Category: ท่องเที่ยว

  • วิกฤตเงียบญี่ปุ่น! นักท่องเที่ยวทะลักจาก 8 สู่ 42 ล้านคน แต่โครงสร้างเมืองเริ่มตามไม่ทัน

    วิกฤตเงียบญี่ปุ่น! นักท่องเที่ยวทะลักจาก 8 สู่ 42 ล้านคน แต่โครงสร้างเมืองเริ่มตามไม่ทัน

    ปัญหาคอขวดในเกียวโตและหลายเมืองใหญ่ในญี่ปุ่น กำลังสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวญี่ปุ่น

    เมื่อประเทศต้องเผชิญโจทย์สำคัญในการออกแบบ นโยบายการพัฒนาเมืองและระบบภาษี เพื่อรับมือกับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    ‘โอเวอร์ทัวริซึม’ ที่ยังแก้ไม่ตก

    การถกเถียงเรื่อง “โอเวอร์ทัวริซึม” หรือภาวะท่องเที่ยวล้นเกินในญี่ปุ่นเวลานี้ ยังคงให้น้ำหนักกับประเด็นมารยาทนักท่องเที่ยว แม้จะเป็นเรื่องสำคัญ และบางกรณีจำเป็นต้องมีกฎระเบียบที่เข้มงวด แต่การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

    หากเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวที่รัฐบาลญี่ปุ่นผลักดันมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น เมื่อความสำเร็จเกิดจากนโยบาย การแก้ปัญหาก็จำเป็นต้องอาศัย ‘การบริหารนโยบาย’ เช่นกัน

    โดยเมื่อเร็วๆนี้ แผนด้านการท่องเที่ยวฉบับใหม่ของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจากราว 8.61 ล้านคนในปี 2010 เพิ่มขึ้นเป็น 42.68 ล้านคนในปี 2025

    ขณะที่รายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติพุ่งจาก 1.1 ล้านล้านเยน หรือราว 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 9.5 ล้านล้านเยน

    รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้กลายเป็น อุตสาหกรรมส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากอุตสาหกรรมยานยนต์

    พร้อมคงเป้าหมายปี 2030 ไว้ที่นักท่องเที่ยว 60 ล้านคน และตั้งเป้าเม็ดเงินใช้จ่าย 15 ล้านล้านเยน แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า ปัญหาความแออัด พฤติกรรมรบกวน และความไม่พอใจของประชาชน กำลังคุกคามแรงสนับสนุนจากสาธารณชน ต่อการเติบโตของภาคท่องเที่ยวในระยะยาว

    แม้การวิเคราะห์ปัญหาจะถือว่า “ตรงจุด” แต่ข้อเสนอเชิงนโยบายกลับยังอ่อนแรงเกินไป

    หนึ่งในเป้าหมายใหม่ที่พยายามแก้ไขของรัฐบาลญี่ปุ่นให้ความเห็นชอบแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวขั้นพื้นฐาน โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนพื้นที่ที่มี มาตรการรองรับภาวะท่องเที่ยวล้นเมือง (overtourism) ให้ครบ 100 แห่งภายในปี 2030

    เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริม การท่องเที่ยวกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเพิ่มจาก 47 แห่ง ในปี 2025

    อย่างไรก็ตาม เกณฑ์วัดผลยังเป็นเพียงเชิงกระบวนการ กล่าวคือ พื้นที่จะถูกนับรวมก็ต่อเมื่อมีเวทีรับฟังประชาชนและมีแผนรับมือปัญหาความแออัดหรือมารยาทนักท่องเที่ยว

    แม้แนวทางดังกล่าวอาจมีประโยชน์ในระดับหนึ่ง แต่ ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนขึ้นรถโดยสาร ไม่ช่วยสถานีรถไฟระบาย ไม่ลดต้นทุนทัศนศึกษาของนักเรียนที่เดินทางมาเกียวโต ได้ง่ายขึ้น และ รายได้จากการท่องเที่ยวถูกนำกลับมาใช้แก้ปัญหาที่การท่องเที่ยวเกิดขึ้นจริง

    ทว่าแผนดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาญี่ปุ่นซ้ำ โดยเชื่อว่าคนกลุ่มนี้เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากกว่า และมีแนวโน้มเดินทางออกนอกเมืองท่องเที่ยวหลักมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นจริงบางส่วน แต่การคัดเลือก ‘กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย’ ไม่ใช่กลไกแก้ปัญหาความแออัดเสียทีเดียว

