Category: ไอที

  • สทท. เผยดัชนีท่องเที่ยว Q4/68 กระเตื้อง คาด Q1/69 เพิ่มสูงรับไฮซีซั่น ปี 69 นทท.แตะ 34 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยภาพรวมดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ไตรมาส 4/68 (ต.ค.-ธ.ค.) อยู่ที่ระดับ 72 ดีขึ้นเล็กน้อยจาก 66 ในไตรมาส 3/68 แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังไม่เท่าระดับปกติก่อนช่วงโควิด

    โดยสถานการณ์เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย ไตรมาส 4/68 ฟื้นตัว แต่ยังเปราะบาง ได้รับแรงหนุนหลักจากฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) และมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังเผชิญกับเหตุการณ์มหาอุทกภัยทางภาคใต้ และการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

    ปัจจัยสนับสนุนไตรมาส 4/68 (แรงส่งหลัก) ได้แก่

    • มาตรการยาแรงจากภาครัฐ อาทิ “คนละครึ่ง พลัส” เน้นกระตุ้นการใช้จ่ายรายวัน (Street Food/ ชุมชน) และส่งเสริมทริปใกล้กรุง
    • กิน-เที่ยวลดหย่อนภาษี กระตุ้นกลุ่มมีรายได้และเมืองรอง (ลดหย่อนสูงสุด 30,000 บาท)
    • เราเที่ยวด้วยกัน (ขยายผล) ช่วยลดภาระค่าที่พักลง 40-50%

    นอกจากนี้ ยังมีเทศกาลและอีเวนต์ระดับโลก อาทิ งาน Vijit Chao Phraya 2025 ช่วยหนุนธุรกิจเรือสำราญ งาน Countdown 2026 (ICONSIAM, CentralWorld, One Bangkok) และงานทั่วประเทศ ช่วยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติในช่วงโค้งสุดท้าย

    ปัจจัยเสี่ยง-อุปสรรค ไตรมาส 4/68 (ตัวฉุดรั้ง) ได้แก่

    • การแข่งขันและเศรษฐกิจโลก Regional War เวียดนาม (ราคาถูก) และญี่ปุ่น (เงินเยนอ่อน) จีน (จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและโปรโมชันต่าง ๆ เพื่อดึงดูดใจนักท่องเที่ยว) แย่งชิงส่วนแบ่งตลาด, จีนซบเซา เนื่องจากเผชิญภาวะเงินฝืด และเน้นเที่ยวในประเทศ ทำให้ไทยต้องหันไปพึ่งพาตลาดมาเลเซีย อินเดีย และรัสเซียแทน
    • วิกฤตค่าเงินและต้นทุน เงินบาทแข็งค่าที่สุดในรอบ 4.5 ปี (ประมาณ 31.20 บาท/ดอลลาร์) ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าไทย “แพง” และเงินเฟ้อ ค่าตั๋วเครื่องบินและโรงแรมพุ่งสูงขึ้น
    • ภัยธรรมชาติและภูมิรัฐศาสตร์ มหาอุทกภัยภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่เสียหายหนักกว่า 4 หมื่นล้านบาท กระทบนักท่องเที่ยวมาเลเซียอย่างรุนแรง และความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา การปะทะทางทหารทำให้มีการยกเลิกที่พักในโซนตะวันออก (ตราด/เกาะช้าง) สูงถึง 42%
    • เศรษฐกิจในประเทศ GDP โตต่ำ และหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้คนไทยเน้นเที่ยวระยะสั้น หรือไปเช้า-เย็นกลับ เพื่อประหยัดงบ
    • ภาพลักษณ์และความปลอดภัย ถือเป็นอุปสรรคใหญ่กับตลาดจีนที่มีความอ่อนไหวต่อข่าวลบ ความกังวลเรื่องการลักพาตัว ยังคงฝังรากลึก ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวยังลังเลที่จะกลับมา

    ทั้งนี้ ในรายกลุ่มธุรกิจ ไตรมาส 4/68 กลุ่มที่ฟื้นตัวดี คือ ร้านอาหาร, ที่พัก (ดัชนี 76-78) ส่วนบริษัทนำเที่ยวคาดการณ์โตแรงในไตรมาส 1/69 ส่วนกลุ่มที่ฟื้นตัวช้า คือ สปา และสวนสนุก สำหรับการจ้างงาน ในภาพรวมชะลอตัวลง แต่ธุรกิจส่วนใหญ่ยันว่าไม่ปรับขึ้นราคา แม้จะมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท/วัน ก็ตาม

    ในส่วนของข้อมูลเชิงลึกนักท่องเที่ยว (Persona) ได้แก่

    • สายเปย์ : ชาวออสเตรเลียใช้จ่ายต่อทริปสูงสุด
    • กลุ่ม Luxury : แม้มีเพียง 10% แต่จ่ายหนักถึงแสนกว่าบาทต่อทริป
    • สายอยู่นาน : กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป พักเฉลี่ยถึง 18.4 คืน
    • ความกังวล : นักท่องเที่ยวกังวลเรื่องการสื่อสาร และการถูกหลอกลวงมากที่สุด ส่วนเรื่องความปลอดภัยทางร่างกาย (ลักพาตัว) อยู่ในระดับปานกลาง

    ข้อเสนอแนะและโอกาส

    • คมนาคม: นักท่องเที่ยวบ่นค่ารถไฟฟ้าแพง/ซ้ำซ้อน และอยากได้ Tourist Pass
    • เมืองรอง: คนรู้จักเยอะ แต่ยังลังเลที่จะไป (51%) โดยเหตุผลหลักที่ไป คือ อยากเลี่ยงความแออัด และสัมผัสเอกลักษณ์ท้องถิ่น
    • ปัจจัยกระตุ้น: กิจกรรมพิเศษ (Events) ช่วงปลายปี มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางสูงถึง 78%

    ไฮซีซั่นหนุนท่องเที่ยว Q1/69

    สำหรับคาดการณ์ไตรมาส 1/69 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว เพิ่มสูงขึ้นไปที่ระดับ 80 เป็นการคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวดีขึ้นปัจจัยเนื่องจากช่วงไฮซีซั่น และรัฐบาลจีน ห้ามชาวจีนเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการยกเลิกที่นั่งสายการบินกว่า 5 แสนที่นั่ง ส่งผลดีต่อไทย โดยคาดการณ์มีนักท่องเที่ยวไตรมาส 1/69 จะอยู่ที่ 9.3 ล้านคน

    ภาพรวมนักท่องเที่ยวปี 69 แตะ 34 ล้านคน สร้างรายได้ 1.64 ล้านลบ.

    คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวรวมในปี 69 ที่ราว 34 ล้านคน สร้างรายได้ 1.64 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.1% จากในปี 68 ต่างชาติมาไทยประมาณ 33 ล้านคน (ลดลง 7.2% จากปี 67) รายได้ประมาณ 1.59 ล้านล้านบาท ลดลง 4.5% สำหรับพฤติกรรมการใช้จ่ายในปี 68 พบว่า คนไทยจ่ายน้อยลง (3,906 บาท/ทริป) ส่วนต่างชาติจ่ายเพิ่มขึ้น (48,363 บาท/ทริป)

    สำหรับแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทยในปี 69 คาดการณ์ว่า ตลาดต่างชาติจะกลับมาขยายตัว ทั้งในด้านจำนวนคนและรายได้รวมที่เพิ่มสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวชาวไทย กลับส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศลดน้อยลง ภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระหว่างประเทศ กำลังอยู่ในช่วงปรับตัวสู่การแข่งขันอย่างสมบูรณ์ เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/564455&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GJgjyrgnliu5eBJwhLiX2

  • สทท. เผยดัชนีท่องเที่ยว Q4/68 กระเตื้อง คาด Q1/69 เพิ่มสูงรับไฮซีซั่น ปี 69 นทท.แตะ 34 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยภาพรวมดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ไตรมาส 4/68 (ต.ค.-ธ.ค.) อยู่ที่ระดับ 72 ดีขึ้นเล็กน้อยจาก 66 ในไตรมาส 3/68 แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังไม่เท่าระดับปกติก่อนช่วงโควิด

    โดยสถานการณ์เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย ไตรมาส 4/68 ฟื้นตัว แต่ยังเปราะบาง ได้รับแรงหนุนหลักจากฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) และมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังเผชิญกับเหตุการณ์มหาอุทกภัยทางภาคใต้ และการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

    ปัจจัยสนับสนุนไตรมาส 4/68 (แรงส่งหลัก) ได้แก่

    • มาตรการยาแรงจากภาครัฐ อาทิ “คนละครึ่ง พลัส” เน้นกระตุ้นการใช้จ่ายรายวัน (Street Food/ ชุมชน) และส่งเสริมทริปใกล้กรุง
    • กิน-เที่ยวลดหย่อนภาษี กระตุ้นกลุ่มมีรายได้และเมืองรอง (ลดหย่อนสูงสุด 30,000 บาท)
    • เราเที่ยวด้วยกัน (ขยายผล) ช่วยลดภาระค่าที่พักลง 40-50%

    นอกจากนี้ ยังมีเทศกาลและอีเวนต์ระดับโลก อาทิ งาน Vijit Chao Phraya 2025 ช่วยหนุนธุรกิจเรือสำราญ งาน Countdown 2026 (ICONSIAM, CentralWorld, One Bangkok) และงานทั่วประเทศ ช่วยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติในช่วงโค้งสุดท้าย

