Category: ท่องเที่ยว

  • เปิดสาเหตุ  ‘หนุ่ม กะลา’ ประกาศ  งดรับคอนเสิร์ต เบรกงานในวงการยาว

    เปิดสาเหตุ  ‘หนุ่ม กะลา’ ประกาศ งดรับคอนเสิร์ต เบรกงานในวงการยาว

    เปิดสาเหตุ  ‘หนุ่ม กะลา’ ประกาศ  งดรับคอนเสิร์ต เบรกงานในวงการยาว

    เปิดสาเหตุ  ‘หนุ่ม กะลา’ ประกาศ งดรับคอนเสิร์ต เบรกงานในวงการยาว

    วงการเพลงสะเทือนรับต้นสัปดาห์ เมื่อนักร้องเสียงนุ่มขวัญใจมหาชนอย่าง “หนุ่ม กะลา” หรือ ณพสิน แสงสุวรรณ ออกมาขว้างระเบิดลูกใหญ่ลงบนหน้าฟีดเฟซบุ๊ก ประกาศ “ยุติรับงานคอนเสิร์ตและงดปรากฏตัวบนเวทีทุกชนิดแบบไม่มีกำหนด”  เจ้าตัวลั่นวาจาขอเฟดตัวไปพักใจ ท่องเที่ยว และชดใช้เวลาให้ครอบครัว ทิ้งท้ายปริศนา “แล้วพบกันใหม่ในวันข้างหน้า” ทำเอาแฟนคลับใจหายวาบ!

    เปิดสาเหตุ  ‘หนุ่ม กะลา’ ประกาศ  งดรับคอนเสิร์ต เบรกงานในวงการยาว

    ร็อกเกอร์รุ่นใหญ่ “หนุ่ม กะลา” ที่เพิ่งจะสลัดคราบไมค์ตัวตึงเดินสายระเบิดความมันส์ในงานคอนเสิร์ตล่าสุดเสร็จสิ้นลง ได้ออกมาเคลื่อนไหวโพสต์ข้อความสะเทือนความรู้สึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงถึงอนาคตบนเส้นทางสายดนตรีหลังจากนี้ว่า ตนเองต้องการ “ดับเครื่องชนดราม่าด้วยความเงียบ” และขอพักไมค์ยาวๆ แบบยาวมาก! โดยข้อความระบุว่า

      ” ผ่านพ้นไปกับงานสุดท้าย จากนี้จะขอหยุดรับงานทุกอย่างกันยาวๆ สักพักนะครับ จะไม่รับคอนเสิร์ต หรือปรากฏตัวบนเวทีไหนสักระยะ  ขอใช้เวลาไปกับครอบครัว ไปท่องเที่ยว ไปใช้ชีวิต ไปทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้มานาน และออกไปค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับชีวิต ขอบคุณทุกคนที่อยู่เคียงข้างเสมอมา แล้วพบกันใหม่…ในวันข้างหน้า #NUMKALA ” 

    พร้อมทิ้งท้ายข้อความซึ้งขอบคุณกัลยาณมิตรและแฟนคลับที่ยังไม่ทิ้งกันในวันที่ล้มว่า “ขอบคุณทุกคนที่อยู่เคียงข้างเสมอมา แล้วพบกันใหม่…ในวันข้างหน้า”ท่ามกลางเพื่อนพ้องในวงการที่แห่เข้ามากดไลก์ส่งกำลังใจกันอย่างล้นหลาม ส่วนก้าวต่อไปในวันข้างหน้า “หนุ่ม กะลา” จะกลับมาทวงบัลลังก์นักร้องแถวหน้าได้สง่างามแค่ไหน หรือนี่จะเป็นการปิดตำนานถาวร? ทีมข่าว “คมชัดลึกบันเทิง” จะเฝ้าหน้าจอรอรายงานแน่นอน!

    เปิดสาเหตุ  ‘หนุ่ม กะลา’ ประกาศ  งดรับคอนเสิร์ต เบรกงานในวงการยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/617580&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Owhlt5-8DGJgZRcrTNGDI

  • ปลุกกระแส ESG Tourism เต็มสูบ ททท. ลุยโปรเจกต์ยักษ์! สืบสานพระราชปณิธาน “พระพันปีหลวง”

    ปลุกกระแส ESG Tourism เต็มสูบ ททท. ลุยโปรเจกต์ยักษ์! สืบสานพระราชปณิธาน “พระพันปีหลวง”

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า โครงการ Village to the World Season 5 ถือเป็นบิ๊กโปรเจกต์ที่ ททท. เดินหน้าตอกย้ำภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยสู่ ESG Tourism มาตรฐานระดับสากล หัวใจสำคัญของการก้าวสู่ปีที่ 5 นี้ คือการน้อมนำพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาเป็นเข็มทิศขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้ดึง 9 องค์กรชั้นนำระดับประเทศมาร่วมลงขันไอเดียในฐานะ Co-Host Partner ผุดโมเดลความร่วมมือรัฐ-เอกชน-ชุมชน (Public-Private-Community Partnership) เพื่อปั้น 9 พื้นที่โครงการพระราชดำริและชุมชนต้นแบบให้เป็นจุดขายใหม่ พลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยเชิงคุณภาพที่สร้างทั้งเม็ดเงินและรักษ์โลกไปพร้อมกัน

