Category: ไอที

  • SYNNEX เปิดศึกเคลียร์สต็อก ลดสินค้าไอทีแบรนด์ดัง 14-15 พ.ย.

    SYNNEX เปิดศึกเคลียร์สต็อก ลดสินค้าไอทีแบรนด์ดัง 14-15 พ.ย.

    SYNNEX Big Bang Sale

    SYNNEX เตรียมจัดงานเคลียร์คลังสินค้าไอทีครั้งยาวแห่งปี “Synnex Big Bang Sale 2025” ขนทัพสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมาลดราคาสุดคุ้ม พร้อมกิจกรรมลุ้นโชคตลอดงาน วันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2568 ที่สำนักงานใหญ่ซินเน็ค

    บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) ผู้นำด้านการจัดจำหน่ายสินค้าไอทีครบวงจร จัดงานเคลียร์สต็อกส่งท้ายปีครั้งยิ่งใหญ่ ชวนสายไอทีและคอเกมมิ่งมาช้อปสินค้าคุณภาพในราคาพิเศษ ภายในงานมีสินค้ามากมายจากแบรนด์ระดับโลกกว่า 12 แบรนด์ รวมถึง HUAWEI, Honor, Nintendo, Razer, ASUS, Acer, SanDisk, WD, LG, ViewSonic, Kingston และ Samsung

    สินค้าภายในงานครอบคลุมทุกหมวดหมู่ ตั้งแต่อุปกรณ์ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก กล้องวงจรปิด ไปจนถึงเกมมิ่งเกียร์ เมาส์ คีย์บอร์ด หูฟัง และแกดเจ็ตอื่นๆ อีกหลากหลาย พร้อมดีลเด็ดนาทีทองที่มีราคาพิเศษตลอด 2 วันเต็ม

    SYNNEX Big Bang Sale
    SYNNEX Big Bang Sale

    สำหรับผู้ที่ช้อปครบ 5,000 บาท จะได้รับสิทธิ์ร่วมลุ้นรางวัล Lucky Draw สุดเซอร์ไพรส์ นอกจากนี้ยังมีโครงการรักษ์โลก “ทิ้ง…ให้ถูกที่ กับ Trusted By Synnex E-Waste” เพียงนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือเก่า สายชาร์จ หรือแบตเตอรี่สำรอง มาทิ้งที่งาน ก็รับสิทธิ์ลุ้นโชคได้ทันที โดยขยะน้ำหนักไม่เกิน 1 กิโลกรัมรับ 1 สิทธิ์ และตั้งแต่ 1 กิโลกรัมขึ้นไปรับ 2 สิทธิ์

    งาน “Synnex Big Bang Sale 2025” จัดขึ้นวันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00-16.30 น. ณ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) สำนักงานใหญ่ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ฟรี ผ่านทางเว็บไซต์ https://bit.ly/43Nb0Y8 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Synnexthailand, LINE: @synnexthailand หรือศูนย์บริการลูกค้า Synnex Care โทร. 1251

    ติดตามข่าวสาร อัปเดตเทคโนโลยี รีวิวของใหม่ก่อนใคร ได้ทาง www.techoffside.com และ ช่องทางโซเชียล Facebook, Instagram, YouTube และ TikTok

    Online Content Manager with over 10 years of experience working in the news, technology, and telecom industries.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.techoffside.com/2025/11/synnex-big-bang-sale-2025-it-gadget-clearance/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UYSivpFQ7uKJbuAY1Eo6g

  • ทรูมันนี่ ผนึก ทรู ตอบรับนโยบายภาครัฐ เดินหน้าเปิดยุทธการ “TrueMoney CyberForce” กำจัดม้า ปราบภัยไซเบอร์

    ทรูมันนี่ ผนึก ทรู ตอบรับนโยบายภาครัฐ เดินหน้าเปิดยุทธการ “TrueMoney CyberForce” กำจัดม้า ปราบภัยไซเบอร์

    วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.41 น.

    ทรูมันนี่ ผนึก ทรู ตอบรับนโยบายภาครัฐ เดินหน้าเปิดยุทธการ “TrueMoney CyberForce” กำจัดม้า ปราบภัยไซเบอร์
    ในงาน “รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์” ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

     ทรูมันนี่ ผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนต์และผู้ให้บริการทางการเงินชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผนึกกำลัง ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศเปิดตัวและเดินหน้ายุทธการ “TrueMoney  CyberForce” กำจัดม้า ปราบภัยไซเบอร์ เพื่อตอบรับนโยบายภาครัฐ ร่วมแก้ปัญหาสังคมในงาน “รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์” ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงานเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยภายใต้ยุทธการที่เปิดตัวในงานนี้ ทรูมันนี่ ได้ร่วมกับ ทรู ประกาศยกระดับการ ‘ตรวจ-จับ-เตือน’ ภัยไซเบอร์เพื่อปกป้องผู้ใช้และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน
     
    ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ทรูมันนี่ได้เปิดตัว “3X Protection” ระบบความปลอดภัย 3 ชั้นที่ใช้เทคโนโลยี AI ในการ ตรวจ–จับ–หยุด การทุจริตที่ผู้ใช้อาจไม่รู้ตัว (Unauthorized Frauds) เช่น กรณีแอปดูดเงิน โดยเน้นการเฝ้าระวังเชิงรุกเพื่อปกป้องผู้ใช้อย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มภัยไซเบอร์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะภัยในรูปแบบที่ผู้ใช้ถูกหลอกให้โอนเงินด้วยตนเอง (Authorized Frauds) ซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทรูมันนี่ จึงยกระดับแนวป้องกันไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัวยุทธการ “TrueMoney CyberForce” 3 ด่านสกัดมิจ ตรวจ-จับ-เตือน ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยไซเบอร์ยุคใหม่ พร้อมเสริมความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานทั้งระบบ
     

    โดยภายใต้ยุทธการกำจัดม้า ปราบภัยไซเบอร์ ของ TrueMoney CyberForce นั้น ประกอบด้วย
     

    1.       ตรวจ: ยกระดับการตรวจจับและระงับบัญชีม้า (Anti-Mule Active Detection & Cleansing)

    ·      ผสานทั้งเทคโนโลยี ข้อมูล และกระบวนการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการทุจริตและความเสี่ยงในการถอดพฤติกรรมจากข้อมูลการใช้แอปพลิเคชันและข้อมูลการใช้เครือข่ายมือถือ TRUE เพื่อตรวจจับพฤติกรรมบัญชีที่เป็นม้า ตลอดจนสกัด-ระงับบัญชีม้าเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงที

    ·      จับมือกับ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) เข้าร่วม Warroom IAC ผสานข้อมูลกับทุกสถาบันการเงินในการไล่เส้นเงิน เพื่อตอบรับนโยบายภาครัฐในการยกระดับการป้องกันและปราบปรามบัญชีม้าผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลและขยายผลติดตามผู้กระทำผิดร่วมกับเจ้าหน้าที่

    ·      เปิดตัวนวัตกรรมยืนยันตัวตนใหม่ล่าสุด ‘Enhanced liveness detection e‑KYC’ ใหม่ล่าสุดในภูมิภาคอาเซียน ที่ใช้ ‘Multi-Colored Reflected Liveness Technology’ ซึ่งได้รับการยกระดับไปอีกขั้นด้วยเทคโนโลยีล่าสุดในการป้องกันการปลอมแปลงบัญชี และการแอบอ้างทำธุรกรรมโดยเจ้าของบัญชีไม่รู้ตัว

    2.       จับ: บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เร่งผลักดันการจับกุม

    ·      ทรูมันนี่จับมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด ผ่านการร่วมสนับสนุนการทำงานของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) โดย กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ ตำรวจไซเบอร์ ภายใต้การอำนวยการของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเข้าร่วมส่งผู้แทนนั่งศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (Warroom IAC)  ผสานข้อมูลกับทุกสถาบันการเงินในการไล่เส้นเงิน เพื่อตอบรับนโยบายภาครัฐในการยกระดับการป้องกันและปราบปรามบัญชีม้าผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลและขยายผลติดตามผู้กระทำผิดร่วมกับเจ้าหน้าที่
    ·      โดยล่าสุด ทรูมันนี่ ได้สนับสนุนการทำงานของ ตำรวจภูธรภาค 4 บุกจับขบวนการเปิดบัญชีม้าในจังหวัดสกลนคร พร้อมขยายผลถึงผู้ว่าจ้าง/นายหน้าที่ชักชวนประชาชนให้กระทำผิด

    3.       เตือน: ป้องกันก่อนตกเป็นเหยื่อ ด้วยฟีเจอร์ “เอ๊ะก่อนโอน”

    ·      ทรูมันนี่ พัฒนาและนำเสนอฟีเจอร์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นตัวช่วยให้ผู้ใช้เฉลียวใจไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ  เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า เพิ่มมิติใหม่ของความปลอดภัย  อาทิ

    o   โปรไฟล์รับเงิน ซึ่งเป็นฟีเจอร์ในแอปพลิเคชันทรูมันนี่ที่แสดงข้อมูลของผู้รับเงิน เช่น อายุบัญชีที่เปิดใช้งาน และจำนวนผู้ที่เคยโอนเงิน เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้โอนก่อนทำรายการโอนเงิน โดยข้อมูลเหล่านี้จะช่วยในการประกอบการตัดสินใจและหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมกับบัญชีที่ไม่น่าเชื่อถือ

    o   ฟีเจอร์เตือนและระงับการเปิดสิทธิ์เข้าถึงอุปกรณ์มือถือที่อาจเสี่ยงทำให้ถูกหลอกลวง อาทิ การเปิด Accessibility Mode หรือการเปิดแชร์หน้าจอไปยังอุปกรณ์อื่น เป็นต้น

    ·      ขยายความร่วมกับภาคเอกชนและเครือข่ายสตาร์ทอัพจัด True CyberSafe & TrueMoney Hackathon เพื่อยกระดับความตระหนักรู้ด้านภัยไซเบอร์พร้อมเฟ้นหาไอเดียใหม่ ๆ ในการพัฒนาฟีเจอร์ความปลอดภัย
     

