Category: ท่องเที่ยว

  • “มนพร” ชูความสำเร็จแก้ตั๋วเครื่องบินแพง ผู้โดยสารมากสุดรอบ 20 ปี

    “มนพร” ชูความสำเร็จแก้ตั๋วเครื่องบินแพง ผู้โดยสารมากสุดรอบ 20 ปี

    การเมือง

    “มนพร” ชูความสำเร็จแก้ตั๋วเครื่องบินแพง ผู้โดยสารมากสุดรอบ 20 ปี

    วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.50 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ยอดผู้โดยสารสูงสุดรอบ 20 ปี สนามบินนครพนมคึกคัก สส.เดือน มนพร เจริญศรี ชูความสำเร็จ เพิ่มสายการบิน แก้ปัญหาตั๋วแพง เดินหน้าหนุนเชื่อมเส้นทางการบินไปยังเวียดนาม กระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ยกระดับนครพนม เป็นเมืองหลัก 

    เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568    ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ที่ จ.นครพนม บรรยากาศการท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นปี จนถึง ช่วงงานประเพณีออกพรรษาไหลเรือไฟ ในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ต้องบอกว่าคึกคักมากกว่าทุกปี จากข้อมูลของ จ.นครพนม พบว่า ปีนี้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น จากปีที่ผ่านมา เท่าตัว ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ ปีละกว่า 3 ล้านคน ส่วนใหญ่จะเป็นเส้นทางการท่องเที่ยว สายมูไหว้องค์พระธาตุพนม ขอพรองค์พญาศรีสัตตนาคราช รวมถึงท่องเที่ยวพักผ่อน ชมความสวยงามทางธรรมชาติสองฝั่งโขงไทย ลาว ส่งผลให้ร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม ที่พักถูกจับจอง เต็มตลอดปี โดยพาะในช่วงวันหยุดยาวจะคึกคักเป็นพิเศษ คาดว่ามีตัวเลขเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ปีละไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ส่งผลดีต่อการสร้างรายได้ในพื้นที่ นอกจากนี้การพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่ง รวมถึงการเพิ่มสายการบิน ยังส่งผลดีต่อการท่องเที่ยว คึกคักมากขึ้น
     
    ทั้งนี้ ทางด้าน นางมนพร เจริญศรี อดีต รมช.คมนาคม สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความสำเร็จ ในการผลักดันพัฒนาการคมนาคม ขนส่ง รวมถึงการส่งเสริมพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง รมช.คมนาคม สองปี ได้มีโอกาสผลักดัน จัดประชุม ครม.สัญจร ที่นครพนม เป็นที่มาของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย สนับสนุนงบประมาณ เกือบ 30 ล้านบาท อนุมัติจัดงานมหกรรมไหลเรือไฟโลกปีแรก รวมถึงการพัฒนาเส้นทางคมนาคมสายหลัก การตั้งคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ถือว่าสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับนครพนม ทุกด้าน
     
    อีกความสำเร็จ ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของ นครพนม คือ การสร้างความร่วมมือกับภาครัฐเอกชน หน่วยงานเกี่ยวข้อง กระทรวงคมนาคม แก้ไขปัญหาตั๋วเครื่องบินแพง โดยผลักดันให้มีการเพิ่มสายการบิน ระหว่าง นครพนม ไปกลับ กทม. จนเกิดการแข่งขันระหว่างสายการบิน ทำให้ปัจจุบัน นครพนม มีเที่ยวบินวัน ละ 12 เที่ยวบิน บางวันค่าโดยสารประมาณ ตกเที่ยวละ 800-900 บาท  ส่งผลให้มีประชาชน ใช้บริการมากขึ้น จากข้อมูลของสนามบิน นครพนม ช่วงเดือนตุลาคม 2568 พบว่า ผู้โดยสารใช้บริการคึกคักมากสุดในรอบ 20 ปี บางวันมีผู้โดยสารมากกว่า 2,000 คน เดือนเดียวมีผู้ใช้บริการ เกือบ 50,000 คน รวมตลอดทั้งปีมีผู้ใช้บริการมากกว่า 160,000 คน มั่นใจเป็นตัวชี้วัดถึง ตัวเลขเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ในพื้นที่เพิ่มขึ้นแน่นอน
     
    สส.เดือน มนพร เจริญศรี ยังเปิดเผยอีกว่า ส่วนแนวทางการพัฒนาต่อเนื่อง ในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครพนม ได้ผลักดันให้กระทรวงคมนาคม สนับสนุนงบประมาณ พัฒนาสนามบินนครพนม ในส่วนของเส้นทางเข้า ออก ลานจอดรถ การพัฒนารันเวย์ หลุมจอดเครื่องบิน ให้มีความมาตรฐาน รองรับการบริการ สู่เส้นทางการบินนานาชาติ โดยเสนอของบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ดำเนินการพัฒนา ในช่วงระหว่างปี 2568-2570 อยู่ระหว่างการดำเนินการเฟสแรก เพื่อรองรับการผลักดัน เพิ่มเที่ยวบิน เส้นทาง นครพนม กับ เวียดนาม  มั่นใจจะเป็นอีกหนึ่งโครงการ ส่งผลดีต่อการยกระดับนครพนม เป็นเมืองหลักแห่งการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ตามนโยบายของพรรคเพื่อไทย ยืนยันทุกนโยบายประชาชนได้ประโยชน์จริง
     
