Category: ไอที

  • ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ การแข่งขันสูง แต่ยังเติบโตต่อได้ แนะธุรกิจเร่งปรับโครงสร้าง รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

    แนะผู้ประกอบการเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขายแบบออฟไลน์และออนไลน์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลวิเคราะห์ภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม

    ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “จากการวิเคราะห์พบว่า รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) 

    ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก 

    ขณะที่เชิงโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ในทางกลับกันร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาที่ได้ 

    อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวมาใช้การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนเกิดมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น เพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ หรือการสั่งผ่านออนไลน์และมารับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่

    ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีก 14,902 ราย ทุนจดทะเบียน 136,794 ล้านบาท แบ่งเป็น ซุปเปอร์มาร์เก็ต 930 ราย ทุนจดทะเบียน 11,119 ล้านบาท ดิสเคาท์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต 299 ราย ทุนจดทะเบียน 22,893 ล้านบาท ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ท 1,328 ราย ทุนจดทะเบียน 23,391 ล้านบาท ร้านขายของชำ 1,114 ราย ทุนจดทะเบียน 3,735 ล้านบาท และร้านค้าขายปลีกอื่นๆ 11,231 ราย ทุนจดทะเบียน 75,656 ล้านบาท  โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก

    ทั้งนี้ การจัดตั้งใหม่ช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52%  จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 ราย ในปี 2567

    ขณะเดียวกันการจดเลิกเพิ่มขึ้นจาก 298 ราย ในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น ด้านผลประกอบการพบว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท คิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท)

    แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท คิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีกมีเงินลงทุน 11,571 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ญี่ปุ่น 21.14% ทุน 2,446 ล้านบาท จีน 18.98% ทุน 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ 16.70% ทุน 1,932 ล้านบาท

    ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่รอการพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ

    รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/the-thai-retail-business-is-at-a-critical-juncture-facing-intense-competition/news-update/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ax3kKg02E6cfbZFNx7ql9

  • เมื่อเศรษฐกิจพังพินาศและเงินไร้ค่า ประชาชนทั่วประเทศจึงลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน

    1. ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2025 การประท้วงครั้งใหญ่ได้ปะทุขึ้นในหลายเมืองทั่วประเทศอิหร่าน ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้นและความไม่พอใจต่อรัฐบาลอย่างแพร่หลาย แม้ว่าในตอนแรกจะเกิดจากความไม่พอใจต่อภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ราคาอาหารที่สูงขึ้น และการอ่อนค่าอย่างรุนแรงของเงินเรียลอิหร่าน แต่การประท้วงก็พัฒนาอย่างรวดเร็วไปสู่การเคลื่อนไหวที่กว้างขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ยุติการปกครองที่กดขี่ของสาธารณรัฐอิสลาม

    2. คลื่นแห่งการประท้วงเกิดขึ้นจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงอย่างรวดเร็ว โดยอัตราเงินเฟ้อในอิหร่านพุ่งสูงขึ้นถึง 48.6% ในเดือนตุลาคม 2025 และ 42.2% ในเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรายจ่ายในครัวเรือน ขณะที่ราคาอาหารและสินค้าจำเป็นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ชาวอิหร่านจำนวนมากต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินซื้อสิ่งจำเป็นพื้นฐาน โดยราคาอาหารเพิ่มขึ้น 72% ในขณะที่สินค้าด้านสุขภาพและการแพทย์เพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับปีต่อปี 

    3. นอกจากนี้ อิหร่านกำลังประสบกับวิกฤตน้ำขาดแคลนและยังมีจัดการที่ไม่ดี รายงานในสื่ออิหร่านยังระบุว่ารัฐบาลวางแผนที่จะขึ้นภาษีในช่วงเริ่มต้นปีใหม่ของอิหร่านในวันที่ 21 มีนาคม ซึ่งยิ่งทำให้ประชาชนกังวลมากขึ้น และยังมีรายงานของสื่อต่างประเทศว่าหลายเดือนก่อนการประท้วง ความโกรธและความไม่พอใจของประชาชนได้เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนพลังงานอย่างรุนแรง การละเมิดสิทธิพลเมือง และการทุจริตอย่างแพร่หลาย 

    4. ที่จริงแล้ว เศรษฐกิจของอิหร่านประสบความยากลำบากอย่างมากอย่างน้อยเริ่มตั้งแต่ปี 2024 โดยมีอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนตัวลง และขาดแคลนพลังงาน ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของไฟฟ้าและก๊าซซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียนของอิหร่านต้องออกมาขอโทษ อิหร่านยังประสบกับความเสื่อมถอยครั้งใหญ่ในอิทธิพลระดับโลก เช่น การล่มสลายของระบอบอัสซาดในซีเรีย ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ 