     ทั้งนี้ ประโยชน์ที่ผู้ใช้และสาธารณชนจะได้รับจากยุทธการ TrueMoney CyberForce คือ

    ·      ผู้ใช้แอปทรูมันนี่จะได้รับการปกป้องจากระบบที่ Advanced ขึ้นและมั่นใจได้ว่าบัญชีของตนมีความปลอดภัยสูงขึ้นจากนวัตกรรมและได้รับการเตือนให้เอ๊ะก่อนโอนเป็นอีกตัวช่วยลดโอกาสตกเป็นเหยื่อ

    ·      ผู้ใช้ซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจและร้านค้าในเครือข่ายจะได้รับการปกป้อง ภายใต้ระบบผู้ใช้ที่มีการตรวจสอบและเฝ้าระวังบัญชีเสี่ยงและบัญชีม้าอย่างต่อเนื่อง
     

    นายจงรักษ์ ขันติอุดม ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด กล่าวว่า “ทรูมันนี่ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของผู้ใช้ และเชื่อว่าความไว้วางใจคือหัวใจของการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ยั่งยืน ด้วยแนวโน้มภัยไซเบอร์ที่ซับซ้อนและหลอกลวงมากขึ้น โดยเฉพาะในรูปแบบที่ผู้ใช้ ‘ยินยอม’ โอนเงินด้วยตนเอง เราจึงต้องก้าวล้ำกว่าเดิมด้วยยุทธการ ‘TrueMoney CyberForce’ ที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อรับมือกับภัยสมัยใหม่ ทั้งการตรวจจับบัญชีม้า การสนับสนุนการจับกุมผู้กระทำผิด และการแจ้งเตือนผู้ใช้อย่างทันท่วงที ผ่านเทคโนโลยีล้ำสมัยและการบูรณาการร่วมกับภาครัฐทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ปลอดภัย โปร่งใส และเชื่อถือได้สำหรับคนไทยทุกคน และเพื่อให้สอดคล้องกับ พระราชกำหนดการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (พ.ศ. 2566) รวมถึงนโยบายภาครัฐในการเร่งปราบปรามภัยไซเบอร์และปกป้องประชาชน”
     

     
    นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ กลุ่มทรูมีความมุ่งมั่นในการยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้กับคนไทยทุกคน และเราภูมิใจที่ได้ร่วมสนับสนุนโครงการ TrueMoney CyberForce ซึ่งเป็นความร่วมมือเชิงรุกกับ ทรูมันนี่ ในครั้งนี้ เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกจากเครือข่ายมาใช้ตรวจจับพฤติกรรมต้องสงสัยเสริมให้การสแกนและระงับบัญชีม้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เพื่อร่วมปกป้องภัยไซเบอร์ ทรูได้ลงทุนพัฒนาบริการ True CyberSafe ที่จะตรวจสอบและเฝ้าระวังภัยคุกคามไซเบอร์พร้อมระบบแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ สำหรับลูกค้าทรู ดีแทค และทรูออนไลน์ทั่วประเทศ โดยไม่ต้องติดตั้งแอปเพิ่มเติม ทั้งนี้ บริการดังกล่าวใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์และบล็อกลิงก์ URL โดยช่วยปกป้องลูกค้าจากการคลิกลิงก์แปลกปลอมไปแล้ว ณ วันนี้ กว่า 2.5 พันล้านครั้ง รวมทั้งมีฟีเจอร์ “Call AI  Filter” ที่ช่วยคัดกรองสายเรียกเข้าที่อาจมาจากมิจฉาชีพ โดยใช้ AI ประมวลผลข้อมูลที่รวบรวมจากพฤติกรรมการใช้งานมือถือของมิจฉาชีพ และข้อมูลหมายเลขต้องสงสัยที่ได้จากตำรวจไซเบอร์รวมกว่า 300,000 หมายเลข และยังมีบริการแจ้ง 9777 บล็อกสายมิจฉาชีพ Scam Report แบบ One Stop Service ให้ประชาชนแจ้งบล็อกสายโทรเข้า SMS หลอกลวง และลิงก์อันตราย ที่ต้องสงสัย และส่งต่อข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมง ทั้งหมดนี้คือความพยายามในการร่วมสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยและไว้วางใจได้สำหรับคนไทยอย่างแท้จริง”

     
    ผู้ใช้ทรูมันนี่สามารถใช้งานฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยทั้งหมดได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชัน TrueMoney โดยไม่ต้องดาวน์โหลดหรือติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติม พร้อมทั้งสามารถแจ้งเหตุพฤติกรรมต้องสงสัยได้ที่สายด่วนแจ้งเหตุต้องสงสัยด้านภัยทางการเงิน โทร 1240 กด 6 ตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/454075&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R8LjbBQgTYFPnxjqn88nQ

  • พัชรินทร์ ชนะสาวญี่ปุ่น ลิ่ว 16 คนสุดท้าย แคล-คอมพ์ เทนนิสหัวหิน

    พัชรินทร์ ชนะสาวญี่ปุ่น ลิ่ว 16 คนสุดท้าย แคล-คอมพ์ เทนนิสหัวหิน

    “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช มือ 1 ของรายการ โชว์ฟอร์มสมราคาคว้าชัยรอบแรกศึกเทนนิสอาชีพหญิง แคล-คอมพ์ หัวหิน 2025 ทะลุรอบ 16 คนสุดท้าย พบดาวรุ่งจากสิงคโปร์ ขณะที่ “เอิร์ธ” เพียงธาร ผลิพืช ยังแกร่งฉลุยตามเข้ารอบ