    นักท่องเที่ยวที่เคยมาญี่ปุ่นหลายครั้งอาจรู้สึกคุ้นเคยกับประเทศมากขึ้น แต่ความคุ้นเคยไม่ได้หมายถึง ‘การเข้าถึงที่ง่ายขึ้น’ ไม่ได้ทำให้ตารางรถโดยสารในภูมิภาคอ่านง่ายขึ้น หรือทำให้ระบบขนส่งช่วงสุดท้ายมีประสิทธิภาพขึ้น

    แม้แต่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเอง ก็ยังคงกระจุกตัวอยู่ในโตเกียว เกียวโต และจุดหมายปลายทางยอดนิยมเช่นเดิม

    สิ่งที่ญี่ปุ่นต้องการ จึงไม่ใช่เพียงการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ แต่คือ ‘แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ’ ที่ชัดเจนกว่านี้

    กรณีของปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) ถือเป็นอีกตัวอย่างสำคัญ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ผู้ใหญ่ที่มีทะเบียนบ้านในเมืองฮิเมจิจะเสียค่าเข้าชมเพียง 1,000 เยน ขณะที่ผู้ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ต้องจ่าย 2,500 เยน นี่ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติต่อชาวต่างชาติ แต่เป็นการแยกระหว่าง ‘ผู้อยู่อาศัย’ กับ ‘ผู้มาเยือน’

    เพราะในความเป็นจริง คนท้องถิ่นได้ช่วยแบกรับต้นทุนของสถานที่ผ่านระบบภาษีท้องถิ่นอยู่แล้ว ขณะที่นักท่องเที่ยวสร้างต้นทุนเพิ่มเติม ทั้งค่าบำรุงรักษา ค่าแรงพนักงาน บริการหลายภาษา และการจัดการฝูงชน

    แนวคิดเดียวกันนี้ควรถูกขยายไปสู่นโยบายในวงกว้าง เพราะเมื่อผู้ใช้งานสร้างต้นทุนแตกต่างกัน นโยบายก็ไม่ควรปฏิบัติต่อทุกคนเสมือนเป็น ‘ลูกค้ากลุ่มเดียวกัน’

    ปัญหาเชิงระบบ “ช้อปปิ้งปลอดภาษี”

    หนึ่งในประเด็นสำคัญคือระบบ “ช้อปปิ้งปลอดภาษี” ของญี่ปุ่น ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2026 ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนไปใช้ระบบคืนภาษีรูปแบบใหม่ โดยนักท่องเที่ยวต้องจ่ายราคาสินค้ารวมภาษีก่อน และจะได้รับเงินคืนหลังศุลกากรยืนยันว่าสินค้าถูกนำออกนอกประเทศจริง ซึ่งช่วยลดการทุจริตได้

    แต่ทว่ายังไม่ได้ตอบคำถามสำคัญกว่าเดิมว่า เหตุใดรัฐบาลยังต้องอุดหนุนการจับจ่ายของนักท่องเที่ยว ในพื้นที่ที่กำลังเผชิญความแออัดอยู่แล้ว

    แม้ในแผนพื้นฐานเองจะยอมรับว่าคุณภาพชีวิตของประชาชน คือเงื่อนไขสำคัญของการเติบโตด้านการท่องเที่ยว แต่ในอีกด้านกลับยังใช้มาตรการปลอดภาษีเป็นกลไกกระตุ้นการบริโภคต่อไป

    ในความเป็นจริง มีนักท่องเที่ยวจำนวนน้อยมากที่ตัดสินใจ บินมาญี่ปุ่นเพียงเพราะเครื่องสำอางราคาถูกลง 10% การอุดหนุนการช้อปปิ้งในวงกว้างจึงอาจเป็นนโยบายที่ ‘ผิดเป้า’ และยิ่งซ้ำเติมความแออัดในย่านค้าปลีกยอดนิยมอย่าง ชิบูย่า โดทงโบริ หรือใจกลางเกียวโต

    แนะออกแบบระบบคืนภาษีใหม่ เพิ่มแรงจูงใจซื้อสินค้าท้องถิ่น

    ข้อเสนอที่เหมาะสมกว่า คือ การจำกัดและออกแบบระบบคืนภาษีใหม่ โดยควรรักษาหรือเพิ่มแรงจูงใจให้กับสินค้าหัตถกรรมท้องถิ่น ผู้ผลิตในภูมิภาค หรือสินค้าที่ซื้อนอกเส้นทางท่องเที่ยวหลักอย่างโตเกียว-เกียวโต-โอซาก้า-ภูเขาฟูจิ รวมถึงสินค้าที่จัดส่งตรงไปต่างประเทศ ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายใหม่ได้จริง มากกว่าการสนับสนุนกระเป๋าเดินทางอีกใบที่เต็มไปด้วยเครื่องสำอางลดราคา