    5. ในช่วงหลายเดือนสุดท้ายของปี 2025 เศรษฐกิจของอิหร่านประสบกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยค่าเงินเรียลของอิหร่านอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยอยู่ที่ประมาณ 145,000 โทมาน (หนึ่งโทมันมีค่าเท่ากับ 10 เรียล (แบบเก่า) หรือ 10,000 เรียล (แบบใหม่ทางการ) ภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2025 ค่าเงินเรียลของอิหร่านลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.45 ล้านเรียลต่อดอลลาร์สหรัฐ และรัฐบาลยังได้ระงับการอุดหนุนอัตราแลกเปลี่ยนเงินเรียลต่อดอลลาร์สหรัฐ อิหร่านใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ได้รับการอุดหนุนมานานแล้วในฐานะกลไกในการสนับสนุนการนำเข้าและควบคุมอัตราเงินเฟ้อ

    6. วิกฤตค่าเงินซึ่งพัฒนามาหลายปีแล้วนั้น ทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2025 จากสงคราม 12 วันกับอิสราเอล และมาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ของสหประชาชาติที่บังคับใช้ผ่านกลไก Snapback mechanism (คือการอนุญาตให้ “รัฐภาคี” ใดๆ ในข้อตกลงนิวเคลียร์อิหหร่านสามารถนำมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติที่มีต่ออิหร่านกลับมาใช้ใหม่ได้โดยฝ่ายเดียว ในกรณีที่อิหร่านละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง) ด้วยการอายัดทรัพย์สินของอิหร่านในต่างประเทศ การระงับธุรกรรมอาวุธ และการกำหนดบทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับโครงการขีปนาวุธของประเทศ

    7. นักวิเคราะห์เศรษฐกิจระบุว่านโยบายการเงินและการคลังของรัฐบาล การบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาด การขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง และการคว่ำบาตรระหว่างประเทศที่ต่อเนื่อง สภาวะเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมาคมการค้า โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาการนำเข้า ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรุนแรงทำให้พ่อค้าจำนวนมากไม่สามารถกำหนดราคาสินค้า จัดหาสินค้า หรือดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อไปได้

    8. กระแสความไม่พอใจเริ่มต้นจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาดในกรุงเตหะราน การประท้วงได้แพร่กระจายไปยังมหาวิทยาลัยอย่างรวดเร็ว ดึงดูดนักศึกษาจำนวนมากจากทั่วประเทศ เมื่อการประท้วงขยายวงกว้างขึ้น ผู้ประท้วงในหลายเมืองต่างตะโกนเรียกร้องทั้งความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รวมถึงการเรียกร้อง “เสรีภาพ” และการต่อต้านรัฐบาลอย่างชัดเจน 

    9. ผู้ประท้วงตะโกนคำขวัญต่อต้านรัฐบาล เช่น “ความตายแด่เผด็จการ” (หมายถึงรัฐบาลสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในปัจจุบัน) และ “ปาห์ลาวีจะกลับมา” (หมายถึงราชวงศ์ปาห์ลาวีที่ถูกสาธารณรัฐอิสลามโค่นล้ม) และ “ชาห์ทรงพระเจริญ” (หมายถึงกษัตรย์อิหร่านที่เคยปกครองประเทศ) ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงความไม่พอใจของพวกเขาต่อผู้มีอำนาจที่รับผิดชอบต่อวิกฤตเศรษฐกิจ ตลอดจนข้อเรียกร้องทางการเมืองที่กว้างขึ้น

    10. การเคลื่อนไหวนี้กลายเป็นการปะทุความไม่สงบครั้งใหญ่ที่สุดในอิหร่านนับตั้งแต่การประท้วงในปี 2022–2023 หลังจากการเสียชีวิตของมาห์ซา อามินี หญิงวัย 22 ปี ขณะถูกควบคุมตัวโดยตำรวจเนื่องจากถูกกล่าวหาว่าสวมฮิญาบไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ตามที่เอลลี บอร์ฮาน นักเคลื่อนไหวชาวอังกฤษ-อิหร่านกล่าว การประท้วงครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ และความเชื่อมั่นของประชาชนชาวอิหร่านที่มีต่อรัฐบาลลดลงนับตั้งแต่การปราบปรามขบวนการสตรี ชีวิต เสรีภาพ ในปี 2022 ระหว่างการประท้วงมาห์ซา อามินี