    สำหรับการผนึกกำลังครั้งนี้ ได้คลอด 9 เส้นทางท่องเที่ยวรักษ์โลกสุดเอ็กซ์คลูซีฟทั่วไทย เริ่มจาก ททท. ที่ลุยพัฒนาพื้นที่บ้านสะจุก-สะเกี้ยง จ.น่าน ปั้นโฮมสเตย์และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้ชาวบ้านยืนได้ด้วยตัวเอง ตามด้วยสมาคมธุรกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย (SE Thailand) จับมือศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลฯ จ.ชลบุรี ติดปีกธุรกิจชุมชนประมงท้องถิ่นพ่วงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล ด้านธนาคารกรุงศรีอยุธยา ลงพื้นที่ชุมชนเกาะเกิด จ.พระนครศรีอยุธยา อัปเลเวลแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมและงานคราฟต์ของไทย ขณะที่บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ลุยดอยแบแลและบ้านพะอัน จ.เชียงใหม่ ชูจุดขายเส้นทางท่องเที่ยวพลังงานสะอาดพ่วงวิถีชุมชนและไร่กาแฟ ส่วนบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ดันโครงการธงพิทักษ์ป่าฯ จ.อำนาจเจริญ เป็นฮับเรียนรู้ป่าชุมชนสไตล์ Low Carbon & Circular Economy

    นอกจากนี้ NEXTOPIA สยามพารากอน ยังได้ปักหมุดดอยดำและบ้านนามน จ.เชียงใหม่ เปิดวาร์ปเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศแบบ Unseen ฟากบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ชูของดีฟาร์มคลองหอยโข่ง จ.สงขลา เสิร์ฟความอร่อยที่เชื่อมโยงการใช้วัตถุดิบสดใหม่จากฟาร์มสร้างสตอรี่ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ทางด้านบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้อัปเกรดฟาร์มตัวอย่างฯ หนองระหารจีน จ.อ่างทอง ดึงระบบสมาร์ทฟาร์มมาใช้ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์พ่วงของดี OTOP นวัตวิถี และปิดท้ายที่บริษัท ซิก้า อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) ที่งัดนวัตกรรมโครงสร้างเหล็กเนรมิตฟาร์มทะเลตัวอย่างฯ จ.เพชรบุรี และโรงเรียนคนทำนาเกลือ จ.สมุทรสงคราม ให้เป็นแหล่งดูงานประมงชายฝั่งสุดล้ำ

    พร้อมกันนี้ ททท. ยังขอเกาะกระแสโซเชียล ผุดแคมเปญ “ESG Influ challenge” ดึงสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) มาติวเข้มเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ เพื่อสร้างคอนเทนต์ท่องเที่ยวยั่งยืน งานนี้ผลงานใครปังสุด ยอดเข้าถึงทะลุเป้า 3 อันดับแรก รับไปเลยเงินรางวัลรวมกว่า 50,000 บาท พร้อมดันทำ Evidence Package ส่งเข้าประกวดเวทีระดับอินเตอร์ในนาม ททท. และเครือข่ายพันธมิตรต่อไป ท้ายนี้ ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยให้ออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ใน 9 พื้นที่ต้นแบบนี้ เพื่อช่วยกันกระจายรายได้และสร้างโอกาสให้ฐานราก พร้อมส่งซิกถึงภาคเอกชนและธุรกิจรายอื่นๆ ให้งัดจุดแข็งของตัวเองมาร่วมยกระดับชุมชนไปด้วยกัน ใครที่อยากหาอินสไปเรชันการเดินทางใหม่ๆ สามารถแวะไปส่องได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Hello Local และ Village to the World Project มาร่วมกันดันเศรษฐกิจและท่องเที่ยวไทยให้โตอย่างมีคุณค่าในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2934786&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d3I8xayPopCG7Lt8svV4H

  • ‘สว.ไชยยงค์ และ สส.จูรี’ ร่วมหนุน “นครหาดใหญ่”  ใช้ศิลปะฟื้นการท่องเที่ยว

    ‘สว.ไชยยงค์ และ สส.จูรี’ ร่วมหนุน “นครหาดใหญ่” ใช้ศิลปะฟื้นการท่องเที่ยว

    ‘สว.ไชยยงค์ และ สส.จูรี’ ร่วมหนุน “นครหาดใหญ่” ใช้ศิลปะฟื้นการท่องเที่ยว

    วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.วิรียา วิปุลากร รองนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการศิลปะสร้างสรรค์ Creative fine art exhibition “น้ำค้าง หยดหนึ่ง” พร้อมตัดริบบิ้นร่วมกับ นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สว.สงขลา สายสื่อมวลชน นายจูรี นุ่มแก้ว สส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 2 สงขลา โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่เทศบาล ศิลปินและประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนมาก ณ หอศิลป์นครหาดใหญ่ เฉลิมพระเกียรติฯ ที่ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะตีนเขาคอหงส์

    นิทรรศการครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 เม.ย.-30 ก.ย.2569 เป็นโครงการของเทศบาลนครหาดใหญ่ที่ได้เชิญ “กลุ่มศิลปิน นฤมิตร อิสรา” ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของศิลปินและคนทำงานศิลปะในภาคใต้ ซึ่งมีแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานเป็นที่ประจักษ์ในสังคม ทั้งในฐานะคนทำงานสร้างสรรค์ หรือในบทบาทครูบาอาจารย์ รวมถึงศิลปินอิสระ โดยครั้งนี้มีกิจกรรมเวิร์กชอปศิลปะช่วงเช้าบนเขาคอหงส์ และช่วงบ่ายมีพิธีเปิดนิทรรศการที่แสดงร่วมกันเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งมี 12 ศิลปินหลักกับ 11 ศิลปินรับเชิญเข้าร่วม สามารถเข้าชมได้ทุกวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 08.30-16.30 น.