    ภาคโรงแรมเองก็จำเป็นต้องมี ‘การแบ่งกลุ่มลูกค้า’ เช่นกัน ญี่ปุ่นต้องการอุตสาหกรรมที่พักที่สร้างกำไรได้มากขึ้น หลังจากราคาห้องพักในหลายพื้นที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมานาน

    แต่หากโรงแรมทุกแห่งต่างแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง การเดินทางเพื่อธุรกิจภายในประเทศและทัศนศึกษาของนักเรียนก็จะกลายเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง

    โรงแรมธุรกิจอาจไม่หรูหรา แต่ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ทั้งสำหรับพนักงานขาย วิศวกร ข้าราชการ พนักงานบริษัทขนาดเล็ก และนักเรียน ที่จำเป็นต้องเดินทางทั่วประเทศโดยไม่ให้ทุกทริปกลายเป็น ‘ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย’

    ข้อมูลจากโตเกียวโชโกะ ระบุว่า ราคาห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมธุรกิจและโรงแรมในเมืองที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพิ่มขึ้น 12.6% ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2025 มาอยู่ที่ 16,679 เยนต่อคืน

    ขณะที่สถานีโทรทัศน์ MBS รายงานว่า จำนวนนักเรียนที่เดินทางทัศนศึกษามายังเกียวโตลดลงจาก 810,000 คนในปี 2023 เหลือ 750,000 คนในปี 2024 เนื่องจากค่าที่พักและค่ารถโดยสารที่เพิ่มสูงขึ้น

    การปรับขึ้นภาษีที่พักของเมืองเกียวโตจึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวก ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2026 เมืองเกียวโตได้เพิ่มเพดานภาษีที่พักสูงสุดเป็น 10,000 เยนต่อคนต่อคืน สำหรับห้องพักราคาตั้งแต่ 100,000 เยนขึ้นไป

    ขณะที่ห้องพักระดับล่างยังเสียภาษีในอัตราต่ำ และยังยกเว้นภาษีให้กับการทัศนศึกษาของโรงเรียนและผู้ดูแลที่เข้าเกณฑ์

    ญี่ปุ่นควรต่อยอดแนวคิดนี้ โดยสนับสนุนโรงแรมธุรกิจราคาประหยัด ที่รักษาสัดส่วนห้องพักในระดับราคาที่กำหนด ให้สามารถออกใบกำกับภาษีที่นำไปใช้ขอ เครดิตภาษีการบริโภคคืนได้สำหรับการเดินทางเพื่อธุรกิจภายในประเทศ รวมถึงสนับสนุนส่วนลดสำหรับทัศนศึกษาหรือการเดินทางกลุ่มที่จำเป็นผ่านรัฐบาลท้องถิ่นหรือบริษัททัวร์

    เป้าหมายไม่ใช่การควบคุมราคาห้องพักทั้งหมด แต่เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการ ‘ชาวญี่ปุ่น’ ซึ่งเป็นฟันเฟืองที่ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไป จะไม่ถูกผลักออกจากตลาดเพราะแรงซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ควรมี ‘ระบบติดตามความแออัด’ และเร่งแก้ปัญหานักท่องเที่ยวทิ้งกระเป๋าเดินทาง

    อีกหนึ่งปัญหาที่ญี่ปุ่นมี “คำตอบอยู่แล้ว” แต่ยังไม่สามารถผลักดันให้เป็นมาตรฐาน คือเรื่องสัมภาระของนักท่องเที่ยว

    แม้เครือข่ายขนส่งสัมภาระของญี่ปุ่นจะได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่การประชาสัมพันธ์บริการดังกล่าวกลับช้าเกินไป หลังนักท่องเที่ยวเดินทางถึงสถานีแล้ว

    แผนพื้นฐานฉบับใหม่ยอมรับตรงกันว่า กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ของนักท่องเที่ยวกำลังสร้างความแออัดและมลภาวะทางเสียงบนรถไฟและรถโดยสาร แม้รัฐบาลเสนอแนวคิด ‘ท่องเที่ยวแบบไม่ถือกระเป๋า’ แต่การรณรงค์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

    ญี่ปุ่นควรนำรายได้จากภาษีนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศมาอุดหนุนบริการส่งสัมภาระจากสนามบินไปยังโรงแรมสำหรับการใช้งานครั้งแรก พร้อมผลักดันให้สายการบิน เว็บไซต์ Visit Japan ป้ายสนามบิน อีเมลยืนยันการจอง และแอปพลิเคชันท่องเที่ยวต่าง ๆ นำเสนอบริการดังกล่าวตั้งแต่ก่อนเดินทางมาถึง โดยสื่อสารอย่างเรียบง่ายว่า ไปถึงโรงแรมได้โดยไม่ต้องลากกระเป๋า และไม่มีค่าใช้จ่าย