    11. เนื่องจากวิกฤตครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและค่าเงินเรียลอิหร่านที่ดิ่งลงต่กเงินเหรียญสหรัฐฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อาราคชี ได้เรียกร้องให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เปิดการเจรจาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ กล่าวว่า ผู้นำของอิหร่าน “มีปัญหามากมาย พวกเขามีภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง เศรษฐกิจของพวกเขาล่มสลาย และผมรู้ว่าประชาชนไม่ค่อยมีความสุขนัก” และเขายังเตือนทางการอิหร่านไม่ให้สังหารผู้ประท้วงอย่างสันติ โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ “จะเข้ามาช่วยเหลือพวกเขา (ผู้ประท้วง)”

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – บรรดาพ่อค้าแม่ค้าเดินข้ามสะพานระหว่างการประท้วงต่อต้านสภาพเศรษฐกิจและค่าเงินของอิหร่านที่กำลังตกต่ำ ในกรุงเตหะราน เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2025 (Photo by HANDOUT / FARS NEWS AGENCY / AFP)
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/39126&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12LOYsU6gsxeWWBb48SP2N

  • ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ การแข่งขันสูง แต่ยังเติบโตต่อได้ แนะธุรกิจเร่งปรับโครงสร้าง รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

    แนะผู้ประกอบการเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขายแบบออฟไลน์และออนไลน์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลวิเคราะห์ภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม

    ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “จากการวิเคราะห์พบว่า รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) 

    ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก 

    ขณะที่เชิงโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ในทางกลับกันร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาที่ได้ 

    อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวมาใช้การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนเกิดมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น เพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ หรือการสั่งผ่านออนไลน์และมารับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่

    ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีก 14,902 ราย ทุนจดทะเบียน 136,794 ล้านบาท แบ่งเป็น ซุปเปอร์มาร์เก็ต 930 ราย ทุนจดทะเบียน 11,119 ล้านบาท ดิสเคาท์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต 299 ราย ทุนจดทะเบียน 22,893 ล้านบาท ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ท 1,328 ราย ทุนจดทะเบียน 23,391 ล้านบาท ร้านขายของชำ 1,114 ราย ทุนจดทะเบียน 3,735 ล้านบาท และร้านค้าขายปลีกอื่นๆ 11,231 ราย ทุนจดทะเบียน 75,656 ล้านบาท  โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก

    ทั้งนี้ การจัดตั้งใหม่ช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52%  จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 ราย ในปี 2567

    ขณะเดียวกันการจดเลิกเพิ่มขึ้นจาก 298 ราย ในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น ด้านผลประกอบการพบว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท คิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท)

    แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท คิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีกมีเงินลงทุน 11,571 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ญี่ปุ่น 21.14% ทุน 2,446 ล้านบาท จีน 18.98% ทุน 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ 16.70% ทุน 1,932 ล้านบาท

    ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่รอการพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ

    รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/the-thai-retail-business-is-at-a-critical-juncture-facing-intense-competition/news-update/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ax3kKg02E6cfbZFNx7ql9

  • สนามบินเยอรมนีเผชิญเหตุขัดข้องทางไอที ทำให้ผู้โดยสารติดอยู่ในแถวตรวจคนเข้าเมืองนาน 2 ชั่วโมง | BT

    สนามบินเยอรมนีเผชิญเหตุขัดข้องทางไอที ทำให้ผู้โดยสารติดอยู่ในแถวตรวจคนเข้าเมืองนาน 2 ชั่วโมง | BT

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.beartai.com/tech/it-news/1448872/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zyWxUCfin6wvlDxUE12Lq

  • เมื่อเศรษฐกิจพังพินาศและเงินไร้ค่า ประชาชนทั่วประเทศจึงลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน

    1. ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2025 การประท้วงครั้งใหญ่ได้ปะทุขึ้นในหลายเมืองทั่วประเทศอิหร่าน ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้นและความไม่พอใจต่อรัฐบาลอย่างแพร่หลาย แม้ว่าในตอนแรกจะเกิดจากความไม่พอใจต่อภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ราคาอาหารที่สูงขึ้น และการอ่อนค่าอย่างรุนแรงของเงินเรียลอิหร่าน แต่การประท้วงก็พัฒนาอย่างรวดเร็วไปสู่การเคลื่อนไหวที่กว้างขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ยุติการปกครองที่กดขี่ของสาธารณรัฐอิสลาม

    2. คลื่นแห่งการประท้วงเกิดขึ้นจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงอย่างรวดเร็ว โดยอัตราเงินเฟ้อในอิหร่านพุ่งสูงขึ้นถึง 48.6% ในเดือนตุลาคม 2025 และ 42.2% ในเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรายจ่ายในครัวเรือน ขณะที่ราคาอาหารและสินค้าจำเป็นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ชาวอิหร่านจำนวนมากต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินซื้อสิ่งจำเป็นพื้นฐาน โดยราคาอาหารเพิ่มขึ้น 72% ในขณะที่สินค้าด้านสุขภาพและการแพทย์เพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับปีต่อปี 