    การแข่งขัน เทนนิสนานาชาติ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ รายการ แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0 ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 509,700 บาท) ที่ อารีน่า หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เป็นการแข่งขันในรอบแรกวันที่สอง

    “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช นักหวดทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ 2025 มือ 451 ของโลก และมือวาง 1 ของรายการ เปิดฉากรอบแรกได้อย่างยอดเยี่ยม เอาชนะ นัตสึโฮะ อาราคาวะ จากญี่ปุ่น มือ 1035 ของโลก 2-0 เซต 6-3, 6-1 ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 23 นาที ผ่านเข้าสู่รอบสองหรือรอบ 16 คนสุดท้าย ไปพบกับ อีวา มารี เดวิญส์ ดาวรุ่งทีมชาติสิงคโปร์ ชุดซีเกมส์ 2025

    ด้าน “เอิร์ธ เพียงธาร ผลิพืช” อีกหนึ่งนักหวดสาวทีมชาติไทย มือ 836 ของโลก และมือวาง 8 ของรายการ ใช้ประสบการณ์เหนือชั้นเอาชนะ “บัว กมลวรรณ ยอดเพ็ชร” ดาวรุ่งไทย มือ 1189 ของโลก 2-0 เซต 6-1, 7-6 (7-3) ผ่านเข้ารอบสองเช่นกัน โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง เซวิล ยุลดาเชวา จากอุซเบกิสถาน กับ ยูอิ จิคาราอิชิ จากญี่ปุ่น

    ส่วนผลการแข่งขันคู่อื่น ๆ

    ศรร์วิศา กุลพิศาลรัศม์ แพ้ ยูกะ มัตสึโมโตะ (ญี่ปุ่น) 4-6, 2-6

    ญาตาวี ฉิมฉ่ำ แพ้ อุลยานา ฮราบาเวตส์ 2-6, 4-6

    คานาโกะ โอซาฟุเนะ (ญี่ปุ่น) ชนะ โซเฟีย นากอร์ไนอา (อิสราเอล) 7-6(3), 4-1 Ret. (ป่วย)

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/94126/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IPBZ4IZx0e_Qc-HuD6XF2

  • ความสำเร็จของนักวิจัยไทย นวัตกรรมมังคุดเสริมฤทธิ์ กระตุ้นสเต็มเซลล์ พิชิตเอดส์ 

    ความสำเร็จของนักวิจัยไทย นวัตกรรมมังคุดเสริมฤทธิ์ กระตุ้นสเต็มเซลล์ พิชิตเอดส์ 

    ไอที

    ความสำเร็จของนักวิจัยไทย นวัตกรรมมังคุดเสริมฤทธิ์ กระตุ้นสเต็มเซลล์ พิชิตเอดส์ 

    วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.28 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ความสำเร็จของนักวิจัยไทย นวัตกรรมมังคุดเสริมฤทธิ์ กระตุ้นสเต็มเซลล์ พิชิตเอดส์ 

    ในงานประชุมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ครั้งที่ 51

    ประเทศไทยตอกย้ำศักยภาพด้านนวัตกรรมสุขภาพด้วยผลงานของนักวิจัยไทย ที่ได้รับการยอมรับในเวทีวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ ในงาน ประชุมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ครั้งที่ 51 (STT51) หรือ The 51st International Congress on Science, Technology and Technology-based Innovation ซึ่งจัดโดย คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกเข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอผลงานวิจัยล่าสุด

    หนึ่งในไฮไลต์ของงาน คือ การบรรยายโดย ศ.ดร. พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) APCO และหัวหน้าคณะนักวิจัย Operation BIM ในหัวข้อ “WORLD’S FIRST 100 CASES OF HIV CURE WITH STEM CELLS STIMULATED BY FORTIFIED MANGOSTEEN EXTRACT” ซึ่งเป็นผลงานนวัตกรรมจากพืชธรรมชาติของไทย ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากผู้เข้าร่วมประชุม

    ศ.ดร. พิเชษฐ์ กล่าวว่า  “นับเป็นความสำเร็จของวงการวิทยาศาสตร์ไทยที่สามารถพัฒนาวิธีดูแลผู้ติดเชื้อ HIV ด้วยแนวคิดใหม่โดยใช้ ‘อาหารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน’ ที่ปลอดภัย ได้ผลจริง และไม่มีผลข้างเคียง หลังจากที่ทีมวิจัยได้ค้นคว้ามาอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี โดยสูตรประกอบด้วยสารสกัดจากพืชรับประทานได้ 5 ชนิด ได้แก่ มังคุด งาดำ ถั่วเหลือง ฝรั่ง และใบบัวบก ซึ่งทำงานร่วมกันในการกระตุ้นสเต็มเซลล์ (Stem Cell) ให้พัฒนาเป็นเม็ดเลือดขาว T Cell ทั้ง CD4 (Th1, Th17) และ CD8 (Killer T Cell) เพื่อจัดการกับเชื้อ HIV ได้อย่างมุ่งเป้า พร้อมช่วยซ่อมแซมเทโลเมียร์ในเซลล์ ส่งผลให้ร่างกายฟื้นฟูและชะลอวัยไปพร้อมกัน” 