    ท้ายที่สุด ญี่ปุ่นจำเป็นต้องมี ‘ระบบติดตามความแออัด’ อย่างต่อเนื่อง สำหรับสถานีรถไฟ สถานีขนส่ง และจุดเชื่อมต่อสนามบิน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แรงกดดันจากการท่องเที่ยวปรากฏขึ้นก่อนจะลุกลามไปยังวัด โรงแรม หรือย่านช้อปปิ้ง และสถานีเกียวโตควรถูกใช้เป็นหนึ่ง ในพื้นที่ทดสอบนโยบายประเทศ

    ภาพ: Shutterstock yoshi0511

    อ้างอิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/japan-tourism-crisis-infrastructure-strain/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cqU21j3JbEkSiil5X6DSq

  • มร.ชม.ลงพื้นที่ “ชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์” ค้นหาเมนูอร่อย เรียนรู้ในวิถีอาหารท้องถิ่น

    มร.ชม.ลงพื้นที่ “ชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์” ค้นหาเมนูอร่อย เรียนรู้ในวิถีอาหารท้องถิ่น

    วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 โครงการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ โดย อาจารย์เอกพงศ์ สุริยงค์ ประธานหลักสูตรศิลปะและการออกแบบ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พร้อมทีมงานร่วมลงพื้น ชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์ อย่างต่อเนื่องแม้จะมีฝนเข้าในช่วงนี้

    ลงพื้นที่ถ่ายทำวีดีโอ Step 3 โครงการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์ โดยมี นายพิชิตไพร สำราญ นักวิชาการศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในเก็บการถ่ายวีดีโอในการนำเสนอท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์ มี นางสาวพุทธิพร จันทร์ขจรรัช(ออม) และนางสาวอทิตยา เรือนคำ(เบนซ์) เป็นตัวแทนของเยาวชนนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของอำเภอแม่ออน ที่ วัดสหกรณ์กร 1,อ่างเก็บน้ำ,วัดถ้ำเมืองออน และ บ่อน้ำพุร้อนสันกำแพง

    พักเที่ยงกันที่ “ครัวจิรา แม่ออน” เป็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียงในย่านแม่ออน มีเมนูอาหารไทยและอาหารพื้นเมืองที่หลากหลาย บรรยากาศดี มีท่องเที่ยวในพื้นที่ควรแวะลองลิ้มกันตลอด

    ช่วงบ่ายเดินทางไป “สวนเกษตรธรรมชาติแม่ออน” เป็นศูนย์เรียนรู้ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของ นายอินสอน สุริยงค์ เป็นศูนย์เรียนรู้ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ไปจับปูนา ไป “บ่อน้ำพุร้อนสันกำแพง” เพื่อต้มหน่อไม้อีกวิถีของชาวบ้านที่ทำรายได้ตลอดฤดูการด้วย อุหภูมิความร้อน 30 ถึง 50 องศาเซลเซียส เพื่อต้มหน่อน้ำพุร้อนซึ่งจะรสชาตความอร่อยของหน่อเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารต่อไป

    ค้นเมนูเด็ดของชุมชนกันต่อที่ ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 เริ่มต้นด้วย นางวรารัตน์ ทาเปียง กับเมนู “แกงหน่อไม้” “คั่วหน่อไม้” โดย นางสาวอทิตยา เรือนคำ(เบนซ์) “ข้าวซอยหน่อไม้” โดย นางจันทร์ศรี จันทร์ก๋องแก้ว และปิดท้ายด้วย เมนู “อ่องปูนา” อีกเมนูอาหารสูตรเข้มข้นอร่อย ย่างไฟส่งกลิ่นหอมๆ แล้วร่วมรับประอาหารร่วมกัน ท่ามกลางทะเลหมอกสวยๆฟ้าหลังฝน ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน บ้านสหกรณ์ ตำบลบ้านสหกรณ์ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่

    “สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงอาหารในรูปแบบใหม่ ที่นักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์ที่มีความหมายจากชุมชนท้องถิ่น ด้วยการค้นหาแหล่งวัตถุดิบ เรียนรู้วิธีการประกอบอาหารประจำถิ่น ตลอดจนถึงรับการประทานอาหารท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3931524/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37P4PWcQokeVgMWWh6gK4B