    3. นอกจากนี้ อิหร่านกำลังประสบกับวิกฤตน้ำขาดแคลนและยังมีจัดการที่ไม่ดี รายงานในสื่ออิหร่านยังระบุว่ารัฐบาลวางแผนที่จะขึ้นภาษีในช่วงเริ่มต้นปีใหม่ของอิหร่านในวันที่ 21 มีนาคม ซึ่งยิ่งทำให้ประชาชนกังวลมากขึ้น และยังมีรายงานของสื่อต่างประเทศว่าหลายเดือนก่อนการประท้วง ความโกรธและความไม่พอใจของประชาชนได้เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนพลังงานอย่างรุนแรง การละเมิดสิทธิพลเมือง และการทุจริตอย่างแพร่หลาย 

    4. ที่จริงแล้ว เศรษฐกิจของอิหร่านประสบความยากลำบากอย่างมากอย่างน้อยเริ่มตั้งแต่ปี 2024 โดยมีอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนตัวลง และขาดแคลนพลังงาน ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของไฟฟ้าและก๊าซซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียนของอิหร่านต้องออกมาขอโทษ อิหร่านยังประสบกับความเสื่อมถอยครั้งใหญ่ในอิทธิพลระดับโลก เช่น การล่มสลายของระบอบอัสซาดในซีเรีย ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ 

    5. ในช่วงหลายเดือนสุดท้ายของปี 2025 เศรษฐกิจของอิหร่านประสบกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยค่าเงินเรียลของอิหร่านอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยอยู่ที่ประมาณ 145,000 โทมาน (หนึ่งโทมันมีค่าเท่ากับ 10 เรียล (แบบเก่า) หรือ 10,000 เรียล (แบบใหม่ทางการ) ภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2025 ค่าเงินเรียลของอิหร่านลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.45 ล้านเรียลต่อดอลลาร์สหรัฐ และรัฐบาลยังได้ระงับการอุดหนุนอัตราแลกเปลี่ยนเงินเรียลต่อดอลลาร์สหรัฐ อิหร่านใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ได้รับการอุดหนุนมานานแล้วในฐานะกลไกในการสนับสนุนการนำเข้าและควบคุมอัตราเงินเฟ้อ

    6. วิกฤตค่าเงินซึ่งพัฒนามาหลายปีแล้วนั้น ทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2025 จากสงคราม 12 วันกับอิสราเอล และมาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ของสหประชาชาติที่บังคับใช้ผ่านกลไก Snapback mechanism (คือการอนุญาตให้ “รัฐภาคี” ใดๆ ในข้อตกลงนิวเคลียร์อิหหร่านสามารถนำมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติที่มีต่ออิหร่านกลับมาใช้ใหม่ได้โดยฝ่ายเดียว ในกรณีที่อิหร่านละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง) ด้วยการอายัดทรัพย์สินของอิหร่านในต่างประเทศ การระงับธุรกรรมอาวุธ และการกำหนดบทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับโครงการขีปนาวุธของประเทศ

    7. นักวิเคราะห์เศรษฐกิจระบุว่านโยบายการเงินและการคลังของรัฐบาล การบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาด การขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง และการคว่ำบาตรระหว่างประเทศที่ต่อเนื่อง สภาวะเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมาคมการค้า โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาการนำเข้า ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรุนแรงทำให้พ่อค้าจำนวนมากไม่สามารถกำหนดราคาสินค้า จัดหาสินค้า หรือดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อไปได้

    8. กระแสความไม่พอใจเริ่มต้นจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาดในกรุงเตหะราน การประท้วงได้แพร่กระจายไปยังมหาวิทยาลัยอย่างรวดเร็ว ดึงดูดนักศึกษาจำนวนมากจากทั่วประเทศ เมื่อการประท้วงขยายวงกว้างขึ้น ผู้ประท้วงในหลายเมืองต่างตะโกนเรียกร้องทั้งความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รวมถึงการเรียกร้อง “เสรีภาพ” และการต่อต้านรัฐบาลอย่างชัดเจน 

    9. ผู้ประท้วงตะโกนคำขวัญต่อต้านรัฐบาล เช่น “ความตายแด่เผด็จการ” (หมายถึงรัฐบาลสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในปัจจุบัน) และ “ปาห์ลาวีจะกลับมา” (หมายถึงราชวงศ์ปาห์ลาวีที่ถูกสาธารณรัฐอิสลามโค่นล้ม) และ “ชาห์ทรงพระเจริญ” (หมายถึงกษัตรย์อิหร่านที่เคยปกครองประเทศ) ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงความไม่พอใจของพวกเขาต่อผู้มีอำนาจที่รับผิดชอบต่อวิกฤตเศรษฐกิจ ตลอดจนข้อเรียกร้องทางการเมืองที่กว้างขึ้น