    จากข้อมูลทางคลินิกในกลุ่มผู้ติดเชื้อ HIV ครบ 100 รายแรกของโลก ด้วยนวัตกรรมมังคุดเสริมฤทธิ์ พบว่า ผู้ป่วยสามารถฟื้นฟูภูมิคุ้มกันจนเชื้อ HIV ไม่สามารถตรวจพบในเลือดได้ ถือเป็นการพิสูจน์ศักยภาพของ “นวัตกรรมภูมิคุ้มกันจากมังคุดเสริมฤทธิ์” ที่พัฒนาโดยคนไทยอย่างแท้จริง  ความสำเร็จนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงแนวทางการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพไทยสู่เวทีโลก

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/453999&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s35LRszMCYNZlAgINFjVH

  • เปิดสูตร 3Ps เปลี่ยนจุดแข็งดิจิทัลไทยสู่ความเป็นผู้นำดิจิทัลอาเซียนบนสนามปัญญาประดิษฐ์ ผ่านเลนส์ “ซิกเว่” กรุ๊ปซีอีโอ ทรู คอร์ปอเรชั่น

    เปิดสูตร 3Ps เปลี่ยนจุดแข็งดิจิทัลไทยสู่ความเป็นผู้นำดิจิทัลอาเซียนบนสนามปัญญาประดิษฐ์ ผ่านเลนส์ “ซิกเว่” กรุ๊ปซีอีโอ ทรู คอร์ปอเรชั่น

    วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.29 น.

    เปิดสูตร 3Ps เปลี่ยนจุดแข็งดิจิทัลไทยสู่ความเป็นผู้นำดิจิทัลอาเซียนบนสนามปัญญาประดิษฐ์ ผ่านเลนส์ “ซิกเว่” กรุ๊ปซีอีโอ ทรู คอร์ปอเรชั่น

    การถือกำเนิดพัฒนาการและความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ถือเป็นอีกหนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญแห่งปี เพราะเมื่อรวมกับข้อมูลและระบบอัตโนมัติ ส่งผลให้ศักยภาพการทำงานของ AI เพิ่มสูงขึ้น จนสามารถขนานนามว่าเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาพลิกนิยามการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกใหม่ สร้างสนามการแข่งขันใหม่บน “เส้นทางดิจิทัล” ที่ทุกประเทศต่างกรีธาทัพเข้าไป ดิ้นรนเพื่อหนทางรอดและเติบโต

    ในการณ์นี้ ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมและดิจิทัล เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้แบ่งปันแนวคิดและมุมมองการพัฒนาดิจิทัลของไทยในหัวข้อ “พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย: พลิกเกมดิจิทัลไทย สู่ผู้นำดิจิทัลอาเซียน” บนเวที The Standard Economic Forum 2025

    จากไฟฟ้าสู่ปัญญาประดิษฐ์

    เมื่อพิจารณาถึงการอุบัติขึ้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในแต่ละครั้ง พบว่ามันจะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ หลังจากนั้น การเปลี่ยนแปลงนั้นก็จะเกิดขึ้นเป็นสิ่งใหม่ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่ ดังเช่นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 แสงไฟฟ้าที่ประกายขึ้นเป็นครั้งแรกที่ลอนดอน ในช่วงปี พ.ศ. 2423 นั้น ช่างต่างจากปัจจุบันคณานับ เพราะในทศวรรษแรกหลังการประดิษฐกรรม การใช้พลังงานไฟฟ้ายังคงจำกัดอยู่ในวงแคบๆ อย่างบริการสาธารณะ เช่น รถรางและไฟทางเดิน เพราะคนส่วนใหญ่ในสังคมคุ้นเคยกับแหล่งพลังงานหลักอย่างไอน้ำ และมองว่าพลังงานไฟฟ้าถือเป็นสิ่งใหม่ที่เกินความจำเป็นในชีวิต

    “การกำเนิดของไฟฟ้าเร่งการก่อตัวขึ้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม มาจนยุคอินเทอร์เน็ตที่พลิกโฉมทุกอุตสาหกรรมมาแล้วในทศวรรษที่ผ่านมา และ AI กำลังจะทำแบบนั้นเช่นเดียวกัน” ซิกเว่ กล่าว

    ด้วยผลลัพธ์จากการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การบริโภคและไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ทิศทางโมเดลธุรกิจของสินค้าและบริการทั้งหลายเปลี่ยนสู่รูปแบบ “การบอกรับสมาชิก” (Subscription) ซึ่งแต่เดิมมักกระจุกตัวในบริการซอฟต์แวร์ ทั้งนี้ โมเดลธุรกิจจะขยายตัวเป็นวงกว้างและครอบคลุมมากขึ้น ทำให้ต่อไปเงื่อนไขการใช้สินค้าผ่านการเป็นเจ้าของไม่จำเป็นอีกต่อไปผ่านรูปแบบการบอกรับสมาชิกแทน ส่งผลให้ผู้บริโภคสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพและนำมาซึ่งความสะดวกสบาย ความนิยมในโมเดลธุรกิจดังกล่าว ไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงเฉพาะในระดับองค์กรเท่านั้น แต่มันจะเกิดขึ้นทั้งอุตสาหกรรม

