่เติบโตต่อเนื่อง พร้อมรองรับดีมานด์นักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยบริการครบวงจรและสิทธิประโยชน์เฉพาะกลุ่ม พิเศษฉลองเปิดสาขาใหม่จัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม และสิทธิพิเศษแบบเอ็กซ์คลูซีฟให้ชาวกระบี่โดยเฉพาะ

    นายสุวิณ โกษีอำนวย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “จังหวัดกระบี่เป็นทำเลที่มีศักยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยมีกำลังซื้อเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ใน Top 5 ของประเทศ และเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ติดอันดับ 6 ของไทย ในส่วนตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและเทคโนโลยีในภาคใต้ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากแรงหนุนของการบริโภคภายในประเทศ และการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ความต้องการในกลุ่มสมาร์ทโฟน แกดเจ็ต และสมาร์ทดีไวซ์ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ในตลาดภูมิภาคนี้ยังขาดผู้เล่นที่สามารถตอบโจทย์ครบทั้งสินค้าและบริการในที่เดียว เราเห็นโอกาสเติบโตทางธุรกิจในระยะยาวได้ จึงเดินหน้ายุทธศาสตร์เชิงรุกเปิดสาขาแห่งแรกในกระบี่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ฮับเทคโนโลยีครบวงจร” ที่รวบรวมสินค้านวัตกรรมจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก เทรนด์ฮิต คอลเลคชั่นล่าสุด พร้อมบริการครบวงจร ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการด้วยมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ พร้อมยกระดับประสบการณ์การช้อปให้เข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งยังตอกย้ำวิสัยทัศน์การเป็น Tech Retail Experience เพื่อให้เพาเวอร์บายเป็น Top-of-mind ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในภูมิภาคนี้”

    ชู กลยุทธ์หลักเจาะตลาดกระบี่ สร้างประสบการณ์ช้อปที่ครบกว่า คุ้มกว่า และมั่นใจกว่าเดิม

    1. All Lifestyles, All Categories: คัดสรรสินค้าแบรนด์ชั้นนำกว่า 100 แบรนด์ดัง ครบทุกเซ็กเมนต์ ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า สมาร์ทโฟน แกดเจ็ต สินค้าไอที ไปจนถึงสินค้าสมาร์ทโฮม ให้ลูกค้าช้อปครบจบในที่เดียว ด้วยพื้นที่กว้างขวางกว่า 1,000 ตร.ม. มีโซนทดลองสินค้า พร้อมเสิร์ฟเทรนด์ฮิตจากแบรนด์ดังระดับโลก อาทิ Samsung,LG, Electrolux, Haier, Hisense, Hitachi, Toshiba, TCL, Tefal, Philips, Apple, JBL, ASUS, ACER, HP, BOSE, DJI, Garmin, PlayStation, Nintendo, Shark Ninja และ Marshall เป็นต้น
    2. Shop Anywhere, Anytime: ตอกย้ำความแข็งแกร่งของ Omnichannel ผสานทุกช่องทางช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อ ทั้งหน้าร้าน เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และโซเชียลมีเดีย ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าได้ทุกที่ทุกเวลา ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัลยุคใหม่
    3. Smart Travel Experience: เพาเวอร์บายเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วยทีมพนักงานที่สามารถสื่อสารได้หลายภาษา พร้อมบริการ VAT Refund for Tourists ภายในร้าน พร้อมมอบสิทธิพิเศษผ่านโครงการ “The 1 to The World” ให้สมาชิกสามารถใช้คะแนนสะสมและรับสิทธิ์ตามแคมเปญได้ทั่วโลก เสริมความคุ้มค่าด้วยส่วนลดพิเศษ 320 บาท สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อช้อปสินค้า 7,000 บาทขึ้นไป บริการ Easy Payment รองรับการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและแพลตฟอร์มชำระเงินระดับโลก อาทิ Mastercard, VISA, Alipay และ WeChat Pay เพื่อมอบประสบการณ์ช้อปปิ้งที่สะดวกและครบครันยิ่งขึ้น
    4. Confidence Beyond Purchase: มอบความมั่นใจทุกขั้นตอน ด้วยผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำสินค้าที่ตรงความต้องการ พร้อมบริการหลังการขายครบวงจร ทั้งจัดส่ง ติดตั้ง ซ่อมบำรุง และรับประกันคุณภาพ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

    พร้อมกันนี้ เพาเวอร์บายจัดโปรโมชั่นพิเศษฉลองเปิดสาขาใหม่ เซ็นทรัล กระบี่ ระหว่างวันที่ 24 ตุลาคม – 26 พฤศจิกายน 2568 มอบข้อเสนอสุดคุ้มเฉพาะสาขา อาทิ สินค้า Crazy Deals ลดสูงสุดถึง 40%, สมัครสมาชิก The 1 ฟรี! รับคูปองส่วนลดมูลค่ารวม 2,400 บาท, ช้อปครบ 4,500 บาท รับฟรี! กล่องอเนกประสงค์ มูลค่า 695 บาท, นำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าแลกรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 10,000 บาท, ผ่อน 0% นานสูงสุด 18 เดือน, รับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 40,000 บาท (เฉพาะสินค้าและบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ) และ ฟรี! ค่าส่งและติดตั้ง

