Category: ท่องเที่ยว

  • ไขข้อสงสัยค่าเหยียบแผ่นดินคืออะไร ทำไมไทยจ่อเรียกเก็บ300บ.

    ไขข้อสงสัยค่าเหยียบแผ่นดินคืออะไร ทำไมไทยจ่อเรียกเก็บ300บ.

    ไขข้อสงสัย “ค่าเหยียบแผ่นดิน” คืออะไร? ทำไมไทยและทั่วโลกถึงต้องเรียกเก็บ

    อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่ภายใต้ตัวเลขนักท่องเที่ยวหลักสิบล้านคนที่เดินทางเข้ามาในแต่ละปี ย่อมตามมาด้วยต้นทุนแฝงที่ภาครัฐต้องแบกรับ

    ในแวดวงธุรกิจการท่องเที่ยวทั่วโลกจึงเกิดแนวคิดที่เรียกว่า “ค่าเหยียบแผ่นดิน” หรือ “ภาษีนักท่องเที่ยว” (Tourist Tax) ซึ่งก็คือ ค่าธรรมเนียมที่รัฐบาลหรือเมืองท่องเที่ยวต่างๆ เรียกเก็บจากชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศ เพื่อนำเม็ดเงินเหล่านี้ไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเป็นกองทุนสำหรับดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของนักท่องเที่ยวเอง
     

    ไขข้อสงสัยค่าเหยียบแผ่นดินคืออะไร ทำไมไทยจ่อเรียกเก็บ300บ.

    ย้อนรอยเหตุผล ทำไม “ประเทศไทย” จึงต้องมีค่าเหยียบแผ่นดิน?

    ที่มาของแนวคิดนี้ในประเทศไทย ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่ถูกหยิบยกมาหารือกันตั้งแต่ปี 2558 หลังเกิดเหตุระเบิดที่ศาลพระพรหมเอราวัณ และตามมาด้วยเหตุการณ์เรือล่มที่ จ.ภูเก็ต ในปี 2561 ซึ่งในเวลานั้นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังได้รับงบประมาณจากส่วนกลางมาช่วยเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบ

    อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2562 เมื่อสำนักงบประมาณแจ้งว่าจะ “ไม่มีการจัดสรรงบประมาณส่วนกลาง” สำหรับเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติให้กับทางกระทรวงฯ อีกต่อไป

    นอกจากนี้ ข้อมูลยังระบุด้วยว่า ตั้งแต่ปี 2559 กระทรวงสาธารณสุขต้องใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนกว่า 300 ล้านบาทต่อปี เพื่อไปชำระค่ารักษาพยาบาลให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ไม่มีกำลังจ่าย

    ด้วยเหตุนี้ การพึ่งพาภาษีของคนไทยเพื่อมาอุดหนุนค่าใช้จ่ายส่วนนี้จึงไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน กระทรวงฯ จึงมีความจำเป็นต้องจัดเก็บเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อนำมาตั้งเป็น “กองทุน” สำหรับซื้อประกันและเยียวยานักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ โดยไม่ต้องรบกวนเงินภาษีของประชาชนคนไทยอีกต่อไป ไขข้อสงสัยค่าเหยียบแผ่นดินคืออะไร ทำไมไทยจ่อเรียกเก็บ300บ.

    เตรียมนำเรื่องเข้า ครม. เคาะเก็บ 300 บาท

    จากความจำเป็นดังกล่าว ประเทศไทยจึงกำลังเตรียมนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเดินหน้าจัดเก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” ในอัตรา 300 บาทต่อคน ซึ่งเงินจำนวนนี้จะถูกนำกลับไปใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้มีมาตรฐาน ปลอดภัย และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

    ส่องอัตรา “ค่าเหยียบแผ่นดิน” ทั่วโลก แต่ละประเทศเก็บกันเท่าไหร่? (เทียบเป็นเงินบาท)

    (หมายเหตุ: ตัวเลขสกุลเงินบาทเป็นการประมาณการเบื้องต้น เพื่อให้เห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยอิงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ย)

    อังกฤษ (UK): หลายเมืองเริ่มใช้ระบบ City Tax เช่น เมืองแมนเชสเตอร์ (Manchester) เก็บค่าธรรมเนียม 1 ปอนด์ต่อห้องต่อคืน (ประมาณ 46 บาท) และเอดินบะระ (Edinburgh) ที่เตรียมเก็บภาษีที่พัก 5% ในช่วงกลางปี 2569 เป็นต้นไป

    สหรัฐอเมริกา (USA): จัดเก็บในรูปแบบ “ภาษีที่พัก” ซึ่งอัตราแตกต่างกันไปตามเมือง เช่น นิวยอร์ก เก็บสูงสุด 14.75% + 3.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อคืน (ส่วนบวกเพิ่มประมาณ 126 บาท), ลอสแอนเจลิส (12%), ซานฟรานซิสโก (14%) และฮาวาย (10.25% – 13.25%)

    สเปน (Spain): มีการเก็บภาษีเพื่อความยั่งยืนด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเมืองยอดฮิต เช่น แคว้นกาตาลุญญา (บาร์เซโลนา) เก็บสูงสุดที่ประมาณ 5.50 – 15 ยูโร (ประมาณ 215 – 585 บาท) และหมู่เกาะแบลีแอริก เก็บตั้งแต่ 1 – 4 ยูโรต่อคืน (ประมาณ 39 – 156 บาท)

    อิตาลี (Italy): จัดเก็บภาษีที่พักที่แตกต่างกันตามแต่ละเทศบาลและระดับดาวของโรงแรม เช่น กรุงโรม เก็บ 3-7 ยูโรต่อคืน (ประมาณ 117 – 273 บาท), มิลาน 2-5 ยูโรต่อคืน (ประมาณ 78 – 195 บาท) และฟลอเรนซ์ 1-5 ยูโรต่อคืน (ประมาณ 39 – 195 บาท)

    ญี่ปุ่น (Japan): เตรียมปรับขึ้นภาษีซาโยนาระ (Sayonara Tax) หรือภาษีขาออก ผ่านตั๋วเครื่องบิน จากเดิม 1,000 เยน (ประมาณ 240 บาท) เป็น 3,000 เยนต่อคน (ประมาณ 720 บาท) โดยจะมีผล ก.ค. 2569

    ภูฏาน (Bhutan): จัดเก็บค่าธรรมเนียมการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDF) ปัจจุบันลดเรตลงมาอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อคืน (ประมาณ 3,600 บาท) ไปจนถึงวันที่ 31 ส.ค. 2570

    มาเลเซีย (Malaysia): จัดเก็บภาษีการท่องเที่ยว (Tourism Tax – TTx) คงที่ในอัตรา 10 ริงกิตต่อห้องต่อคืน (ประมาณ 76 บาท) สำหรับชาวต่างชาติที่เข้าพัก

    อินโดนีเซีย (Bali): เกาะบาหลี จัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว 150,000 รูเปียห์ต่อคน (ประมาณ 345 บาท)

    นิวซีแลนด์ (New Zealand): เพิ่งปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการอนุรักษ์และการท่องเที่ยว (IVL) จาก 35 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ประมาณ 770 บาท) เป็น 100 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ต่อคน (ประมาณ 2,200 บาท)

    ฝรั่งเศส (France): กรุงปารีส จัดเก็บภาษีที่พัก เริ่มตั้งแต่ 0.2 ยูโรต่อคืน (ประมาณ 8 บาท) สำหรับแคมป์ปิ้ง ไปจนถึงมากกว่า 15 ยูโรต่อคืน (ประมาณ 585 บาท) สำหรับโรงแรมหรู

    เยอรมนี (Germany) : จัดเก็บภาษีวัฒนธรรมและภาษีเตียงแตกต่างกันไปในแต่ละเมือง เช่น เบอร์ลิน เก็บที่ 7.5% ของราคาที่พัก

    จะเห็นได้ว่า การจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดินไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็น “มาตรฐานสากล” ที่ประเทศท่องเที่ยวชั้นนำทั่วโลกนำมาใช้ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างรายได้จากการท่องเที่ยวและการดูแลรักษาประเทศในระยะยาวนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740371&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nIQ1rLNtdZUD-RrTp6K94

  • เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เตรียมจัด ‘The River of Life’ กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เตรียมจัด ‘The River of Life’ กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.50 น.

    กาญจนบุรีเตรียมเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมครั้งยิ่งใหญ่ กับงาน “The River of Life สายน้ำแห่งวัฒนธรรม สานสายใยกาญจนบุรี” ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ พิเศษ กิจกรรมแพท่องเที่ยวชมแม่น้ำแคว ฟรี! พร้อมจัดเต็มกิจกรรมประกวดทูตวัฒนธรรม ประกวดเครื่องแขวนไทย ไฮไลท์ชมม่านน้ำสุดอลังการ และการแสดงจากศิลปินชื่อดังมากมาย 16 – 18 เมษายน 2569 นี้ ณ ท่าเทียบแพบ้านลิ้นช้าง จังหวัดกาญจนบุรี

    2 เมษายน 2569 จังหวัดกาญจนบุรี นางพรรณวิภา ปิยัมปุตระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย นางสาวพรพรรณ กลิ่นเกษร วัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี ดร.ปราโมทย์ อุ่นจิตสกุล นายกเทศมนตรีเมืองปากแพรก พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ดร.ธีรชัย ชุติมันต์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี นายภานุวัฒน์ ศิลแดนจันทร์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี และนายกสมาคมผู้ประกอบการชาวแพชาวเรือจังหวัดกาญจนบุรี นายนิพนธ์ พรเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขากาญจนบุรี และนางสาวจรรยารักษ์ สาธิตกิจ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน “The River of Life สายน้ำแห่งวัฒนธรรม สานสายใยกาญจนบุรี”

    นางพรรณวิภา ปิยัมปุตระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีกล่าวว่า จังหวัดกาญจนบุรีเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตผูกพันกับสายน้ำมาอย่างยาวนาน โดยมีแม่น้ำสายสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำแควใหญ่และแม่น้ำแควน้อย ไหลมาบรรจบกันที่บริเวณปากแพรก ก่อกำเนิดเป็นแม่น้ำแม่กลอง ก่อนจะไหลลงสู่อ่าวไทย สายน้ำเหล่านี้ไม่เพียงหล่อเลี้ยงระบบนิเวศและการเกษตร แต่ยังเป็นหัวใจของวิถีชีวิตชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มชาวเรือแพ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการท่องเที่ยวในพื้นที่ ทั้งนี้ จุดเด่นหรือหมัดฮุคของกาญจนบุรี คือความหลากหลายที่ครบถ้วนในทุกมิติ ทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวเดียวกันได้อย่างลงตัว โดยมีสายน้ำเป็นแกนหลักในการถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์ของจังหวัด ผ่านการจัดงานในครั้งนี้

    ด้าน นางสาวพรพรรณ กลิ่นเกษร วัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า The River of Life สายน้ำแห่งวัฒนธรรม สานสายใยกาญจนบุรี จะถูกถ่ายทอดผ่านกิจกรรมหลากหลาย โดยเฉพาะกิจกรรมไฮไลท์ คือ การแสดงม่านน้ำ แสง สี เสียงที่ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม การประกวดทูตวัฒนธรรม เพื่อหาตัวแทนคนรุ่นใหม่มาทำหน้าที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และคุณค่าทางวัฒนธรรมของจังหวัดกาญจนบุรี

    การประกวดเครื่องแขวนไทย เพื่อสืบสานงานหัตศิลป์ไทยที่สะท้อนความปราณีตและภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมความบันเทิงจากทัพศิลปินชื่อดัง อาทิ อี๊ด โปงลาง ลูลู่ ลาล่า วง ROCK BROTHERS ฮาย อาภาพร และแขกรับเชิญพิเศษ เจ้าพ่อรำวงชาวบ้าน อ๊อด โฟเอส และน้องต้นข้าว ศิลปินลูกหลานชาวกาญจนบุรี ที่จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาร่วมสร้างสีสันตลอด 3 วันเต็ม

    ขณะที่ ดร.ปราโมทย์ อุ่นจิตสกุล นายกเทศมนตรีเมืองปากแพรก เผยถึงแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ท่าเทียบแพบ้านลิ้นช้าง ว่า ทางเทศบาลมุ่งเน้นให้เป็นแลนด์มาร์กใหม่ของจังหวัด โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวและการรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมของชุมชน มีการออกแบบพื้นที่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตริมแม่น้ำ และเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม ทั้งในด้านการจัดกิจกรรม การจำหน่ายสินค้า และการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ซึ่งภายในงานมีการจัดตลาดริมน้ำจำหน่ายอาหารพื้นถิ่นให้นักท่องเที่ยวลิ้มลอง ในระยะยาว พื้นที่แห่งนี้จะถูกพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน รองรับการจัดงานในอนาคต และเป็นจุดเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียง

    เช่นเดียวกับ นายภานุวัฒน์ ศิลแดนจันทร์ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีและนายกสมาคมผู้ประกอบการชาวแพชาวเรือจังหวัดกาญจนบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบุว่าได้ให้ความสำคัญกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีมาตรการจัดการขยะและน้ำเสียในแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการกำหนดขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศ และรักษาคุณภาพของแม่น้ำซึ่งเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งในการจัดงานครั้งนี้ ได้จัดให้มีกิจกรรมล่องแพ ชมวิวแม่น้ำแคว พร้อมกิจกรรมนวดฝ่าเท้า โดยมีไกด์นำเที่ยวพิเศษ นิธิ สมุทรโคจร ดารานักแสดงและอินฟลูเอ็นเซอร์ด้านการท่องเที่ยว

    ด้าน พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ได้วางแผนบริหารจัดการจราจรอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยตลอดพื้นที่จัดงาน รวมถึงการบูรณาการร่วมกับอาสาสมัครและหน่วยงานท้องถิ่นในการเฝ้าระวังเหตุการณ์ไม่คาดคิด ในส่วนของความปลอดภัยทางน้ำ มีการกำหนดมาตรฐานเรือและแพ การตรวจสอบอุปกรณ์ช่วยชีวิต และการจัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดเสี่ยง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถท่องเที่ยวได้อย่างมั่นใจ

    จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจ ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของกาญจนบุรี ผ่านมุมมอง “สายน้ำแห่งชีวิต” ระหว่างวันที่ 16–18 เมษายน 2569 เวลา 15.00–22.00 น. ณ ท่าเทียบแพบ้านลิ้นช้าง ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม ได้ทาง Facbook Fanpage สายน้ำแห่งวัฒนธรรม สานสายใยกาญจนบุรี https://www.facebook.com/profile.php?id=61577478084129

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    อบจ.ปทุมธานี เตรียมจัดเทศกาลว่าว’69 กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/956620&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2apM2tkSsHuPCbc4urcXPR

  • ททท. ปลุกท่องเที่ยวไทย ‘วิ่ง-กิน-เที่ยว’ ดันเงินหมุนชุมชน 250 ล้าน

    ททท. ปลุกท่องเที่ยวไทย ‘วิ่ง-กิน-เที่ยว’ ดันเงินหมุนชุมชน 250 ล้าน

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ปัจจุบันกระแสความนิยมด้านสุขภาพ และการออกกำลังกายเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ส่งผลให้การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ได้รับ ความสนใจเพิ่มขึ้นและเป็นหนึ่งในกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่เพียงมองหาการเดินทางเพื่อพักผ่อน แต่ผสานทั้งกิจกรรมกีฬาการท่องเที่ยว และการเรียนรู้วัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่เข้าด้วยกัน ททท. จึงได้ริเริ่มโครงการ Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026 เพื่อเชื่อมโยงการวิ่งเข้ากับการท่องเที่ยว พร้อมนำเสนอสินค้าทางภูมิศาสตร์ หรือ สินค้า GI ที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นได้อย่างเด่นชัด เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส ทั้งการออกกำลังกาย การลิ้มรสอาหารท้องถิ่น และการเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนครอบคลุมพื้นที่ 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ ระยอง ขอนแก่น นครศรีธรรมราช และ เพชรบุรี

    “ททท. คาดการณ์ว่า โครงการจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100,000 คน และเกิดการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง และการอุดหนุนสินค้าชุมชนโดยเฉพาะสินค้า GI สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและพื้นที่มูลค่ารวมกว่า 250 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนท่องเที่ยวและผู้ประกอบการในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสุขภาพในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน”

    จิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า โครงการ Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการยกระดับศักยภาพผลไม้ท้องถิ่นของไทยซึ่งถือเป็นการนำเสน่ห์ไทยมาทำให้เกิดการเพิ่มมูลค่ามากขึ้น ผ่านการนำจุดเด่นของผลผลิตแต่ละพื้นที่มาเชื่อมโยงกับกิจกรรมการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างการรับรู้ให้กับผลไม้ไทยในวงกว้าง แต่ยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและผู้บริโภคได้สัมผัสเรื่องราว วิถีชุมชน และเสน่ห์ของท้องถิ่นไปพร้อมกัน อันจะนำไปสู่การกระจายรายได้สู่เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ รวมทั้งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

    สำหรับกิจกรรมภายใต้โครงการ Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026 ประกอบด้วย กิจกรรมหลัก 2 รูปแบบ ได้แก่

    กิจกรรมที่ 1 : กิจกรรมวิ่งในพื้นที่จริง (On-ground) : Amazing Thailand GI Tour & Trail Running จำนวน 5 สนามทั่วประเทศ

    วันที่ 2 – 3 พฤษภาคม 2569 ณ อ่างเก็บน้ำห้วยลาน อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่

    วันที่ 23 – 24 พฤษภาคม 2569 ณ เขานางหย่อง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง

    วันที่ 30 – 31 พฤษภาคม 2569 ณ เขื่อนอุบลรัตน์ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น

    วันที่ 6 – 7 มิถุนายน 2569 ณ บ้านวังหอน อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช

    วันที่ 20 – 21 มิถุนายน 2569 ณ บ้านทุ่งขาม อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

    ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมในแต่ละพื้นที่ได้ใน 3 ระยะทาง ได้แก่ 20 กิโลเมตร 10 กิโลเมตร และ 3 กิโลเมตร สมัครได้ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายนเป็นต้นไป ที่เว็บไซต์ https://race.thai.run/gitourandtrail โดยค่าสมัครเพียง 250 บาท จะได้รับเสื้อ, BIB, เหรียญที่ระลึก และ Voucher มูลค่า 250 บาท สำหรับใช้จ่ายซื้อสินค้า GI ภายในงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เลือกซื้อสินค้าที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค กระตุ้นการใช้จ่ายพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น สำหรับผู้ชนะการแข่งขันในระยะทาง 20 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร ร่วมลุ้นรางวัลเงินสดกว่า 1 ล้านบาท พร้อมสินค้า GI SET โดยมีรางวัลสำหรับผู้เข้าเส้นชัย 5 อันดับแรก แยกประเภทชายและหญิงในทั้ง 2 ระยะ นอกจากนี้ผู้ที่ได้ลำดับที่ 1 สำหรับประเภทชายและหญิงจะรับได้การสนับสนุนค่าเดินทางและที่พักจากโครงการฯ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเดินทางเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคและต่อยอดประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

    ไฮไลต์สำคัญของการจัดงาน Amazing Thailand GI Tour & Trail Running ทั้ง 5 พื้นที่ คือ การนำสินค้า GI ของท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดที่จัดงานมาเป็นตัวชูโรงในกิจกรรม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้สัมผัสเส้นทางธรรมชาติ เรียนรู้วิถีชุมชน และเลือกซื้อสินค้า GI จากแหล่งผลิตโดยตรง ซึ่งช่วยสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แตกต่างพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่ไปพร้อมกัน

    ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ “แอ่วเทรลเมืองล้านนา จิบกาแฟ แลมนต์ขุนเขา” นำเสนอสินค้า GI กาแฟเทพเสด็จ มีจุดเด่นคือเป็นกาแฟอาราบิกาที่มีกลิ่นของดอกไม้ป่า โดยบนเส้นทางวิ่งจะมีฐาน GI Coffee Experience สาธิตการคั่วและการชงกาแฟเทพเสด็จสำหรับนักท่องเที่ยว

    ภาคตะวันออก จังหวัดระยอง “ผืนป่าบูรพา ​เทรลนักรบ สับปะรดศรีราชา” นำเสนอสินค้า GI มังคุดระยอง มีจุดเด่นคือรสชาติหวานอมเปรี้ยว เปลือกบาง ผลกลม เนื้อขาว โดยบนเส้นทางวิ่งมีฐาน GI Fruit Remix Workshop ทำยำผลไม้ GI สำหรับนักท่องเที่ยว

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น “แล่นตะลุยแดนอีสาน ชิมมะม่วงหวาน แลลายศิลป์” นำเสนอสินค้า GI ข้าวหมากใบตอง มีจุดเด่นคือความหอมเป็นเอกลักษณ์ และรสชาติที่ไม่เลี่ยน โดยบนเส้นทางวิ่งมีฐาน Silk & Khao Mak Cultural Experience ทำข้าวหมากใบตองและพวงกุญแจผ้าไหมสำหรับนักท่องเที่ยว

    ภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช “เทรลแจ่มใจ ​วิ่งวิถีชุมชน ชิมแตงโม ชมกระจูดควนเคร็ง” นำเสนอสินค้า GI สครับเปลือกผลไม้ มีจุดเด่นคือเป็นการนำผลไม้เฉพาะถิ่นที่มีสรรพคุณบำรุงผิวนำมาทำเป็นสครับ โดยบนเส้นทางมีฐาน Natural GI Fruit Scrubb Experience สาธิตการทำสครับจากเปลือกผลไม้ และ Workshop ทำสครับพกพาสำหรับนักท่องเที่ยว

    ภาคกลาง จังหวัดเพชรบุรี “วิ่งเทรลชิมหวาน​ เสน่ห์หอมหวนแห่งเมืองเพชร”นำเสนอสินค้า GI กล้วยหอมทองเพชรบุรี มีจุดเด่นคือผลยาว เปลือกบางสีเหลืองนวล เนื้อสีครีมเนียนละเอียด ละมุน นุ่มฟู หวานหอม ไส้ไม่ฉ่ำน้ำ โดยบนเส้นทางมีฐาน Clay & Sweet Heritage Experience Workshop ทำเครื่องปั้นดินเผา และสาธิตการปั้นกล้วยกวน

    กิจกรรมที่ 2 : กิจกรรม Virtual Run ทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้นักวิ่งจากทั่วประเทศสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ โดยวิ่งสะสมระยะทางรวม 77 กิโลเมตร เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและขยายการรับรู้โครงการเป็น วงกว้างในทุกภูมิภาค โดยเปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน – 15 พฤษภาคม 2569 และร่วมกิจกรรมวิ่งสะสมระยะทางให้ครบ 77 กิโลเมตร ได้ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นการสมัครไปจนถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2569 สมัครและสะสมการวิ่งได้ที่เว็บไซต์ https://race.thai.run/gitourandtrail เมื่อสะสมระยะครบตามเงื่อนไข ผู้สมัครจะได้รับเสื้อ Finisher และ เหรียญที่ระลึก พร้อมลุ้นรับ GI SET จำนวน 100 รางวัล และยังมีสิทธิ์ลุ้นรับ Voucher ที่พักฟรี เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-amazing-thailand-gi-tourism&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oh1KHSRATf6Re-X4rXuUW

  • ททท. ชี้ท่องเที่ยวไทย Q1 ฟื้น ต่างชาติ 9.31 ล้านคน คาดรายได้ปี 69 แตะ 2.58 ล้านลบ.

    ททท. ชี้ท่องเที่ยวไทย Q1 ฟื้น ต่างชาติ 9.31 ล้านคน คาดรายได้ปี 69 แตะ 2.58 ล้านลบ.

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 เม.ย.69) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 1/2569 (1 มกราคม – 31 มีนาคม 2569) ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 9.31 ล้านคน โดยตลาดหลักยังคงเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน จำนวน 1.49 ล้านคน รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย 9.6 แสนคน รัสเซีย 7.26 แสนคน อินเดีย 6.26 แสนคน และเกาหลีใต้ 4.12 แสนคน

    ขณะเดียวกัน ตลาดระยะไกล อาทิ สหราชอาณาจักร เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ยังคงเป็นกลุ่มสำคัญในการสร้างรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อทริปในระดับสูง

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังเผชิญปัจจัยกดดันจากภายนอก ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และต้นทุนการเดินทางที่ผันผวน แต่โครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายมากขึ้น ช่วยเสริมเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรม และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

    ทั้งนี้ ปี 2569 ททท. ได้ปรับประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 1–3 เดือน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 30–34 ล้านคน ลดลงร้อยละ 18 จากเป้าหมายเดิม

    ปัจจัยหลักมาจากการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา รวมถึงข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน และความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

    ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคนครั้ง ลดลงร้อยละ 3 จากเป้าหมาย โดยภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย คาดว่าจะสร้างรายได้รวมประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/823607&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OIRawtoKAp-qVVcBps3DN

  • ‘สมาคมโรงแรมไทย’ ประเมิน ‘สงกรานต์ 2569’ เงียบ คนไทยอ่วมวิกฤติน้ำมัน ไม่กล้าเที่ยวข้ามจังหวัด

    ‘สมาคมโรงแรมไทย’ ประเมิน ‘สงกรานต์ 2569’ เงียบ คนไทยอ่วมวิกฤติน้ำมัน ไม่กล้าเที่ยวข้ามจังหวัด

    ‘เทียนประสิทธิ์’ นายกสมาคมโรงแรมไทย วอนรัฐช่วยอุ้มต้นทุนเอกชน ช่วยเหลือด้านเงินทุนแก่ SMEs รับมือสงครามกดดันดีมานด์นักท่องเที่ยวชะลอตัว เซ่นพิษน้ำมัน-ตั๋วเครื่องบินแพง ประเมิน ‘สงกรานต์ 2569’ เงียบ คนไทยไม่กล้าเดินทางข้ามจังหวัด

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวในงานเสวนา ROUND TABLE “ฝ่าวิกฤติพลังงาน ทางรอดประเทศไทย” จัดโดย โพสต์ทูเดย์ เครือเนชั่น เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ว่า  หลังวิกฤติตะวันออกกลางผ่านมา 1 เดือน ผลกระทบที่เห็นชัดในตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติคือค่าตั๋วเครื่องบินแพง โดยเฉพาะเส้นทางยุโรปบางเส้นทางปรับขึ้น 2 เท่าแล้ว และปริมาณเที่ยวบินที่ต้องแวะเปลี่ยนเที่ยวบินในตะวันออกกลางหายไปราว 50% แล้ว

    ส่วนตลาดในประเทศมองว่าปัจจัยราคาน้ำมันแพงเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่ถ้าน้ำมันขาดแคลนจะกระทบในเชิงจิตวิทยา ทำให้คนไทยไม่กล้าเดินทางข้ามจังหวัด อย่างหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์นี้ถือว่าเงียบเลย ยิ่งน้ำมันแพงขึ้นสะสม 10 บาท/ลิตรแล้ว ก็น่าจะทำให้การเดินทางเงียบไปอีกเหมือนกัน

    “สถานการณ์เดินทางท่องเที่ยวในไตรมาส 2 จึงน่าเป็นห่วงมาก นอกจากจะเข้าสู่โลว์ซีซันของภาคการท่องเที่ยวแล้ว ก่อนหน้านี้เราหวังว่าจะพึ่งการท่องเที่ยวในประเทศ แต่พอน้ำมันแพงในตอนนี้ก็ค่อนข้างเป็นห่วง อย่างไรก็ตามเทศกาลสงกรานต์ในไทยถือว่าเป็นเทศกาลระดับโลกไปแล้ว ถ้าพลาดปีนี้ต้องรอปีหน้า ทำให้ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาอยู่ แต่เดสติเนชันที่น่าเป็นห่วงมากตอนนี้คือเชียงใหม่ ที่เผชิญวิกฤติฝุ่น PM 2.5 สูงสุดติดอันดับ 1 ของโลกไปแล้ว”

    นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเทียบกับแนวโน้มราคาสินค้าประเภทอื่นๆ ที่กำลังแพงขึ้นแล้ว จะพบว่าสินค้าโรงแรมขึ้นราคาห้องพักได้ยากในภาวะแบบนี้ ต้องเน้นทำรายได้ให้ถึงจุดคุ้มทุนครอบคลุมต้นทุนคงที่ จึงต้องการให้ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือด้านต้นทุนแก่ผู้ประกอบการโดยตรง ลดการจัดเก็บภาษีต่างๆ เช่น การลดอัตราจัดเก็บภาษีที่ดิน นอกจากนี้ยังต้องการมาตรการช่วยเหลือด้านเงินทุนหมุนเวียนแก่เอสเอ็มอี เนื่องจากผลกระทบจากวิกฤติตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น ดีมานด์ชะลอตัว คนเดินทางเข้ามาน้อยลง

    ‘สมาคมโรงแรมไทย’ ประเมิน ‘สงกรานต์ 2569’ เงียบ คนไทยอ่วมวิกฤติน้ำมัน ไม่กล้าเที่ยวข้ามจังหวัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1228051&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OHgtbD-mmXJmIlK0-tG2h

  • กองถ่ายต่างประเทศยังเชื่อมั่นไทย! ไตรมาสแรกปี 2569 ทะลุ 162 เรื่อง สร้างรายได้กว่า 1,184 ล้านบาท

    กองถ่ายต่างประเทศยังเชื่อมั่นไทย! ไตรมาสแรกปี 2569 ทะลุ 162 เรื่อง สร้างรายได้กว่า 1,184 ล้านบาท

    กรมการท่องเที่ยว โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ เปิดเผยสถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ประจำเดือนมีนาคม 2569 พบว่ามีกองถ่ายต่างประเทศแจ้งขออนุญาตเข้ามาถ่ายทำจำนวน 68 เรื่อง คาดการณ์งบประมาณการลงทุนในประเทศไทยกว่า 569 ล้านบาท

    เมื่อพิจารณาภาพรวมในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 (มกราคม–มีนาคม) มีกองถ่ายต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 162 เรื่อง คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,184 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ผลิตภาพยนตร์และสื่อจากทั่วโลกที่ยังคงเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายสำคัญในการถ่ายทำ

    สำหรับประเภทของผลงานที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย พบว่า “โฆษณา” ยังคงเป็นกลุ่มหลักสูงสุดกว่า 63 เรื่อง รองลงมา ได้แก่ รายการประชาสัมพันธ์ 25 เรื่อง สารคดี 18 เรื่อง รายการท่องเที่ยว 16 เรื่อง มิวสิกวิดีโอ (MV) 11 เรื่อง ภาพยนตร์เรื่องยาว 8 เรื่อง และซีรีส์ 6 เรื่อง เป็นต้น โดยกองถ่ายจากอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างโดดเด่น ทั้งในด้านจำนวนเรื่องและมูลค่าการลงทุน สะท้อนถึงความนิยมของประเทศไทยในฐานะโลเคชันถ่ายทำที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีจำนวน 153 เรื่อง และมูลค่าการลงทุนสูงถึง 1,521 ล้านบาท พบว่าจำนวนกองถ่ายเพิ่มขึ้น แต่เม็ดเงินลงทุนโดยรวมลดลง

    เปิดเผยว่า “จากสถิติจะเห็นว่า มีจำนวนกองถ่ายต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยเพิ่มขึ้น แต่เม็ดเงินลงทุนลดลงเล็กน้อย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กองถ่ายมีการบริหารงบประมาณอย่างระมัดระวังมากขึ้น”

    ทั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวคาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการคอนเทนต์ของตลาดภาพยนตร์และสื่อบันเทิงทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งสำคัญ ทั้งในด้านความหลากหลายของสถานที่ถ่ายทำ บุคลากรที่มีคุณภาพ และมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ (Incentive) ที่ให้เงินคืนสูงสุดถึง 30% รวมถึงต้นทุนการผลิตในประเทศที่อยู่ในระดับเหมาะสมและคุ้มค่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1009353&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hXgKy9lhwzRB2opnMWtDH

  • ททท. จัดเสวนา ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’

    ททท. จัดเสวนา ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’

    ททท. จัดเสวนา ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’

    วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมเสวนาหัวข้อ ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’ ณ โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยวัฒนธรรมอาหารผ่าน ‘มิชลิน ไกด์’ คู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก โดยอ้างอิงข้อมูลจากรายงาน ‘Beyond the MICHELIN Stars’ ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อปี 2568 โดยเอิร์นส์แอนด์ยัง (Ernst & Young) บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำของโลก

    ภายในงานเสวนาดังกล่าว ททท. ในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของ ‘มิชลิน ไกด์’ มานานกว่า 9 ปี ได้เชิญบุคลากรจากร้านอาหารในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 มาร่วมพูดคุยและแสดงความคิดเห็นบนเวทีเสวนา ได้แก่ นิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, เชฟ “แทน” ภากร โกสิยพงษ์ จาก ‘โกท’ ร้านอาหารรางวัล ‘หนึ่งดาวมิชลิน’ และ ‘ดาวมิชลิน รักษ์โลก’, เชฟ “โก๋” ไพศาล ชีวินศิริวัฒน์ จาก ‘แก่น’ และ “กอล์ฟ” เอกรินทร์ อยู่สุขสมบูรณ์ นักออกแบบและตกแต่งอาหาร หรือ Food Stylist จาก ‘แก่นกรุง’ โดยสองร้านหลังติดอันดับร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า “ภายใต้บริบทของสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนและการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความเข้มข้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury” ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งมอบประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าและช่วยฟื้นฟูทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดย “วัฒนธรรมอาหารไทย” ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความพิถีพิถัน และภูมิปัญญาท้องถิ่น และสามารถต่อยอดเป็นกลไกสำคัญในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ”

    ภายในงานมีการนำเสนอข้อมูลจากรายงาน ‘Beyond the MICHELIN Stars’ ที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2568 โดยเอิร์นส์แอนด์ยัง (Ernst & Young) บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำของโลก ซึ่งสะท้อนบทบาทของ ‘มิชลิน ไกด์’ ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยว ที่มีส่วนช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดย 74% ของนักเดินทางใช้การมีร้านอาหารใน ‘มิชลิน ไกด์’ เป็นปัจจัยในการเลือกจุดหมายปลายทาง และ 76% มีแนวโน้มขยายระยะเวลาการพำนักเพื่อสัมผัสประสบการณ์ด้านอาหาร ด้านเศรษฐกิจ ที่ร้านอาหารที่ได้รับดาวมิชลินมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 32% หลังได้รับดาวแรก ขณะที่ 60% มีการจ้างงานเพิ่ม และ 58% มีการลงทุนปรับปรุงร้าน และ ด้านวงการอาหาร ที่มีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของอาหารสู่ระดับสากล

    ทั้ง 3 ผู้ร่วมเวทีเสวนารับเชิญ ซึ่งเป็นบุคลากรจากร้านอาหารที่ติดอันดับในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นในหลากหลายประเด็นเกี่ยวกับแนวโน้มทิศทางการดำเนินงานร้านอาหารในอนาคต, ระบบนิเวศอาหารไทย, ความสัมพันธ์กับเกษตรกรหรือผู้ผลิตท้องถิ่น, บทบาทของร้านอาหารที่มีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในท้องถิ่น ฯลฯ

    ในปี 2569 ททท. มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ ผ่านนโยบาย “ก้าวใหม่ท่องเที่ยวไทย” (Thailand Tourism Next) ที่เน้นการยกระดับสู่ความยั่งยืนตามแนวคิดการเน้น “คุณค่า” มากกว่า “ปริมาณ” (Value over Volume) โดยวัฒนธรรมอาหารถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ขณะเดียวกัน ‘มิชลิน ไกด์’ ยังคงเป็นพันธมิตรที่สนับสนุนนโยบายของ ททท. โดยช่วยตอกย้ำความเป็นเลิศและมาตรฐานสากลของวงการอาหารในประเทศไทยบนเวทีโลก

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/956460&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JdiK_opJYmqgUVft1yL3l

  • ‘ปราการ’ ผสานพันธมิตรผลักดันการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรม ดื่มด่ำรสชาติแห่งความเป็นไทย

    ‘ปราการ’ ผสานพันธมิตรผลักดันการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรม ดื่มด่ำรสชาติแห่งความเป็นไทย

    ‘ปราการ’ ผสานพันธมิตรผลักดันการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรม ดื่มด่ำรสชาติแห่งความเป็นไทย

    วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    5 องค์กรพันธมิตร นำโดย PRAKAAN (ปราการ) วัน แบงค็อก ปอร์เช่ ประเทศไทย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด และ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมเปิดตัวแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ “Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand” แพลตฟอร์มระยะยาวที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและดื่มด่ำเสน่ห์ของแหล่งท่องเที่ยวไทย นำร่องจังหวัด “กำแพงเพชร” เมืองแห่งมรดกโลกของประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางหลัก

    แพลตฟอร์มดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวระดับพรีเมียมของประเทศไทย และสร้างโอกาสในการเปิดรับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ รวมถึงยกระดับมุมมองของนักท่องเที่ยวที่มีต่อจังหวัดเมืองน่าเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ปี 2569 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่เน้นแนวคิด “Value over Volume” โดยให้ความสำคัญเชิงคุณค่ามากกว่าปริมาณ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Premium Destination ระดับโลก ผ่านกลยุทธ์ Amazing 5-Economy ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “Sub-culture Economy” เจาะกลุ่ม Niche market และใช้ความโดดเด่นของแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมร่วมสมัยและไลฟ์สไตล์ของเมืองต่าง ๆ เป็นแรงดึงดูดสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ

    “Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand” จึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในฐานะแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรม การดื่มด่ำรสชาติแห่งความเป็นไทย และมอบคุณค่าในการเดินทาง
    ผ่านประสบการณ์ที่รังสรรค์อย่างประณีต (Curated Craft Experience) ความเอ็กซ์คลูซีฟที่ไม่เหมือนใคร (Exclusive Encounter) ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (Timeless Thai Pride) และอัตลักษณ์ความเป็นไทยแท้ (Authentic Thai Essence)

    “กำแพงเพชร” เมืองแห่งมรดกโลก ดื่มด่ำความเป็นไทยในมิติใหม่

    จังหวัดกำแพงเพชร ถือเป็นหนึ่งในเมืองเก่าที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง และมีสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร อุทยานแห่งชาติคลองลาน และยอดเขาโมโกจู ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติเหล่านี้นับเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของ PRAKAAN (ปราการ) ที่สะท้อนถึง “Provenance” ที่มาของแหล่งน้ำบริสุทธิ์จากผืนป่าตะวันตกซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติโดย UNESCO และ “Pride” ความภาคภูมิใจในรากฐานและวัฒนธรรมไทย ทำให้เมืองกำแพงเพชรสามารถตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่และกลุ่มที่มองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวระดับพรีเมียม สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเมืองที่มีความพร้อมและเต็มไปด้วยเรื่องราวอันเป็นเสน่ห์ของการท่องเที่ยว

    ต้นแบบแห่งวิถีการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม
    การเดินทางในแพลตฟอร์ม “Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand” ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็นประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ จากความร่วมมือของทั้ง 5 องค์กรพันธมิตร โดยมี วัน แบงค็อก
    ตอกย้ำความเป็นแลนด์มาร์คไลฟ์สไตล์ระดับโลกใจกลางกรุงเทพฯ ผ่านการจัดทริปสุดพิเศษเพื่อมอบประสบการณ์เหนือระดับให้กับกลุ่มลูกค้าคนสำคัญ ด้วยความร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำทั้งระดับโลกและระดับภูมิภาค  สะท้อนวิสัยทัศน์ของ วัน แบงค็อก รีเทล ในการสร้างสรรค์ประสบการณ์เฉพาะบุคคลที่แตกต่างและทรงคุณค่า พร้อมเดินหน้าพัฒนากิจกรรมและประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิตให้เต็มไปด้วยความประทับใจ ยังได้ร่วมทริปกับคอมมูนิตี้ของปอร์เช่ ซึ่งเป็นแขกคนสำคัญของ เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส โดยการเดินทางในเส้นทางระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินสุโขทัย ทั้งเที่ยวบินขาไป-กลับจะได้รับการต้อนรับและการดูแลโดย สายการบินบางกอก แอร์เวย์ ที่มอบความสะดวกสบายขั้นสุดตั้งแต่ก่อนเดินทางด้วยห้องรับรอง Boutique Lounge

    หนึ่งแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของจังหวัดกำแพงเพชรที่กำลังได้รับความสนใจ คือ โรงกลั่นซิงเกิลมอลต์วิสกี้แห่งแรกของประเทศไทย (PRAKAAN Distillery) ภายใต้แบรนด์ PRAKAAN (ปราการ) หนึ่งในพันธมิตรที่ร่วมบุกเบิกแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวนี้ โดยได้เปิดโรงกลั่นเพื่อสร้างประสบการณ์ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึง “Passion” หรือความมุ่งมั่นของทีมงานผู้สร้างสรรค์การผลิตซิงเกิลมอลต์วิสกี้คุณภาพระดับโลกโดยฝีมือคนไทย ซึ่งนอกจากจะได้รับชมกระบวนการผลิตแล้ว ยังได้เห็นถึงความงดงามของมรดกความเป็นไทย ธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ และการออกแบบด้านสถาปัตยกรรมยุคใหม่ที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

     “Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand” นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการผสานเรื่องราวและวัฒนธรรมเชิงคุณค่าให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ได้อย่างมีระดับ พร้อมตอกย้ำศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยชูจังหวัด “กำแพงเพชร” เป็นจุดหมายปลายทางหลัก ในฐานะเมืองมรดกโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมถึงเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/956470&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2THsDLfNQ-iT9QJiF4mLkl

  • ท่องเที่ยวชมซากุระ 2569: เทรนด์เมืองรองโต เซนไดแซงโตเกียว

    ท่องเที่ยวชมซากุระ 2569: เทรนด์เมืองรองโต เซนไดแซงโตเกียว

    ท่องเที่ยวชมซากุระ 2569

    Trip.com Group เผยข้อมูลการจองล่าสุดพบว่า เทรนด์ท่องเที่ยวชมซากุระ 2569 กำลังเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ นักท่องเที่ยวทั่วโลกเริ่มหนีความแออัดในเมืองหลัก หันไปสำรวจเมืองรองที่มีอัตราการเติบโตเกินกว่าโตเกียวอย่างชัดเจน พร้อมกระแส Screen Tourism ที่ดันยอดจองสถานที่ถ่ายทำซีรีส์พุ่งหลักร้อยเปอร์เซ็นต์

    ซีรีส์ดังปั้น “คามาคุระ” สู่จุดหมายฮิต

    แรงขับเคลื่อนสำคัญของปีนี้คือ Screen Tourism หรือการท่องเที่ยวตามรอยสื่อบันเทิง โดยรายงานของ Trip.com Group ระบุว่านักท่องเที่ยวกว่า 70% เลือกจุดหมายปลายทางจากสิ่งที่เห็นบนหน้าจอ

    ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดมาจากซีรีส์ Netflix เรื่อง Can This Love Be Translated? ที่นำเสนอภาพของ คามาคุระ และ เอโนชิมะ จังหวัดคานากาวะ ซึ่งห่างจากโตเกียวเพียง 1 ชั่วโมง หลังซีรีส์ออกฉาย ตั๋วรถไฟไปคามาคุระพุ่ง +66% ต่อเดือน การจองโรงแรม +55% และกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่โต +64% ต่อเดือน

    ฝั่ง K-Drama ก็มีบทบาทไม่แพ้กัน ตั้งแต่ Winter Sonata ที่ทำให้เกาะนามิกลายเป็นสัญลักษณ์โรแมนติก ไปจนถึงสวน ยออีโด ที่ปรากฏใน Squid Game และ The Penthouse จนกลายเป็นจุดชมซากุระยอดนิยมของโซล

    เซนได-ซัปโปโร โตแซงโตเกียว

    แม้ Golden Route อย่างโตเกียว โอซาก้า และเกียวโต ยังคงสัดส่วนมากกว่าสองในสามของการจองทั้งหมด แต่เกือบ 1 ใน 3 ของการจองเริ่มกระจายสู่เมืองรองแล้ว และหลายเมืองมีอัตราการเติบโตที่ทิ้งห่างโตเกียว (31.5% YoY) อย่างเห็นได้ชัด

    นำโดย เซนได +89.7% YoY จุดเด่นคืออุโมงค์ซากุระริมแม่น้ำชิราอิชิ บรรยากาศเงียบสงบในช่วงกลางเดือนเมษายน ตามมาด้วย โอกินาวา +66.4% YoY ซากุระบานเร็วสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบอากาศอบอุ่น, ซัปโปโร +56.2% YoY ซากุระยาวถึงต้นพฤษภาคม, และ ฟุกุโอกะ +54.9% YoY ที่ผสมเสน่ห์ชายฝั่งกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ขณะที่ อุทยานชินจูกุเกียวเอน ของโตเกียวยังคงครองอันดับ 1 ของโลกด้านการจองชมซากุระ

    ท่องเที่ยวชมซากุระ 2569

    เกาหลีใต้-จีน ดาวรุ่งซากุระระดับภูมิภาค

    ญี่ปุ่นอาจยังเป็นจุดหมายหลัก แต่เกาหลีใต้และจีนต่างติดอันดับ Top 5 จุดหมายชมซากุระที่ถูกค้นหามากที่สุดในโลก สะท้อนว่าตลาดนี้กำลังขยายออกสู่ระดับภูมิภาคอย่างจริงจัง

    ในเกาหลีใต้ คยองจู โตถึง +207% YoY และ เกาะเชจู +143% YoY ขณะที่ จินแฮ ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าภาพเทศกาลซากุระที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ ด้านจีน อุทยานซากุระผิงป้า ในกุ้ยโจวติดอันดับทัวร์ที่ถูกจองมากที่สุดบนแพลตฟอร์ม ตามมาด้วยสวนซากุระอีสต์เลคในอู่ฮั่น และสวนประติมากรรมจิ้งอันในเซี่ยงไฮ้