    ปัจจัยเสี่ยง-อุปสรรค ไตรมาส 4/68 (ตัวฉุดรั้ง) ได้แก่

    • การแข่งขันและเศรษฐกิจโลก Regional War เวียดนาม (ราคาถูก) และญี่ปุ่น (เงินเยนอ่อน) จีน (จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและโปรโมชันต่าง ๆ เพื่อดึงดูดใจนักท่องเที่ยว) แย่งชิงส่วนแบ่งตลาด, จีนซบเซา เนื่องจากเผชิญภาวะเงินฝืด และเน้นเที่ยวในประเทศ ทำให้ไทยต้องหันไปพึ่งพาตลาดมาเลเซีย อินเดีย และรัสเซียแทน
    • วิกฤตค่าเงินและต้นทุน เงินบาทแข็งค่าที่สุดในรอบ 4.5 ปี (ประมาณ 31.20 บาท/ดอลลาร์) ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าไทย “แพง” และเงินเฟ้อ ค่าตั๋วเครื่องบินและโรงแรมพุ่งสูงขึ้น
    • ภัยธรรมชาติและภูมิรัฐศาสตร์ มหาอุทกภัยภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่เสียหายหนักกว่า 4 หมื่นล้านบาท กระทบนักท่องเที่ยวมาเลเซียอย่างรุนแรง และความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา การปะทะทางทหารทำให้มีการยกเลิกที่พักในโซนตะวันออก (ตราด/เกาะช้าง) สูงถึง 42%
    • เศรษฐกิจในประเทศ GDP โตต่ำ และหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้คนไทยเน้นเที่ยวระยะสั้น หรือไปเช้า-เย็นกลับ เพื่อประหยัดงบ
    • ภาพลักษณ์และความปลอดภัย ถือเป็นอุปสรรคใหญ่กับตลาดจีนที่มีความอ่อนไหวต่อข่าวลบ ความกังวลเรื่องการลักพาตัว ยังคงฝังรากลึก ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวยังลังเลที่จะกลับมา

    ทั้งนี้ ในรายกลุ่มธุรกิจ ไตรมาส 4/68 กลุ่มที่ฟื้นตัวดี คือ ร้านอาหาร, ที่พัก (ดัชนี 76-78) ส่วนบริษัทนำเที่ยวคาดการณ์โตแรงในไตรมาส 1/69 ส่วนกลุ่มที่ฟื้นตัวช้า คือ สปา และสวนสนุก สำหรับการจ้างงาน ในภาพรวมชะลอตัวลง แต่ธุรกิจส่วนใหญ่ยันว่าไม่ปรับขึ้นราคา แม้จะมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท/วัน ก็ตาม

    ในส่วนของข้อมูลเชิงลึกนักท่องเที่ยว (Persona) ได้แก่

    • สายเปย์ : ชาวออสเตรเลียใช้จ่ายต่อทริปสูงสุด
    • กลุ่ม Luxury : แม้มีเพียง 10% แต่จ่ายหนักถึงแสนกว่าบาทต่อทริป
    • สายอยู่นาน : กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป พักเฉลี่ยถึง 18.4 คืน
    • ความกังวล : นักท่องเที่ยวกังวลเรื่องการสื่อสาร และการถูกหลอกลวงมากที่สุด ส่วนเรื่องความปลอดภัยทางร่างกาย (ลักพาตัว) อยู่ในระดับปานกลาง

    ข้อเสนอแนะและโอกาส

    • คมนาคม: นักท่องเที่ยวบ่นค่ารถไฟฟ้าแพง/ซ้ำซ้อน และอยากได้ Tourist Pass
    • เมืองรอง: คนรู้จักเยอะ แต่ยังลังเลที่จะไป (51%) โดยเหตุผลหลักที่ไป คือ อยากเลี่ยงความแออัด และสัมผัสเอกลักษณ์ท้องถิ่น
    • ปัจจัยกระตุ้น: กิจกรรมพิเศษ (Events) ช่วงปลายปี มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางสูงถึง 78%

    ไฮซีซั่นหนุนท่องเที่ยว Q1/69

    สำหรับคาดการณ์ไตรมาส 1/69 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว เพิ่มสูงขึ้นไปที่ระดับ 80 เป็นการคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวดีขึ้นปัจจัยเนื่องจากช่วงไฮซีซั่น และรัฐบาลจีน ห้ามชาวจีนเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการยกเลิกที่นั่งสายการบินกว่า 5 แสนที่นั่ง ส่งผลดีต่อไทย โดยคาดการณ์มีนักท่องเที่ยวไตรมาส 1/69 จะอยู่ที่ 9.3 ล้านคน

    ภาพรวมนักท่องเที่ยวปี 69 แตะ 34 ล้านคน สร้างรายได้ 1.64 ล้านลบ.

    คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวรวมในปี 69 ที่ราว 34 ล้านคน สร้างรายได้ 1.64 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.1% จากในปี 68 ต่างชาติมาไทยประมาณ 33 ล้านคน (ลดลง 7.2% จากปี 67) รายได้ประมาณ 1.59 ล้านล้านบาท ลดลง 4.5% สำหรับพฤติกรรมการใช้จ่ายในปี 68 พบว่า คนไทยจ่ายน้อยลง (3,906 บาท/ทริป) ส่วนต่างชาติจ่ายเพิ่มขึ้น (48,363 บาท/ทริป)

    สำหรับแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทยในปี 69 คาดการณ์ว่า ตลาดต่างชาติจะกลับมาขยายตัว ทั้งในด้านจำนวนคนและรายได้รวมที่เพิ่มสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวชาวไทย กลับส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศลดน้อยลง ภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระหว่างประเทศ กำลังอยู่ในช่วงปรับตัวสู่การแข่งขันอย่างสมบูรณ์ เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/564455&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GJgjyrgnliu5eBJwhLiX2

  • สทท. เผยดัชนีท่องเที่ยว Q4/68 กระเตื้อง คาด Q1/69 เพิ่มสูงรับไฮซีซั่น ปี 69 นทท.แตะ 34 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยภาพรวมดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ไตรมาส 4/68 (ต.ค.-ธ.ค.) อยู่ที่ระดับ 72 ดีขึ้นเล็กน้อยจาก 66 ในไตรมาส 3/68 แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังไม่เท่าระดับปกติก่อนช่วงโควิด

    โดยสถานการณ์เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย ไตรมาส 4/68 ฟื้นตัว แต่ยังเปราะบาง ได้รับแรงหนุนหลักจากฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) และมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังเผชิญกับเหตุการณ์มหาอุทกภัยทางภาคใต้ และการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

    ปัจจัยสนับสนุนไตรมาส 4/68 (แรงส่งหลัก) ได้แก่

    • มาตรการยาแรงจากภาครัฐ อาทิ “คนละครึ่ง พลัส” เน้นกระตุ้นการใช้จ่ายรายวัน (Street Food/ ชุมชน) และส่งเสริมทริปใกล้กรุง
    • กิน-เที่ยวลดหย่อนภาษี กระตุ้นกลุ่มมีรายได้และเมืองรอง (ลดหย่อนสูงสุด 30,000 บาท)
    • เราเที่ยวด้วยกัน (ขยายผล) ช่วยลดภาระค่าที่พักลง 40-50%

    นอกจากนี้ ยังมีเทศกาลและอีเวนต์ระดับโลก อาทิ งาน Vijit Chao Phraya 2025 ช่วยหนุนธุรกิจเรือสำราญ งาน Countdown 2026 (ICONSIAM, CentralWorld, One Bangkok) และงานทั่วประเทศ ช่วยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติในช่วงโค้งสุดท้าย

    ปัจจัยเสี่ยง-อุปสรรค ไตรมาส 4/68 (ตัวฉุดรั้ง) ได้แก่

    • การแข่งขันและเศรษฐกิจโลก Regional War เวียดนาม (ราคาถูก) และญี่ปุ่น (เงินเยนอ่อน) จีน (จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและโปรโมชันต่าง ๆ เพื่อดึงดูดใจนักท่องเที่ยว) แย่งชิงส่วนแบ่งตลาด, จีนซบเซา เนื่องจากเผชิญภาวะเงินฝืด และเน้นเที่ยวในประเทศ ทำให้ไทยต้องหันไปพึ่งพาตลาดมาเลเซีย อินเดีย และรัสเซียแทน
    • วิกฤตค่าเงินและต้นทุน เงินบาทแข็งค่าที่สุดในรอบ 4.5 ปี (ประมาณ 31.20 บาท/ดอลลาร์) ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าไทย “แพง” และเงินเฟ้อ ค่าตั๋วเครื่องบินและโรงแรมพุ่งสูงขึ้น
    • ภัยธรรมชาติและภูมิรัฐศาสตร์ มหาอุทกภัยภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่เสียหายหนักกว่า 4 หมื่นล้านบาท กระทบนักท่องเที่ยวมาเลเซียอย่างรุนแรง และความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา การปะทะทางทหารทำให้มีการยกเลิกที่พักในโซนตะวันออก (ตราด/เกาะช้าง) สูงถึง 42%
    • เศรษฐกิจในประเทศ GDP โตต่ำ และหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้คนไทยเน้นเที่ยวระยะสั้น หรือไปเช้า-เย็นกลับ เพื่อประหยัดงบ
    • ภาพลักษณ์และความปลอดภัย ถือเป็นอุปสรรคใหญ่กับตลาดจีนที่มีความอ่อนไหวต่อข่าวลบ ความกังวลเรื่องการลักพาตัว ยังคงฝังรากลึก ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวยังลังเลที่จะกลับมา

    ทั้งนี้ ในรายกลุ่มธุรกิจ ไตรมาส 4/68 กลุ่มที่ฟื้นตัวดี คือ ร้านอาหาร, ที่พัก (ดัชนี 76-78) ส่วนบริษัทนำเที่ยวคาดการณ์โตแรงในไตรมาส 1/69 ส่วนกลุ่มที่ฟื้นตัวช้า คือ สปา และสวนสนุก สำหรับการจ้างงาน ในภาพรวมชะลอตัวลง แต่ธุรกิจส่วนใหญ่ยันว่าไม่ปรับขึ้นราคา แม้จะมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท/วัน ก็ตาม