    #สส.เดือน มนพร เจริญศรี เป็น สส. เขต 2 นครพนม 
    #พรรคเพื่อไทย
    #ผลักดันพัฒนาสนามบินนครพนม เพิ่มเที่ยวบิน
    #แก้ปัญหาตั๋วเครื่องบินแพง
    #เพิ่มเส้นทางบิน นครพนม – เวียดนาม

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/452036&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw326k-CkV7IkWLsTiHn9qWq

  • สื่อเขมรตีข่าว! คนกัมพูชาเมินท่องเที่ยวเมืองไทย เทใจแห่ไป2ประเทศนี้แทน

    สื่อเขมรตีข่าว! คนกัมพูชาเมินท่องเที่ยวเมืองไทย เทใจแห่ไป2ประเทศนี้แทน

    วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.29 น.

    27 ตุลาคม 2568 หนังสือพิมพ์ The Cambodia Morning Post โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กเมื่อคืนวันที่ 26 ต.ค. 2568 ระบุว่า “บ๊ายบายไทยแลนด์ จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวใหม่ของชาวกัมพูชาคือ มาเลเซียและสิงคโปร์”

    ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทย ระบุว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา 10 อันดับชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยมากที่สุดคือ 1.จีน 2.มาเลเซีย 3.อินเดีย 4.เกาหลีใต้ 5.รัสเซีย 6.สปป.ลาว 7.ไต้หวัน 8.ญี่ปุ่น 9.สหรัฐอเมริกา และ 10.สิงคโปร์

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/923818&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ULbmN5U0sekvbIGSeh-zR

  • CGSI : CENTEL แนวโน้มสดใสขึ้นในปี 69 หนุนจากโรงแรมในมัลดีฟส์และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    CGSI : CENTEL แนวโน้มสดใสขึ้นในปี 69 หนุนจากโรงแรมในมัลดีฟส์และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า CENTEL เผยในงาน “Small/Mid cap conference call” ที่ฝ่ายวิเคราะห์ฯจัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ว่า รายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) ของธุรกิจโรงแรมโดยรวมน่าจะเติบโตสูงกว่า 6% แต่ไม่เกิน 15% ในไตรมาส 4/68 นำโดยโรงแรมในญี่ปุ่นและต่างจังหวัดของไทย ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการของฝ่ายวิเคราะห์ฯ ส่วนปี 69 ฝ่ายวิเคราะห์ฯประมาณการว่า CENTEL จะมีรายได้จากธุรกิจโรงแรมเติบโต 19% yoy  จากที่คาดว่าจะลดลง 5% yoy ในปีนี้

    ในปีหน้า ธุรกิจโรงแรมของ CENTEL จะขับเคลื่อนด้วยผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของโรงแรมในมัลดีฟส์ที่เปิดให้บริการไตรมาส 4/68 และไตรมาส 2/68 รวมทั้งการฟื้นตัวของสถิตินักท่องเที่ยวชาวต่างชาติของไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ของธุรกิจโรงแรมในปี 69 อีกทั้ง CENTEL น่าจะได้ประโยชน์จากฐานที่ต่ำในปี 67

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่สำคัญคือ การให้คนไทยสามารถนำค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวมาหักลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้สูงสุด 20,000 บาท ซึ่งมาตรการนี้ให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับการท่องเที่ยวเมืองหลัก 1 เท่าและเมืองรอง 1.5 เท่า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง มีผลตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.ถึง 15 ธ.ค.68 อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินจากมาตรการของรัฐที่คล้ายคลึงกันในอดีต มองว่ามาตรการใหม่อาจไม่ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศมากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจขณะนี้ยังซบเซาและประชาชน ระมัดระวังกับการใช้จ่ายมากขึ้น

    ฝ่ายวิเคราะห์ฯ คาดว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างเช่นการให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวช่วงวันที่ 29 ต.ค.-15 ธ.ค. 68 น่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจอาหารของ CENTEL ด้วยเช่นกัน โดยจะเห็นได้จากช่วงที่รัฐประกาศมาตรการลดหย่อนภาษีตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-30 พ.ย. 67 ซึ่ง CENTEL มีอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) เพิ่มขึ้นจาก 1% yoy ในไตรมาส 1/67 เป็น 2% yoy ทั้งในไตรมาส 2/67 และไตรมาส 3/67 จึงคาดว่าธุรกิจอาหารจะได้รับประโยชน์เล็กน้อยจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาลในไตรมาส  4/68