    ผู้หญิงและครอบครัวเล็กคือกลุ่มขับเคลื่อนหลัก

    โปรไฟล์นักท่องเที่ยวชมซากุระปี 2569 มีความหลากหลายชัดเจน โดย 62.9% เป็นผู้หญิง กลุ่มอายุ 25–49 ปีคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของการจองทั้งหมด ส่วนกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดคือ ทริปครอบครัวที่มีเด็กเล็ก +150% YoY และนักท่องเที่ยวอายุ 60 ปีขึ้นไป +29.5% YoY

    ภาพรวมชี้ให้เห็นว่า การท่องเที่ยวชมซากุระไม่ใช่แค่กิจกรรมตามฤดูกาล แต่กำลังกลายเป็นประสบการณ์ที่ถูกออกแบบจากอิทธิพลของสื่อ ข้อมูล และความต้องการหาพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น — และในปีนี้ “เมืองรอง” คือคำตอบที่ตลาดเลือก

    ติดตามข่าวสาร อัปเดตเทคโนโลยี รีวิวของใหม่ก่อนใคร ได้ทาง www.techoffside.com และ ช่องทางโซเชียล Facebook, Instagram, YouTube และ TikTok

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.techoffside.com/2026/04/travel-sakura-2569-secondary-city-trend/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw366SEaR-_woD77IO4BD08I

  • อบจ. เชียงราย เสนองดเก็บภาษีน้ำมันหน้าปั๊ม 4.5 สตางค์ต่อลิตร บรรเทาภาระประชาชนและกระตุ้นท่องเที่ยวรับสงกรานต์ปี 2569

    อบจ. เชียงราย เสนองดเก็บภาษีน้ำมันหน้าปั๊ม 4.5 สตางค์ต่อลิตร บรรเทาภาระประชาชนและกระตุ้นท่องเที่ยวรับสงกรานต์ปี 2569

    อบจ.เชียงราย เสนองดเก็บภาษีน้ำมันชั่วคราว 4.5 สตางค์ต่อลิตร หวังลดภาระค่าครองชีพและสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์

    เชียงราย, 3 เมษายน 2569 – เมื่อปัญหาน้ำมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ในช่วงเวลาที่ประชาชนเชียงรายต้องเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ที่ยังคุกคามชีวิตประจำวัน และความไม่แน่นอนของสถานการณ์พลังงานจากผลสะเทือนของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คำถามที่ดังขึ้นในพื้นที่จึงไม่ใช่เพียงว่า “น้ำมันจะขึ้นอีกเท่าไร” แต่กลายเป็นคำถามที่ใกล้ตัวกว่านั้นมาก นั่นคือ “ถ้าราคายังขยับขึ้นต่อ คนท้องถิ่นจะพยุงชีวิตอย่างไร” และ “ก่อนถึงสงกรานต์ นักท่องเที่ยวจะยังกล้าเดินทางมาเชียงรายหรือไม่”

    คำตอบเบื้องต้นจากฝั่งท้องถิ่นในเวลานี้ คือการขยับตัวให้เร็วที่สุดเท่าที่อำนาจหน้าที่จะเอื้ออำนวย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ในฐานะประธานสมาพันธ์ อบจ. ภาคเหนือ เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบด้านพลังงานเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 พร้อมโยนแนวคิดที่กำลังเป็นประเด็นสาธารณะอย่างมากออกมา นั่นคือการพิจารณางดจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมบำรุง อบจ. จากหัวจ่ายน้ำมันชั่วคราว แล้วผลักเงินส่วนนี้กลับไปเป็นส่วนลดที่หน้าปั๊ม เพื่อให้ประชาชนได้ซื้อน้ำมันถูกลงในภาวะวิกฤต

    แม้ข้อเสนอนี้ยังไม่ใช่มาตรการที่ประกาศใช้แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องดังกล่าวถูกจับตาอย่างมาก คือมันเป็นข้อเสนอที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงทันที ไม่ต้องรอแผนระดับชาติที่อาจใช้เวลา เพราะหากทำได้จริง ประชาชนจะเห็นผลที่หัวจ่ายน้ำมันโดยตรง ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณเชิงการเมืองและเชิงบริหารว่า ท้องถิ่นไม่ได้รอรับผลกระทบอย่างเดียว แต่พยายามใช้เครื่องมือที่ตัวเองมีอยู่เข้ามาประคองสถานการณ์

    ท้องถิ่นกำลังเดินในพื้นที่ที่ทำได้ แต่ยังต้องรอกฎหมายรองรับ

    ข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ที่นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย สะท้อนชัดว่าแนวคิดนี้ไม่ได้ถูกโยนขึ้นมาแบบลอยๆ หากแต่มีการคำนวณเบื้องต้นไว้แล้วว่า ภาษีหรือค่าธรรมเนียมจากหัวจ่ายน้ำมันที่ อบจ.เชียงราย จัดเก็บอยู่ มีอัตราราว 4.5 สตางค์ต่อลิตร และหากงดจัดเก็บชั่วคราวในช่วง 3 เดือนแรก อาจทำให้รายได้ที่ อบจ. จะได้รับลดลงราว 4 ล้านบาทเศษ ซึ่งฝ่ายการเมืองท้องถิ่นประเมินว่าเป็นวงเงินที่ยอมรับได้ หากแลกกับการบรรเทาภาระของประชาชนทั้งจังหวัดในช่วงที่สถานการณ์ตึงตัว

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องย้ำให้ชัด คือการงดจัดเก็บดังกล่าวไม่สามารถทำได้ด้วยคำประกาศทางการเมืองเพียงอย่างเดียว เพราะต้องผ่านขั้นตอนหลายชั้น ตั้งแต่การเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ การเชิญผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันมาหารือเพื่อทำข้อตกลงร่วมกัน การนำเรื่องเข้าสภา อบจ. และเมื่อสภาเห็นชอบแล้ว ยังต้องเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงนามก่อนประกาศใช้จริงได้ ดังนั้น ณ วันที่ 3 เมษายน 2569 สิ่งที่เชียงรายมีอยู่จึงยังเป็น “ข้อเสนอที่กำลังเร่งผลักดัน” ไม่ใช่ “สิทธิส่วนลดที่มีผลแล้วทั่วจังหวัด”

    ตรงนี้คือจุดที่ทำให้ชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยวที่ปักธงมาเที่ยวเชียงรายมีทั้งความหวังและข้อจำกัดอยู่ในเวลาเดียวกัน เพราะหากมองจากมุมประชาชน ข้อเสนอแบบนี้ดูเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ แต่หากมองจากมุมกฎหมายท้องถิ่นและการคลังสาธารณะ ทุกขั้นตอนต้องทำให้รัดกุม มิฉะนั้นมาตรการที่ตั้งใจช่วยเหลืออาจกลายเป็นประเด็นข้อกฎหมายหรือข้อครหาเรื่องการใช้อำนาจได้

    • กลไกการช่วยเหลือ: ปกติ อบจ. เชียงราย จะจัดเก็บภาษีหัวจ่ายน้ำมันที่ 4.45 สตางค์ต่อลิตร (สร้างรายได้ประมาณ 19 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา)
    • นโยบายใหม่: อบจ. เตรียมงดเก็บภาษีส่วนนี้เป็นเวลา 3 เดือน โดยมีเงื่อนไขว่า ปั๊มน้ำมันต้องนำส่วนที่ อบจ. ไม่เก็บ ไปลดราคาน้ำมันให้ประชาชนในสัดส่วนที่เท่ากัน”
    • Timeline: * ภายใน 3 วัน: ออกประกาศรับฟังความคิดเห็นประชาชนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
      • หารือผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันกว่า 200-300 รายทั่วจังหวัด
      • 8 เมษายน: เสนอเข้าสภา อบจ. เพื่อขอมติเห็นชอบ
      • 9 เมษายน: หากผู้ว่าฯ ลงนาม สามารถประกาศใช้ได้ทันที

    รายได้ภาษีที่หายไปประมาณ 4 ล้านเศษในช่วง 3 เดือนนี้ ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับการได้ช่วยลดค่าครองชีพให้คนเชียงราย เพราะน้ำมันขึ้นราคาหนึ่งอย่าง สินค้าอื่นก็ขึ้นตามหมด” อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าว

    ตัวเลขจากกราฟที่แนบมาบอกอะไรกับสังคมเชียงราย

    กราฟประกอบที่แนบมาให้ภาพหนึ่งที่น่าสนใจมาก และควรถูกอ่านอย่างจริงจังก่อนจะตัดสินว่าข้อเสนอคืนภาษีน้ำมัน “เล็กเกินไป” หรือ “ช่วยได้จริงแค่ไหน”

    กราฟแรกแสดงจำนวนสถานประกอบการน้ำมันในจังหวัดเชียงรายตามปีงบประมาณ 2566 ถึง 2569 โดยจัดเก็บในอัตราลิตรละ 4.54 สตางค์ พบว่าจำนวนสถานประกอบการในฐานการจัดเก็บลดลงต่อเนื่องจาก 667 แห่ง ในปี 2566 เหลือ 641 แห่ง ในปี 2567 ลดลงอีกเป็น 609 แห่ง ในปี 2568 และเหลือ 529 แห่ง ในปี 2569 ตัวเลขนี้สะท้อนว่า แม้เชียงรายยังมีฐานภาษีด้านน้ำมันอยู่มาก แต่ฐานดังกล่าวไม่ได้ขยายตัว หากกลับหดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    ขณะที่กราฟที่สองแสดงรายรับภาษีบำรุง อบจ. จากการค้าน้ำมัน เปรียบเทียบงบประมาณรับจริงในปีงบประมาณ 2566 ถึง 2569 พบว่า ปี 2566 ตั้งงบไว้ 14 ล้านบาท แต่รับจริง 15,893,678.73 บาท ปี 2567 ตั้งงบ 14 ล้านบาท รับจริง 17,771,428.58 บาท ปี 2568 ตั้งงบ 18 ล้านบาท รับจริง 19,611,032.40 บาท และปี 2569 ตั้งงบ 18.6 ล้านบาท แต่ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 รับจริงอยู่ที่ 9,679,758.95 บาท