  • ระทึกกลางอ่าวไมอามี! เรือเช่าเหมาลำระเบิด เจ็บนับสิบ เร่งสอบสาเหตุ

    ระทึกกลางอ่าวไมอามี! เรือเช่าเหมาลำระเบิด เจ็บนับสิบ เร่งสอบสาเหตุ

    เกิดเหตุเรือเช่าเหมาลำระเบิดกลางอ่าวบิสเคย์น ใกล้จุดท่องเที่ยวยอดนิยมในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 11 คน

    สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาประมาณ 12.48 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม โดยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยไมอามี-เดด ได้รับแจ้งเหตุเรือระเบิดขณะลอยลำอยู่ในอ่าวบิสเคย์น ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำชื่อดังของรัฐฟลอริดา

    เบื้องต้น คณะกรรมการอนุรักษ์ปลาและสัตว์ป่าแห่งรัฐฟลอริดาระบุว่า ขณะเกิดเหตุมีผู้โดยสารอยู่บนเรือเช่าเหมาลำหลายคน และแรงระเบิดทำให้ผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

    หลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 24 หน่วยถูกส่งเข้าพื้นที่ทันที โดยทีมกู้ภัยเปิดเผยว่า พบผู้บาดเจ็บหลายรายที่ต้องได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน ก่อนนำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 11 คน ส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้เคียง

    อย่างไรก็ตาม ทางการยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บ หรือจำนวนผู้โดยสารทั้งหมดที่อยู่บนเรือในขณะเกิดเหตุ

    ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือและตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วย โดยคณะกรรมการอนุรักษ์ปลาและสัตว์ป่าแห่งรัฐฟลอริดาระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของการระเบิดครั้งนี้

    สำหรับ “ฮอลโอเวอร์ แซนด์บาร์” ถือเป็นจุดพักผ่อนและล่องเรือยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในเมืองไมอามี ทำให้เหตุเรือระเบิดครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในสหรัฐฯ และบนโลกออนไลน์ เนื่องจากเกิดขึ้นในพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีผู้คนพลุกพล่านช่วงสุดสัปดาห์.

    ที่มา : AP

    คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2931744&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QNJ_zVpCHoTNkQ3lO8HIQ

  • ระทึก! เกิดเหตุระเบิดบนเรือในไมอามี สหรัฐฯ มีผู้บาดเจ็บ 11 คน

    ระทึก! เกิดเหตุระเบิดบนเรือในไมอามี สหรัฐฯ มีผู้บาดเจ็บ 11 คน

    วันนี้ (10 พ.ค.2569) สำนักข่าว BBC รายงานว่า ทางการสหรัฐอเมริกา เร่งสอบสวนเหตุระเบิดบนเรือลำหนึ่ง ที่ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 11 คน ในเมืองไมอามี ทางตอนใต้ของรัฐฟลอริดา สหรัฐฯ

    นายฮวน อาเรียส หัวหน้ากองพันหน่วยกู้ภัยไมอามี-เดด เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินได้รับแจ้งเหตุ “อาจเกิดการระเบิดบนเรือ” บริเวณฮอลโอเวอร์ แซนด์บาร์ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่ง

    อาเรียส กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 11 คน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ เพื่อรักษาอาการไฟไหม้และบาดเจ็บจากแรงกระแทก ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยสาเหตุของการระเบิด

    ผู้เห็นเหตุการณ์และผู้ให้บริการเรือนำเที่ยวในพื้นที่ ให้สัมภาษณ์กับ CBS News ซึ่งเป็นพันธมิตรของบีบีซีในสหรัฐฯ ว่า “เห็นคน 3 คน กระเด็นออกมาจากเรือ” หลายคนมีบาดแผลไฟไหม้ทั่วร่างกาย และรู้ทันทีว่าเป็นไฟไหม้ที่รุนแรงมาก เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะมีเชื้อเพลิงเป็นน้ำมันเบนซินออกเทนสูง หลายคนจึงถูกไฟลวกและเกิดการระเบิดขึ้น

    เจ้าหน้าที่กู้ภัยและดับเพลิง ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ และหน่วยอนุรักษ์สัตว์ป่าและประมงแห่งรัฐฟลอริดา ในการเข้าระงับเหตุครั้งนี้

    ฮอลโอเวอร์ แซนด์บาร์ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของไมอามี เนื่องจากมีน้ำทะเลใสและระดับน้ำตื้น เหมาะสำหรับการพักผ่อนและท่องเที่ยวทางเรือ

    ตำรวจค้นสำนัก “อาจารย์แก้กรรม” เก็บเอกสารตรวจสอบ

    พบ “ลูกตัวนิ่ม” พลัดหลงแม่กลางป่าผามอน คาดหนีตายจากไฟป่าแม่ฮ่องสอน

    สเปนเตรียมรับผู้โดยสารเรือสำราญที่พบ “ไวรัสฮันตา”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505717&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16aFOtyuv9wk4fjC__9AyG