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI  ปรับเพิ่มคำแนะนำของ CENTEL จาก “ถือ” เป็น “ซื้อ” เนื่องจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีแนวโน้มสดใสขึ้นในปีหน้า โดยประมาณการว่าสถิตินักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะเพิ่มขึ้น 5% yoy เป็น 34.1 ล้านคนในปี 69 และเพิ่มขึ้นอีก 5% yoy เป็น 35.8 ล้านคนในปี 70 ขณะที่ปี 68 ประมาณการว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะลดลง 9% yoy เหลือ 32.5 ล้านคน หลังต้องเผชิญกับปัจจัยลบมากมาย เช่น ความกังวลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว , เหตุแผ่นดินไหว, ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา และเงินบาทแข็ง

    นอกจากนี้ ได้เลื่อนปีฐานการประเมินมูล่าหุ้นเป็นสิ้นปี 69 ส่งผลให้ราคาเป้าหมายใหม่อยู่ที่ 44 บาท หรือเท่ากับ EV/EBITDA 10.75 เท่าในปี 70 (จาก EV/EBITDA 9.8 เท่าในปี 69) แต่ยังคงอยู่ที่ -0.75SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี โดยเชื่อว่า ราคาหุ้นอาจมี upside risk หากสถิตินักท่องเที่ยวชาวจีนฟื้นตัวในปี 69 และโรงแรมในมัลดีฟส์ของ CENTEL มีผลการดำเนินงานดีขึ้น ขณะเดียวกัน การที่โรงแรมในญี่ปุ่นมี RevPAR ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและ บริษัทมี SG&A สูงจากการซื้อกิจการโรงแรมใหม่ใน Osaka จะเป็น downside risk

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/27/588985/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DbzUyTfZS7O2APzftokOj

  • โบรกชี้แรงหนุนมาตรการรัฐ-ท่องเที่ยวฟื้น ดันหุ้นไทยพยุงตัวเหนือ 1,330 จุด

    โบรกชี้แรงหนุนมาตรการรัฐ-ท่องเที่ยวฟื้น ดันหุ้นไทยพยุงตัวเหนือ 1,330 จุด

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยว่า ประเมินดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ในสัปดาห์นี้ (28 – 31 ต.ค. 68) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,290 – 1,330 จุด

    โดยได้รับแรงสนับสนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้น หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนกลับมารุนแรงอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดมีความกังวลต่อเสถียรภาพด้านพลังงาน

    อีกทั้งยังได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ได้แก่ โครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ และ ‘เที่ยวดีมีคืน’ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศในช่วงปลายปี ประกอบกับกรมบัญชีกลางได้ปฏิรูปกระบวนการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ เพื่อเร่งอัดฉีดเงินงบประมาณประจำปีและงบเบิกเหลื่อมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 4 ล้านล้านบาท ช่วยพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

    และล่าสุดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รายงานว่า ‘Airline Focus Strategy’ ปลุกท่องเที่ยวระยะไกลคึกคัก เผยอานิสงส์เศรษฐกิจยุโรปฟื้น – สายการบินเพิ่ม 5 เส้นทางบินตรงยุโรป – ไทย ดันตลาดคึกคัก

    ด้านกระทรวงพลังงานเตรียมเปิด 4 โครงการสำคัญภายในเดือนพฤศจิกายน ได้แก่ โซลาร์ฟาร์มชุมชน, โซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร, โซลาร์บนหลังคาบ้าน และระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์สำหรับหน่วยงานรัฐ คาดช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 50,000 ล้านบาท พร้อมผลักดันพลังงานสะอาดทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศยังคงน่าจับตา จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาด GDP ไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัว 1.5% ก่อนชะลอลงเหลือ 1.3% ในไตรมาส 4 แม้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ เช่น “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ซึ่งช่วยเพิ่ม GDP ราว 0.2–0.3% โดยประมาณการทั้งปีอยู่ที่ 2.2% ขณะที่คาดว่า GDP ปี 2569 จะโตเพียง 1.6% จากแรงกดดันเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ

    ปัจจัยในประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง

    • สัปดาห์ที่ 5 สศค. รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค, สศอ. แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม
    • วันที่ 31 ต.ค. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย 

    ปัจจัยต่างประเทศที่ยังเฝ้าติดตาม

    • วันที่ 28 ต.ค. สหรัฐฯรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนต.ค.และราคาบ้านเดือนส.ค.
    • วันที่ 29 ต.ค. สหรัฐฯรายงานสต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์
    • วันที่ 28-29 ต.ค. ประชุมธนาคารกลางสหรัฐ ครั้งที่ 7/68 ซึ่งจะมีมติเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (FED Fund Rate)
    • วันที่ 30 ต.ค. ‘ทรัมป์’ ผู้นำสหรัฐฯ และ ‘สี จิ้นผิง’ ผู้นำจีนเตรียมพบกันในการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ที่เกาหลีใต้