    ตัวเลขเหล่านี้บอกเราหลายอย่างพร้อมกัน ข้อแรก เชียงรายมีรายได้จากภาษีส่วนนี้ในระดับหลายสิบล้านบาทต่อปีจริง จึงไม่ใช่ข้อเสนอที่ไร้ฐานทางการเงิน ข้อสอง หากงดจัดเก็บบางช่วง รายได้ที่หายไปอาจอยู่ในระดับที่ท้องถิ่นยังพอรับได้เมื่อเทียบกับขนาดงบประมาณทั้งองค์กร ข้อสาม มาตรการนี้แม้จะไม่สามารถชดเชยราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเป็นบาทต่อลิตรได้ทั้งหมด แต่ก็อาจทำหน้าที่เป็นเครื่องมือบรรเทาเฉพาะหน้าและเป็นการ “คืนเงินจากฐานภาษีเดิมกลับสู่ผู้ใช้น้ำมัน” ในช่วงที่ประชาชนแบกรับต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น

    กล่าวอีกแบบหนึ่ง มาตรการนี้ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นการใช้พื้นที่ทางนโยบายขนาดเล็กที่ท้องถิ่นพอจะขยับได้จริง

    พลังงานระดับชาติกำลังแก้เกมใหญ่ ส่วนเชียงรายกำลังรับมือเกมหน้าเคาน์เตอร์

    หากมองในระดับประเทศ กระทรวงพลังงานเริ่มขยับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 โดยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม กระทรวงพลังงานระบุว่าสถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านยังไม่กระทบปริมาณสำรองในประเทศในทันที และขณะนั้นไทยมีน้ำมันคงเหลือรวมกับน้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่งเพียงพอต่อการใช้ราว 61 วัน ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม รัฐบาลใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตรเป็นเวลา 15 วัน พร้อมลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันสำหรับน้ำมันกลุ่มเบนซินบางส่วนเพื่อลดแรงกระแทกต่อราคาขายปลีก

    จากนั้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม กระทรวงพลังงานประกาศมาตรการเพิ่มเติม โดยให้ผู้ค้าน้ำมันปรับสัดส่วนสำรองตามกฎหมายจาก 1 เปอร์เซ็นต์เป็น 3 เปอร์เซ็นต์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2569 พร้อมเดินหน้าปรับส่วนผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 และเตรียมจูงใจการใช้ E20 ให้มากขึ้นเพื่อช่วยพยุงอุปทานในประเทศ

    ต่อเนื่องถึงวันที่ 17 มีนาคม กระทรวงพลังงานประกาศว่าจะทยอยปรับดีเซลขึ้นครั้งละ 50 สตางค์ต่อลิตร โดยกำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร พร้อมเตรียมทางเลือก B10 และ B20 ราคาต่ำกว่า และเร่งแก้ปัญหาปั๊มขาดแคลนน้ำมัน ส่วนวันที่ 19 มีนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมันในจังหวัดปทุมธานีและระบุว่าไม่มีการกักตุน แต่ยอมรับว่าช่วงแรกมีความต้องการพุ่งสูงจนเที่ยวขนส่งน้ำมันเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ และสั่งให้ติดตามการกระจายเชื้อเพลิงอย่างใกล้ชิดต่อไป

    ภาพรวมนี้ทำให้เห็นว่าโจทย์ของรัฐบาลส่วนกลางคือการคุมเสถียรภาพทั้งระบบ ส่วนโจทย์ของเชียงรายคือการทำอย่างไรให้ผลกระทบที่ไปถึงหน้าปั๊ม หน้าร้าน และกระเป๋าเงินประชาชนเบาลงที่สุดในช่วงรอผลของมาตรการใหญ่จากส่วนกลาง

    ทำไมข้อเสนอของเชียงรายจึงถูกจับตาแม้ส่วนลดจะไม่มาก

    หากดูตัวเลขแบบตรงไปตรงมา การลดภาระราว 4.5 สตางค์ต่อลิตรย่อมไม่สามารถลบแรงกระแทกจากราคาน้ำมันที่ประชาชนรู้สึกว่าขยับขึ้นเป็นบาทต่อลิตรได้ทั้งหมด นี่คือข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายรู้ดี

    แต่สิ่งที่ทำให้ข้อเสนอนี้มีนัยสำคัญ ไม่ใช่ขนาดของส่วนลดเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่ความหมายของมันในทางนโยบาย

    ประการแรก มันคือมาตรการที่อาศัยรายได้ท้องถิ่นกลับมาช่วยคนในพื้นที่โดยตรง ไม่ต้องรอโครงการกลางแบบเดียวทั้งประเทศ

    ประการที่สอง มันเป็นข้อเสนอที่สื่อสารได้ง่ายและตรวจสอบได้ง่าย หากมีการทำข้อตกลงกับปั๊มจริง ประชาชนจะเห็นผลที่หัวจ่ายทันที ไม่ใช่มาตรการเชิงเทคนิคที่จับต้องยาก

    ประการที่สาม มันอาจเป็นการซื้อเวลาให้กับเศรษฐกิจครัวเรือนในช่วงเทศกาลที่ความต้องการใช้น้ำมันและการเดินทางจะเพิ่มขึ้นพร้อมกัน

    ประการสุดท้าย มันสะท้อนวิธีคิดใหม่ของท้องถิ่นว่า ในภาวะวิกฤต อบจ. ไม่ได้มีบทบาทแค่ทำถนนหรือจัดบริการสาธารณะตามฤดูกาล แต่ต้องกล้าหยิบเครื่องมือทางรายได้และการคลังที่มีอยู่มาทบทวนเพื่อช่วยประชาชน

    เพราะฉะนั้น แม้ตัวเลขส่วนลดจะไม่มาก แต่ในทางสัญญะ มันคือการประกาศว่าเชียงรายกำลังพยายาม “จัดการสิ่งที่ทำได้เองก่อน” แล้วค่อยรอแผนใหญ่จากรัฐบาลส่วนกลางในเรื่องอุปทานและโครงสร้างราคา

    สงกรานต์กำลังมาถึง และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวคืออีกสมรภูมิหนึ่ง

    หนึ่งในประเด็นที่บทสัมภาษณ์สะท้อนออกมาชัดที่สุด คือความกังวลของฝ่ายท้องถิ่นต่อช่วงสงกรานต์ ไม่ใช่เพียงเพราะประชาชนจะใช้น้ำมันมากขึ้น แต่เพราะเชียงรายกำลังเตรียมรับนักท่องเที่ยวจากหลายกิจกรรม ทั้งงานในอำเภอเมือง งานตามชุมชน และโดยเฉพาะงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่เชียงแสน

    สิ่งที่ท้องถิ่นพยายามทำจึงไม่ใช่เพียงลดภาษี แต่รวมถึงการสำรวจว่าในพื้นที่จัดงานจะมีปั๊มน้ำมันใดพร้อมเปิดถึงเที่ยงคืน เพื่อให้คนที่เดินทางมาจากต่างอำเภอหรือจังหวัดใกล้เคียงมั่นใจว่าเมื่อเที่ยวงานเสร็จแล้วจะยังมีน้ำมันเติมขากลับ และสามารถจัดโควตาน้ำมันให้เพียงพอในจุดท่องเที่ยวหลักได้

    นี่เป็นรายละเอียดที่เล็ก แต่สำคัญมากในเชิงเศรษฐกิจ เพราะการท่องเที่ยวไม่ได้วัดกันเฉพาะจำนวนคนมาเยือน แต่ยังวัดกันที่ความรู้สึก “เดินทางได้อย่างมั่นใจ” ด้วย หากนักท่องเที่ยวเชื่อว่ามาเชียงรายแล้วเติมน้ำมันยาก ต่อคิวนาน หรือไม่แน่ใจว่าขากลับจะมีปั๊มเปิดหรือไม่ ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่ที่ยอดขายน้ำมัน แต่จะลามไปถึงโรงแรม ร้านอาหาร ตลาดชุมชน และกิจกรรมสงกรานต์ทั้งจังหวัด

    ในมุมนี้ ข้อเสนอของเชียงรายจึงเป็นมากกว่ามาตรการด้านราคา แต่เป็นความพยายามรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจของจังหวัดในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดช่วงหนึ่งของปี

    ความมั่นใจช่วงสงกรานต์: “น้ำมันไม่ขาด ปั๊มเปิดถึงเที่ยงคืน”

    อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เน้นย้ำกับสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ว่าสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมางาน มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เชียงแสน” (13-18 เม.ย.) และจุดท่องเที่ยวอื่นๆ อบจ. ได้เตรียมความพร้อมร่วมกับนายอำเภอและปั๊มน้ำมันในพื้นที่:

