———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/ONQk7M24ennp&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SGo5vYZWwg7G7pRs4xYBi
Category: ท่องเที่ยว
-

ชวนเที่ยว เกาะไหง กระบี่ วันหยุด เดือนพฤษภาคม 2569
-

ไปมา 105 ประเทศ! นักปีนเขาระดับโลก เปิดลิสต์ 4 เมืองดัง ที่ไม่คิดจะกลับไปอีก
ไปมาแล้ว 105 ประเทศ นักปีนเขาระดับโลก เผย 4 เมืองดังที่ไม่คิดจะกลับไปอีก มี “สิงคโปร์-นิวยอร์ก” ด้วย
การเลือกจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวเป็นเรื่องของรสนิยมส่วนบุคคล แต่สำหรับโอลิเวอร์ บราวน์ นักปีนเขาชาวอังกฤษผู้เดินทางมาแล้วกว่า 105 ประเทศทั่วโลกตลอดระยะเวลา 20 ปี เขามีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานที่บางแห่งที่เขาตั้งใจว่าจะไม่กลับไปเยือนอีก แม้บางเมืองจะเป็นจุดหมายยอดฮิตของคนทั่วโลกก็ตาม
4 เมืองดังที่ไม่ตอบโจทย์นักเดินทางระดับโลก
โอลิเวอร์เปิดเผยว่าในบรรดาประเทศที่เขาไปเยือนมาทั้งหมด มี 4 แห่งที่ไม่ประทับใจและไม่คิดจะกลับไปอีก โดยแต่ละที่มีเหตุผลที่แตกต่างกันออกไปดังนี้:
- นิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา): เขามองว่าเมืองนี้วุ่นวายเกินไป แถมสภาพอากาศยังสุดโต่ง คือไม่ร้อนจัดก็หนาวจัดจนเกินไป
- สิงคโปร์: แม้จะเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องพื้นที่สีเขียว แต่สำหรับเขาแล้ว อากาศที่นี่ร้อนระอุจนเกินจะรับไหว
- แอนติกา: เกาะในแถบแคริบเบียนที่หลายคนใฝ่ฝัน แต่เขาพบว่าภูมิประเทศค่อนข้างแบนราบและโรงแรมส่วนใหญ่ดูเก่าแก่ล้าสมัย
- บาห์เรน: เขาให้ความเห็นสั้นๆ ว่าบรรยากาศของเมืองดูค่อนข้างทรุดโทรมในสายตาของเขา

จากนักเดินทางสู่นักปีนเขามืออาชีพ
โอลิเวอร์เริ่มออกเดินทางคนเดียวตั้งแต่อายุ 18 ปี โดยเริ่มจากประเทศโมซัมบิกหลังยุคสงครามกลางเมือง ปัจจุบันเขาในวัย 44 ปี เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทผจญภัย True Summit Adventures และเคยไปเยือนสถานที่อันซีนมาแล้วมากมาย เช่น เทือกเขาในปากีสถาน ยูกันดา และมองโกเลีย ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขาเลือกมองหาความเงียบสงบและการผจญภัยที่แท้จริงมากกว่าการท่องเที่ยวในเมืองใหญ่
สถานที่ในดวงใจที่อยากแนะนำให้ไปเยือน
หากถามถึงสถานที่ที่เขาประทับใจที่สุด โอลิเวอร์ยกให้ “Skerjevoy” ในประเทศนอร์เวย์ เป็นที่หนึ่งในใจเนื่องจากเขามีโอกาสได้เห็นวาฬเพชฌฆาต (Orcas) อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมี “Valbone” ในประเทศแอลเบเนีย ที่มีเทือกเขาแอลเบเนียอันงดงาม รวมถึงเกาะพลาวันในฟิลิปปินส์ที่เขาชื่นชอบเป็นพิเศษ
แหล่งอ้างอิง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9888042/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BWH11U39lRABAQoKel6_I -