    ด้านนายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวเสริมว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากกรณีที่ภาครัฐประกาศปลดล็อกให้ร้านอาหารสามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ซึ่งเดิมเป็นช่วงเวลาห้ามขายตามกฎหมาย

    ส่งผลเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มเครื่องดื่มและค้าปลีก อาทิ CBG, MENA, BJC, CPALL, CPAXT, TNP, KK และ MOTHER เป็นต้น โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายและกระตุ้นการบริโภคในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวและร้านอาหารที่มีนักท่องเที่ยวหมุนเวียนสูง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/642478&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kyCoG-V9t3BNnsYvNszQH

  • คนไทยแห่เที่ยวต่างประเทศ โตเกียวครองแชมป์จุดหมายปลายทาง

    คนไทยแห่เที่ยวต่างประเทศ โตเกียวครองแชมป์จุดหมายปลายทาง

    คนไทยแห่เที่ยวต่างประเทศ โตเกียวครองแชมป์จุดหมายปลายทาง

    วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เปิดเผยว่าช่วงปิดเทอมของครอบครัวชาวไทย ความสนใจในการเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นเมื่ออ้างอิงจากข้อมูลการค้นหาที่พักบนแพลตฟอร์มโดยกรุงโซลมีความสนใจเพิ่มถึง 33% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ขึ้นแท่นจุดหมายปลายทางที่มีการค้นหาเพิ่มขึ้นมากที่สุด แซงหน้าเซี่ยงไฮ้ซึ่งเคยครองตำแหน่งดังกล่าว

    กรุงโตเกียวยังคงครองตำแหน่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับหนึ่งสำหรับการท่องเที่ยวของครอบครัวชาวไทยเป็นปีที่สองติดต่อกันปัจจัยสำคัญอาจมาจากสภาพอากาศที่เย็นสบายรวมถึงบรรยากาศอบอุ่นที่เหมาะกับการพักผ่อนทั้งครอบครัว อัดแน่นไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทุกวัยเช่นโตเกียวดิสนีย์แลนด์ ดิสนีย์ซี หรือสวนสัตว์อูเอโนะ ทั้งหมดนี้ช่วยสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ทั้งสนุกและน่าประทับใจ ท่ามกลางฤดูใบไม้ร่วงที่สวยงามและเงียบสงบในเดือนตุลาคม ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว

    ทั้งนี้การท่องเที่ยวในประเทศก็ยังคงได้รับความนิยมมีการค้นหาเพิ่มถึง 26% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จุดหมายปลายทางยอดนิยมยังคงเป็นเมืองชายทะเล โดยพัทยาขึ้นแท่นจุดหมายปลายทางยอดนิยมในประเทศอันดับที่หนึ่งด้วยจำนวนการค้นหาเพิ่มขึ้น 14% ตามมาด้วยอันดับสองคือ หัวหิน ที่มีการค้นหาเพิ่มขึ้น 12%  กรุงเทพฯตามมาเป็นอันดับที่สามด้วยการค้นหาที่เพิ่ม20%ยังคงเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมหลากหลาย

    อันดับ4คือชลบุรีมียอดการค้นหาเพิ่ม 30% สามารถดึงดูดครอบครัวด้วยแหล่งท่องเที่ยวอย่างสวนสัตว์เปิดเขาเขียว และ นินจาพาร์ค  ขณะที่เขาใหญ่ ปิดท้ายในอันดับ5.ด้วยบรรยากาศธรรมชาติที่สดชื่นมียอดการค้นหาเพิ่มขึ้น 23% จุดหมายปลายทางทั้งหมดนี้อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เดินทางสะดวก

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้าเปิดเผยว่าช่วงปิดเทอมคือเวลาพิเศษที่ครอบครัวจะได้ใช้เวลาดีๆร่วมกัน อโกด้าจึงออกแบบแพลตฟอร์มให้ใช้งานง่าย สำหรับครอบครัวที่กำลังวางแผนทริปในช่วงปิดเทอม อโกด้าช่วยให้การเดินทางเป็นเรื่องง่าย ด้วยตัวเลือกที่พักมากกว่า 6 ล้านแห่ง เส้นทางบินกว่า 130,000 เส้นทาง และกิจกรรมให้เลือกมากกว่า 300,000 รายการ ซึ่งสามารถจองรวมกันได้สะดวกในครั้งเดียวผ่านแอป Agoda หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ Agoda.com เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/923741&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mqrtjZS3JQUUpmi-zMunw

  • ทำไมCPNเลือกลงทุน‘เซ็นทรัล กระบี่’

    ทำไมCPNเลือกลงทุน‘เซ็นทรัล กระบี่’