    10. การเคลื่อนไหวนี้กลายเป็นการปะทุความไม่สงบครั้งใหญ่ที่สุดในอิหร่านนับตั้งแต่การประท้วงในปี 2022–2023 หลังจากการเสียชีวิตของมาห์ซา อามินี หญิงวัย 22 ปี ขณะถูกควบคุมตัวโดยตำรวจเนื่องจากถูกกล่าวหาว่าสวมฮิญาบไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ตามที่เอลลี บอร์ฮาน นักเคลื่อนไหวชาวอังกฤษ-อิหร่านกล่าว การประท้วงครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ และความเชื่อมั่นของประชาชนชาวอิหร่านที่มีต่อรัฐบาลลดลงนับตั้งแต่การปราบปรามขบวนการสตรี ชีวิต เสรีภาพ ในปี 2022 ระหว่างการประท้วงมาห์ซา อามินี

    11. เนื่องจากวิกฤตครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและค่าเงินเรียลอิหร่านที่ดิ่งลงต่กเงินเหรียญสหรัฐฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อาราคชี ได้เรียกร้องให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เปิดการเจรจาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ กล่าวว่า ผู้นำของอิหร่าน “มีปัญหามากมาย พวกเขามีภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง เศรษฐกิจของพวกเขาล่มสลาย และผมรู้ว่าประชาชนไม่ค่อยมีความสุขนัก” และเขายังเตือนทางการอิหร่านไม่ให้สังหารผู้ประท้วงอย่างสันติ โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ “จะเข้ามาช่วยเหลือพวกเขา (ผู้ประท้วง)”

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – บรรดาพ่อค้าแม่ค้าเดินข้ามสะพานระหว่างการประท้วงต่อต้านสภาพเศรษฐกิจและค่าเงินของอิหร่านที่กำลังตกต่ำ ในกรุงเตหะราน เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2025 (Photo by HANDOUT / FARS NEWS AGENCY / AFP)
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/39126&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12LOYsU6gsxeWWBb48SP2N

  • เมื่อเศรษฐกิจพังพินาศและเงินไร้ค่า ประชาชนทั่วประเทศจึงลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน

    1. ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2025 การประท้วงครั้งใหญ่ได้ปะทุขึ้นในหลายเมืองทั่วประเทศอิหร่าน ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้นและความไม่พอใจต่อรัฐบาลอย่างแพร่หลาย แม้ว่าในตอนแรกจะเกิดจากความไม่พอใจต่อภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ราคาอาหารที่สูงขึ้น และการอ่อนค่าอย่างรุนแรงของเงินเรียลอิหร่าน แต่การประท้วงก็พัฒนาอย่างรวดเร็วไปสู่การเคลื่อนไหวที่กว้างขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ยุติการปกครองที่กดขี่ของสาธารณรัฐอิสลาม

    2. คลื่นแห่งการประท้วงเกิดขึ้นจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงอย่างรวดเร็ว โดยอัตราเงินเฟ้อในอิหร่านพุ่งสูงขึ้นถึง 48.6% ในเดือนตุลาคม 2025 และ 42.2% ในเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรายจ่ายในครัวเรือน ขณะที่ราคาอาหารและสินค้าจำเป็นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ชาวอิหร่านจำนวนมากต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินซื้อสิ่งจำเป็นพื้นฐาน โดยราคาอาหารเพิ่มขึ้น 72% ในขณะที่สินค้าด้านสุขภาพและการแพทย์เพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับปีต่อปี 

    3. นอกจากนี้ อิหร่านกำลังประสบกับวิกฤตน้ำขาดแคลนและยังมีจัดการที่ไม่ดี รายงานในสื่ออิหร่านยังระบุว่ารัฐบาลวางแผนที่จะขึ้นภาษีในช่วงเริ่มต้นปีใหม่ของอิหร่านในวันที่ 21 มีนาคม ซึ่งยิ่งทำให้ประชาชนกังวลมากขึ้น และยังมีรายงานของสื่อต่างประเทศว่าหลายเดือนก่อนการประท้วง ความโกรธและความไม่พอใจของประชาชนได้เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนพลังงานอย่างรุนแรง การละเมิดสิทธิพลเมือง และการทุจริตอย่างแพร่หลาย 