รมช.มหาดไทย “โกแพ-วรศิษฎ์” ลงพื้นที่หารือร่วมภาคีเครือข่ายจังหวัดสตูล ระดมพลังทุกภาคส่วน ดึงศักยภาพพื้นที่
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมหารือแผนพัฒนาจังหวัดสตูล เพื่อสรุปประเด็นปัญหาและความต้องการเชิงพื้นที่ โดยมี นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้แทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอแนวทางการพัฒนาจังหวัด ณ บริเวณศาลากลางน้ำ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา อำเภอละงู จังหวัดสตูล พร้อมลงพื้นที่สำรวจเส้นทาง “สะพานข้ามกาลเวลา” และหารือถึงโอกาสในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่โดยรอบ เพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดในอนาคต
.
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ความร่วมมือของพลังภาคีเครือข่ายจังหวัดสตูล มีศักยภาพและความเข้มแข็งอย่างมาก ดังที่ได้เห็นจากการขับเคลื่อนภารกิจและการบูรณาการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งล่าสุดคือการบริหารจัดการภัยพิบัติ ที่สามารถบริหารจัดการทำให้พี่น้องประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อย่างรวดเร็ว ทันท่วงที
.
“จังหวัดสตูลเป็นพื้นที่ที่มีความสงบสุข เป็นเมืองพหุวัฒนธรรมที่น่าอยู่ ประชาชนยึดมั่นในหลักศาสนาและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ซึ่งด้วยศักยภาพของสตูล สามารถต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ควบคู่การลงทุน การค้า และอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร รวมถึงมีต้นทุนด้านพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานชีวมวล พลังงานชีวภาพ และพลังงานแสงอาทิตย์ ที่เหมาะสมต่อการพัฒนาในอนาคต”
.
การร่วมหารือในวันนี้ ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนได้นำเสนอศักยภาพของพื้นที่ ซึ่งได้รับการรับรองเป็นอุทยานธรณีโลก มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งทางบกและทางทะเล รวมถึงโบราณสถานและแหล่งทรัพยากรทางธรณีวิทยาที่สำคัญของประเทศ อีกทั้งยังมีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ทรัพยากรธรรมชาติยังคงอุดมสมบูรณ์ ทั้งป่าบก ป่าชายเลน และชายฝั่งทะเลที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งอาหารทะเลสะอาดปลอดภัย สามารถรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวฮาลาล ด้วยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ฝั่งทะเลอันดามัน เชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมกับจังหวัดสงขลา และประเทศมาเลเซีย สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงอาเซียนตอนล่าง ทั้งในมิติการท่องเที่ยว การค้า และการขนส่ง โดยจังหวัดสตูลจะได้นำข้อคิดเห็นเหล่านี้ไปสู่การดำเนินการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด ตลอดจนนำเสนอต่อรัฐบาลโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ
.




———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/550911.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DQ5bLqF5aWxEAE3CfKTsl -

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ ดันเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อวดโฉม “น้องค่างแว่น” ขวัญใจนักท่องเที่ยว
ภูมิภาค
ผู้ว่าฯ ประจวบฯ ดันเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อวดโฉม “น้องค่างแว่น” ขวัญใจนักท่องเที่ยว
วันเสาร์ ที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.48 น.
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร่วมบันทึกเทปรายการพิเศษกับสถานีโทรทัศน์ NBT ภาคกลาง ที่บริเวณศาลเจ้าพ่อเขาล้อมหมวก ภายในพื้นที่กองบิน 5 อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ เพื่อประชาสัมพันธ์และผลักดันการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ในการบันทึกเทปครั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้พาเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติชื่อดังของจังหวัด พร้อมแนะนำ “ค่างแว่นถิ่นใต้” สัตว์สัญลักษณ์ประจำจังหวัด หรือที่นักท่องเที่ยวเรียกว่า “น้องเอ็นดู” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดดึงดูดสำคัญของพื้นที่กองบิน 5
จุดเด่นของค่างแว่นถิ่นใต้ คือ ลักษณะวงแหวนสีขาวรอบดวงตา และมีพฤติกรรมคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยว ทำให้ผู้มาเยือนนิยมถ่ายภาพและเช็กอินอย่างใกล้ชิด โดยถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ยอดนิยมของการท่องเที่ยวในพื้นที่