    “ในอนาคต หากคุณต้องการใช้ตู้เย็นแช่ของ คุณอาจไม่ต้องซื้อมันแล้ว แต่คุณจะใช้วิธีจ่ายค่าบริการรายเดือนเพื่อใช้ตู้เย็นแทน เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค ของ Everything-as-a-Service (XaaS)” เขา อธิบาย

    หากมองย้อนกลับไปในอดีต หากเอ่ยถึงยักษ์ใหญ่ที่เป็นตัวแทนของโลกอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม คงจะนึกถึง ExxonMobil และ GE เป็นลำดับต้นๆ แต่ระยะเวลาเพียง 2 ทศวรรษ​ บริษัทที่มีมูลค่าอันดับท็อปของโลกกลับกลายเป็นบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง NVDIA, Apple, Microsoft และ Alphabet ที่ความรุ่งเรืองเกิดขึ้นจากการโค้ดดิ้ง การประดิษฐ์ชิปเซ็ต หรือการให้บริการบนอากาศที่จับต้องไม่ได้อย่างคลาวด์ ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่า ปัจจุบัน กิจกรรมมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลมีมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนถึง 15.5% ของจีดีพีโลก พร้อมคาดการณ์ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า 70% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นโดยธุรกิจที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นรากฐาน

    “เทคโนโลยีไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจแล้ว เพราะเทคโนโลยีได้ทำหน้าที่เป็นระบบเศรษฐกิจด้วยตัวมันเอง” ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มทรู ฉายภาพ

    เช็กชีพจรความพร้อมบนสนาม AI

    ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ของเศรษฐกิจโลก ทำให้ประเทศต่างๆ ทุ่มเทสรรพกำลังแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาความได้เปรียบเทียบเชิงกลยุทธ์บนเส้นทางเศรษฐกิจดิจิทัล เช่นนั้นแล้ว ประเทศไทยอยู่ตรงไหน ท่ามกลางการแข่งขันอันเชี่ยวกราก

    ล่าสุด อ้างอิงจากรายงานการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันทางดิจิทัลของนานาประเทศ โดย IMD พบว่า ไทยอยู่ในสถานะอันดับต้นๆ ของโลกในมิติความพร้อมต่ออนาคตด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยมีสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพี รวมถึงความเร็วแบนด์วิดท์อินเทอร์เน็ตเป็นอันดับ 8 ของโลก ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความความมุ่งมั่นและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลให้แข็งแกร่งทัดเทียมนานาประเทศ ใม่ว่าจะเป็นโครงข่าย  เสาสัญญาณ ดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบคลาวด์ ซึ่งถือเป็นกระดูกสันหลังทางดิจิทัล (digital backbone) เพื่ออำนวยให้เกิดการพัฒนาของระบบนิเวศ AI

    ทั้งนี้ ความสำเร็จของการควบรวมกิจการของทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นอีกหนื่งแรงผลักดันที่สำคัญต่อการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทย สะท้อนได้จากการรวมเสาสัญญาณให้ทันสมัยและเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในอาเซียน ให้บริการ 4G และ 5G ครอบคลุม 99% และ 94% ของพื้นที่ประเทศไทย ตามลำดับ ความสำเร็จดังกล่าวช่วยส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีแก่ลูกค้า รวมถึงยังผลประโยชน์แก่ประเทศในแง่การมีพื้นฐานทางดิจิทัลที่แข็งแกร่งต่อการเติบโตในอนาคต 

    นอกจากนี้ ด้วยความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าและการมีทำเลที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ ยังเอื้อให้ไทยมีศักยภาพการเป็นผู้นำด้านดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค นำหน้ามาเลเซียที่รั้งตำแหน่งผู้นำอยู่ในขณะนี้ 

    ช่องว่างของทางเดินของสมรภูมิ AI

    ความก้าวหน้าทางดิจิทัลของไทย ไม่ได้มีลักษณะทางสถาบันเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในระดับปัจเจกของสังคมอีกด้วย จากข้อมูล Digital Wallet Intelligence Report 2025 พบว่า อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซของไทยเติบโตถึงปีละ 19% ซึ่งเป็นเกือบเท่าตัวของค่าเฉลี่ยในภูมิภาค ขณะที่การใช้ธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลคิดเป็นครึ่งหนึ่งของธุรกรรมทั้งหมด ทั้งยังคาดว่าการชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์จะมีมูลค่ากว่า 1.86 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้ จากกิจกรรมข้างต้น ทำให้ประเทศไทยจัดอยู่ใน 3 อันดับแรกของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลที่เร็วที่สุดในภูมิภาค

    เช่นเดียวกับ ความตื่นตัวของการใช้เทคโนโลยี AI ที่ได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง สะท้อนจากตัวเลขที่ระบุว่า 75% ของคนไทยได้ลองใช้เครื่องมือ AI อย่าง ChatGPT หรือเครื่องมือที่คล้ายกันแล้ว และการใช้นั้นไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในเพียงเมืองใหญ่เท่านั้น แต่รวมถึงคนในชนบทหรือกลุ่มเกษตรกรอีกด้วย