    4. ที่จริงแล้ว เศรษฐกิจของอิหร่านประสบความยากลำบากอย่างมากอย่างน้อยเริ่มตั้งแต่ปี 2024 โดยมีอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนตัวลง และขาดแคลนพลังงาน ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของไฟฟ้าและก๊าซซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียนของอิหร่านต้องออกมาขอโทษ อิหร่านยังประสบกับความเสื่อมถอยครั้งใหญ่ในอิทธิพลระดับโลก เช่น การล่มสลายของระบอบอัสซาดในซีเรีย ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ 

    5. ในช่วงหลายเดือนสุดท้ายของปี 2025 เศรษฐกิจของอิหร่านประสบกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยค่าเงินเรียลของอิหร่านอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยอยู่ที่ประมาณ 145,000 โทมาน (หนึ่งโทมันมีค่าเท่ากับ 10 เรียล (แบบเก่า) หรือ 10,000 เรียล (แบบใหม่ทางการ) ภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2025 ค่าเงินเรียลของอิหร่านลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.45 ล้านเรียลต่อดอลลาร์สหรัฐ และรัฐบาลยังได้ระงับการอุดหนุนอัตราแลกเปลี่ยนเงินเรียลต่อดอลลาร์สหรัฐ อิหร่านใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ได้รับการอุดหนุนมานานแล้วในฐานะกลไกในการสนับสนุนการนำเข้าและควบคุมอัตราเงินเฟ้อ

    6. วิกฤตค่าเงินซึ่งพัฒนามาหลายปีแล้วนั้น ทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2025 จากสงคราม 12 วันกับอิสราเอล และมาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ของสหประชาชาติที่บังคับใช้ผ่านกลไก Snapback mechanism (คือการอนุญาตให้ “รัฐภาคี” ใดๆ ในข้อตกลงนิวเคลียร์อิหหร่านสามารถนำมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติที่มีต่ออิหร่านกลับมาใช้ใหม่ได้โดยฝ่ายเดียว ในกรณีที่อิหร่านละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง) ด้วยการอายัดทรัพย์สินของอิหร่านในต่างประเทศ การระงับธุรกรรมอาวุธ และการกำหนดบทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับโครงการขีปนาวุธของประเทศ

    7. นักวิเคราะห์เศรษฐกิจระบุว่านโยบายการเงินและการคลังของรัฐบาล การบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาด การขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง และการคว่ำบาตรระหว่างประเทศที่ต่อเนื่อง สภาวะเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมาคมการค้า โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาการนำเข้า ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรุนแรงทำให้พ่อค้าจำนวนมากไม่สามารถกำหนดราคาสินค้า จัดหาสินค้า หรือดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อไปได้

    8. กระแสความไม่พอใจเริ่มต้นจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาดในกรุงเตหะราน การประท้วงได้แพร่กระจายไปยังมหาวิทยาลัยอย่างรวดเร็ว ดึงดูดนักศึกษาจำนวนมากจากทั่วประเทศ เมื่อการประท้วงขยายวงกว้างขึ้น ผู้ประท้วงในหลายเมืองต่างตะโกนเรียกร้องทั้งความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รวมถึงการเรียกร้อง “เสรีภาพ” และการต่อต้านรัฐบาลอย่างชัดเจน 

    9. ผู้ประท้วงตะโกนคำขวัญต่อต้านรัฐบาล เช่น “ความตายแด่เผด็จการ” (หมายถึงรัฐบาลสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในปัจจุบัน) และ “ปาห์ลาวีจะกลับมา” (หมายถึงราชวงศ์ปาห์ลาวีที่ถูกสาธารณรัฐอิสลามโค่นล้ม) และ “ชาห์ทรงพระเจริญ” (หมายถึงกษัตรย์อิหร่านที่เคยปกครองประเทศ) ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงความไม่พอใจของพวกเขาต่อผู้มีอำนาจที่รับผิดชอบต่อวิกฤตเศรษฐกิจ ตลอดจนข้อเรียกร้องทางการเมืองที่กว้างขึ้น

    10. การเคลื่อนไหวนี้กลายเป็นการปะทุความไม่สงบครั้งใหญ่ที่สุดในอิหร่านนับตั้งแต่การประท้วงในปี 2022–2023 หลังจากการเสียชีวิตของมาห์ซา อามินี หญิงวัย 22 ปี ขณะถูกควบคุมตัวโดยตำรวจเนื่องจากถูกกล่าวหาว่าสวมฮิญาบไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ตามที่เอลลี บอร์ฮาน นักเคลื่อนไหวชาวอังกฤษ-อิหร่านกล่าว การประท้วงครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ และความเชื่อมั่นของประชาชนชาวอิหร่านที่มีต่อรัฐบาลลดลงนับตั้งแต่การปราบปรามขบวนการสตรี ชีวิต เสรีภาพ ในปี 2022 ระหว่างการประท้วงมาห์ซา อามินี