ก่อนหน้านี้ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ยังได้กล่าวถึงนโยบาย “Next Move Prachuap ประจวบต้องไปต่อ” และแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Wellness Tourism ที่วนอุทยานเขาตาม่องล่าย ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยจังหวัดอยู่ระหว่างเร่งขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวทั้ง 8 อำเภอ บนพื้นฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่น และสร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดสู่ระดับประเทศและนานาชาติ

ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/475503&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07rN98sE1bl2KuXLtyKCJ7 -

ฉลอง 108 ปี “หาดเจ้าสำราญ” อัญมณีแห่งเพชรบุรี! จัดเต็มมหกรรมอาหาร-ดนตรี ริมชายหาดสุดโรแมนติก | TOPNEWS
ชวนเที่ยวเพชรบุรี สัมผัสมนต์เสน่ห์ “108 ปี หาดเจ้าสำราญ” อัญมณีแห่งอ่าวไทย ชวนชิมอาหาร ฟังดนตรี ท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติก

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.00 น. ที่ บริเวณหาดเจ้าสำราญ ตำบลหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ร้อยตำรวจโทภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานพิธีเปิดงาน “แอนนิเวอร์ซารี่ 108 ปี หาดเจ้าสำราญ ตอน สุขสำราญ อาหาร ดนตรี” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว

และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติให้กลับมาคึกคัก โดยมี นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี เขต 1 รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายศรัณย์ เกตุทอง นายอำเภอเมืองเพชรบุรี นายกเทศมนตรีตำบลหาดเจ้าสำราญ ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ นักท่องเที่ยว และพี่น้องประชาชน เข้าร่วมดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดพิเศษ

ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า หาดเจ้าสำราญเปรียบเสมือนอัญมณีเม็ดงามของฝั่งอ่าวไทย ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนาม “หาดเจ้าสำราญ”

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2461 การจัดงานระหว่างวันที่ 8-10 พฤษภาคม 2569 ในครั้งนี้ จึงจัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสกลิ่นอายประวัติศาสตร์ ควบคู่ไปกับบรรยากาศความสวยงามทางธรรมชาติริมชายหาด

สำหรับกิจกรรมภายในงานตลอดทั้ง 3 วัน ประกอบด้วย มหกรรมอาหารริมหาดที่มีการออกบูธจำหน่ายอาหารทะเลสดและเมนูเด็ดกว่า 100 ร้านค้า การจัดจุดถ่ายภาพเช็กอิน การแสดงพลุไฟริมชายหาดยามค่ำคืน และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำ อาทิ จ๊ะ นงผณี แหลม สมพล และวง MEAN BAND


สลับกับการแสดงดนตรีท้องถิ่น ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีได้เน้นย้ำและฝากความหวังให้ชาวตำบลหาดเจ้าสำราญ ตลอดจนผู้ประกอบการ ร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว และร่วมกันผลักดันให้หาดเจ้าสำราญเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ที่เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป


ดาราวรรณ เข็มตรง ผู้สื่อข่าว Topnews ทั่วไทย จ.เพชรบุรี
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1569926&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wpQPriWjXwFOITsC1hKZi -