  • บึ้มสนั่นอ่าวบิสเคย์น! เรือนักท่องเที่ยวระเบิดกลางไมอามี สังเวยเจ็บระนาว 11 ราย กู้ภัยรุดช่วยพัลวัน

    บึ้มสนั่นอ่าวบิสเคย์น! เรือนักท่องเที่ยวระเบิดกลางไมอามี สังเวยเจ็บระนาว 11 ราย กู้ภัยรุดช่วยพัลวัน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/international/146618&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CKiWuuA7LjcgyTOlo_0Jy

  • ‘มท.4’หารือภาคีเครือข่าย จ.สตูล ดึงศักยภาพพื้นที่พัฒนา ‘ศก. – คุณภาพชีวิต’ ประชาชนอย่างยั่งยืน | เดลินิวส์

    ‘มท.4’หารือภาคีเครือข่าย จ.สตูล ดึงศักยภาพพื้นที่พัฒนา ‘ศก. – คุณภาพชีวิต’ ประชาชนอย่างยั่งยืน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 9 พ.ค.69  นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์  รมช.มหาดไทย เป็นประธานประชุมหารือแผนพัฒนา จ.สตูล เพื่อสรุปประเด็นปัญหาและความต้องการเชิงพื้นที่ โดยมี นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้แทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอแนวทางการพัฒนาจังหวัด ณ บริเวณศาลากลางน้ำ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา  อ.ละงู  จ.สตูล พร้อมลงพื้นที่สำรวจเส้นทาง “สะพานข้ามกาลเวลา” และหารือถึงโอกาสในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่โดยรอบ เพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดในอนาคต

    รมช.มหาดไทย  กล่าวว่า ความร่วมมือของพลังภาคีเครือข่าย จ.สตูล มีศักยภาพและความเข้มแข็งอย่างมาก ดังที่ได้เห็นจากการขับเคลื่อนภารกิจและการบูรณาการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งล่าสุดคือการบริหารจัดการภัยพิบัติ ที่สามารถบริหารจัดการทำให้พี่น้องประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย อย่างรวดเร็ว ทันท่วงที

    ” จ.สตูลเป็นพื้นที่ที่มีความสงบสุข เป็นเมืองพหุวัฒนธรรมที่น่าอยู่ ประชาชนยึดมั่นในหลักศาสนาและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ซึ่งด้วยศักยภาพของสตูล สามารถต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ควบคู่การลงทุน การค้า และอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร รวมถึงมีต้นทุนด้านพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานชีวมวล พลังงานชีวภาพ และพลังงานแสงอาทิตย์ ที่เหมาะสมต่อการพัฒนาในอนาคต” รมช.มหาดไทย กล่าว

    การร่วมหารือในวันนี้ ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนได้นำเสนอศักยภาพของพื้นที่ ซึ่งได้รับการรับรองเป็นอุทยานธรณีโลก มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งทางบกและทางทะเล รวมถึงโบราณสถานและแหล่งทรัพยากรทางธรณีวิทยาที่สำคัญของประเทศ อีกทั้งยังมีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ทรัพยากรธรรมชาติยังคงอุดมสมบูรณ์ ทั้งป่าบก ป่าชายเลน และชายฝั่งทะเลที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งอาหารทะเลสะอาดปลอดภัย สามารถรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวฮาลาล

    ด้วยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ฝั่งทะเลอันดามัน เชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมกับ จ.สงขลา และประเทศมาเลเซีย สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงอาเซียนตอนล่าง ทั้งในมิติการท่องเที่ยว การค้า และการขนส่ง โดย จ.สตูลจะได้นำข้อคิดเห็นเหล่านี้ไปสู่การดำเนินการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด ตลอดจนนำเสนอต่อรัฐบาลโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5848269/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XpO_FfCMYVywfhv8uScyh

  • ชวนเที่ยวงาน “สำราญวิถีชุมชน ชิมของดี สัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมปทุมธานี”

    ชวนเที่ยวงาน “สำราญวิถีชุมชน ชิมของดี สัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมปทุมธานี”

    ปทุมธานี เปิดพื้นที่ตลาดวัฒนธรรม “สำราญวิถีชุมชน ชิมของดี สัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมปทุมธานี” หวังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สืบสานอัตลักษณ์ ระหว่างวันที่ 9 – 17 พ.ค. 69 ณ วัดโบสถ์หลวงปู่เทียน