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/966461&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25moj0Nk-HZG3hizxnWKE8

  • สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้ข้อมูลว่า จากการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมได้กำหนดแนวทางสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือของ 4 เสาหลักความมั่นคง” ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อยกระดับการป้องกันภัยคุกคามในทุกมิติอย่างเป็นระบบ

    แนวทางดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่ระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายเฝ้าระวังภัยในพื้นที่ ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจะทำงานในรูปแบบ “ทีมจังหวัด” ร่วมกันประสานข้อมูล วางแผนเชิงรุก และป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท โดยนำเทคโนโลยีและฐานข้อมูลมาใช้ติดตามสถานการณ์ รวมถึงบริหารจัดการด้านความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยง เมืองท่องเที่ยว และเขตเศรษฐกิจสำคัญทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ว่า ประเทศไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัย สามารถเดินทางและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างมั่นใจ

    ในส่วนของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลได้กำหนดนโยบายยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน โดยให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

    ขณะที่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหน่วยงานด้านความมั่นคง ได้ร่วมกันเดินหน้าตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ประกอบการที่กระทำผิดกฎหมายในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจนอมินี ทัวร์เถื่อน และไกด์เถื่อน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและการแข่งขันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างมาตรฐานการแข่งขันที่เป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการไทย รวมถึงป้องกันการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว และยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในสายตานานาชาติโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้เร่งผลักดันมาตรฐานความปลอดภัยของสถานประกอบการด้านการท่องเที่ยว 4 ประเภทหลัก ได้แก่ โรงแรม ที่พักและโฮมสเตย์ ภัตตาคารและร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า ตลอดจนสถานที่นันทนาการและแหล่งท่องเที่ยว ผ่านตราสัญลักษณ์ Trusted Thailand เพื่อใช้เป็นมาตรฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้บริการ เพื่อผลักดันประเทศสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย เป็นมิตร และได้รับความไว้วางใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    สำหรับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง “Tourism Safety Ecosystem” หรือระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย ครอบคลุมทั้งการดูแลนักท่องเที่ยว การยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการ และการสร้างความเชื่อมั่นเชิงรุกในระดับสากล ระบบดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย จากรูปแบบ “Mass Tourism”ไปสู่ “High Value & Sustainable Tourism” หรือการท่องเที่ยวคุณภาพและยั่งยืน ที่เน้นคุณภาพของนักท่องเที่ยว รายได้ และมาตรฐานบริการ มากกว่าปริมาณเพียงอย่างเดียว

    ดังนั้น ททท.เชื่อมั่นว่า การบูรณาการความร่วมมือกันของทุกหน่วยงานในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย โดยยึด “ความปลอดภัย–คุณภาพ–ความยั่งยืน” เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย ส่งผลดีโดยตรงต่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย ทั้งในด้านการกระตุ้นการใช้จ่าย การดึงดูดการลงทุน และการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Trusted Thailandอย่างเป็นรูปธรรมในทุกมิติของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย.

    กัลยา ยืนยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1001956/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p8RRtOU_jqwh5-poHL4_5

  • “ปชน.” ลุยสัมพันธวงศ์ เสวนา ค้าขายง่าย จัดระเบียบหาบเร่แบบเข้าใจเมือง

    “ปชน.” ลุยสัมพันธวงศ์ เสวนา ค้าขายง่าย จัดระเบียบหาบเร่แบบเข้าใจเมือง

    “ปชน.” ลุยสัมพันธวงศ์ เสวนา ค้าขายง่าย จัดระเบียบหาบเร่แบบเข้าใจเมือง

    “ปชน.” เสวนา ค้าขายง่าย จัดระเบียบหาบเร่แบบเข้าใจเมือง ยกตลาดน้อย–สัมพันธวงศ์ เป็นพื้นที่ตัวอย่าง ทางเท้าดี–ผู้ค้าอยู่ได้ ต่อยอดท่องเที่ยว–วัฒนธรรม เติบโต

    ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.พรรคประชาชน เดินหน้าจัดกิจกรรม “กรุงเทพง่ายๆ ค้าขายง่ายด้วย” เจาะพื้นที่ตลาดน้อย–สัมพันธวงศ์ จับเข่าเปิดวงพูดคุยปัญหาหาบเร่แผงลอย ชู “ทางเท้าดี ผู้ค้าอยู่ได้” ต่อยอดท่องเที่ยว–วัฒนธรรม กรุงเทพฯ

    24 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สส.กทม.พรรคประชาชน จัดกิจกรรม “กรุงเทพง่ายๆ ค้าขายง่ายด้วย” ที่บริเวณท่าน้ำภาณุรังษี ตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ โดยมีผู้ร่วมเวทีประกอบด้วย วรภพ วิริยะโรจน์ ทีมบริหาร กทม. พรรคประชาชน, ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ ส.ส. กทม. เขต 1 พรรคประชาชน และ ธนภัทร เทียนกระจ่าง ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตสัมพันธวงศ์ พรรคประชาชน

    “ปชน.” ลุยสัมพันธวงศ์ เสวนา ค้าขายง่าย จัดระเบียบหาบเร่แบบเข้าใจเมือง

    สำหรับกิจกรรม “กรุงเทพง่ายๆ ค้าขายง่ายด้วย” เป็นการเปิดวงพูดคุยถึงปัญหาหาบเร่แผงลอยและการจัดระเบียบเมืองในย่านตลาดน้อย–สัมพันธวงศ์ ซึ่งสะท้อนปัญหาของหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ โดยผู้ค้าจำนวนมากต้องอยู่ใน “โซนสีเทา” แม้อยากค้าขายอย่างถูกกฎหมาย เพราะยังไม่มีระบบและกติกาที่ชัดเจนรองรับ ขณะเดียวกัน พื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูงกลับยังได้รับการพัฒนาไม่เพียงพอ