“สถานทูตอิสราเอล” เตือนทันควัน! อย่าฝ่าฝืนกฎหมายไทย หลังผู้ว่าฯ ภูเก็ต สั่งลุยจัดระเบียบ ชี้โทษหนักส่งฟ้องศาล-เพิกถอนสิทธิพำนัก
“สถานทูตอิสราเอล” เตือนทันควัน! อย่าฝ่าฝืนกฎหมายไทย หลังผู้ว่าฯ ภูเก็ต สั่งลุยจัดระเบียบ ชี้โทษหนักส่งฟ้องศาล-เพิกถอนสิทธิพำนัก
จากนโยบายความเข้มงวดในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ที่มุ่งเน้นสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและยั่งยืน ล่าสุดมาตรการดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศเริ่มมีการตอบสนองและให้ความร่วมมือในการกำชับพลเมืองของตนเองให้ปฏิบัติตามกฎหมายไทย
โดยก่อนหน้านี้ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยหน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจ และตรวจคนเข้าเมือง ได้เรียกประชุมผู้แทนชาวต่างชาติเพื่อวางแนวทางควบคุมพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญ หรือละเมิดกฎหมายในพื้นที่ โดยเฉพาะปัญหาการฝ่าฝืนกฎจราจร การทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต และการอยู่เกินกำหนด (Overstay) ซึ่งผู้ว่าฯ ย้ำชัดเจนว่า “ภูเก็ตยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบเดียวกัน เพื่อให้เกิดความปกติสุขแก่คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่”
ผลจากการขับเคลื่อนมาตรการ “บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและใช้โทษสูงสุด” ส่งผลให้สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้มีการเคลื่อนไหวผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ เพื่อแจ้งเตือนพลเมืองชาวอิสราเอลที่เดินทางมายังภูเก็ตและประเทศไทยโดยมีเนื้อหาสรุปสาระสำคัญระบุว่า:
• มาตรการไม่ยอมผ่อนปรน (Zero Tolerance): กำชับให้พลเมืองปฏิบัติตามขั้นตอนและกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไทยได้รับคำสั่งให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
• โทษสูงสุด: ผู้กระทำผิดจะถูกลงโทษในอัตราสูงสุดเพื่อเป็นการป้องปราม
• การเพิกถอนวีซ่า: ในกรณีการกระทำผิดร้ายแรง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการเพิกถอนสิทธิการพำนักในราชอาณาจักรทันที
• วินัยจราจร: การขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตจะถูกส่งฟ้องศาลโดยไม่มีข้อยกเว้นความเคลื่อนไหวจากทางสถานทูตอิสราเอลในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการประสานความร่วมมือระหว่างจังหวัดภูเก็ตและตัวแทนต่างชาติ ซึ่งเป็นการช่วยคัดกรองนักท่องเที่ยวให้มีคุณภาพ และสื่อสารโดยตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายว่า “ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เปิดกว้าง แต่ต้องมาพร้อมกับการเคารพวัฒนธรรมและสิทธิของผู้อื่น”




———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/71562&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw206PZ8gm1fDnkmuPXP9kx0 -

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ภูเก็ต ณ พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/OpLnQMA2xlr6&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tefi1R4QWaTpUc_X4O1ZL -

รมช.มหาดไทย “โกแพ-วรศิษฎ์” ลงพื้นที่หารือร่วมภาคีเครือข่ายจังหวัดสตูล ระดมพลังทุกภาคส่วน ดึงศักยภาพพื้นที่เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน
การเมือง
รมช.มหาดไทย “โกแพ-วรศิษฎ์” ลงพื้นที่หารือร่วมภาคีเครือข่ายจังหวัดสตูล ระดมพลังทุกภาคส่วน ดึงศักยภาพพื้นที่เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน
วันเสาร์ ที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.43 น.
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมหารือแผนพัฒนาจังหวัดสตูล เพื่อสรุปประเด็นปัญหาและความต้องการเชิงพื้นที่ โดยมี นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้แทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอแนวทางการพัฒนาจังหวัด ณ บริเวณศาลากลางน้ำ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา อำเภอละงู จังหวัดสตูล พร้อมลงพื้นที่สำรวจเส้นทาง “สะพานข้ามกาลเวลา” และหารือถึงโอกาสในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่โดยรอบ เพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดในอนาคต
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ความร่วมมือของพลังภาคีเครือข่ายจังหวัดสตูล มีศักยภาพและความเข้มแข็งอย่างมาก ดังที่ได้เห็นจากการขับเคลื่อนภารกิจและการบูรณาการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งล่าสุดคือการบริหารจัดการภัยพิบัติ ที่สามารถบริหารจัดการทำให้พี่น้องประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อย่างรวดเร็ว ทันท่วงที
“จังหวัดสตูลเป็นพื้นที่ที่มีความสงบสุข เป็นเมืองพหุวัฒนธรรมที่น่าอยู่ ประชาชนยึดมั่นในหลักศาสนาและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ซึ่งด้วยศักยภาพของสตูล สามารถต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ควบคู่การลงทุน การค้า และอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร รวมถึงมีต้นทุนด้านพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานชีวมวล พลังงานชีวภาพ และพลังงานแสงอาทิตย์ ที่เหมาะสมต่อการพัฒนาในอนาคต”
การร่วมหารือในวันนี้ ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนได้นำเสนอศักยภาพของพื้นที่ ซึ่งได้รับการรับรองเป็นอุทยานธรณีโลก มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งทางบกและทางทะเล รวมถึงโบราณสถานและแหล่งทรัพยากรทางธรณีวิทยาที่สำคัญของประเทศ อีกทั้งยังมีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ทรัพยากรธรรมชาติยังคงอุดมสมบูรณ์ ทั้งป่าบก ป่าชายเลน และชายฝั่งทะเลที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งอาหารทะเลสะอาดปลอดภัย สามารถรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวฮาลาล ด้วยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ฝั่งทะเลอันดามัน เชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมกับจังหวัดสงขลา และประเทศมาเลเซีย สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงอาเซียนตอนล่าง ทั้งในมิติการท่องเที่ยว การค้า และการขนส่ง โดยจังหวัดสตูลจะได้นำข้อคิดเห็นเหล่านี้ไปสู่การดำเนินการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด ตลอดจนนำเสนอต่อรัฐบาลโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/475495&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2J87ci4jFV9Mut4hopTSxL -