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/27/588876/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34pDdIwSJrkst8RI3_01TG

  • เปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชียงใหม่ – ปาย เชื่อมโยงศาสนาและกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชียงใหม่ – ปาย เชื่อมโยงศาสนาและกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ นำคณะสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวจังหวัดในกลุ่มภาคเหนือตอนบน 1 ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power เพื่อเป็นต้นทุนในการพัฒนานำไปต่อยอดการท่องเที่ยวในการเพิ่มมูลค่าโดยเชิญชวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 24-25 ต.ค.68 วันแรกท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และวันที่สองท่องเที่ยวนอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

    โดยเชื่อมโยงศาสนาและเส้นทางเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มมุสลิม ได้นำพาไปเที่ยวชมชุมชนบ้านฮ่อ ซึ่งเป็นชุมชนของชาวจีนยูนาน ที่นับถือศาสนาอิสลามที่อพยพเข้ามาอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่นำอาหารฮาลาล นานาชนิด นานาเมนู รวมถึงพืชผักล้วนเป็นสมุนไพรมาจำหน่ายที่กาดนัดจีนยูนาน (กาดบ้านฮ่อ) ย่านถนนช้างคลานในตัวเมืองเชียงใหม่ ให้กับนักท่องเที่ยวได้ลิ้มรสอาหาร ในทุกวันศุกร์ และตลาดแห่งนี้เป็นการผสมผสานกับวัฒนธรรมล้านนาไทย / เหนือได้อย่างกลมกลืน และตลาดแห่งนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอาหารและวัฒนธรรมที่น่าสนใจ

    บริเวณใกล้กันนั้น ก็ยังเป็นที่ตั้งของมัสยิด เฮดานาดุล อิสลามบ้านฮ่อ เมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนยังจะได้สัมผัสกลับความเป็นชุมชนมุสลิม ของทุกชนชาติที่มาอยู่ร่วมละหมาดเป็นประจำทุกวัน โดยไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ และมัสยิสแห่งนี้ ยังสะท้อนถึงการผสมผสานวัฒนธรรมจีนยูนนาน กับวัฒนธรรมอิสลาม และวัฒนธรรมล้านนา ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขของทุกศาสนา

    ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเชียงใหม่ ก็คือหอศิลปวัฒนธรรมเชียงใหม่ ที่ทำหน้าที่เป็นพิพิธภัณฑ์ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมที่รวบรสมและนำเสนอเรื่องราวของเมืองเชียงใหม่ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมล้านนา วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้รากเหง้าของคนล้านนามาตั้งแต่อดีตกาล

    เดินทางไปต่อยัง มัสยิดดุรุนนูร มัสยิสช้างเผือก แลนด์มาร์คที่มาเชียงใหม่ ไม่ควรพลาด ที่แห่งนี้ก่อสร้างด้วยงบกว่า 60 ล้านบาท บรรจุผู้คนที่มาละมานได้มากถึง 1 พันคน ที่ก่อสร้างอย่างสวยงาม แวดล้อมไปด้วยชุมชนทุก ศาสนา ที่มาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ทุกศาสนามีการแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเมื่อมีกิจกรรมในสังคม ผู้คนในชุมชนทุกศาสนา ก็จะมาร่วมกิจกรรมด้วยกัน อย่างมีความสุข เป็นพี่น้องกัน นอกจากนั้น แต่ละวันจะมีผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งยุโรป ไนจีเรีย อัฟริกา รวมถึงเยาวชน นักศึกษา เมื่อถึงเวลา 12.30 น ก็จะเข้าพิธีละหมาดร่วมกัน พูดคุยและเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันอีกด้วย

    อย่างไรก็ตาม มาเชียงใหม่แล้วไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวผู้ที่นับถือศาสนาใดๆ ก็สามารถแวะมาทานข้าวซอยอิสลามเชียงใหม่ ร้านเฟื่องฟ้า ย่านถนนเจริญประเทศ ซอย 1 กลางเมืองเชียงใหม่ สูตรข้าวซอยร้านนี้สืบทอดรุ่นลูกรุ่นหลานมานานถึง 40 ปี จุดเด่นเส้นข้าวซอยเหนียวนุ่ม น้ำแกงรสชาดไม่จัดจ้าด มีให้เลือกหลากหลายเมนู

    ส่วนร่วมความรู้ด้านการท่องเที่ยว การสร้างเสริมประสบการณ์เพื่อให้เป็นผู้ให้บริการที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างระบบตลาดและการประชาสัมพันธ์ไปยังนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ จึงมีความจำเป็นเพื่อรองรับตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมได้ หากสามารถรองรับตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมได้มากกว่าก็จะสร้างรายได้จากตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมเพิ่มขึ้น