    “ปชน.” ลุยสัมพันธวงศ์ เสวนา ค้าขายง่าย จัดระเบียบหาบเร่แบบเข้าใจเมือง

    วรภพ วิริยะโรจน์ ทีมบริหาร กทม. พรรคประชาชน ระบุว่า หาบเร่แผงลอยกับทางเท้าที่ดีสามารถอยู่ร่วมกันได้ หาก กทม. จริงจังกับการออกแบบเมือง และไม่แก้ปัญหาด้วยการผลักภาระให้ผู้ค้ารายย่อย

    “ปชน.” ลุยสัมพันธวงศ์ เสวนา ค้าขายง่าย จัดระเบียบหาบเร่แบบเข้าใจเมือง

    ทั้งนี้ ทีมบริหารพรรคประชาชนเสนอว่า ทางออกของปัญหาไม่ใช่การ “ปล่อยทั้งหมด” หรือ “ไล่ทั้งหมด” แต่คือการจัดระเบียบที่เข้าใจบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ผู้ค้ารายย่อยมีพื้นที่ทำมาหากินอย่างมีศักดิ์ศรี ขณะที่ทางเท้าและคุณภาพเมืองได้รับการพัฒนาไปพร้อมกัน

    “ปชน.” ลุยสัมพันธวงศ์ เสวนา ค้าขายง่าย จัดระเบียบหาบเร่แบบเข้าใจเมือง

    ธนภัทร กล่าวว่า หาบเร่แผงลอยในพื้นที่สัมพันธวงศ์ไม่ใช่เพียงเรื่องการค้าขาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจเมือง วิถีชุมชน และเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในย่านเก่าและย่านอาหารที่มีศักยภาพสูง

    “ถ้าเมืองต้องการความเป็นระเบียบ เมืองก็ต้องออกแบบระบบที่คนเข้าไปอยู่ได้จริง ไม่ใช่ทำให้การค้าขายถูกกฎหมายเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อมสำหรับคนตัวเล็ก” ธนภัทรกล่าว

    “ปชน.” ลุยสัมพันธวงศ์ เสวนา ค้าขายง่าย จัดระเบียบหาบเร่แบบเข้าใจเมือง

    ธนภัทรมองว่า เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ จะมีศักยภาพอย่างมากในการเป็นทั้งย่านวัฒนธรรม ย่านอาหาร และย่านท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพฯ หากมีการออกแบบเมืองร่วมกับคนในพื้นที่อย่างเหมาะสม

    “หาบเร่แผงลอยไปต่อได้ ทางเท้าดีเกิดได้ การท่องเที่ยวเติบโตได้ ชุมชนเดิมก็อยู่ต่อได้ นี่ไม่ใช่แค่โจทย์ของเขตสัมพันธวงศ์ แต่คือโจทย์ของกรุงเทพฯ ทั้งเมือง” ธนภัทรทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378977845&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KFItsHgIyW7mGlPDXph4W

  • ททท. ปรับเกมท่องเที่ยว ดัน “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” หลังตลาดใกล้โตต่อ

    ททท. ปรับเกมท่องเที่ยว ดัน “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” หลังตลาดใกล้โตต่อ

    แม้เศรษฐกิจโลกและการแข่งขันท่องเที่ยวในภูมิภาคจะยังร้อนแรง แต่ตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ยังเป็นแรงขับสำคัญของไทย หลัง 4 เดือนครึ่งแรกปี 2569 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 8.24 ล้านคน โดย “จีน” ยังครองแชมป์ตลาดหลัก พร้อมแรงหนุนจากวันหยุดยาว กระแสคอนเสิร์ต และเทรนด์เที่ยวใกล้แทนญี่ปุ่น ส่งให้ ททท. เร่งปรับเกมสู่ยุค “Value-driven Growth” เน้นดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างรายได้มากกว่าปริมาณคน

    นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม-16 พฤษภาคม 2569 ไทยมีนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ หรือกลุ่มเอเชียและแปซิฟิกใต้ เดินทางเข้าประเทศรวม 8.24 ล้านคน แบ่งเป็นตลาดเอเชียตะวันออก 3.73 ล้านคน และตลาดอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ รวม 4.50 ล้านคน

    5 ตลาดหลักที่เดินทางเข้าไทยมากที่สุด ได้แก่ จีน 2.15 ล้านคน มาเลเซีย 1.46 ล้านคน อินเดีย 941,331 คน เกาหลีใต้ 510,000 คน และไต้หวัน 410,785 คน โดย ททท. คาดว่าตลอดปี 2569 ตลาดระยะใกล้จะสร้างนักท่องเที่ยวเข้าไทยได้ราว 21.87 ล้านคน

    “จีน” ยังเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดท่องเที่ยวไทย หลังมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 2.15 ล้านคน เติบโต 18.79% หรือเพิ่มขึ้นกว่า 340,000 คนจากปีก่อน ถือเป็นตลาดที่ขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคอย่างชัดเจน สอดคล้องกับจำนวนเที่ยวบินและที่นั่งบินเข้าไทยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ขณะที่ “ไต้หวัน” ยังรักษาทิศทางเติบโตได้ดี มีนักท่องเที่ยวสะสม 410,785 คน เพิ่มขึ้น 3.68% และเป็นตลาดที่มีสัดส่วน FIT และ Repeat Visitor สูง โดยทั้งจีนและไต้หวันได้รับแรงหนุนจากช่วงวันหยุดตรุษจีน รวมถึงพฤติกรรม Shift Destination ที่นักท่องเที่ยวบางส่วนเปลี่ยนเป้าหมายจากญี่ปุ่นมาเที่ยวไทยมากขึ้น