สั่งลุยเกาะพะงัน ล้างบางนอมินีต่างชาติ ผงะเกลื่อนนับหมื่นราย
วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
สั่งลุยเกาะพะงัน
ล้างบางนอมินีต่างชาติ
ผงะเกลื่อนนับหมื่นราย
กรมพัฒนาธุรกิจฯ สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังล้างบางนอมินีต่างชาติ ยึด“เกาะพะงัน-เกาะสมุย” พบเข้ามาลงทุนทะลุหมื่นราย จับมือทุกหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น สกัดทุนต่างชาติให้คนไทยเป็นนอมินี พร้อมเดินหน้าสแกนจังหวัดท่องเที่ยวอีก 6 จังหวัด
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้เปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง เกาะพะงัน และเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี สกัดกั้นทุนต่างชาติ ใช้คนไทยเป็นนอมินี หลังจากพบว่ามีชาวต่างชาติ ทำธุรกิจและอาศัยในเกาะพะงัน เกาะสมุย มีจำนวนบริษัท ซึ่งชาวต่างชาติ มาลงทุนประกอบกิจการ มากถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบนทั้ง 2 เกาะมี 16,811 ราย โดยมีทั้งประกอบธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย และหลีกเลี่ยงโดยใช้คนไทยเป็นนอมินีจึงหยิบยกเป็นวาระเร่งด่วนในการปราบปรามอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่ลงนาม MOU ป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง(นอมินี)
นายพูนพงษ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาได้คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เป็นสำคัญ มากกว่าการควบคุมการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ โดยมองถึงเจตนาดีในการเข้ามาลงทุนซึ่งช่วยให้เกิดการจ้างงาน สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ด้วยความเห็นแก่ได้ของนักลงทุนต่างชาติบางราย ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง ประกอบธุรกิจโดยมิได้รับอนุญาต และมีคนไทยบางกลุ่มเห็นแก่ประโยชน์เล็กน้อย ยอมกระทำผิด ซึ่งนับแต่นี้พร้อมกำกับดูแลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจที่มีชาวต่างชาติ ลงทุน อย่างรัดกุม และเข้มงวด
ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ได้สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง จ.สุราษฎร์ธานี พบว่ามีบริษัทจำกัด 21,717 ราย โดยบริษัท ที่มีชาวต่างชาติลงทุน 11,649 ราย (53.6%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 2,365 ราย (20%) 2.อังกฤษ 1,446 ราย (12%) 3. รัสเซีย 1,205 ราย (10%) 4.อิสราเอล 1,147 ราย (10%) 5.เยอรมัน 608 ราย (5%) 6.จีน 569 ราย (5%) 7. อเมริกัน 444 ราย (4%) 8.ออสเตรเลียน 335 ราย (3%) 9.อิตาเลียน 258 ราย (2%) และ 10.เบลเยียน 222 ราย (2%)
สำหรับเกาะพะงัน มีบริษัทจำกัด 4,761 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 3,213 ราย (67.48%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.อิสราเอล 720 ราย (22%) 2.ฝรั่งเศส 426 ราย (13%) 3. อังกฤษ 359 ราย (11%) 4.รัสเซีย 306 ราย (10%) 5.เยอรมัน 194 ราย (6%) 6.อเมริกัน 144 ราย (4%) 7.อิตาเลียน 89 ราย (3%) 8.ยูเครน 69 ราย (2%) 9.ออสเตรเลียน 58 ราย (2%) และ 10.เบลเยียน 56 ราย (2%)
ส่วนเกาะสมุย มีบริษัทจำกัด 12,050 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย (68.16%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 1,937 ราย (24%) 2.อังกฤษ 1,077 ราย (13%) 3. รัสเซีย 885 ราย (11%) 4.จีน 478 ราย (6%) 5.อิสราเอล 419 ราย (5%) 6.เยอรมัน 406 ราย (5%) 7.อเมริกัน 291 ราย (4%) 8.ออสเตรเลียน 273 ราย (3%) 9.สวิสฯ 173 ราย (2%) และ 10.อิตาเลียน 169 ราย (2%)
จากข้อมูลตัวเลขบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน ที่เกาะพะงันและเกาะสมุย มีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดของทั้ง 2 เกาะ (16,811 ราย) โดยพบว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนบน 2 เกาะ เป็นนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ได้ยินว่าต่างชาติยึดเกาะพะงัน เกาะสมุย ไปเรียบร้อยแล้ว