    11. เนื่องจากวิกฤตครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและค่าเงินเรียลอิหร่านที่ดิ่งลงต่กเงินเหรียญสหรัฐฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อาราคชี ได้เรียกร้องให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เปิดการเจรจาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ กล่าวว่า ผู้นำของอิหร่าน “มีปัญหามากมาย พวกเขามีภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง เศรษฐกิจของพวกเขาล่มสลาย และผมรู้ว่าประชาชนไม่ค่อยมีความสุขนัก” และเขายังเตือนทางการอิหร่านไม่ให้สังหารผู้ประท้วงอย่างสันติ โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ “จะเข้ามาช่วยเหลือพวกเขา (ผู้ประท้วง)”

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – บรรดาพ่อค้าแม่ค้าเดินข้ามสะพานระหว่างการประท้วงต่อต้านสภาพเศรษฐกิจและค่าเงินของอิหร่านที่กำลังตกต่ำ ในกรุงเตหะราน เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2025 (Photo by HANDOUT / FARS NEWS AGENCY / AFP)
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/39126&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12LOYsU6gsxeWWBb48SP2N

  • ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ การแข่งขันสูง แต่ยังเติบโตต่อได้ แนะธุรกิจเร่งปรับโครงสร้าง รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

    แนะผู้ประกอบการเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขายแบบออฟไลน์และออนไลน์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลวิเคราะห์ภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม

    ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “จากการวิเคราะห์พบว่า รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) 

    ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก 

    ขณะที่เชิงโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ในทางกลับกันร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาที่ได้ 

    อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวมาใช้การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนเกิดมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น เพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ หรือการสั่งผ่านออนไลน์และมารับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่

    ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีก 14,902 ราย ทุนจดทะเบียน 136,794 ล้านบาท แบ่งเป็น ซุปเปอร์มาร์เก็ต 930 ราย ทุนจดทะเบียน 11,119 ล้านบาท ดิสเคาท์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต 299 ราย ทุนจดทะเบียน 22,893 ล้านบาท ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ท 1,328 ราย ทุนจดทะเบียน 23,391 ล้านบาท ร้านขายของชำ 1,114 ราย ทุนจดทะเบียน 3,735 ล้านบาท และร้านค้าขายปลีกอื่นๆ 11,231 ราย ทุนจดทะเบียน 75,656 ล้านบาท  โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก

    ทั้งนี้ การจัดตั้งใหม่ช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52%  จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 ราย ในปี 2567

    ขณะเดียวกันการจดเลิกเพิ่มขึ้นจาก 298 ราย ในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น ด้านผลประกอบการพบว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท คิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท)

    แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท คิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีกมีเงินลงทุน 11,571 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ญี่ปุ่น 21.14% ทุน 2,446 ล้านบาท จีน 18.98% ทุน 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ 16.70% ทุน 1,932 ล้านบาท

    ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่รอการพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ

    รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/the-thai-retail-business-is-at-a-critical-juncture-facing-intense-competition/news-update/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ax3kKg02E6cfbZFNx7ql9

  • ‘บุ๋ม-ปนัดดา’ เติมฝันวันเด็ก! มอบอุปกรณ์กีฬา สร้างรอยยิ้มให้น้องๆ บางขุนเทียนศึกษา | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.ที่ผ่านมา ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ดารานักแสดงชื่อดัง ในฐานะประธานมูลนิธิองค์กรทำดี ได้แสดงพลังแห่งการให้ ด้วยการสนับสนุนอุปกรณ์กีฬาหลากหลายรายการ เพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญเนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ให้แก่โรงเรียนบางขุนเทียนศึกษา กรุงเทพมหานคร

    สำหรับการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ของที่โรงเรียนบางขุนเทียนศึกษา นำโดยนางจิราภรณ์ จ้อยเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้นำทัพการจัดกิจกรรมที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 ม.ค.นี้ ภายใต้คำขวัญวันเด็กประจำปี 2569 คือ รักชาติไทยใส่ใจโลก โดยจะมีการแจกของขวัญและกิจกรรมต่างๆ มากมายจากทั้งภาครัฐและเอกชน

    การสนับสนุนในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่นักเรียนได้มีอุปกรณ์ที่พร้อมต่อการเรียนรู้ อันจะช่วยพัฒนาศักยภาพทางการศึกษาอย่างยั่งยืน โดยมีคณะผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และนักเรียนโรงเรียนบางขุนเทียนศึกษา ร่วมรับมอบอุปกรณ์ด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น