    1. ขยายเวลาเปิด: ขอความร่วมมือปั๊มน้ำมันใน อ.เชียงแสน ให้เปิดถึง 24.00 น. เพื่อรองรับคนกลับจากคอนเสิร์ต
    2. โควต้าน้ำมัน: ประสานพลังงานจังหวัด ขอจัดสรรโควต้าน้ำมันพิเศษให้ปั๊มที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อสร้างความมั่นใจว่านักท่องเที่ยวจะมีน้ำมันเติมกลับบ้านแน่นอน

    เฟสต่อไปไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมัน แต่คือการเปลี่ยนวิธีเดินทางทั้งจังหวัด

    สิ่งที่น่าสนใจอีกชั้นหนึ่งในบทสัมภาษณ์ คือฝ่ายท้องถิ่นไม่ได้มองมาตรการนี้เป็นเพียงการดับไฟเฉพาะหน้า แต่เริ่มโยงไปถึงคำถามระยะยาวว่า จะลดการพึ่งพาน้ำมันอย่างไรในจังหวัดที่ต้องเผชิญทั้งต้นทุนพลังงานสูงและปัญหามลพิษอากาศ

    แนวคิดที่ถูกพูดถึงมีอย่างน้อยสองทาง

    ทางแรก คือการศึกษาความเป็นไปได้ของเส้นทางรถบริการไฟฟ้าหรือรถ EV สำหรับประชาชนในเส้นทางที่ยังไม่ทับซ้อนกับสัมปทานเดิมของขนส่ง โดยอาจเริ่มจากจุดที่มีความจำเป็นจริง เช่น เส้นทางรับส่งคนทำงาน คนเรียน และคนที่ต้องเข้าศูนย์ราชการในช่วงเวลาเร่งด่วน แนวคิดนี้ยังอยู่ในระยะศึกษาความเป็นไปได้ แต่สะท้อนว่าท้องถิ่นกำลังมองเรื่องการเดินทางเป็นเครื่องมือแก้ทั้งค่าครองชีพและฝุ่นควันไปพร้อมกัน

    ทางที่สอง คือการหารือเรื่องพลังงานทดแทน โดยเฉพาะไบโอดีเซลสำหรับเครื่องจักรกลเกษตร ซึ่งหากทำได้จริงจะเป็นการลดต้นทุนของภาคเกษตร ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า และอาจเชื่อมโยงไปถึงการลดการเผาในภาคการเกษตรได้ด้วย

    มาตรการระยะกลาง: รถเมล์ไฟฟ้า (EV) และเส้นทาง “นอกสัมปทาน”

    นอกจากเรื่องภาษี อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวว่ายังเล็งเห็นถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเดินทาง โดยวางแผนเฟส 2 ในการนำรถไฟฟ้า (EV) มาให้บริการประชาชน

    • เน้นพื้นที่สีขาว: มอบหมายเจ้าหน้าที่ประสานขนส่งจังหวัด ดูเส้นทางที่ไม่มีรถสัมปทานเดิม (เช่น โซนริมกก หรือพื้นที่รอบนอก) เพื่อไม่ให้ทับซ้อนกับผู้ประกอบการเดิม
    • Feeder System: วางแผนรับคนจากนอกเมืองหรือศูนย์ราชการ เข้ามาส่งตามจุดเชื่อมต่อในตัวเมืองเพื่อลดปริมาณการใช้รถส่วนตัว
    • ความคุ้มค่า: เน้นวิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วน (เช้า-เย็น) ที่คนไปเรียนหรือไปทำงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

    เมื่อมองให้ลึก ทั้งสองแนวคิดนี้ชี้ไปยังทิศทางเดียวกัน คือเชียงรายกำลังพยายามเปลี่ยนจากการ “แก้วิกฤตน้ำมัน” ไปสู่การ “ลดความเปราะบางทางพลังงาน” ของตัวเองในระยะยาว

    สิ่งที่สังคมต้องจับตา ไม่ใช่แค่จะลดได้หรือไม่ได้ แต่ลดแล้วถึงมือประชาชนจริงหรือไม่

    ข้อเสนอคืนภาษีน้ำมันจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีคำตอบชัดเจนต่อคำถามสำคัญสามข้อ

    ข้อแรก หาก อบจ. งดจัดเก็บจริง ผู้ประกอบการสถานีบริการจะส่งผ่านส่วนลดให้ประชาชนเต็มจำนวนหรือไม่ และจะมีวิธีตรวจสอบอย่างไร

    ข้อสอง หากงดจัดเก็บ 3 เดือน รายได้ของ อบจ. ที่หายไปราว 4 ล้านบาทเศษจะกระทบโครงการบริการสาธารณะส่วนใดบ้าง และจะชดเชยอย่างไร

    ข้อสาม หลังหมดช่วงมาตรการชั่วคราวแล้ว จังหวัดจะมีเครื่องมือใดต่อ หากราคาพลังงานยังทรงตัวสูงหรือสถานการณ์ระหว่างประเทศยืดเยื้อเกินคาด

    คำถามเหล่านี้ไม่ได้เป็นการคัดค้านมาตรการ แต่เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้มาตรการมีความน่าเชื่อถือและยืนอยู่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะประสบการณ์จากหลายพื้นที่ชี้ให้เห็นเสมอว่า มาตรการลดภาระที่ดูดีบนกระดาษ อาจไม่ถึงมือประชาชนเต็มเม็ดเต็มหน่วย หากไม่มีระบบติดตามและข้อตกลงที่ชัดเจนกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

    ระหว่างรอคำตอบจากรัฐบาลกลาง เชียงรายกำลังส่งสัญญาณว่าท้องถิ่นไม่ได้นิ่งเฉย

    ในท้ายที่สุด ข่าวนี้อาจไม่ใช่เรื่องน้ำมันอย่างเดียว หากเป็นเรื่องของบทบาทรัฐท้องถิ่นในภาวะวิกฤตด้วย

    รัฐบาลส่วนกลางมีหน้าที่รับมือปัญหาในระดับมหภาค ทั้งการตรึงราคา การบริหารน้ำมันสำรอง การเพิ่มสัดส่วนสำรอง การเร่งกระจายเชื้อเพลิง และการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่ท้องถิ่นอย่างเชียงรายกำลังทำอีกหน้าที่หนึ่ง คือพยายามหาวิธีลดแรงกระแทกที่ประชาชนรู้สึกทันทีในชีวิตประจำวัน

    ข้อเสนอคืนภาษีน้ำมันจึงควรถูกอ่านอย่างเป็นธรรม ไม่ควรถูกคาดหวังว่าจะพลิกวิกฤตราคาพลังงานทั้งระบบได้เพียงลำพัง แต่ก็ไม่ควรถูกมองข้ามว่าเป็นมาตรการเล็กน้อยไร้ความหมาย เพราะในภาวะที่ผู้คนกำลังนับทุกบาททุกสตางค์ การลดภาระที่ตรวจสอบได้จริง แม้ไม่มาก ก็อาจเป็นสิ่งที่ช่วยต่ออายุความสามารถในการใช้ชีวิตของครัวเรือนจำนวนมาก

    และสำหรับเชียงราย เมืองที่กำลังรับศึกหลายด้านพร้อมกัน ทั้งพลังงาน ฝุ่นควัน ค่าครองชีพ และโจทย์การท่องเที่ยว การที่ท้องถิ่นลุกขึ้นมาบอกว่า “ส่วนที่ทำได้ เราจะทำก่อน” อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เห็นว่า ภายใต้วิกฤตเดียวกัน ไม่ใช่ทุกพื้นที่จะเลือกนั่งรอคำตอบจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

    จากนี้ สิ่งที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด คือผลการรับฟังความคิดเห็น การประชุมกับผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน การเสนอเข้าสภา อบจ. และท่าทีของจังหวัดกับพลังงานจังหวัดว่า จะสามารถผลักแนวคิดนี้ไปสู่การปฏิบัติจริงได้ภายในกรอบเวลาที่ตั้งไว้หรือไม่ หากทำได้ทันก่อนสงกรานต์ มาตรการนี้ย่อมมีนัยสำคัญทั้งในเชิงเศรษฐกิจและเชิงจิตวิทยาต่อคนเชียงรายอย่างยิ่ง

    แต่หากทำไม่ได้ ข่าวนี้ก็ยังมีคุณค่าในอีกแบบหนึ่ง เพราะอย่างน้อยมันได้เปิดพื้นที่ให้สังคมถามอย่างจริงจังแล้วว่า ในยามที่พลังงานโลกปั่นป่วน ท้องถิ่นไทยควรมีอำนาจและเครื่องมือมากกว่านี้หรือไม่ในการช่วยประชาชนของตนเอง

    ในระยะยาว นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวปิดท้ายว่าได้มีแนวคิดดึง “พลังงานจังหวัด” และ “เกษตรจังหวัด” มาร่วมกันศึกษาการผลิต พลังงานทดแทน (เช่น น้ำมันปาล์ม/ไบโอดีเซลจากพืช) เพื่อให้เชียงรายซึ่งเป็นเมืองเกษตรกรรมสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น โดย อบจ. พร้อมเป็นตัวกลางในการสนับสนุนงบประมาณครุภัณฑ์และการจัดอบรมให้ความรู้ 

    สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

    เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

    • นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
    • กระทรวงพลังงาน

    NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM

    กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-pao-fuel-tax-waiver/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v5P-1zYSjfOnKTOvjrYXt