โดยได้ตรวจสอบธุรกิจบนเกาะพะงัน พบธุรกิจที่มีลักษณะต้องสงสัยเกี่ยวกับการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ (นอมินี) ใน 2 กลุ่มธุรกิจ คือ 1.สำนักงานบัญชี ภายใต้ชื่อสำนักงานเฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด) โดยเจ้าของมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ใน 66 บริษัท โดยลงพื้นที่ มีความเชื่อมโยงกับเจ้าของสำนักงานบัญชีดังกล่าว (อาคารพาณิชย์ 2 แห่ง และบ้านพัก) พบว่า อาคารพาณิชย์ที่ลงตรวจเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง โดยไม่ปรากฏการประกอบธุรกิจจริงในบางห้อง ตำรวจได้ตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์ เพื่อนำไปตรวจสอบว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติหรือไม่ และใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินทางคดี
2.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าโครงการศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า) พบเป็นวิลล่าหรู 8 หลัง เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่าคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงได้เชิญผู้ดูแลโครงการและนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย ไปสอบสวนเพิ่มเติม โดยพบข้อมูลที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของโครงการวิลล่าดังกล่าวมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท โดยมีบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทย 2 แห่ง ถือครอง แต่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอล ในสัดส่วนร้อยละ 49 และต่อมามีการเพิ่มบริษัทที่เป็นชาวอิสราเอล เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท อาจเข้าข่ายเป็นการซื้อขายเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี และการถือหุ้นอำพรางเข้าข่ายเป็นนอมินี
ขณะที่เกาะสมุย ตรวจพบนิติบุคคลที่อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เป็นพนักงานของสำนักงานรับจดทะเบียน/รับทำบัญชี โดยให้ข้อมูลว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมกับคนต่างชาติ เพื่อให้สัดส่วนเป็นบริษัทไทย และอีก 1 ราย มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 87 บริษัท ซึ่งได้นำส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินการเอาผิดต่อไป
นอกจากนี้ได้นำส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินีในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี 34 ราย ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งแต่ละรายมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท และประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์
ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน
ขณะนี้ได้สแกนนิติบุคคลกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ จ.พังงา ฯลฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่จะเข้าข่ายการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี โดยเฉพาะธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน ซึ่งกรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรจะเร่งเดินหน้าเชิงรุกเพื่อปราบปรามนอมินีทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยให้หมดสิ้นไปในทุกๆ พื้นที่ และทุกประเภทธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/963326&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZgGsp63kiOwq5tXtaxZdu -

“ตร.ท่องเที่ยวเชียงใหม่” ทลายกองถ่ายซีรี่ส์จีนเถื่อน พบทีมงานชาวจีนทำงานผิดกฎหมาย
เนื้อหาน่าอ่าน
แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/146534&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36sBgCV6nWmwU-axev6maG