    ในส่วนของข้อมูลเชิงลึกนักท่องเที่ยว (Persona) ได้แก่

    • สายเปย์ : ชาวออสเตรเลียใช้จ่ายต่อทริปสูงสุด
    • กลุ่ม Luxury : แม้มีเพียง 10% แต่จ่ายหนักถึงแสนกว่าบาทต่อทริป
    • สายอยู่นาน : กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป พักเฉลี่ยถึง 18.4 คืน
    • ความกังวล : นักท่องเที่ยวกังวลเรื่องการสื่อสาร และการถูกหลอกลวงมากที่สุด ส่วนเรื่องความปลอดภัยทางร่างกาย (ลักพาตัว) อยู่ในระดับปานกลาง

    ข้อเสนอแนะและโอกาส

    • คมนาคม: นักท่องเที่ยวบ่นค่ารถไฟฟ้าแพง/ซ้ำซ้อน และอยากได้ Tourist Pass
    • เมืองรอง: คนรู้จักเยอะ แต่ยังลังเลที่จะไป (51%) โดยเหตุผลหลักที่ไป คือ อยากเลี่ยงความแออัด และสัมผัสเอกลักษณ์ท้องถิ่น
    • ปัจจัยกระตุ้น: กิจกรรมพิเศษ (Events) ช่วงปลายปี มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางสูงถึง 78%

    ไฮซีซั่นหนุนท่องเที่ยว Q1/69

    สำหรับคาดการณ์ไตรมาส 1/69 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว เพิ่มสูงขึ้นไปที่ระดับ 80 เป็นการคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวดีขึ้นปัจจัยเนื่องจากช่วงไฮซีซั่น และรัฐบาลจีน ห้ามชาวจีนเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการยกเลิกที่นั่งสายการบินกว่า 5 แสนที่นั่ง ส่งผลดีต่อไทย โดยคาดการณ์มีนักท่องเที่ยวไตรมาส 1/69 จะอยู่ที่ 9.3 ล้านคน

    ภาพรวมนักท่องเที่ยวปี 69 แตะ 34 ล้านคน สร้างรายได้ 1.64 ล้านลบ.

    คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวรวมในปี 69 ที่ราว 34 ล้านคน สร้างรายได้ 1.64 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.1% จากในปี 68 ต่างชาติมาไทยประมาณ 33 ล้านคน (ลดลง 7.2% จากปี 67) รายได้ประมาณ 1.59 ล้านล้านบาท ลดลง 4.5% สำหรับพฤติกรรมการใช้จ่ายในปี 68 พบว่า คนไทยจ่ายน้อยลง (3,906 บาท/ทริป) ส่วนต่างชาติจ่ายเพิ่มขึ้น (48,363 บาท/ทริป)

    สำหรับแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทยในปี 69 คาดการณ์ว่า ตลาดต่างชาติจะกลับมาขยายตัว ทั้งในด้านจำนวนคนและรายได้รวมที่เพิ่มสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวชาวไทย กลับส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศลดน้อยลง ภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระหว่างประเทศ กำลังอยู่ในช่วงปรับตัวสู่การแข่งขันอย่างสมบูรณ์ เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/564455&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GJgjyrgnliu5eBJwhLiX2

  • สทท. เผยดัชนีท่องเที่ยว Q4/68 กระเตื้อง คาด Q1/69 เพิ่มสูงรับไฮซีซั่น ปี 69 นทท.แตะ 34 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยภาพรวมดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ไตรมาส 4/68 (ต.ค.-ธ.ค.) อยู่ที่ระดับ 72 ดีขึ้นเล็กน้อยจาก 66 ในไตรมาส 3/68 แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังไม่เท่าระดับปกติก่อนช่วงโควิด

    โดยสถานการณ์เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย ไตรมาส 4/68 ฟื้นตัว แต่ยังเปราะบาง ได้รับแรงหนุนหลักจากฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) และมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังเผชิญกับเหตุการณ์มหาอุทกภัยทางภาคใต้ และการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

    ปัจจัยสนับสนุนไตรมาส 4/68 (แรงส่งหลัก) ได้แก่

    • มาตรการยาแรงจากภาครัฐ อาทิ “คนละครึ่ง พลัส” เน้นกระตุ้นการใช้จ่ายรายวัน (Street Food/ ชุมชน) และส่งเสริมทริปใกล้กรุง
    • กิน-เที่ยวลดหย่อนภาษี กระตุ้นกลุ่มมีรายได้และเมืองรอง (ลดหย่อนสูงสุด 30,000 บาท)
    • เราเที่ยวด้วยกัน (ขยายผล) ช่วยลดภาระค่าที่พักลง 40-50%

    นอกจากนี้ ยังมีเทศกาลและอีเวนต์ระดับโลก อาทิ งาน Vijit Chao Phraya 2025 ช่วยหนุนธุรกิจเรือสำราญ งาน Countdown 2026 (ICONSIAM, CentralWorld, One Bangkok) และงานทั่วประเทศ ช่วยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติในช่วงโค้งสุดท้าย

    ปัจจัยเสี่ยง-อุปสรรค ไตรมาส 4/68 (ตัวฉุดรั้ง) ได้แก่

    • การแข่งขันและเศรษฐกิจโลก Regional War เวียดนาม (ราคาถูก) และญี่ปุ่น (เงินเยนอ่อน) จีน (จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและโปรโมชันต่าง ๆ เพื่อดึงดูดใจนักท่องเที่ยว) แย่งชิงส่วนแบ่งตลาด, จีนซบเซา เนื่องจากเผชิญภาวะเงินฝืด และเน้นเที่ยวในประเทศ ทำให้ไทยต้องหันไปพึ่งพาตลาดมาเลเซีย อินเดีย และรัสเซียแทน
    • วิกฤตค่าเงินและต้นทุน เงินบาทแข็งค่าที่สุดในรอบ 4.5 ปี (ประมาณ 31.20 บาท/ดอลลาร์) ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าไทย “แพง” และเงินเฟ้อ ค่าตั๋วเครื่องบินและโรงแรมพุ่งสูงขึ้น
    • ภัยธรรมชาติและภูมิรัฐศาสตร์ มหาอุทกภัยภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่เสียหายหนักกว่า 4 หมื่นล้านบาท กระทบนักท่องเที่ยวมาเลเซียอย่างรุนแรง และความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา การปะทะทางทหารทำให้มีการยกเลิกที่พักในโซนตะวันออก (ตราด/เกาะช้าง) สูงถึง 42%
    • เศรษฐกิจในประเทศ GDP โตต่ำ และหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้คนไทยเน้นเที่ยวระยะสั้น หรือไปเช้า-เย็นกลับ เพื่อประหยัดงบ
    • ภาพลักษณ์และความปลอดภัย ถือเป็นอุปสรรคใหญ่กับตลาดจีนที่มีความอ่อนไหวต่อข่าวลบ ความกังวลเรื่องการลักพาตัว ยังคงฝังรากลึก ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวยังลังเลที่จะกลับมา

    ทั้งนี้ ในรายกลุ่มธุรกิจ ไตรมาส 4/68 กลุ่มที่ฟื้นตัวดี คือ ร้านอาหาร, ที่พัก (ดัชนี 76-78) ส่วนบริษัทนำเที่ยวคาดการณ์โตแรงในไตรมาส 1/69 ส่วนกลุ่มที่ฟื้นตัวช้า คือ สปา และสวนสนุก สำหรับการจ้างงาน ในภาพรวมชะลอตัวลง แต่ธุรกิจส่วนใหญ่ยันว่าไม่ปรับขึ้นราคา แม้จะมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท/วัน ก็ตาม

    ในส่วนของข้อมูลเชิงลึกนักท่องเที่ยว (Persona) ได้แก่

    • สายเปย์ : ชาวออสเตรเลียใช้จ่ายต่อทริปสูงสุด
    • กลุ่ม Luxury : แม้มีเพียง 10% แต่จ่ายหนักถึงแสนกว่าบาทต่อทริป
    • สายอยู่นาน : กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป พักเฉลี่ยถึง 18.4 คืน
    • ความกังวล : นักท่องเที่ยวกังวลเรื่องการสื่อสาร และการถูกหลอกลวงมากที่สุด ส่วนเรื่องความปลอดภัยทางร่างกาย (ลักพาตัว) อยู่ในระดับปานกลาง

    ข้อเสนอแนะและโอกาส

    • คมนาคม: นักท่องเที่ยวบ่นค่ารถไฟฟ้าแพง/ซ้ำซ้อน และอยากได้ Tourist Pass
    • เมืองรอง: คนรู้จักเยอะ แต่ยังลังเลที่จะไป (51%) โดยเหตุผลหลักที่ไป คือ อยากเลี่ยงความแออัด และสัมผัสเอกลักษณ์ท้องถิ่น
    • ปัจจัยกระตุ้น: กิจกรรมพิเศษ (Events) ช่วงปลายปี มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางสูงถึง 78%

    ไฮซีซั่นหนุนท่องเที่ยว Q1/69

    สำหรับคาดการณ์ไตรมาส 1/69 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว เพิ่มสูงขึ้นไปที่ระดับ 80 เป็นการคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวดีขึ้นปัจจัยเนื่องจากช่วงไฮซีซั่น และรัฐบาลจีน ห้ามชาวจีนเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการยกเลิกที่นั่งสายการบินกว่า 5 แสนที่นั่ง ส่งผลดีต่อไทย โดยคาดการณ์มีนักท่องเที่ยวไตรมาส 1/69 จะอยู่ที่ 9.3 ล้านคน

    ภาพรวมนักท่องเที่ยวปี 69 แตะ 34 ล้านคน สร้างรายได้ 1.64 ล้านลบ.

    คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวรวมในปี 69 ที่ราว 34 ล้านคน สร้างรายได้ 1.64 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.1% จากในปี 68 ต่างชาติมาไทยประมาณ 33 ล้านคน (ลดลง 7.2% จากปี 67) รายได้ประมาณ 1.59 ล้านล้านบาท ลดลง 4.5% สำหรับพฤติกรรมการใช้จ่ายในปี 68 พบว่า คนไทยจ่ายน้อยลง (3,906 บาท/ทริป) ส่วนต่างชาติจ่ายเพิ่มขึ้น (48,363 บาท/ทริป)

    สำหรับแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทยในปี 69 คาดการณ์ว่า ตลาดต่างชาติจะกลับมาขยายตัว ทั้งในด้านจำนวนคนและรายได้รวมที่เพิ่มสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวชาวไทย กลับส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศลดน้อยลง ภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระหว่างประเทศ กำลังอยู่ในช่วงปรับตัวสู่การแข่งขันอย่างสมบูรณ์ เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/564455&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GJgjyrgnliu5eBJwhLiX2

  • Google ประเทศไทยสนับสนุนการเลือกตั้งสส. 8 ก.พ.นี้

    Google ประเทศไทยสนับสนุนการเลือกตั้งสส. 8 ก.พ.นี้

    วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.13 น.

    Google ประเทศไทยสนับสนุนการเลือกตั้งสส. 8 ก.พ.นี้

    Google  ประเทศไทย  โดย  ราฟาเอล ซิสโลว์สกี Country Manager, Google ประเทศไทย ประกาศนโยบายสนับสนุนการเลือกตั้งในประเทศไทยที่กำลังจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรละการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้   Google มุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการเลือกตั้งในครั้งนี้โดยนำเสนอข้อมูลที่มีคุณภาพสูงแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมทั้งปกป้องแพลตฟอร์มจากการละเมิด และช่วยให้ผู้คนสามารถระบุเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้นได้  

    การช่วยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าถึงข้อมูลที่น่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์

    สำหรับ Google Search ระบบการจัดอันดับของเราได้รับการออกแบบมาเพื่อยกระดับข้อมูลที่น่าเชื่อถือและให้บริบทแก่ผู้ใช้เกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เราจะแจ้งเตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับวันเลือกตั้ง และแสดงลิงก์ต่างๆ ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการลงคะแนนเสียงและการออกเสียงประชามติจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

    ในส่วนของ YouTube  มีนโยบายที่เข้มงวด โดยไม่อนุญาตให้แสดงเนื้อหาบางประเภทที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งรวมถึงเนื้อหาที่ทำให้เข้าใจผิดและเนื้อหาที่แสดงความรุนแรง ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง และให้ความสำคัญกับการนำเสนอข้อมูลคุณภาพสูงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ผ่านผลการค้นหา วิดีโอแนะนำ และแผงข้อมูล พร้อมทั้งนำเสนอชั้นวางข่าวเด่นและข่าวด่วนเพื่อช่วยให้ผู้คนค้นพบเนื้อหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ได้ง่ายขึ้น

    และเพื่อช่วยให้สำนักข่าวเข้าใจนโยบายเกี่ยวกับการเลือกตั้งของgoogle  ความซื่อสัตย์สุจริต และการเผยแพร่เนื้อหาอย่างมีความรับผิดชอบ  ได้จัดการอบรมการเตรียมเนื้อหาการเลือกตั้งบน YouTube ให้กับสำนักข่าว เพื่อสนับสนุนการรายงานข่าวการเลือกตั้งอย่างมีความรับผิดชอบ โดยเนื้อหาในการอบรมนี้ครอบคลุมหลักเกณฑ์ของชุมชน YouTube หลักการพื้นฐานเกี่ยวกับลิขสิทธิ์  และการนำเครื่องมือ AI ของ Google เช่น แอป Gemini และ NotebookLM ไปปรับใช้ในการทำงานของห้องข่าวเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการรายงานข่าวในช่วงการเลือกตั้ง

    การปกป้องแพลตฟอร์มจากการละเมิด

    การปกป้องความสุจริตของการเลือกตั้งหมายถึงการรักษาความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และบริการขจากการถูกละเมิด Google และ YouTube มีการบังคับใช้นโยบายกับผู้ใช้ทุกคนอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่คำนึงถึงแนวคิดทางการเมือง หรือวิธีการสร้างเนื้อหา

    หลักเกณฑ์ของชุมชน YouTube ห้ามไม่ให้แสดงเนื้อหาที่เป็นการกล่าวอ้างที่ทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับการลงคะแนนเสียง เนื้อหาที่กระตุ้นให้เกิดการแทรกแซงกระบวนการทางประชาธิปไตย วาจาสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) การคุกคาม การหลอกลวง และการกระตุ้นให้เกิดความรุนแรง เนื้อหาที่ละเมิดหลักเกณฑ์เหล่านี้จะถูกนำออกจากแพลตฟอร์มอย่างรวดเร็ว

    ผู้ใช้สามารถรายงานเนื้อหาที่เชื่อว่าละเมิดนโยบายของเราได้ และสามารถยื่นการร้องเรียนทางกฎหมายได้ที่ g.co/legal 

    การช่วยให้ผู้คนสามารถระบุเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้นได้ 

    เนื่องจากปัจจุบัน AI มีความสามารถมากขึ้น การแยกแยะระหว่างเนื้อหาจริงกับเนื้อหาสังเคราะห์จึงอาจเป็นเรื่องยาก สำหรับการจัดการในเรื่องนี้ เรามีมาตรการต่างๆ ดังนี้    

    • ป้ายกำกับเนื้อหาบน YouTube: เรากำหนดให้ครีเอเตอร์ต้องเปิดเผยว่าเนื้อหาของตนมีการดัดแปลงหรือสังเคราะห์หรือไม่ สำหรับเนื้อหาที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ป้ายกำกับจะปรากฏให้เห็นบนวิดีโอเพลเยอร์โดยตรง นอกจากนี้ ผู้ลงโฆษณาจะต้องเปิดเผยข้อมูลเมื่อโฆษณาการเลือกตั้งมีการสร้างหรือดัดแปลงเนื้อหาแบบดิจิทัล
    • เครื่องมือบริบท: ฟีเจอร์ ‘เกี่ยวกับรูปภาพนี้’ (About this image) ใน Google Search ช่วยให้ผู้คนประเมินความน่าเชื่อถือและบริบทของรูปภาพ ในขณะที่ฟีเจอร์ ‘ตรวจสอบคำตอบอีกครั้ง’ ใน Gemini จะช่วยประเมินคำตอบโดยเทียบกับเนื้อหาบนเว็บไซต์ต่างๆ 
    • การใส่ลายน้ำดิจิทัล: เราทำให้การตรวจสอบรูปภาพหรือวิดีโอว่าถูกสร้างหรือแก้ไขโดย AI ของ Google หรือไม่เป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ซึ่งสามารถทำได้ในแอป Gemini โดยใช้ SynthID ซึ่งเป็นเทคโนโลยีลายน้ำดิจิทัลของเราที่จะฝังสัญญาณดิจิทัลที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าลงในเนื้อหาที่สร้างโดย AI หากคุณต้องการยืนยันว่ารูปภาพหรือวิดีโอที่คุณเห็นสร้างขึ้นโดย AI ของ Google หรือใหม่ ให้อัปโหลดรูปภาพนั้นไปยังแอป Gemini และถามคำถามเพื่อยืนยัน เช่น “Google AI สร้างรูปภาพ/วิดีโอนี้ใช่ไหม” หรือ “เนื้อหานี้ AI สร้างขึ้นใช่ไหม” 

    พันธกิจของ Google คือการจัดระเบียบข้อมูลโลก และทำให้ข้อมูลดังกล่าวสามารถเข้าถึงและเป็นประโยชน์ได้อย่างทั่วถึง และเรายังคงเดินหน้าช่วยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้รับข้อมูลที่น่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์บนโลกออนไลน์ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/463597&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZXC4QHzwHQc4bEBA5euHr

  • True เทคคอมปานีระดับเวิลด์คลาส x Miss World  ร่วมขับเคลื่อนภารกิจ “มงเปลี่ยนโลก”

    True เทคคอมปานีระดับเวิลด์คลาส x Miss World  ร่วมขับเคลื่อนภารกิจ “มงเปลี่ยนโลก”

    วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.30 น.

    True เทคคอมปานีระดับเวิลด์คลาส x Miss World 
    ร่วมขับเคลื่อนภารกิจ “มงเปลี่ยนโลก”

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ องค์กรมิสเวิลด์ เวทีระดับโลกที่สร้างคุณค่าให้กับมนุษยชาติมายาวนานกว่า 7 ทศวรรษ เพื่อบรรจบ “World Class Quality Person” กับ “World Class Leading Brand” ผ่าน “โอปอล สุชาตา ช่วงศรี” Miss World 2025 คนแรกของประเทศไทยในรอบ 72 ปี และทรู เทคคอมปานีระดับเวิลด์คลาสของไทย สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีโลก ร่วมขับเคลื่อนภารกิจ “มงเปลี่ยนโลก” เพื่อจุดพลังสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงได้ตามแนวคิด ‘Beauty with a Purpose’ หรือ ‘งามอย่างมีคุณค่า’ ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพที่อยู่ในตัวตนของคนแต่ละคน “เพราะทุกคนมีมงได้” ร่วมเส้นทางไปกับ “โอปอล สุชาตา ช่วงศรี” ในฐานะ First World Ambassador ของทรู คอร์ปอเรชั่น ที่จะสร้างแรงบันดาลใจ ดึงพลังของเทคโนโลยี เพื่อสร้างโลกที่ดีขึ้น

    ความร่วมมือนี้ สะท้อนความตั้งใจของทรูที่เชื่อในพลังของ Technology for Good ว่าเทคโนโลยีที่ดี สามารถส่งต่อคุณค่าได้อย่างยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตและพร้อม empower นำพาทุกคนไปให้ไกลกว่าเดิม True to the World ทั้ง Power Up ปกป้องลูกค้า กับ True5G เครือข่ายระดับเวิลด์คลาสรายแรกของไทยที่ปกป้องลูกค้าจากภัยไซเบอร์ด้วย TrueCybersafe Power Up ให้ชีวิตในบ้านสมาร์ทยิ่งกว่า เชื่อมต่อโลกได้ด้วย Passion เร็ว แรง เต็มสปีด ด้วย TrueOnline พร้อม Power Up การเดินทางกับ GO Travel ซิมท่องเที่ยวต่างประเทศที่ดีที่สุดจากเครือข่ายพันธมิตรอันดับหนึ่งทั่วโลก ควบคู่กับการลงมือทำจริงในการพัฒนาเทคโนโลยีที่มุ่งสู่ความยั่งยืน จนได้การยอมรับจากดัชนีความยั่งยืนระดับโลก DJSI 7 ปีซ้อนจาก S&P Global ตอกย้ำความมุ่งมั่นทรูในการเชื่อมต่อทุกโอกาส และพร้อมอยู่เคียงข้างคนในสังคมเพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงไปด้วยกัน เพราะ “ทุกสิ่งเป็นจริงได้ เมื่อมีกันและกัน”

    คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “การผนึกกำลังระหว่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น และ องค์กรมิสเวิลด์ ซึ่งเป็นสององค์กรระดับโลกที่มีเป้าหมายและวัฒนธรรมร่วมกัน นับเป็นการบรรจบกันของ World Class Quality Person และ World Class Leading Brand ที่จะร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระดับสังคมและเวทีโลก โดยองค์กรมิสเวิลด์ มีจุดยืนด้านมนุษยธรรมที่เข้มแข็ง เป็นองค์กรสาธารณกุศลที่สร้างคุณค่าให้มนุษยชาติมาอย่างยาวนาน ขณะที่ทรูในฐานะเทคคอมปานีระดับเวิลด์คลาสของไทย เชื่อในแนวคิด Technology for Good ว่าเทคโนโลยีที่ดีไม่ใช่เพียงความล้ำหน้า แต่ต้องสร้างคุณค่าให้ชีวิตผู้คนอย่างแท้จริง ภารกิจ ‘มงเปลี่ยนโลก” จึงเป็นการจุดประกายความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกเกิดขึ้นได้จริง เริ่มจากตัวเรา และส่งต่อไปสู่สังคมในภาพใหญ่ พร้อมสร้าง ‘True to the World’

    ภารกิจนี้ยิ่งมีความหมาย เมื่อประเทศไทยมี ‘โอปอล สุชาตา ช่วงศรี’ Miss World 2025 คนแรกของประเทศ ในฐานะ True’s First World Ambassador เธอไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จบนเวทีโลก แต่ยังสะท้อน “ความเป็นไปได้ใหม่” ของคนไทย ด้วยคุณลักษณะที่ครบทั้งความงาม ความดี ความสามารถ และความมุ่งมั่น พร้อมส่งต่อพลังบวกและสร้างแรงบันดาลใจในระดับนานาชาติ ตามแนวคิด ‘Beauty with a Purpose’ ความสำเร็จของโอปอล จึงร่วมตอกย้ำความเชื่อว่า “ทุกสิ่งเป็นจริงได้ เมื่อมีกันและกัน” พร้อมเชื่อมต่อแรงบันดาลใจให้ ‘ทุกคนมีมงได้’ ในรูปแบบของตัวเอง เพื่อสะท้อนว่าความสำเร็จไม่จำกัดอยู่บนเวทีใดเวทีหนึ่ง แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริงของทุกคน”

    ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น พร้อมนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีการสื่อสารดิจิทัลและระบบนิเวศครบวงจร มาร่วมขับเคลื่อนภารกิจ “มงเปลี่ยนโลก” World Premier ด้วยความตั้งใจที่จะยืนเคียงข้าง และพร้อมดูแลคนไทยในทุกช่วงของชีวิต สะท้อนผ่านบทบาทของ “โอปอล สุชาตา” ผู้ถ่ายทอดแรงบันดาลใจและแสดงให้เห็นว่า เมื่อนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างสร้างสรรค์ ย่อมสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย และทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้นสำหรับทุกคน ผ่านการยกระดับคุณภาพชีวิตในหลากหลายมิติ ได้แก่

    • Power Up การใช้ชีวิตในทุกวัน ด้วยการปกป้องลูกค้าระดับเวิลด์คลาสผ่าน True5G เครือข่ายแรกของไทยที่มาพร้อม True CyberSafe มาตรฐานความปลอดภัยใหม่ เชื่อมต่อโลกได้อย่างรวดเร็ว แรง และเต็มประสิทธิภาพ

    • Power Up ชีวิตสมาร์ท ยกระดับชีวิตในบ้านให้ฉลาดล้ำยิ่งขึ้นกับ TrueOnline ด้วยความเร็ว แรง เต็มสปีดู

    • Power Up การเดินทาง เชื่อมต่อทั่วโลกไร้รอยต่อด้วย GO Travel ซิมเน็ตต่างประเทศ ที่จับมือกับพันธมิตรเครือข่ายอันดับหนึ่งทั่วโลก

    • องค์กรที่ได้การยอมรับในเวทีสากล บทพิสูจน์ผู้นำด้านความยั่งยืนอันดับหนึ่งจากดัชนีความยั่งยืนระดับโลก DJSI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ปี จาก S&P Global สะท้อนผ่านโครงการเพื่อสังคมที่สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ ทรูปลูกปัญญา สร้างความเท่าเทียมด้านการศึกษาเยาวชนไทย การขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ลดช่องว่างการเข้าถึงการสื่อสารในพื้นที่ห่างไกล เช่นล่าสุด ที่บ้านเลาสูนอก หมู่บ้านเล็กๆ ในอ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง เพื่อเชื่อมชีวิตผู้คนในทุกพื้นที่ของประเทศ รวมถึงการช่วยเหลือกลุ่มคนออทิสติก และมูลนิธิถันยรักษ์ ที่รณรงค์ให้ผู้หญิงไทยหันมาใส่ใจสุขภาพตัวเอง โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองและป้องกันภัยเงียบจากมะเร็งเต้านม

    ปูพรม Media Ecosystem 360 องศา ดัน “โอปอล สุชาตา” สร้าง Impact จุดพลัง “มงเปลี่ยนโลก”
    ทรู ได้ออกแบบกลยุทธ์การสื่อสารและระบบนิเวศสื่อแบบครบวงจร ทั้ง On-ground, Online และ Offline เสริมแกร่ง “โอปอล สุชาตา” True’s First World Ambassador ส่งต่อพลังบวก ความตั้งใจทำความดีสู่ทุกคนในสังคม

    • On-ground เปลี่ยนพนักงานเป็นพลังเล่าเรื่องแบรนด์ คิกออฟจากภายในองค์กรด้วยพลังพนักงานกว่า 5,000 คน ร่วมส่งต่อ “มงเปลี่ยนโลก” ให้คนทรู เป็นเสียงแรกในการเล่าเรื่องราวของ World Ambassador คนแรกของทรู ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน “มงเปลี่ยนโลก” โอกาสกระทบไหล่กับโอปอล สุชาตา สร้าง Engagement ให้เกิดขึ้นจริงกับสื่อ แฟนคลับ และคอมมูนิตี้ กลุ่ม Beauty Pageant และเหล่า Influencers ด้วยโมเม้นต์อันน่าจดจำ

    • Online จุดประกายแรงบันดาลใจให้กลายเป็นกระแสระดับ Mass ด้วย Teaser Campaign ปลุกพลังทุกช่องทางของโซเชียลมีเดีย True5G ที่มีผู้ติดตามรวมกว่า 10 ล้านคน ภายใต้แนวคิด “สัญญาณที่เชื่อมต่อทุกความสำเร็จ” ก่อนอัปเวลสู่ Mass Audience ด้วยภาพยนตร์โฆษณา และ Video Series ต่อเนื่องบนทุกแพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อในเครือทรู พร้อมแจ้งเกิด “Crowning Pose” สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จผ่าน KOL และครีเอเตอร์ และอีกหนึ่งไฮไลท์ เปิด Microsite “ทุกคนมีมงได้” เลือกมงกุฎที่สะท้อนตัวตนและส่งต่อแรงบันดาลใจในแบบของตัวเองให้โลกรู้

    • Offline ทำให้แรงบันดาลใจปรากฏในชีวิตประจำวัน ใช้สื่อ Offline ระดับพรีเมียมในทำเลศักยภาพสูง เช่น จอขนาดใหญ่บริเวณ True Shop Siam ซอย 2 จุดแลนด์มาร์คใจกลางเมือง ครอบคลุมทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมขยายการรับรู้ทั่วประเทศผ่าน True Shop หลายสาขา ส่งโอปอล สุชาตา ขึ้นแท่น True’s First World’s Ambassador ภาพจำในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ “True to the World” สะท้อนความเชื่อร่วมกันของ ทรู คอร์ปอเรชั่น และ Miss World ว่า “ความสำเร็จ อยู่ที่ใจของคนที่มุ่งมั่น” ซึ่งพลังนี้ มีอยู่ในตัวตนของทุกคน และสามารถนำไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงและคุณค่าให้เกิดขึ้นจริงแก่ประเทศไทยได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/463679&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gmab0lRuXJHgp8K6XUIJB

  • ส.อ.ท. เปิดเวทีหารือพรรคประชาชน เร่งฟื้นเศรษฐกิจติดหล่ม


    ‘เท้ง’นำทีมพรรคประชาชนร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมไทย  ด้านส.อ.ท. ชี้เป้า 6 Sectors ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชื่อมโยง New S-Curve สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า เปรียบเสมือน “รถที่ติดหล่ม” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลังและมาตรการที่เข้มข้นและจริงจังในการฟื้นตัว สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันนโยบายภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ไขปัญหาหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศอีกครั้ง

    ทั้งนี้ได้นำเสนอความท้าทายสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

    ตลอดจนธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การติดกับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา เสถียรภาพการเมือง ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย งบประมาณที่ไม่สมดุล คอร์รัปชัน และกฎหมายที่ล้าสมัย

    ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568-2569 ว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.6% (ลดลงจาก 2.1% ในปี 2568) ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน และแนวโน้มการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น แม้การส่งออกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

    ดังนั้น ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยใน 8 ด้านสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การพัฒนากำลังคนและผลิตภาพแรงงาน การบริหารจัดการพลังงาน การส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมเป้าหมาย การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้มอบหนังสือ Reinvent Thailand ซึ่งรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้ภาครัฐนำไปปรับใช้เป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยมุ่งหวังให้ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว ขณะที่ภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการพัฒนา 6 Sectors ตั้งต้น ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่