    “ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นต่อการใช้ AI ในระดับปัจเจกบุคคลเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความเร็วของคนไทยในการปรับตัว” ซิกเว่ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม รูปแบบการใช้งานที่ว่ามีลักษณะที่อยู่ในฐานะผู้บริโภคเสียมาก ขณะที่อุตสาหกรรมหลักของไทยอย่างภาคการผลิต เกษตร และค้าปลีก ยังไม่เห็นการนำ AI ไปประยุกต์ใช้เชิงลึกที่ส่งผลต่อผลิตภาพการผลิตและประสิทธิภาพของซัพพลายเชน ซึ่งช่องว่างระหว่างระดับปัจเจกบุคคลและสถาบันสามารถมองได้เป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย

    เช่นเดียวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวงการสตาร์ตอัปไทย จากรายงานสถานการณ์สตาร์ตอัปเอเชียของ OECD บ่งชี้ว่า ระหว่างปี 2564 ถึง 2566 สตาร์ตอัปไทยได้รับเม็ดเงินลงทุนจากกลุ่ม VC ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คิดเป็นสัดส่วนเพียง 4% ขณะที่สตาร์ตอัปสิงคโปร์ได้รับความสนใจและเงินลงทุนถึง 40% ขณะที่ไทยมียูนิคอร์นเพียง 5 ตัว เทียบกับสิงคโปร์มี 20 ตัวและอินโดนีเซียมี 10 ตัว สถานการณ์ที่ไม่สู่ดีนักในวงการสตาร์ตอัปอาจนำมาสู่ความท้าทายที่สูงขึ้นต่อการช่วงชิงความเป็นผู้นำบนสมรภูมิ AI นี้

    “ความท้าทายสำคัญต่อการเติบโตของสตาร์ตอัปไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดไอเดีย แต่อยู่ที่การขาดเม็ดเงินลงทุนและความสามารถในการขยายตลาด” ซิกเว่ กล่าวเสริม

    3Ps: Policy People Partner (นโยบาย-คน-ความร่วมมือ) 

    ด้วยปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้ประเทศไทยอยู่ในภาวะที่ต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับเส้นทางดิจิทัลข้างหน้านี้ ท่ามกลางการพัฒนาอย่างรวดเร็วของ AI คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่อยู่ที่ เราจะเปลี่ยนให้เร็วแค่ไหนถึงจะช่วงชิงความเป็นผู้นำดิจิทัลของภูมิภาคมาได้

    ทั้งนี้ เขาได้ระบุถึง 3 ความท้าทายเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่จำเป็นต่อการต่อสู่บนสมรภูมิ AI อันประกอบด้วย 1.นโยบาย (policy) 2. บุคลากร (people) และ 3. ความร่วมมือ (partnership)

    1. นโยบาย – ภาครัฐ = ผู้กำกับดูแล (Regulator) และผู้ส่งเสริมระบบนิเวศ (Ecosystem Enabler)

    รัฐบาลต้องออกแบบนโยบายที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม ทั้งในด้านความเร็ว ความยืดหยุ่นของกฎเกณฑ์และเงินทุน นอกจากนี้ รัฐควรกำหนดนโยบายฐานรากเพื่อเป็นหลักประกันต่อทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม (Equitable Access) การสร้างความเชื่อมั่นผ่านระบบธรรมาภิบาลที่มีจริยธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ (Ethical Digital & AI) ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อผู้ประกอบการและนวัตกรรม (Entrepreneurial Opportunity)

    2. บุคลากร – สร้างวัฒนธรรมที่เกื้อหนุน เพื่อดึงศักยภาพการทำงานร่วมระหว่างคนและ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดจะไร้ซึ่งความหมายหากขาดบุคลากรที่รู้จักใช้มัน World Economic Forum ประมาณการณ์ว่า ในปี 2573 ตำแหน่งงาน 92 ล้านตำแหน่งทั่วโลกจะสูญหายไป แต่จะถูกทดแทนด้วยตำแหน่งงานใหม่ที่ต้องอาศัยทักษะใหม่อีกว่า 170 ล้านตำแหน่ง และเพื่อเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงาน ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการอัพสกิลดิจิทัลอย่างเท่าเทียม (Inclusive Digital Upskilling) พัฒนาและสนับสนุนการวิจัย เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญ AI รุ่นใหม่ผ่านการศึกษาเชิงลึก (AI Leadership & Expertise) รวมถึงส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานร่วมระหว่างคนกับ AI (Human-AI Collaboration Culture) ทั้งนี้ เป้าหมายไม่ใช่เพื่อการแข่งขันกับ AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะดึงศักยภาพของ AI มาใช้ทำงานร่วมกันให้ก่อประโยชน์สูงสุด โดยผสานความสามารถของ AI เข้ากับความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์