    ล่าสุด บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา ได้เข้ามาลงทุนเพื่อเปิด ‘เซ็นทรัล กระบี่’ ด้วยมูลค่าการลงทุน 4,500 ล้านบาท เป็นศูนย์การค้าลำดับที่ 44 ของเซ็นทรัลพัฒนา และยังเป็นแห่งที่ 6 ในภาคใต้อีกด้วย ถามว่าทำไม CPN ถึงสนใจมาลงทุนทำเลแห่งนี้ ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา ก็มีคำตอบให้หลายประเด็น

    อย่างแรกเลยคือ ด้านการท่องเที่ยว จะเห็นได้ว่ากระบี่เป็นหนึ่งในจังหวัดศักยภาพสูงของภาคใต้ เป็น Tourism Powerhouse of Andaman ที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวปี 2567 กว่า 91,000 ล้านบาท แน่อนว่าต้องติด Top 5 ของประเทศ (ไม่รวมกรุงเทพฯ) และคาดว่าปี 2568 รายได้จากการท่องเที่ยวจะเติบโตแตะ 1 แสนล้านบาท!!!! จากจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 6.3 ล้านคนต่อปี โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพจากยุโรป มาเลเซีย อินเดีย และสิงคโปร์

    ส่วนโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งของจังหวัดกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะการขยายท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ เทอร์มินัลใหม่ที่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 8 ล้านคนต่อปี โดยล่าสุดมีจำนวนเที่ยวบินในเดือน ต.ค.68 เฉลี่ย 900 เที่ยว และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวไฮซีซัน โดยเฉพาะในกลุ่มยุโรป สแกนดิเนเวีย อินเดีย ตะวันออกกลางและเอเชียที่มีการเชื่อมต่อเส้นทางบินใหม่กว่า 40 เที่ยวต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีโครงการท่าเรือวงแหวนอันดามัน ที่เชื่อมกระบี่-ภูเก็ต-พังงา เป็น Triangle of Andaman รองรับเรือเฟอร์รี่ความเร็วสูง สร้าง Seamless Connectivity ครบทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล

    ด้านประชากรในจังหวัด มีกำลังซื้อเติบโตต่อเนื่องจากทั้งคนในพื้นที่และแรงหนุนของนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยกระบี่มีประชากรราว 480,000 คน แต่อยู่ในกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงของภาคใต้ โดยกว่า 70% เป็นคนวัยทำงาน วัยรุ่น และครอบครัวรุ่นใหม่ที่มีกำลังใช้จ่ายและเปิดรับไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ อีกทั้งยังมีกลุ่มผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยว นักลงทุนรุ่นใหม่ รวมถึง Expats และ Long-Stay Residents ที่เข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของจังหวัดกระบี่

    โดยข้อมูลจาก The 1 Insight คนกระบี่ส่วนใหญ่มีกำลังซื้อสูง ด้านภาพรวมการใช้จ่ายภาคใต้ พบมีการใช้จ่ายสูงสุด เฉลี่ยกว่า 10,000 บาทต่อบิล ในกลุ่มสินค้า Luxury ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศถึง 2 เท่า และเพิ่มขึ้นกว่า 22% ในช่วง High Season โดยเฉพาะกลุ่มแฟชั่น มียอดใช้จ่ายเฉลี่ยเกือบ 20,000 บาทต่อบิล สะท้อนถึงศักยภาพของกลุ่มลูกค้าภาคใต้ที่มีกำลังซื้อสูง และมีความพร้อมในการจับจ่ายสินค้าพรีเมียม การเปิดศูนย์การค้าใหม่ในพื้นที่จึงช่วยตอบโจทย์และอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

    สิ่งที่เซ็นทรัลพัฒนาให้ความสำคัญมากๆ กับการมาเปิดเซ็นทรัล กระบี่ ในครั้งนี้คือความเป็นท้องถิ่นและเรื่องของความยั่งยืน อย่างสินค้าแบรนด์ไทย ก็จะมี Hug Craft, Good Goods, Jim Thompson ตอบโจทย์ทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว พร้อมการออกแบบภายใต้แนวคิด “Made by Krabi-สัมผัสความสุขจากทุกความเป็นกระบี่” ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากหมู่เกาะ ใบปาล์ม และเรือหัวโทง ผ่านอาคาร Semi-Outdoor ที่ผสานธรรมชาติกับชีวิตเมือง พร้อมมาสคอต “น้องปูอันดา” สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของอันดามัน รวมถึงมุ่งสู่การเป็นศูนย์การค้าแห่งแรกของไทยที่ได้รับการรับรอง EDGE Zero ด้วยมาตรฐานอาคารสีเขียวระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการลดพลังงานกว่า 40% พร้อม Solar Cell 14,400 ตร.ม. ผลิตไฟฟ้า 3.2 เมกะวัตต์ มากที่สุดของศูนย์ฯ ในเครือเซ็นทรัล รวมถึงถนน Green Road ยาวกว่าครึ่งกิโลเมตร ทำจากพลาสติกรีไซเคิลและ Biochar พร้อม Recycle Station แลกขยะเป็นเงินได้

    นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา ระบุว่า เซ็นทรัล กระบี่ ภายใต้แนวคิด ‘Made by Krabi’ ที่สะท้อนแรงบันดาลใจจากหมู่เกาะ สวนปาล์ม และเรือหัวโทง ให้สถาปัตยกรรมกลมกลืนกับทัศนียภาพเมืองชายทะเลอย่างงดงาม เพื่อให้เป็นเสมือนห้องรับแขกของเมืองที่ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความอบอุ่น และเป็นพื้นที่แห่งความภูมิใจของคนกระบี่ ตลอด 45 ปีที่ผ่านมาเซ็นทรัลพัฒนาเติบโตเคียงคู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์พื้นที่การใช้ชีวิตสำหรับทุกคน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และอนาคตที่ยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ “Imagining Better Futures for All” นั่นเอง.

    รุ่งนภา สารพิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/885595/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1es37m-kGKi7f2FzjS4EK_

  • สตง. ตรวจพบความเสี่ยงของงบอุดหนุนโครงการเสาไฟแอลอีดีพลังงานแสงอาทิตย์ คืนงบกว่า 43 ล้านบาท ป้องกันความเสียหายงบแผ่นดิน

    สตง. ตรวจพบความเสี่ยงของงบอุดหนุนโครงการเสาไฟแอลอีดีพลังงานแสงอาทิตย์ คืนงบกว่า 43 ล้านบาท ป้องกันความเสียหายงบแผ่นดิน

    สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบโครงการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ตามแผนยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อจัดซื้อชุดเสาไฟถนนโคมไฟแอลอีดีพลังงานแสงอาทิตย์ ตามบัญชีนวัตกรรมไทย ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดปัตตานี

    การตรวจสอบเริ่มต้นจากเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ พบว่าหลายโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในจังหวัดปัตตานี มีลักษณะการดำเนินโครงการที่ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนดไว้ ดังนี้

    พบการจัดสรรงบไม่ตรงวัตถุประสงค์

    จากการตรวจสอบพบว่า อปท. หลายแห่งเสนอขอรับงบประมาณภายใต้ “โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว” แต่พื้นที่ที่ดำเนินการกลับไม่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวตามหลักเกณฑ์ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เช่น ไม่มีศักยภาพทางการท่องเที่ยว ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวเดิม หรือไม่มีความเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนดไว้

    นอกจากนี้ ยังพบว่าบาง อปท. มีการกำหนดจุดติดตั้งเสาไฟฟ้าในพื้นที่ไม่เหมาะสม เช่น ถนนที่เป็นซอยขนาดเล็ก พื้นที่ในสวนยางพาราที่มีร่มเงามาก แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง ทำให้ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญเปล่าของงบประมาณ

    การดำเนินการแก้ไขและคืนงบประมาณ

    จากข้อเท็จจริงที่ตรวจพบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดปัตตานีได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยบางโครงการมีการยกเลิกหรือปรับปรุงโครงการให้เหมาะสม รวมถึงคืนงบประมาณให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รวมกว่า 43 ล้านบาท ทั้งนี้ได้ปรับจุดติดตั้งเสาไฟให้สอดคล้องตามหลักวิศวกรรม เพื่อให้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากขึ้น

    ยกระดับการกำกับดูแลงบประมาณท้องถิ่น

    นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เปิดเผยว่า ผลการตรวจสอบกรณีดังกล่าวจะเป็นแนวทางในการขยายผลไปยังภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อยกระดับการกำกับดูแลการใช้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/967022&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IIVY9lQFbHuSW1gbtTyV7

  • ลัดเลาะ ‘บางกรวย’ เมืองต้องแชร์ จัดเต็มทุกกิจกรรม สัมผัสตำนานวิถีชีวิตชาวบางกรวย

    ลัดเลาะ ‘บางกรวย’ เมืองต้องแชร์ จัดเต็มทุกกิจกรรม สัมผัสตำนานวิถีชีวิตชาวบางกรวย

    ลัดเลาะ ‘บางกรวย’ เมืองต้องแชร์ จัดเต็มทุกกิจกรรม สัมผัสตำนานวิถีชีวิตชาวบางกรวย

    วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.00 น.

    บางกรวยเมืองที่ทุกคนห้ามพลาด เพราะงานหลงเสน่ห์บางกรวยภายใต้แนวคิดเมืองต้อง Share, Rare บางกรวยที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มัดรวมของดีบางกรวยทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค ไว้ที่ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง พร้อมทริปท่องเที่ยวลัดเลาะรอบเกาะตามเส้นทางบางกรวย แบบ One Day Trip ด้วยรถ EV BUS กฟผ. ที่จะนำพานักท่องเที่ยวชมดินแดนอารยธรรมลุ่มแม่น้ำ 3 คลอง สัมผัสเรื่องเล่า ตำนาน วิถีชีวิตชาวบางกรวย