    โดยการสนับสนุนอุปกรณ์ของมูลนิธิองค์กรทำดีในครั้งนี้ เพราะเด็กและเยาวชนถือเป็นกำลังสำคัญของชาติ การสนับสนุนด้านการศึกษาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับประเทศ ซึ่งมูลนิธิองค์กรทำดีจะยังคงเดินหน้าทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือและแบ่งปันโอกาสให้แก่ผู้ที่ขาดแคลน

    ทั้งนี้ การมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่สะท้อนถึงความตั้งใจจริงในการคืนกำไรสู่สังคม และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ได้เห็นคุณค่าของการให้และการแบ่งปันอย่างแท้จริง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5465651/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pwtAw1E62Itz6M_jfsNiZ

  • ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ การแข่งขันสูง แต่ยังเติบโตต่อได้ แนะธุรกิจเร่งปรับโครงสร้าง รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

    แนะผู้ประกอบการเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขายแบบออฟไลน์และออนไลน์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลวิเคราะห์ภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม

    ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “จากการวิเคราะห์พบว่า รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) 

    ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก 

    ขณะที่เชิงโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ในทางกลับกันร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาที่ได้ 

    อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวมาใช้การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนเกิดมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น เพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ หรือการสั่งผ่านออนไลน์และมารับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่

    ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีก 14,902 ราย ทุนจดทะเบียน 136,794 ล้านบาท แบ่งเป็น ซุปเปอร์มาร์เก็ต 930 ราย ทุนจดทะเบียน 11,119 ล้านบาท ดิสเคาท์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต 299 ราย ทุนจดทะเบียน 22,893 ล้านบาท ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ท 1,328 ราย ทุนจดทะเบียน 23,391 ล้านบาท ร้านขายของชำ 1,114 ราย ทุนจดทะเบียน 3,735 ล้านบาท และร้านค้าขายปลีกอื่นๆ 11,231 ราย ทุนจดทะเบียน 75,656 ล้านบาท  โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก

    ทั้งนี้ การจัดตั้งใหม่ช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52%  จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 ราย ในปี 2567

    ขณะเดียวกันการจดเลิกเพิ่มขึ้นจาก 298 ราย ในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น ด้านผลประกอบการพบว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท คิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท)

    แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท คิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีกมีเงินลงทุน 11,571 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ญี่ปุ่น 21.14% ทุน 2,446 ล้านบาท จีน 18.98% ทุน 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ 16.70% ทุน 1,932 ล้านบาท

    ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่รอการพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ

    รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/the-thai-retail-business-is-at-a-critical-juncture-facing-intense-competition/news-update/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ax3kKg02E6cfbZFNx7ql9

  • ‘บุ๋ม-ปนัดดา’ เติมฝันวันเด็ก! มอบอุปกรณ์กีฬา สร้างรอยยิ้มให้น้องๆ บางขุนเทียนศึกษา | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.ที่ผ่านมา ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ดารานักแสดงชื่อดัง ในฐานะประธานมูลนิธิองค์กรทำดี ได้แสดงพลังแห่งการให้ ด้วยการสนับสนุนอุปกรณ์กีฬาหลากหลายรายการ เพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญเนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ให้แก่โรงเรียนบางขุนเทียนศึกษา กรุงเทพมหานคร

    สำหรับการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ของที่โรงเรียนบางขุนเทียนศึกษา นำโดยนางจิราภรณ์ จ้อยเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้นำทัพการจัดกิจกรรมที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 ม.ค.นี้ ภายใต้คำขวัญวันเด็กประจำปี 2569 คือ รักชาติไทยใส่ใจโลก โดยจะมีการแจกของขวัญและกิจกรรมต่างๆ มากมายจากทั้งภาครัฐและเอกชน

    การสนับสนุนในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่นักเรียนได้มีอุปกรณ์ที่พร้อมต่อการเรียนรู้ อันจะช่วยพัฒนาศักยภาพทางการศึกษาอย่างยั่งยืน โดยมีคณะผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และนักเรียนโรงเรียนบางขุนเทียนศึกษา ร่วมรับมอบอุปกรณ์ด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น

    โดยการสนับสนุนอุปกรณ์ของมูลนิธิองค์กรทำดีในครั้งนี้ เพราะเด็กและเยาวชนถือเป็นกำลังสำคัญของชาติ การสนับสนุนด้านการศึกษาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับประเทศ ซึ่งมูลนิธิองค์กรทำดีจะยังคงเดินหน้าทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือและแบ่งปันโอกาสให้แก่ผู้ที่ขาดแคลน

    ทั้งนี้ การมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่สะท้อนถึงความตั้งใจจริงในการคืนกำไรสู่สังคม และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ได้เห็นคุณค่าของการให้และการแบ่งปันอย่างแท้จริง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5465651/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pwtAw1E62Itz6M_jfsNiZ