    วันที่ 10 พ.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 69 นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าฯ ปทุมธานี เป็นประธานเปิดงาน กิจกรรมเก็บเกี่ยววิถีชุมชน “ตลาดวัฒนธรรม” ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพและยกระดับการท่องเที่ยวจังหวัดปทุมธานี ณ วัดโบสถ์ (หลวงปู่เทียน) ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ใช้ชื่อว่า “สำราญวิถีชุมชน ชิมของดี สัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมปทุมธานี” ซึ่งจังหวัดปทุมธานี เปิดพื้นที่วัฒนธรรม สร้างสรรค์ ชวนเที่ยว “ตลาดวัฒนธรรม” สัมผัสของดี วิถีชุมชน ใกล้กรุงเทพฯ โดยมีนางลัษมา ธารีเกษ วัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี กล่าวรายงาน พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและประชาชนเข้าร่วมงานจำนวนมาก

    จังหวัดปทุมธานี โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรมเก็บเกี่ยววิถีชุมชน “ตลาดวัฒนธรรม” ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพและยกระดับการท่องเที่ยวจังหวัดปทุมธานี ณ วัดโบสถ์หลวงปู่เทียน อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี

    นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า จังหวัดปทุมธานีมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างโดดเด่น และการนำ “ทุนทางวัฒนธรรม” มาพัฒนาเป็น “สินค้าและบริการ” ที่มีคุณภาพนั้น ไม่เพียงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แต่ยังเป็นการอนุรักษ์และสืบทอดอัตลักษณ์ของชุมชนให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน พร้อมชื่นชมความร่วมมือของทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่มีเสน่ห์และแตกต่าง

    ด้าน นางลัษมา ธารีเกษ วัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า จังหวัดปทุมธานี เป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีศาสนสถานและแหล่งภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี จึงได้จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น เพื่อนำต้นทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างรายได้และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในระยะยาว

    ภายในงาน “ตลาดวัฒนธรรม” ได้รวบรวมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและวิถีชุมชนไว้อย่างหลากหลาย ทั้งการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมและอาหารพื้นถิ่นกว่า 20 บูธ การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงกิจกรรม Walk Rally “ตราประทับแห่งความทรงจำ” ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมสนุก พร้อมเรียนรู้เรื่องราวของชุมชนผ่านกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมี “ตลาดใบตอง ปีที่ 2” พื้นที่รวมของดี ของอร่อยและสินค้าชุมชนจากผู้ประกอบการในจังหวัดปทุมธานี พร้อมกิจกรรม Workshop ฟรี การแสดงวัฒนธรรมและการสักการะ “หลวงพ่อสมปรารถนา (พระมหาจักรพรรดิ) 400 ปี” เพื่อความเป็นสิริมงคล

    กิจกรรมเก็บเกี่ยววิถีชุมชน “ตลาดวัฒนธรรม” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 17 พ.ค. 69 ณ วัดโบสถ์(หลวงปู่เทียน) จังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สืบสานวิถีวัฒนธรรมและสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2931732&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ks1Qr1Zw2-NMwY3gseHwy

  • “อนุทิน” ลุยภูเก็ต! สั่งจัดระเบียบชายหาด ยึดคืนพื้นที่สาธารณะ “บางเทา-หาดฟรีด้อม” สร้างบรรทัดฐานใหม่ด้านท่องเที่ยว

    “อนุทิน” ลุยภูเก็ต! สั่งจัดระเบียบชายหาด ยึดคืนพื้นที่สาธารณะ “บางเทา-หาดฟรีด้อม” สร้างบรรทัดฐานใหม่ด้านท่องเที่ยว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/146621&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cnzcsIrc_8TMKxK-Y3gRm

  • ไทยเตรียมความพร้อม! เจ้าภาพประชุม IMF-ธนาคารโลกปี 69 เล็งยกระดับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    ไทยเตรียมความพร้อม! เจ้าภาพประชุม IMF-ธนาคารโลกปี 69 เล็งยกระดับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.11 น.

    นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ถกไทยเป็นเจ้าภาพประชุมใหญ่ IMF World Bank ปี 69 ต้อนรับผู้ร่วมประชุมกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ เล็งเป็นโอกาสดันการเงิน เศรษฐกิจ ท่องเที่ยวไทยในเวทีโลก

    10 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเร่งเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก

    โดยนายกฯ ให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้อย่างมาก เพราะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับบทบาทของประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทางการเงิน

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นเพียง 1 ใน 3 ประเทศของโลก ที่เคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าวถึง 2 ครั้ง โดยอีก 2 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น และตุรกี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมโลกต่อศักยภาพและเสถียรภาพของไทย

    สำหรับการประชุมประจำปีฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ โดยรัฐบาลไทยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกกว่า 15,000 คน ทั้งรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชนจากประเทศสมาชิกกว่า 191 ประเทศ