    ด้าน “อินเดีย” ยังถูกมองเป็นตลาดศักยภาพขนาดใหญ่ หลังมีนักท่องเที่ยวเข้าไทยแล้ว 941,331 คน เพิ่มขึ้น 8.80% ส่วน “เมียนมา” แม้เผชิญข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์ภายในประเทศ แต่ยังเติบโตสูงถึง 24.47% หรือราว 291,913 คน โดยส่วนใหญ่เดินทางมาเพื่อรักษาพยาบาล ศึกษาต่อ และติดต่อธุรกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

    ส่วน “ฟิลิปปินส์” มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยแล้ว 244,375 คน เพิ่มขึ้น 2.21% และไทยยังติดอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยม Top 10 ของนักท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ สะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะฮับท่องเที่ยวสำคัญของเอเชีย

    อีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญของตลาดท่องเที่ยวไทยในปีนี้ มาจากกระแส “Concert Tourism” หลังไทยกลายเป็นจุดหมายจัดคอนเสิร์ต แฟนมีต และแฟนคอนของศิลปิน K-pop และ T-pop ต่อเนื่อง ดึงแฟนคลับจากอาเซียน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และจีน เดินทางเข้าไทยมากขึ้น โดยเป็นกลุ่มที่มีกำลังใช้จ่ายสูง

    นอกจากนี้ ททท. ยังเดินหน้าทำตลาดเชิงรุก เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ทั้ง Incentive, Golf, Wellness และ Couples ควบคู่โครงการ Thailand Summer Blast ที่สนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำและการตลาดออนไลน์ เพื่อรักษาโมเมนตัมการเดินทางในช่วงฤดูท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม ททท. มองว่าไตรมาส 3 ของปีนี้ ตลาดระยะใกล้อาจทรงตัวถึงขยายตัวเพียงเล็กน้อย แม้จะมีแรงหนุนจากช่วง School Holidays และ Summer Holiday ของหลายประเทศ โดยเฉพาะจีน เพราะราคาบัตรโดยสารที่ยังสูง อาจทำให้นักท่องเที่ยวเลือกเดินทางใกล้บ้านมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันท่องเที่ยวในภูมิภาครุนแรงขึ้นตามไปด้วย

    ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ททท. เตรียมปรับกลยุทธ์จากแนวคิด “Volume Recovery” หรือการเร่งปริมาณนักท่องเที่ยว ไปสู่ “Value-driven Growth” ที่เน้นสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากนักท่องเที่ยวคุณภาพมากขึ้น ทั้งเพื่อเพิ่มรายได้ กระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจท่องเที่ยว และสร้างความได้เปรียบการแข่งขันระยะยาวให้ไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/276180&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O3o-P6o6KFII5Yq1B2Qp9

  • “บางกอกแอร์เวย์ส บูทีค ซีรีส์” ประเดิมสนามแรก “ตราด ฮาล์ฟ มาราธอน 2026”สัมผัสเส้นทางวิถีชุมชนเมืองตราด

    “บางกอกแอร์เวย์ส บูทีค ซีรีส์” ประเดิมสนามแรก “ตราด ฮาล์ฟ มาราธอน 2026”สัมผัสเส้นทางวิถีชุมชนเมืองตราด

    วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.02 น.

    เวลา 05.00 น. วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ที่สนามกีฬากลางจังหวัดตราด นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็นประธานเปิดการแข่งขัน “บางกอกแอร์เวย์ส บูทีค ซีรีส์: BANGKOK AIRWAYS BOUTIQUE SERIES 2026”ประเดิมสนามแรก “บางกอกแอร์เวย์ส ตราด ฮาล์ฟ มาราธอน 2026” มีนายคมกริช งามวงศ์วิโรจน์ ผู้อำนวยการแผนกลูกค้ารายใหญ่และผลิตภัณฑ์รายได้เสริม สายการบินบางกอกแอร์เวย์ และ  – นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อม กรีน–อัษฎาพร สิริวัฒนพันธ์ นักแสดงชื่อดังร่วมแข่งขันท่ามกลางนักกีฬากว่า 1,400 คนร่วมแข่งขันใน 3 ระยะทาง (21กม.,10กม.และ 5 กม.)

    หลังจากนั้น นายพิริยะ ฉันทดิลก กล่าวเปิดการแข่งขันว่า การจัดการแข่งขันครั้งนี้นับเป็นนิมิตหมายที่ดี และขอต้อนรับนักกีฬาทุกคนที่เดินทางมาแข่งขัน ซึ่งจังหวัดตราดปัจจุบันเป็นมุดหมายสำคัญในการแข่งขันกิจกรรมในรูปการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ทั้งในจังหวัดตราดและตามหมู่เกาะ โดยเฉพาะเกาะช้าง และกำลังได้รับความนิยมอย่างสูง ซึ่งการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้ สามารถสร้างรายได้และผลักดันเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ดีขึ้นมาก ซึ่งจังหวัดตราดพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว และนักกีฬาทุกคนที่เข้ามาร่วมกิจกรรมในวันนี้ และในวันต่อๆไป เนื่องจากจังหวัดตราดมีแหล่งท่องเที่ยวที่วามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาลและมีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติสูง

    นายคมกริช กล่าวว่า บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์สเดินหน้ากิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ผ่านการจัดงานแข่งขันวิ่ง “บางกอกแอร์เวย์ส บูทีค ซีรีส์: BANGKOK AIRWAYS BOUTIQUE SERIES 2026”ประเดิมสนามแรก “บางกอกแอร์เวย์ส ตราด ฮาล์ฟ มาราธอน 2026”เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภาคตะวันออก กับเส้นทางวิ่งในบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์และร่วมสัมผัสวิถีชุมชนท้องถิ่นของจังหวัดตราด โดยการแข่งขันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-24 พฤษภาคม 2569 ณ สนามกีฬากลางจังหวัดตราด (สโมสรตราด เอฟซี) จังหวัดตราด 

    โดยการแข่งขัน“บางกอกแอร์เวย์ส ตราด ฮาล์ฟ มาราธอน 2026” แบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร มินิมาราธอน 10 กิโลเมตร และฟันรัน 5 กิโลเมตรสำหรับผู้พิชิตระยะฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร จะได้รับเสื้อ Finisher by PUMA รุ่นลิมิเต็ดเป็นที่ระลึก โดยมีนางเอกสาว “กรีน-อัษฎาพร สิริวัฒน์ธนกุล” ที่มาร่วมวิ่งอย่างใกล้ชิด สร้างสีสันและความประทับใจให้กับเหล่านักวิ่งในงานอีกด้วย 

    นอกจากการแข่งขันระยะหลักแล้ว ยังมีกิจกรรม “Kids Series” ระยะ 800 เมตร สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ที่จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2569 ในรูปแบบฐานวิ่งผจญภัย พร้อมกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับครอบครัว ภายใต้แนวคิดรักษ์สิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้เด็กในชุมชน ได้เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งฟรี เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายและปลูกฝังการดูแลสุขภาพ 

    นางคมกฤช กล่าวอีกว่า การแข่งขันวิ่ง “บางกอกแอร์เวย์ส ตราด ฮาล์ฟ มาราธอน 2026” เป็นสนามแรกของรายการ “บางกอกแอร์เวย์ส บูทีค ซีรีส์ 2026 ที่บริษัทฯ ตั้งใจจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบประสบการณ์การวิ่ง และส่งต่อความประทับใจผ่านแนวคิดการจัดงานที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่นควบคู่กัน ทั้งนี้จุดมุ่งหมายสำคัญของการจัดกิจกรรมครั้งนี้คือการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับใช้ในการจัดงานอย่างต่อเนื่องทุกปี ไม่ว่าจะเป็นเสื้อวิ่งที่ผลิตจากขวด PET หรือเหรียญที่ระลึกสำหรับนักวิ่งได้รับการออกแบบให้สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดตราด พร้อมเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานได้ต่อ เป็นแท็กแขวนกระเป๋าเดินทาง (Luggage Tag) ส่งต่อเรื่องราวแห่งการเดินทางได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน  

    สำหรับผู้ที่สนใจแข่งขันในรายการวิ่ง ยังมีอีก 3 สนามใน 3 เส้นทางได้แก่ “สมุย ฮาล์ฟ มาราธอน” ณ สวนสาธารณะพรุเฉวง ระหว่างวันที่ 20–21 มิถุนายน 2569 โดยจะมี “ไมค์-ภัทรเดช สงวนความดี” และ “ปุ๊กลุก-ฝนทิพย์ วัชรตระกูล” ร่วมงาน, “สุโขทัย ฮาล์ฟ มาราธอน” ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ระหว่างวันที่ 22–23 สิงหาคม 2569 โดยมี “ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์” ร่วมงาน และปิดท้ายฤดูกาลกับ “เชียงใหม่ ฮาล์ฟ มาราธอน” ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ระหว่างวันที่ 26–27 กันยายน 2569โดยมี “ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์” ร่วมงานบางกอกแอร์เวย์สยังมอบสิทธิพิเศษ “Fly to Run” สำหรับผู้โดยสารสายการบินบางกอกแอร์เวย์สเพียงลงทะเบียนรับโค้ดสำหรับใช้สมัครวิ่งฟรีในสนามที่กำหนด 

    โดยผู้โดยสารสามารถใช้สิทธิ์ตามเส้นทางและช่วงเวลาที่ร่วมรายการ ได้แก่ จ.ตราด ระหว่างวันที่ 17–31 พฤษภาคม 2569, เส้นทางสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 14-28 มิถุนายน 2569, จ.สุโขทัย ระหว่างวันที่ 16-30 สิงหาคม 2569 และ จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 20กันยายน–4 ตุลาคม 2569 โดยบัตรโดยสาร 1 ใบ สามารถรับสิทธิ์ได้ 1 สิทธิ์ ผ่านการส่งหลักฐานการจองบัตรโดยสารทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก: Bangkok Airways Run ก่อนวันปิดรับสมัครของแต่ละสนาม 

    ทั้งนี้,ผู้โดยสารที่จองบัตรโดยสารไป-กลับ สามารถเลือกสมัครวิ่งได้ทุกรายการ ขณะที่ผู้โดยสารเที่ยวเดียวสามารถสมัครได้ในระยะ 5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร พร้อมรับสิทธิ์ BIB ฟรี และของที่ระลึกสุดพิเศษภายในงาน พิเศษสมาชิกฟลายเออร์โบนัส ที่ลงทะเบียนด้วยเลข BIB ยังได้รับคะแนนสะสมเพิ่มอีก 200 คะแนน ผู้สนใจสามารถสมัครได้ที่ https://www.sansatan.com/bangkokairwaysrun และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/BangkokAirways.Run/ 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/477257&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw103_H9rP44YUKi-8ZkZwsd

  • เลิกเน้นปริมาณ! เตือนท่องเที่ยวไทย ปรับตัวสู่

    เลิกเน้นปริมาณ! เตือนท่องเที่ยวไทย ปรับตัวสู่

    วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.50 น.