    • Smart Electronics ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลาง–ปลายทางของบริษัทรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอดสู่ฐานการออกแบบและนวัตกรรม

    • Automotive ฐานการผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีห่วงโซ่อุปทานครบวงจรและเข้มแข็ง พร้อมต่อยอดสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์อัจฉริยะ

    • Retail & Trading ตลาดค้าปลีกและค้าส่งขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายระดับรายได้ และกระจายตัวครอบคลุมทุกพื้นที่

    • Medical & Wellness อุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานการบริการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบภายในประเทศในการผลิตยาและเวชภัณฑ์

    • Agri & Food Processing อุตสาหกรรมที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมยกระดับสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง

    • Tourism ภาคการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและอาหาร และมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    ทั้ง 6 Sectors นี้ จะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการเติบโตของ SMEs รวมถึงเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม New S-Curve ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน กล่าวถึงแนวคิดและนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคประชาชนว่า พรรคฯ ยึดมั่นในหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความโปร่งใส ความมีประสิทธิภาพ และการมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งถือเป็นแกนหลักในการกำหนดทิศทางนโยบายทุกด้าน

    การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ พรรคประชาชนจึงมีความพร้อมในการ “สร้างประเทศ สร้างอุตสาหกรรมใหม่” ควบคู่ไปกับการอุดรูรั่วของระบบเศรษฐกิจ คืนความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มแต้มต่อในการแข่งขัน และเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    สำหรับภารกิจในช่วง 100 วันแรก พรรคประชาชนตั้งเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยจะเร่งอุดรูรั่วของเงินทุนที่ไหลออกนอกระบบและปัญหาทุนสีเทา การปราบปรามสินค้าเถื่อนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ พร้อมดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ อาทิ โครงการคนละครึ่ง หวยใบเสร็จ SMEs วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย

    นอกจากนี้ยังมีมาตรการสนับสนุนภาคการผลิตในประเทศ ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง Made in Thailand (MiT)” สำหรับการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟื้นฟูเมืองน้ำท่วม วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยรัฐร่วมจ่ายครึ่งหนึ่งและประชาชนร่วมจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเร่งอนุมัติและอัดฉีดงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ สินเชื่อบ้านหลังแรก วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนให้มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัย และช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างเดินหน้าต่อได้ สินเชื่อ SMEs วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และสินเชื่อ Transformation วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับภาคการผลิตและการบริการให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลและ AI โดยสามารถต่อยอดกับโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ทันที เช่น โครงการ “aFTi ยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Go Digital & AI”

    ตลอดจนการเปิดประตูสู่การลงทุนยุคใหม่ ผ่านนโยบายเสรีพลังงานสะอาด ปลดล็อกเงื่อนไข Direct PPA เพื่อให้ทุกภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้ ไม่จำกัดเฉพาะบางประเภทกิจการ

    ในระยะ 1 ปีแรก พรรคประชาชนจะขับเคลื่อนนโยบายภายใต้หลักการ OPERATION 18 เพื่อปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน โดยใช้หลักการยกเลิกกฎระเบียบที่มีต้นทุนการบังคับใช้สูงกว่าประโยชน์สาธารณะ พร้อมเปิดให้กลไกเอกชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมชี้เป้ากฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยคล่องตัวและแข่งขันได้จริง พร้อมพัฒนาระบบการขออนุญาตแบบระบบเดียว ให้ยื่นแล้วรู้ผล ลดดุลพินิจ ลดส่วย เพื่อลดภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ

    สำหรับภาค SMEs เกษตรกร และแรงงาน จะมีมาตรการคูปอง SMEs คืนภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุด 50,000 บาทต่อราย คูปองเกษตรทันโลก เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำ การพักดินและบำรุงดิน รวมถึงคูปอง Reskill เพื่อยกระดับทักษะแรงงานและจับคู่การจ้างงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มผลิตภาพแรงงานในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ORANGE Mega Project ที่สร้างงาน สร้างตลาด และยกระดับบริการสาธารณะในหัวเมืองสำคัญ เช่น โครงการรถเมล์ไฟฟ้า 15 หัวเมือง โครงการน้ำประปาสะอาด วงเงิน 5,000 ล้านบาท การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่ระบบดิจิทัล และพัฒนาท่าเรือระนองเพื่อเชื่อมต่อการค้าไปยังอินเดีย วงเงิน 10,000 ล้านบาท

    สำหรับระยะ 4 ปี ภายใต้ภารกิจของ “รัฐบาลประชาชน” นายณัฐพงษ์ย้ำว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนภาครัฐจะต้องดำเนินไปอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนปัญหาของประเทศให้กลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ โดยแบ่งบทบาทออกเป็น 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ 1. ส่วนราชการ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล และเทคโนโลยี AI

    2.ส่วนท้องถิ่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต เช่น รถเมล์ไฟฟ้า ระบบน้ำประปาดื่มได้ การบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะ 3.ส่วนรัฐวิสาหกิจ ขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ อาทิ Smart Grid และรถไฟทางคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศ

    ทั้งนี้ รัฐบาลประชาชนจะใช้ทุกแหล่งเงินเพื่อเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์นี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ การร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) ทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น รวมถึงการใช้เครื่องมืออย่าง Infrastructure Fund เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานใหม่ และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในระยะยาว

    “พรรคประชาชนพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นกลไกปฏิบัติที่ชัดเจน และยืนยันว่ารัฐบาลประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีเจตจำนงและความพร้อมที่จะลงมือทำทันที เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยกลับมาสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนฐานที่เข้มแข็งและยั่งยืน” นายณัฐพงษ์ กล่าวเสริม

    ขณะที่นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า “ส.อ.ท. อยากเห็นประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ประชาชนสามารถอยู่รอดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่ผ่านมาอาจยังมีอุปสรรคและการดำเนินงานที่ขาดความเป็นระบบ ส.อ.ท. ขอขอบคุณพรรคประชาชนที่มารับฟังข้อเสนอแนะในวันนี้ ซึ่งนโยบายหลายประการของพรรคฯ สอดคล้องกับแนวทางที่ ส.อ.ท. กำลังขับเคลื่อนอยู่ และหวังว่าข้อเสนอที่สะท้อนกลับไปจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพิจารณา พัฒนาเป็นนโยบายที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ และสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของประเทศไทยได้ในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o-mYmNMsNbNmecXCQFbC_

  • ส.อ.ท. เปิดเวทีหารือพรรคประชาชน เร่งฟื้นเศรษฐกิจติดหล่ม


    ‘เท้ง’นำทีมพรรคประชาชนร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมไทย  ด้านส.อ.ท. ชี้เป้า 6 Sectors ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชื่อมโยง New S-Curve สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า เปรียบเสมือน “รถที่ติดหล่ม” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลังและมาตรการที่เข้มข้นและจริงจังในการฟื้นตัว สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันนโยบายภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ไขปัญหาหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศอีกครั้ง

    ทั้งนี้ได้นำเสนอความท้าทายสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

    ตลอดจนธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การติดกับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา เสถียรภาพการเมือง ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย งบประมาณที่ไม่สมดุล คอร์รัปชัน และกฎหมายที่ล้าสมัย

    ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568-2569 ว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.6% (ลดลงจาก 2.1% ในปี 2568) ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน และแนวโน้มการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น แม้การส่งออกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

    ดังนั้น ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยใน 8 ด้านสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การพัฒนากำลังคนและผลิตภาพแรงงาน การบริหารจัดการพลังงาน การส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมเป้าหมาย การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้มอบหนังสือ Reinvent Thailand ซึ่งรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้ภาครัฐนำไปปรับใช้เป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยมุ่งหวังให้ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว ขณะที่ภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการพัฒนา 6 Sectors ตั้งต้น ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่

    • Smart Electronics ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลาง–ปลายทางของบริษัทรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอดสู่ฐานการออกแบบและนวัตกรรม

    • Automotive ฐานการผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีห่วงโซ่อุปทานครบวงจรและเข้มแข็ง พร้อมต่อยอดสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์อัจฉริยะ

    • Retail & Trading ตลาดค้าปลีกและค้าส่งขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายระดับรายได้ และกระจายตัวครอบคลุมทุกพื้นที่

    • Medical & Wellness อุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานการบริการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบภายในประเทศในการผลิตยาและเวชภัณฑ์

    • Agri & Food Processing อุตสาหกรรมที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมยกระดับสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง

    • Tourism ภาคการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและอาหาร และมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    ทั้ง 6 Sectors นี้ จะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการเติบโตของ SMEs รวมถึงเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม New S-Curve ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน กล่าวถึงแนวคิดและนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคประชาชนว่า พรรคฯ ยึดมั่นในหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความโปร่งใส ความมีประสิทธิภาพ และการมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งถือเป็นแกนหลักในการกำหนดทิศทางนโยบายทุกด้าน

    การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ พรรคประชาชนจึงมีความพร้อมในการ “สร้างประเทศ สร้างอุตสาหกรรมใหม่” ควบคู่ไปกับการอุดรูรั่วของระบบเศรษฐกิจ คืนความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มแต้มต่อในการแข่งขัน และเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    สำหรับภารกิจในช่วง 100 วันแรก พรรคประชาชนตั้งเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยจะเร่งอุดรูรั่วของเงินทุนที่ไหลออกนอกระบบและปัญหาทุนสีเทา การปราบปรามสินค้าเถื่อนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ พร้อมดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ อาทิ โครงการคนละครึ่ง หวยใบเสร็จ SMEs วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย

    นอกจากนี้ยังมีมาตรการสนับสนุนภาคการผลิตในประเทศ ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง Made in Thailand (MiT)” สำหรับการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟื้นฟูเมืองน้ำท่วม วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยรัฐร่วมจ่ายครึ่งหนึ่งและประชาชนร่วมจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเร่งอนุมัติและอัดฉีดงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ สินเชื่อบ้านหลังแรก วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนให้มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัย และช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างเดินหน้าต่อได้ สินเชื่อ SMEs วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และสินเชื่อ Transformation วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับภาคการผลิตและการบริการให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลและ AI โดยสามารถต่อยอดกับโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ทันที เช่น โครงการ “aFTi ยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Go Digital & AI”

    ตลอดจนการเปิดประตูสู่การลงทุนยุคใหม่ ผ่านนโยบายเสรีพลังงานสะอาด ปลดล็อกเงื่อนไข Direct PPA เพื่อให้ทุกภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้ ไม่จำกัดเฉพาะบางประเภทกิจการ

    ในระยะ 1 ปีแรก พรรคประชาชนจะขับเคลื่อนนโยบายภายใต้หลักการ OPERATION 18 เพื่อปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน โดยใช้หลักการยกเลิกกฎระเบียบที่มีต้นทุนการบังคับใช้สูงกว่าประโยชน์สาธารณะ พร้อมเปิดให้กลไกเอกชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมชี้เป้ากฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยคล่องตัวและแข่งขันได้จริง พร้อมพัฒนาระบบการขออนุญาตแบบระบบเดียว ให้ยื่นแล้วรู้ผล ลดดุลพินิจ ลดส่วย เพื่อลดภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ

    สำหรับภาค SMEs เกษตรกร และแรงงาน จะมีมาตรการคูปอง SMEs คืนภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุด 50,000 บาทต่อราย คูปองเกษตรทันโลก เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำ การพักดินและบำรุงดิน รวมถึงคูปอง Reskill เพื่อยกระดับทักษะแรงงานและจับคู่การจ้างงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มผลิตภาพแรงงานในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ORANGE Mega Project ที่สร้างงาน สร้างตลาด และยกระดับบริการสาธารณะในหัวเมืองสำคัญ เช่น โครงการรถเมล์ไฟฟ้า 15 หัวเมือง โครงการน้ำประปาสะอาด วงเงิน 5,000 ล้านบาท การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่ระบบดิจิทัล และพัฒนาท่าเรือระนองเพื่อเชื่อมต่อการค้าไปยังอินเดีย วงเงิน 10,000 ล้านบาท

    สำหรับระยะ 4 ปี ภายใต้ภารกิจของ “รัฐบาลประชาชน” นายณัฐพงษ์ย้ำว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนภาครัฐจะต้องดำเนินไปอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนปัญหาของประเทศให้กลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ โดยแบ่งบทบาทออกเป็น 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ 1. ส่วนราชการ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล และเทคโนโลยี AI

    2.ส่วนท้องถิ่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต เช่น รถเมล์ไฟฟ้า ระบบน้ำประปาดื่มได้ การบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะ 3.ส่วนรัฐวิสาหกิจ ขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ อาทิ Smart Grid และรถไฟทางคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศ

    ทั้งนี้ รัฐบาลประชาชนจะใช้ทุกแหล่งเงินเพื่อเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์นี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ การร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) ทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น รวมถึงการใช้เครื่องมืออย่าง Infrastructure Fund เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานใหม่ และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในระยะยาว

    “พรรคประชาชนพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นกลไกปฏิบัติที่ชัดเจน และยืนยันว่ารัฐบาลประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีเจตจำนงและความพร้อมที่จะลงมือทำทันที เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยกลับมาสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนฐานที่เข้มแข็งและยั่งยืน” นายณัฐพงษ์ กล่าวเสริม

    ขณะที่นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า “ส.อ.ท. อยากเห็นประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ประชาชนสามารถอยู่รอดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่ผ่านมาอาจยังมีอุปสรรคและการดำเนินงานที่ขาดความเป็นระบบ ส.อ.ท. ขอขอบคุณพรรคประชาชนที่มารับฟังข้อเสนอแนะในวันนี้ ซึ่งนโยบายหลายประการของพรรคฯ สอดคล้องกับแนวทางที่ ส.อ.ท. กำลังขับเคลื่อนอยู่ และหวังว่าข้อเสนอที่สะท้อนกลับไปจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพิจารณา พัฒนาเป็นนโยบายที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ และสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของประเทศไทยได้ในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o-mYmNMsNbNmecXCQFbC_

  • ส.อ.ท. เปิดเวทีหารือพรรคประชาชน เร่งฟื้นเศรษฐกิจติดหล่ม


    ‘เท้ง’นำทีมพรรคประชาชนร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมไทย  ด้านส.อ.ท. ชี้เป้า 6 Sectors ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชื่อมโยง New S-Curve สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า เปรียบเสมือน “รถที่ติดหล่ม” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลังและมาตรการที่เข้มข้นและจริงจังในการฟื้นตัว สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันนโยบายภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ไขปัญหาหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศอีกครั้ง

    ทั้งนี้ได้นำเสนอความท้าทายสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

    ตลอดจนธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การติดกับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา เสถียรภาพการเมือง ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย งบประมาณที่ไม่สมดุล คอร์รัปชัน และกฎหมายที่ล้าสมัย

    ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568-2569 ว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.6% (ลดลงจาก 2.1% ในปี 2568) ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน และแนวโน้มการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น แม้การส่งออกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

    ดังนั้น ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยใน 8 ด้านสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การพัฒนากำลังคนและผลิตภาพแรงงาน การบริหารจัดการพลังงาน การส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมเป้าหมาย การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้มอบหนังสือ Reinvent Thailand ซึ่งรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้ภาครัฐนำไปปรับใช้เป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยมุ่งหวังให้ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว ขณะที่ภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการพัฒนา 6 Sectors ตั้งต้น ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่

    • Smart Electronics ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลาง–ปลายทางของบริษัทรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอดสู่ฐานการออกแบบและนวัตกรรม

    • Automotive ฐานการผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีห่วงโซ่อุปทานครบวงจรและเข้มแข็ง พร้อมต่อยอดสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์อัจฉริยะ

    • Retail & Trading ตลาดค้าปลีกและค้าส่งขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายระดับรายได้ และกระจายตัวครอบคลุมทุกพื้นที่

    • Medical & Wellness อุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานการบริการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบภายในประเทศในการผลิตยาและเวชภัณฑ์

    • Agri & Food Processing อุตสาหกรรมที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมยกระดับสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง

    • Tourism ภาคการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและอาหาร และมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    ทั้ง 6 Sectors นี้ จะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการเติบโตของ SMEs รวมถึงเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม New S-Curve ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน กล่าวถึงแนวคิดและนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคประชาชนว่า พรรคฯ ยึดมั่นในหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความโปร่งใส ความมีประสิทธิภาพ และการมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งถือเป็นแกนหลักในการกำหนดทิศทางนโยบายทุกด้าน

    การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ พรรคประชาชนจึงมีความพร้อมในการ “สร้างประเทศ สร้างอุตสาหกรรมใหม่” ควบคู่ไปกับการอุดรูรั่วของระบบเศรษฐกิจ คืนความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มแต้มต่อในการแข่งขัน และเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    สำหรับภารกิจในช่วง 100 วันแรก พรรคประชาชนตั้งเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยจะเร่งอุดรูรั่วของเงินทุนที่ไหลออกนอกระบบและปัญหาทุนสีเทา การปราบปรามสินค้าเถื่อนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ พร้อมดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ อาทิ โครงการคนละครึ่ง หวยใบเสร็จ SMEs วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย

    นอกจากนี้ยังมีมาตรการสนับสนุนภาคการผลิตในประเทศ ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง Made in Thailand (MiT)” สำหรับการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟื้นฟูเมืองน้ำท่วม วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยรัฐร่วมจ่ายครึ่งหนึ่งและประชาชนร่วมจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเร่งอนุมัติและอัดฉีดงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ สินเชื่อบ้านหลังแรก วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนให้มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัย และช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างเดินหน้าต่อได้ สินเชื่อ SMEs วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และสินเชื่อ Transformation วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับภาคการผลิตและการบริการให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลและ AI โดยสามารถต่อยอดกับโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ทันที เช่น โครงการ “aFTi ยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Go Digital & AI”

    ตลอดจนการเปิดประตูสู่การลงทุนยุคใหม่ ผ่านนโยบายเสรีพลังงานสะอาด ปลดล็อกเงื่อนไข Direct PPA เพื่อให้ทุกภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้ ไม่จำกัดเฉพาะบางประเภทกิจการ

    ในระยะ 1 ปีแรก พรรคประชาชนจะขับเคลื่อนนโยบายภายใต้หลักการ OPERATION 18 เพื่อปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน โดยใช้หลักการยกเลิกกฎระเบียบที่มีต้นทุนการบังคับใช้สูงกว่าประโยชน์สาธารณะ พร้อมเปิดให้กลไกเอกชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมชี้เป้ากฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยคล่องตัวและแข่งขันได้จริง พร้อมพัฒนาระบบการขออนุญาตแบบระบบเดียว ให้ยื่นแล้วรู้ผล ลดดุลพินิจ ลดส่วย เพื่อลดภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ

    สำหรับภาค SMEs เกษตรกร และแรงงาน จะมีมาตรการคูปอง SMEs คืนภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุด 50,000 บาทต่อราย คูปองเกษตรทันโลก เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำ การพักดินและบำรุงดิน รวมถึงคูปอง Reskill เพื่อยกระดับทักษะแรงงานและจับคู่การจ้างงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มผลิตภาพแรงงานในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ORANGE Mega Project ที่สร้างงาน สร้างตลาด และยกระดับบริการสาธารณะในหัวเมืองสำคัญ เช่น โครงการรถเมล์ไฟฟ้า 15 หัวเมือง โครงการน้ำประปาสะอาด วงเงิน 5,000 ล้านบาท การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่ระบบดิจิทัล และพัฒนาท่าเรือระนองเพื่อเชื่อมต่อการค้าไปยังอินเดีย วงเงิน 10,000 ล้านบาท