    นายอภิชัย อร่ามศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า เพื่อร่วมอนุรักษ์ ถ่ายทอด และแบ่งปันเสน่ห์ของท้องถิ่นในมุมที่ “หายาก” แต่ “มีคุณค่า” ไม่เพียงสร้างความสุขให้กับคนในพื้นที่ แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ดังนั้น  การจัดงาน “หลงเสน่ห์บางกรวย” นี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดสิ่งดีงามในพื้นที่ ให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

    ด้าน นายสหรัฐ โพธิโต รองผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า งานนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของชุมชนบางกรวย ที่พร้อมใจกันนำเสนอของดี ของเด่น ของหายาก ที่มีอยู่ในพื้นที่ของตนอย่างภาคภูมิใจ และการจัดงานฯ จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่งดงามให้กับบางกรวย และเป็นอีกก้าวหนึ่งในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดนนทบุรีให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ อย่างยั่งยืน

    นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง เป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปันความรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับเยาวชนและประชาชนทั่วไป ที่สำคัญยังเป็นพื้นที่เปิดกว้างในการสร้างสรรค์กิจกรรมและร่วมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง กฟผ. กับพี่น้องชุมชนรอบข้าง โดยเฉพาะ “ชุมชนบางกรวย” ที่อยู่ร่วมกันด้วยมิตรภาพและความเข้าใจมาอย่างยาวนาน

    สำหรับไฮไลท์ ภายในงานทุกคนจะได้ชอปสินค้าและของฝากชุมชน ทั้งของกินของใช้จากผู้ประกอบการท้องถิ่น รวมถึงของฝากน่ารักๆติดไม้ติดมือกลับไปฝากคนที่บ้าน ขณะเดียวกันทุกคนจะได้เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวบางกรวยแบบที่ไม่เคยรู้มาก่อน เพราะที่นี่มีแหล่งเรียนรู้และจุดท่องเที่ยวสำคัญมากอาย อาทิ นิทรรศการพลังงานไฟฟ้าของศูนย์การเรียนรู้ฯ กฟผ. และเดินทางไปชมศูนย์อนุรักษ์สายพันธุ์ทุเรียนพื้นเมือง ที่สวนคุณแผ่นดิน ซึ่ง พี่ปูชคดี นนทสวัสดิ์ศรี บอกว่า ต้องการรักษาพันธุ์ทุเรียนพื้นเมือง จึงตั้งใจปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่สวน ด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ ที่สำคัญต้องการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำสวนทุเรียน 

    จากนั้นเดินทางต่อไปยัง จุดชมฝูงนกแก้วโม่งฝูงสุดท้าย ที่วัดสวนใหญ่  ซึ่งจากคำบอกเล่าของคนพื้นที่ นกแก้วโม่งฝูงนี้จะออกหากินในช่วงเช้า และกลับมาเข้ารังในช่วงเย็น โดยนกแก้วโม่ง ถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ 2562 หากใครจับหรือทำร้ายมีโทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือหากมีไว้ในความครอบครองเพื่อการค้า มีโทษจำคุก 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท

    และเดินทางต่อไปยังสถานที่เกี่ยวเนื่องกับตำนานนายไกรหนุ่มเมืองนนท์ผู้ปราบจระเข้ที่เมืองพิจิตร ที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริง ก่อนจะจบทริปที่ คาเฟ่ท่ามกลางธรรมชาติบรรยากาศร่มรื่น ป่าก์ คาเฟ่ ที่คาเฟ่แห่งนี้ถูกล้อมรอบด้วยพันธุ์ไม้นานาพันธุ์ และผลไม้หลากหลาย เช่น ส้มโอ กล้วยหอม อีกทั้งภายในคาเฟ่ยังมีกิจกรรม Workshop สุดสร้างสรรค์ให้ครอบครัวได้ร่วมสนุกมากมาย

    สามารถเดินทางไปได้ด้วย รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ลงสถานีบางอ้อ แล้วต่อรถรับจ้างสาธารณะ , เรือด่วนเจ้าพระยา ขึ้นที่ท่าเรือสะพานพระราม 7 , รถเมล์สาย 50 และ 179 ลงที่อู่รถสาย 50 ฝั่งตรงข้ามศูนย์การเรียนรู้ฯ หรือจะเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว สามารถจอดได้ที่ศูนย์การเรียนรู้ฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-436-8952 (ในวันและเวลาทำการ)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/923819&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p5Fhh1nn8ge_OYJGh3Oq3

  • สศท.2 ศึกษาแนวทาง “เกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยว” สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นภาคเหนือตอนล่าง

    สศท.2 ศึกษาแนวทาง “เกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยว” สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นภาคเหนือตอนล่าง

    นางธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศท.2 ได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรณีศึกษา จ.พิษณุโลก และสุโขทัย เพื่อใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และมาตรการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยว สร้างเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนท้องถิ่น เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนภายใต้นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง

    นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 (พ.ศ. 2566 – 2570) ที่สนับสนุนและผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เชิงเกษตรและวัฒนธรรม โดยการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากและชุมชนท้องถิ่น