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังกลายเป็น “ต้นทุนสะสม” ที่ย้อนกลับมาทำลายทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ล่าสุด นักวิชาการออกโรงเตือน การเติบโตแบบเน้น “ปริมาณ” กำลังมาถึงทางตัน แนะรัฐเร่งเครื่องสู่การท่องเที่ยวยั่งยืนอย่างเป็นระบบ ชี้มาตรฐานสีเขียวปัจจุบันยังกระจัดกระจาย ทำรายย่อยตกขบวน และแก้ปัญหาคาร์บอนไม่ตรงจุด

    บทความวิเคราะห์เชิงลึกโดย ดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ และ วิริน ขาวรัตน์ ในหัวข้อ จากปริมาณสู่คุณภาพ โจทย์ท้าทายท่องเที่ยวไทย เปิดเผยว่า ปัญหาทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานที่รับภาระหนักจากการท่องเที่ยว เริ่มสะท้อนให้เห็นผ่านแนวคิดของรัฐบาลที่เตรียมพิจารณาลดระยะเวลา “ฟรีวีซ่า” เหลือ 30 วัน สิ่งนี้ตอกย้ำว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “คุณภาพ” โดยมีเงื่อนไขเรื่อง “การท่องเที่ยวยั่งยืน” (Sustainable Tourism) เป็นตัวชี้วัดการอยู่รอด

    มาตรฐานกระจัดกระจาย – รายย่อยตกขบวน

    แม้ประเทศไทยจะเริ่มตื่นตัวด้านการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ผ่านมาตรฐานต่างๆ เช่น Green Hotel Plus หรือ Green Destination Standards แต่งานวิจัยชี้ว่า นโยบายเหล่านี้ยังอยู่ในรูปแบบภาคสมัครใจและมีลักษณะกระจัดกระจาย ขาดเส้นทางการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนจากภาครัฐ

    ที่น่ากังวลคือ ความเหลื่อมล้ำในการปรับตัว ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเงินทุนสามารถยกระดับตัวเองให้ผ่านเกณฑ์ได้ ในขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อย (SME) กลับต้องเผชิญอุปสรรคด้านทรัพยากรและความรู้ ส่งผลให้ความยั่งยืนกลายเป็นเพียงเครื่องมือของรายใหญ่ และอาจยิ่งถ่างช่องว่างความเหลื่อมล้ำในอุตสาหกรรมให้กว้างขึ้น

    แก้ปัญหาคาร์บอนผิดจุด-ละเลยรากเหง้า

    นอกจากนี้ นโยบายปัจจุบันยังถูกตั้งคำถามว่า “แก้ปัญหาตรงจุดหรือไม่” เนื่องจากมาตรการส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่กับการจัดการที่พักและการชดเชยคาร์บอน ทั้งที่ข้อมูลเชิงประจักษ์ระบุชัดเจนว่า แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูงที่สุดในภาคการท่องเที่ยวคือ “การเดินทางและการใช้พลังงานในห่วงโซ่อุปทาน” หากไม่มีการจัดการที่ต้นตอ การมุ่งสู่คาร์บอนต่ำของไทยก็จะเป็นเพียงการปรับตัวระดับผิวหน้าเท่านั้น

    ความยั่งยืนไม่ใช่แค่สีเขียว แต่คือเศรษฐกิจและสังคม

    งานวิจัยยังย้ำว่า ความยั่งยืนไม่ได้มีแค่มิติสิ่งแวดล้อม แต่ต้องมองรวมถึงมิติเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบันรายได้จากการท่องเที่ยวยังคงกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่จังหวัด ขณะที่เมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง “ภูเก็ต” กำลังเผชิญขีดจำกัดในการรองรับ ทั้งปัญหาขยะ น้ำเสีย และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงปัญหาเรื้อรังด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่บั่นทอนความเชื่อมั่น

    ยิ่งไปกว่านั้น ภาคท่องเที่ยวยังเป็นแนวหน้าที่จะได้รับผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม หรือการเสื่อมโทรมของปะการัง ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนรับมือแบบเจาะจงในแต่ละพื้นที่ (Local Adaptation)

    “ความยั่งยืนของการท่องเที่ยวไทยจะไม่เกิดขึ้นจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากการเปลี่ยนวิธีคิดเชิงนโยบายทั้งระบบ หากไม่มีการเชื่อมโยงมาตรฐาน โครงสร้างพื้นฐาน การกระจายรายได้ และความปลอดภัยเข้าด้วยกัน การท่องเที่ยวไทยอาจเติบโตได้เพียงปริมาณบนฐานที่เปราะบาง และท้ายที่สุดจะบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศเอง” บทความระบุทิ้งท้าย

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก TDRI
    https://tdri.or.th/2026/05/sustainable-thai-tourism-growth/#%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/966431&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38SaJx1m8k-YENMZqDzyg7

  • ลุยเกาะพะงัน! ฝ่ายปกครองบุกจับ 2 โรงแรมเถื่อนเข้าข่ายทุนนอมินีอิสราเอล

    ลุยเกาะพะงัน! ฝ่ายปกครองบุกจับ 2 โรงแรมเถื่อนเข้าข่ายทุนนอมินีอิสราเอล

    เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ฝ่ายปกครองจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดปฏิบัติการตรวจสอบและปราบปรามธุรกิจโรงแรมเถื่อนในพื้นที่เกาะพะงัน หลังได้รับข้อมูลว่า มีสถานประกอบการบางแห่งเข้าข่ายดำเนินธุรกิจโดยใช้โครงสร้าง “ทุนนอมินี” ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนชาวอิสราเอลที่เข้ามาดำเนินกิจการในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ

    ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการภายใต้การอำนวยการของ นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งสั่งการให้ นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่จัดหางานจังหวัด สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการเป้าหมาย 2 แห่งในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี

    จุดแรกคือ “Etherna Village” ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 8 ต.เกาะพะงัน เปิดดำเนินกิจการโดยบริษัท โคเฮน จำกัด จากการตรวจสอบพบว่า บริษัทดังกล่าวมีชาวต่างชาติเป็นกรรมการ และมีการเปิดให้บริการวิลลาในลักษณะปล่อยเช่ารายวัน ทั้งที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมาย นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบแรงงานชาวเมียนมาร์ชื่อ Mr. Ye Aung Min ทำหน้าที่รับเช็กอินลูกค้า จึงจับกุมในข้อหาทำงานนอกเหนือสิทธิ์ที่จะทำได้

    ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้จัดทำบันทึกร้องทุกข์กล่าวโทษต่อบริษัท โคเฮน จำกัด และกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ในข้อหาร่วมกันประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ส่วนจุดที่สอง คือ “CAYA Beach By Satori” ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 6 ต.เกาะพะงัน ซึ่งเปิดดำเนินกิจการโดยบริษัท หินกอง บีช จำกัด จากการตรวจสอบพบว่า มีลักษณะเข้าข่ายประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตเช่นกัน เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการจัดทำบันทึกร้องทุกข์กล่าวโทษต่อบริษัทและกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในข้อหาประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต

    ภายหลังการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ถูกจับกุม พร้อมเอกสารและหลักฐานทั้งหมด ส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดีต่อไป

    การเปิดปฏิบัติการครั้งนี้ นับเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเข้มงวด ในการตรวจสอบธุรกิจท่องเที่ยว และการลงทุนของต่างชาติในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นการใช้คนไทยถือหุ้นแทนหรือนอมินี ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายไทย และอาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันทางธุรกิจ รวมถึงภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศในระยะยาว

    อ่านข่าว :

    ผู้สูงอายุแห่ยืนยันตัวตน เตรียมลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” 6 โมงเช้า 25 พ.ค.

    สื่อเผยมือยิงทำเนียบขาว พบประวัติป่วยจิตอ้างเป็นพระเยซู-โพสต์ขู่ทำร้าย “ทรัมป์”

    กู้ภัยไทยเดินทางเข้าร่วมภารกิจ ช่วย 7 ชีวิตติดถ้ำในลาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506286&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25LeEyGMBdhyIIzhlNQEoo

  • แล้วเสร็จ! กรมทางหลวงขยายทางหลวงหมายเลข 4 สาย สามแยกปลาลัง – อ.เหนือคลอง ตอน 2 เพิ่มประสิทธิภาพคมนาคมขนส่งสู่ภาคใต้ พร้อมส่งเสริมท่องเที่ยว จ.กระบี่

    แล้วเสร็จ! กรมทางหลวงขยายทางหลวงหมายเลข 4 สาย สามแยกปลาลัง – อ.เหนือคลอง ตอน 2 เพิ่มประสิทธิภาพคมนาคมขนส่งสู่ภาคใต้ พร้อมส่งเสริมท่องเที่ยว จ.กระบี่

    กรมทางหลวง โดยสำนักก่อสร้างทางที่ 1 ดำเนินโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) สาย สามแยกปลาลัง – อ.เหนือคลอง ตอน 2 ระหว่าง กม.997+625 – กม.984+544 ระยะทาง 6.9 กิโลเมตร แล้วเสร็จ ลักษณะการก่อสร้างเป็นการขยายช่องจราจรเป็น 6 ช่องจราจร (ไปกลับข้างละ 3 ช่องจราจร) ผิวทางแบบแอสฟัลต์คอนกรีต (Asphalt Concrete) กว้างช่องละ 3.5 เมตร ไหล่ทางกว้าง 2.5 เมตร รวมทั้งก่อสร้างทางเท้าและระบบระบายน้ำ ติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง ติดตั้งสัญญาณไฟจราจร และไฟกระพริบบนทางหลวง  

    สำหรับทางหลวงหมายเลข 4 สาย สามแยกปลาลัง – อ.เหนือคลอง เป็นเส้นทางคมนาคมสายหลักของจังหวัดกระบี่ที่เชื่อมไปยังท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาการจราจรติดขัด อีกทั้งมีปริมาณการจราจรสูงถึง 23,700-48,700 คัน/วัน กรมทางหลวงจึงได้ก่อสร้างปรับปรุงขยายทางหลวงและแก้ไขปัญหาบริเวณทางแยกและจุดกลับรถ เพื่อช่วยแก้ปัญหาจราจร และเพิ่มความปลอดภัยในการคมนาคมขนส่ง รวมถึงลดระยะเวลาในการเดินทาง สนับสนุนให้การเดินทางเกิดความคล่องตัวรวดเร็วและมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น อีกทั้งช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านต่าง ๆ ของประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่อีกด้วย

    หากประชาชนต้องการสอบถามเส้นทางหรือขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่าย ตลอด 24 ชั่วโมง) สายด่วนมอเตอร์เวย์ 1586 กด 7 และสายด่วนตำรวจทางหลวง 1193 


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/72461&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l5Kamzv46r-9-90XY5p4j