    “ท่านนายกฯ ได้ให้แนวทางกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ต้องทำให้การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการส้างภาพลักษณ์ประเทศ แต่คือโอกาสสร้างประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน ทั้งการเปิดพื้นที่ให้ไทยนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ การเรียนรู้เทคโนโลยีการเงินใหม่ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุน การท่องเที่ยว และ Soft Power ของไทยสู่สายตามผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ที่เดินทางมาจากทั่วโลก” น.ส.รัชดา กล่าว

    ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้กำหนดแนวคิดหลักของการประชุมว่า “Thailand’s New Horizon: Empowering People, Building Resilience” เพื่อสะท้อนบทบาทประเทศไทยในการสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/963466&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LlYCYsBZVwTHdaJHadu8i

  • ผบช.ทท.สั่งลุย ทลายขบวนการทัวร์เถื่อนลาวใต้ จัดนำเที่ยวผิดกฎหมาย เสี่ยงชีวิตนักท่องเที่ยว

    ผบช.ทท.สั่งลุย ทลายขบวนการทัวร์เถื่อนลาวใต้ จัดนำเที่ยวผิดกฎหมาย เสี่ยงชีวิตนักท่องเที่ยว

    วันที่ 9 พ.ค. 69 พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท เปิดเผยว่า กองสืบตำรวจท่องเที่ยว บูรณาการกำลังร่วมกับ กรมการท่องเที่ยวฯ บุกจับกุมแก๊งมาเฟียชาวลาวคาด่าน ช่องเม็ก ลักลอบทำทัวร์เถื่อน! ! โดยแอบจัดโปรแกรมนำเที่ยว ทริปท่องเที่ยวประเทศลาวใต้ โดยไม่มีใบอนุญาต ไม่มีประกันภัย เจ้าหน้าที่เกรงนักท่องเที่ยวจะไม่ได้รับความปลอดภัย และเรียกเก็บเงินกับนักท่องเที่ยว แพงเกินจริง โดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว นำโดย พ.ต.อ.แมน รถทอง ผกก.สืบสวน บช.ทท.พ.ต.ท.ปิยะพงษ์ บุขุนทศ สว.กก. สืบสวน บช.ทท.พร้อมกำลัง ระดมกวาดล้างอาชญากรรม การกระทำผิดของต่างชาติ ตามนโยบาย ตร.

    พฤติการณ์ คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ได้ลงพื้นที่วางแผนล่อซื้อจับกุม นางพิสมัย แสนคำ อายุ 37 ปี สัญชาติลาว ตามเรื่องร้องเรียน โดยลักลอบทำทัวร์เถื่อน จัดโปรแกรมนำเที่ยวประเทศลาวใต้ โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าว จะอยู่ในลักษณะเป็นกลุ่มแก๊ง ประจำหน้าด่านชายแดน โดยเมื่อพบนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ จะทำตัวดีสนิท และเสนอขายโปรแกรมนำเที่ยว รถนำเที่ยว และอื่นๆ โดยบอกในราคาที่ถูกก่อน พอนักท่องเที่ยวหลงเชื่อ ข้ามไปฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เรียกเก็บเพิ่มอีกราคา นักท่องเที่ยวเกรงจะเกิดอันตราย จึงมาร้องเรียนที่กรมการท่องเที่ยวฯ ชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยว จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ทำการสืบสวนหาข่าว จับกุม กลุ่มแก๊งค์ชาวลาว และได้ขยายผลจับกุม ผู้ร่วมขบวนการอีก

    จากการสอบถามผู้ประกอบการชาวไทยทราบว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าว ได้ตั้งกลุ่มแก๊ง อยู่ประจำหน้าด่าน เพื่อรบเร้านักท่องเที่ยวให้ไปในโปรแกรมที่ตนกำหนด โดยทำหน้าที่กันเป็นกระบวนการ มีคนชักชวน ส่งต่อให้รถรับส่ง มีการพานักท่องเที่ยวไปแลกเงิน ขายซิมโทรศัพท์ พาทำบัตรผ่านแดน และจัดโปรแกรมนำเที่ยวแบบครบวงจรโดยไม่มีใบอนุญาต

    เจ้าหน้าที่แจ้ง 2 ข้อกล่าวหา กับนาง พิสมัย แสนคำ อายุ 37 ปี สัญชาติลาว ข้อหา ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับ ไม่เกิน 5 แสนบาท / เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือสิทธิ์ฯ นำส่ง พงส.สภ.ช่องเม็ก จ. อุบลราชธานีเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/294425&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sZn7Ws3WN5LC0FM7teclC