    จากนั้นได้พาเที่ยวอำเภอปาย ชมสะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย (Ta Pai Memorial Bridge) สะพานแห่งนี้เปรียบเสมือนประตูสู่ปาย เป็นสะพานที่มีโครงเหล็กสีเขียวเข้มปูพื้นด้วยไม้ทอดข้ามแม่น้ำปาย มีอายุราวหนึ่งร้อยปี สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวมักจะมาเดินเล่นและชมวิวแม่น้ำปาย อีกทั้งยังเป็นมุมถ่ายรูปยอดนิยมอีกด้วย ปัจจุบันสะพานประวัติศาสตร์ท่าปายเป็นแลนด์มาร์กของอำเภอปาย และจังหวัดแม่ฮ่องสอน จนกล่าวกันว่าหากไม่ได้มาเที่ยวสะพานแห่งนี้ก็เหมือนมาไม่ถึงปาย

    ก่อนจะเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านสันติชล หมู่บ้านวัฒนธรรมจีนยูนนานตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขา ไฮไลท์ของหมู่บ้านคือจุดชมวิวหยุนไหลซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอปาย จุดชมวิวนี้มองเห็นทิวทัศน์โดยรอบได้เกือบ 360 องศาโดยไม่มีอะไรมาบดบัง และเป็นจุดที่เหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก สามารถไปถึงจุดชมวิวได้โดยเดินตามป้าย “จุดชมวิว” สีแดงไปประมาณ 5 กม. ค่าเข้าชม 20 บาท

    ที่สำคัญที่อำเภอปายแห่งนี้ มีมัสยิดอัล-อัลอิสรออฺ ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย มัสยิดแห่งนี้มีความสวยงามมากพร้อมต้อยรับนักท่องเที่ยวชาวอิสลามมาใช้สถานที่ได้มากว่า 200-300 คน ในการประกอบพิธีต่างๆ เช่น ปฏิญาณตน (ชะฮาดะฮ์), การละหมาด (ปฏิบัติ 5 เวลาต่อวัน), การจ่ายซะกาต (การบริจาคทาน), การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และ การประกอบพิธีฮัจญ์ นอกจากนี้ยังมีพิธีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พิธีสุหนัต และพิธีทางศาสนาในวันสำคัญต่างๆ

    ทั้งนี้ นายอิธิรัฐ กล่าวอีกว่ากิจกรรมดังกล่าว ระบุว่ากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสมดุลและยั่งยืนเพื่อตอบวิสัยทัศน์ “พัฒนาพื้นที่บนพื้นฐานวัฒนธรรมสร้างสรรค์สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงอย่างทั่วถึง” จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยววัฒนธรรมล้านนาและวิถีชาติพันธุ์ รวมถึง สินค้า และบริการด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นของพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 1 นักท่องเที่ยวและนักเดินทางมุสลิมเป็นตลาดที่มีเติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นตลาดใหม่ได้รับความสนใจอย่างมาก ในขณะที่ประชากรมุสลิมทั่วโลกเติบโตขึ้น ศักยภาพบริการที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม (Muslim.Friendly.Hospitality.Services) จะกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่เช่นกัน เนื่องจากชาวมุสลิมที่เดินทางมักจะเลือกจุดหมายปลายทางโดยพิจารณาจากความพร้อมของอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สอดคล้องกับข้อบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม การจัดบริการที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม (Muslim Friendly Hospitality Services) ถือเป็นเรื่องใหม่ที่เกี่ยวข้องกับบริหารจัดการการท่องเที่ยวให้ตอบสนองความต้องการของชาวมุสลิม การให้บริการจากสถานที่ต้นทางไปจนถึงจุดหมายปลายทาง เช่น การโรงแรม การขนส่ง ร้านอาหาร การพักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งการให้ความบันเทิงต่างๆ ที่จะต้องไม่ขัดกับหลักการศาสนา ทั้ง ควรอำนวยความสะดวกต่อการปฏิบัติศาสนกิจประจำวันของชาวมุสลิม เช่น การจัดเตรียมสถานที่ละหมาด อาหารฮาลาลที่จะต้องมีกระบวนการผลิตที่ถูกต้องตามข้อบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามและมีคุณค่าทางโภชนา การสร้างบุคลากรในพื้นที่ให้มีความเข้าใจในกระบวนการทำงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5241962/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nqPsCv0WHClY9UjRuVHkl

  • ททท. แคมเปญ”ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม”สร้างแรงบันดาลใจการท่องเที่ยว| โชว์ข่าวเช้านี้ |27 ต.ค.68

    ททท. แคมเปญ”ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม”สร้างแรงบันดาลใจการท่องเที่ยว| โชว์ข่าวเช้านี้ |27 ต.ค.68

    ททท. ชวนฟังเสียงหัวใจ ไปกับแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” สร้างแรงบันดาลใจออกเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเสนอดีลสุดคุ้มกว่า 200 โรงแรมทั่วไทย
    #ททท. #ฟังเสียงหัวใจเที่ยวไทยไม่รู้ลืม #โรงแรม #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #โชว์ข่าวเช้านี้
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/203868&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dAn4lNIrDvxokFv3KKQzE