    จากการลงพื้นที่ของ สศท.2 พบว่า จ.พิษณุโลก มีต้นแบบการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ได้แก่ ฟาร์มธรรมชาติภัณฑ์ ต.บ้านยาง อ.วัดโบสถ์ โดยมีนายครรชิต วิเศษสมภาคย์ เป็นเจ้าของฟาร์ม เน้นการทำเกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยวโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบนพื้นที่ 80 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ ผลิตพืชผักตามมาตรฐานระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) อาทิ ผักสลัด คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง ดอกชมจันทร์ มะนาว และกล้วยน้ำว้า ผลผลิตร้อยละ 95 นำไปแปรรูปเป็นเมนูอาหารและเครื่องดื่มภายในร้านอาหารของฟาร์ม ส่วนอีกร้อยละ 5 จำหน่ายให้นักท่องเที่ยว โดยเปิดฟาร์มให้เลือกเก็บผลผลิตด้วยตนเอง และจำหน่ายผ่านการออกบูธที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พิษณุโลก นอกจากนี้ ยังมีบ้านพักแบบพูลวิลล่า ร้านคาเฟ่ และจุดกางเต็นท์/ดูดาว ไว้ให้บริการในราคาพิเศษ รวมทั้งมีกิจกรรมอื่น ๆ อาทิ นั่งรถกอล์ฟชมฟาร์ม ปั่นจักรยาน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชม 5,000 – 6,000 คน/ปี รายได้จากการผลิตผักอินทรีย์และแปรรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 440,000 บาท/ปี จังหวัดสุโขทัย ได้แก่ ไร่เทียนสว่าง ต.ปากน้ำ อ.สวรรคโลก โดยมีนายเทียน กล่ำบุตร เป็นเจ้าของฟาร์ม บริหารจัดการฟาร์มแบบกลุ่มวิสาหกิจ ทำการผลิตผลไม้และพืชผักปลอดสารเคมี บนพื้นที่ 110 ไร่ อาทิ ข้าว พืชผักตามฤดูกาล ฝรั่งหงเป่าสือ มะพร้าวน้ำหอม กล้วยน้ำว้า และมีการเลี้ยงปศุสัตว์และประมง ผลผลิตร้อยละ 70 จำหน่ายทางออนไลน์ Facebook : ไร่เทียนสว่าง สุโขทัย และหน้าร้าน ส่วนอีกร้อยละ 30 นำไปแปรรูปเป็นเมนูอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหารของฟาร์ม และวางขายใน Shop Young Smart Famer

    นอกจากนี้ ยังมีฐานการเรียนรู้ อาทิ น้ำหมักชีวภาพ น้ำหมักมูลไส้เดือน ปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุ เลี้ยงแหนแดง อาหารเม็ดเลี้ยงไก่/กบ และอาหารผสมเลี้ยง ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวและคณะศึกษาดูงานเข้ามาเรียนรู้ด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 10,000 – 12,000 คน/ปี ทั้งนี้ รายได้จากการผลิตผลไม้และพืชผักปลอดสารเคมี เฉลี่ยอยู่ที่ 1,500,000 บาท/ปี

    อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาดังกล่าว สศท.2 จะนำเสนอต่อเวทีการประชุมคณะกรรมการระดับจังหวัด เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำแผนงานโครงการเสนอขอสนับสนุนงบพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยวในพื้นที่ให้มากขึ้น ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างให้ยั่งยืน ควรมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการผลิต การรับรองมาตรฐานสินค้า และมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย พัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายและเส้นทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง รวมถึงพัฒนาช่องทางการตลาด และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนงานโครงการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมาย อาทิ โครงการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่ตลาดพรีเมียม และมาตรฐานท่องเที่ยวเชิงเกษตร โครงการเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาฐานข้อมูลและศึกษาวิจัยการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ โครงการสร้างระบบเชื่อมโยงเครือข่ายแหล่งท่องเที่ยว โครงการตลาดเกษตรอินทรีย์ในแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสัญจร และโครงการเพิ่มศักยภาพการสื่อสารสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ทั้งระบบ เพื่อให้หน่วยงานระดับพื้นที่นำไปจัดทำข้อเสนอโครงการขอรับสนับสนุนงบพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ต่อไป

    ทั้งนี้ หากท่านใดสนใจข้อมูลผลการศึกษาเชิงลึก สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.2 โทร 0 5532 2650 และ 0 5532 2658 หรืออีเมล์ zone2@oae.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/252451&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-gORfayjKUz1Wsyg8zbFA

  • สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ คว้า “รางวัลแห่งความยั่งยืน” ตอกย้ำแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ระดับประเทศ

    สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ คว้า “รางวัลแห่งความยั่งยืน” ตอกย้ำแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ระดับประเทศ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106375&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nCzcN-XD–91Dbh4PS5Ao