    สำหรับระยะ 4 ปี ภายใต้ภารกิจของ “รัฐบาลประชาชน” นายณัฐพงษ์ย้ำว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนภาครัฐจะต้องดำเนินไปอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนปัญหาของประเทศให้กลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ โดยแบ่งบทบาทออกเป็น 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ 1. ส่วนราชการ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล และเทคโนโลยี AI

    2.ส่วนท้องถิ่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต เช่น รถเมล์ไฟฟ้า ระบบน้ำประปาดื่มได้ การบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะ 3.ส่วนรัฐวิสาหกิจ ขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ อาทิ Smart Grid และรถไฟทางคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศ

    ทั้งนี้ รัฐบาลประชาชนจะใช้ทุกแหล่งเงินเพื่อเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์นี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ การร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) ทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น รวมถึงการใช้เครื่องมืออย่าง Infrastructure Fund เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานใหม่ และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในระยะยาว

    “พรรคประชาชนพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นกลไกปฏิบัติที่ชัดเจน และยืนยันว่ารัฐบาลประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีเจตจำนงและความพร้อมที่จะลงมือทำทันที เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยกลับมาสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนฐานที่เข้มแข็งและยั่งยืน” นายณัฐพงษ์ กล่าวเสริม

    ขณะที่นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า “ส.อ.ท. อยากเห็นประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ประชาชนสามารถอยู่รอดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่ผ่านมาอาจยังมีอุปสรรคและการดำเนินงานที่ขาดความเป็นระบบ ส.อ.ท. ขอขอบคุณพรรคประชาชนที่มารับฟังข้อเสนอแนะในวันนี้ ซึ่งนโยบายหลายประการของพรรคฯ สอดคล้องกับแนวทางที่ ส.อ.ท. กำลังขับเคลื่อนอยู่ และหวังว่าข้อเสนอที่สะท้อนกลับไปจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพิจารณา พัฒนาเป็นนโยบายที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ และสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของประเทศไทยได้ในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o-mYmNMsNbNmecXCQFbC_

  • ส.อ.ท. เปิดเวทีหารือพรรคประชาชน เร่งฟื้นเศรษฐกิจติดหล่ม


    ‘เท้ง’นำทีมพรรคประชาชนร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมไทย  ด้านส.อ.ท. ชี้เป้า 6 Sectors ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชื่อมโยง New S-Curve สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า เปรียบเสมือน “รถที่ติดหล่ม” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลังและมาตรการที่เข้มข้นและจริงจังในการฟื้นตัว สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันนโยบายภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ไขปัญหาหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศอีกครั้ง

    ทั้งนี้ได้นำเสนอความท้าทายสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

    ตลอดจนธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การติดกับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา เสถียรภาพการเมือง ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย งบประมาณที่ไม่สมดุล คอร์รัปชัน และกฎหมายที่ล้าสมัย

    ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568-2569 ว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.6% (ลดลงจาก 2.1% ในปี 2568) ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน และแนวโน้มการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น แม้การส่งออกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

    ดังนั้น ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยใน 8 ด้านสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การพัฒนากำลังคนและผลิตภาพแรงงาน การบริหารจัดการพลังงาน การส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมเป้าหมาย การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้มอบหนังสือ Reinvent Thailand ซึ่งรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้ภาครัฐนำไปปรับใช้เป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยมุ่งหวังให้ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว ขณะที่ภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการพัฒนา 6 Sectors ตั้งต้น ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่

    • Smart Electronics ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลาง–ปลายทางของบริษัทรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอดสู่ฐานการออกแบบและนวัตกรรม

    • Automotive ฐานการผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีห่วงโซ่อุปทานครบวงจรและเข้มแข็ง พร้อมต่อยอดสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์อัจฉริยะ

    • Retail & Trading ตลาดค้าปลีกและค้าส่งขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายระดับรายได้ และกระจายตัวครอบคลุมทุกพื้นที่

    • Medical & Wellness อุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานการบริการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบภายในประเทศในการผลิตยาและเวชภัณฑ์

    • Agri & Food Processing อุตสาหกรรมที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมยกระดับสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง

    • Tourism ภาคการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและอาหาร และมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    ทั้ง 6 Sectors นี้ จะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการเติบโตของ SMEs รวมถึงเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม New S-Curve ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน กล่าวถึงแนวคิดและนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคประชาชนว่า พรรคฯ ยึดมั่นในหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความโปร่งใส ความมีประสิทธิภาพ และการมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งถือเป็นแกนหลักในการกำหนดทิศทางนโยบายทุกด้าน

    การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ พรรคประชาชนจึงมีความพร้อมในการ “สร้างประเทศ สร้างอุตสาหกรรมใหม่” ควบคู่ไปกับการอุดรูรั่วของระบบเศรษฐกิจ คืนความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มแต้มต่อในการแข่งขัน และเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    สำหรับภารกิจในช่วง 100 วันแรก พรรคประชาชนตั้งเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยจะเร่งอุดรูรั่วของเงินทุนที่ไหลออกนอกระบบและปัญหาทุนสีเทา การปราบปรามสินค้าเถื่อนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ พร้อมดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ อาทิ โครงการคนละครึ่ง หวยใบเสร็จ SMEs วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย

    นอกจากนี้ยังมีมาตรการสนับสนุนภาคการผลิตในประเทศ ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง Made in Thailand (MiT)” สำหรับการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟื้นฟูเมืองน้ำท่วม วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยรัฐร่วมจ่ายครึ่งหนึ่งและประชาชนร่วมจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเร่งอนุมัติและอัดฉีดงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ สินเชื่อบ้านหลังแรก วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนให้มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัย และช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างเดินหน้าต่อได้ สินเชื่อ SMEs วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และสินเชื่อ Transformation วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับภาคการผลิตและการบริการให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลและ AI โดยสามารถต่อยอดกับโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ทันที เช่น โครงการ “aFTi ยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Go Digital & AI”

    ตลอดจนการเปิดประตูสู่การลงทุนยุคใหม่ ผ่านนโยบายเสรีพลังงานสะอาด ปลดล็อกเงื่อนไข Direct PPA เพื่อให้ทุกภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้ ไม่จำกัดเฉพาะบางประเภทกิจการ

    ในระยะ 1 ปีแรก พรรคประชาชนจะขับเคลื่อนนโยบายภายใต้หลักการ OPERATION 18 เพื่อปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน โดยใช้หลักการยกเลิกกฎระเบียบที่มีต้นทุนการบังคับใช้สูงกว่าประโยชน์สาธารณะ พร้อมเปิดให้กลไกเอกชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมชี้เป้ากฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยคล่องตัวและแข่งขันได้จริง พร้อมพัฒนาระบบการขออนุญาตแบบระบบเดียว ให้ยื่นแล้วรู้ผล ลดดุลพินิจ ลดส่วย เพื่อลดภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ

    สำหรับภาค SMEs เกษตรกร และแรงงาน จะมีมาตรการคูปอง SMEs คืนภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุด 50,000 บาทต่อราย คูปองเกษตรทันโลก เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำ การพักดินและบำรุงดิน รวมถึงคูปอง Reskill เพื่อยกระดับทักษะแรงงานและจับคู่การจ้างงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มผลิตภาพแรงงานในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ORANGE Mega Project ที่สร้างงาน สร้างตลาด และยกระดับบริการสาธารณะในหัวเมืองสำคัญ เช่น โครงการรถเมล์ไฟฟ้า 15 หัวเมือง โครงการน้ำประปาสะอาด วงเงิน 5,000 ล้านบาท การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่ระบบดิจิทัล และพัฒนาท่าเรือระนองเพื่อเชื่อมต่อการค้าไปยังอินเดีย วงเงิน 10,000 ล้านบาท

    สำหรับระยะ 4 ปี ภายใต้ภารกิจของ “รัฐบาลประชาชน” นายณัฐพงษ์ย้ำว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนภาครัฐจะต้องดำเนินไปอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนปัญหาของประเทศให้กลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ โดยแบ่งบทบาทออกเป็น 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ 1. ส่วนราชการ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล และเทคโนโลยี AI

    2.ส่วนท้องถิ่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต เช่น รถเมล์ไฟฟ้า ระบบน้ำประปาดื่มได้ การบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะ 3.ส่วนรัฐวิสาหกิจ ขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ อาทิ Smart Grid และรถไฟทางคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศ

    ทั้งนี้ รัฐบาลประชาชนจะใช้ทุกแหล่งเงินเพื่อเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์นี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ การร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) ทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น รวมถึงการใช้เครื่องมืออย่าง Infrastructure Fund เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานใหม่ และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในระยะยาว

    “พรรคประชาชนพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นกลไกปฏิบัติที่ชัดเจน และยืนยันว่ารัฐบาลประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีเจตจำนงและความพร้อมที่จะลงมือทำทันที เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยกลับมาสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนฐานที่เข้มแข็งและยั่งยืน” นายณัฐพงษ์ กล่าวเสริม

    ขณะที่นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า “ส.อ.ท. อยากเห็นประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ประชาชนสามารถอยู่รอดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่ผ่านมาอาจยังมีอุปสรรคและการดำเนินงานที่ขาดความเป็นระบบ ส.อ.ท. ขอขอบคุณพรรคประชาชนที่มารับฟังข้อเสนอแนะในวันนี้ ซึ่งนโยบายหลายประการของพรรคฯ สอดคล้องกับแนวทางที่ ส.อ.ท. กำลังขับเคลื่อนอยู่ และหวังว่าข้อเสนอที่สะท้อนกลับไปจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพิจารณา พัฒนาเป็นนโยบายที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ และสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของประเทศไทยได้ในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o-mYmNMsNbNmecXCQFbC_