    3. ความร่วมมือ – เปิดประเทศสู่ความร่วมมือระดับโลก

    งบลงทุนด้านการวิจัยของไทยคิดเป็น 1% ของจีดีพี ซึ่งมีสัดส่วนต่ำกว่าประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมกว่าเท่าตัว อย่างไรก็ตาม ช่องว่างนี้สามารถทำให้แคบหรือปิดลงได้ผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน ส่งเสริมความร่วมมือข้ามพรมแดนผ่านมาตรการกระตุ้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบุคลากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือระดับภูมิภาคระหว่างสถาบันการศึกษาและเอกชน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาสู่การเติมทรัพยากรบุคคลด้าน AI เข้าสู่ตลาดตามความต้องการที่มากขึ้น

    ทั้งนี้ การใช้ศักยภาพ AI ให้เป็นประโยชน์สูงสุด จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งาน กระบวนการ และเทคโนโลยีอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการคำนึงถึงบริบททางวัฒนธรรมและสังคมท้องถิ่น เพื่อทำให้มั่นใจว่าเทคโนโลยี AI ที่เกิดขึ้นนี้ โอบรับ เป็นธรรม และเข้าถึงทุกคนในสังคมไทย

    “หน้าที่ของ AI คือการช่วยเหลือ โอบรับ และผสานความร่วมมือ ไม่ใช่มาแทนที่ศักยภาพของมนุษย์” เขาเน้นย้ำ พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า “หากอินเทอร์เน็ตได้ทำให้ทุกคนในสังคมเข้าถึงโอกาสในศตวรรษที่แล้ว AI ก็จะต้องทำหน้าที่เป็นถังความรู้ให้ทุกคนเข้าถึง เพื่อผลิตภาพในศตวรรษที่ 21 นี้” 

    จังหวะสำคัญเพื่อกำหนดทิศทางแห่งอนาคต

    คำถามสำหรับประเทศไทยในวันนี้สำหรับเส้นทางดิจิทัลมาเกินกว่า “ความพร้อม” แต่เป็นเรื่องของ “สถานะ” ที่จะช่วงชิงความเป็นผู้นำ ท่ามกลางปัจจัยเกื้อหนุนต่างๆ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ความตื่นตัวของประชาชน และตำแหน่งที่ตั้งยุทธศาสตร์ อันเป็นหัวใจของภูมิภาค ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คือ “ทำอย่างไร” 

    วันนี้ ประเทศไทยยืนอยู่ในจุดเดียวกันกับที่ลอนดอนเคยอยู่ในครั้งปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 แสงสว่างส่องให้เห็นทางเดินต่อไปข้างหน้าแล้ว สำหรับไทย สิ่งที่เหลือคือ “ความกล้า” ที่จะลุยต่ออย่างไม่หยุดยั้ง

    “การแข่งขันบนสนามดิจิทัลได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว มันไม่ใช่เพียงแค่การไล่ตาม แต่คือการเดินนำ” ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/453924&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uO6eCZkeCfsa9PfiZt428

  • เทนนิส “แคล-คอมพ์” เปิดฉากทางการ ต่างชาติร่วมล่าแชมป์ – ศก.หัวหินคึกคัก – INN News

    เทนนิส “แคล-คอมพ์” เปิดฉากทางการ ต่างชาติร่วมล่าแชมป์ – ศก.หัวหินคึกคัก – INN News

    ข่าว

    เทนนิส “แคล-คอมพ์” เปิดฉากทางการ ต่างชาติร่วมล่าแชมป์ – ศก.หัวหินคึกคัก

    11 พฤศจิกายน 2025 – 07:42

    ฯพณฯ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์สมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันเทนนิสนานาชาติ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ รายการ “แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0 ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2568 ที่ อารีน่า หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

    ทั้งนี้ ก่อนพิธีเปิดการแข่งขัน ฯพณฯ สุวัจน์ ได้นำแขกผู้มีเกียรติ อาทิ นายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอนครหัวหิน, นายชินทร์ เหล่าฤกษ์อุทัย กรรมการผู้จัดการโรงแรมไอสนุก หัวหิน, นายนฐา ชมเสวี ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มสวนน้ำ วานา นาวา วอเตอร์ จังเกิ้ล /อารีน่า หัวหิน /อันดามันดา ภูเก็ต และนายภราดร ศรีชาพันธุ์ ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน พร้อมด้วยนักกีฬาและผู้ชมในสนามยืนสงบนิ่งไว้อาลัยเป็นเวลา 1 นาที เพื่อร่วมถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    นายกกิตติมศักดิ์สมาคมกีฬาลอนเทนนิสฯ กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนานาประเทศ มีนักเทนนิส ตลอดจนผู้ฝึกสอน ทีมงานสตาฟฟ์โค้ช และผู้ติดตาม เดินทางมาร่วมการแข่งขัน สร้างความคึกคักอย่างมาก อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นเรื่องเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของเมืองหัวหิน ซึ่งกว่าจะจบการแข่งขันลงในวันที่ 23 พฤศจิกายน ก็จะทำให้หัวหินได้รับประโยชน์อย่างมาก

    นอกจากนี้ การได้เป็นเจ้าภาพจัดกีฬา ยังสร้างโอกาสหลายเรื่อง ทั้งการเปิดโอกาสให้นักเทนนิสไทยที่มีฝีมือแต่อันดับโลกยังไม่สามารถเข้าร่วมได้ ก็จะได้รับไวลด์การ์ดหรือสิทธิพิเศษให้เข้าร่วม เพื่อพัฒนาฝีมือและเก็บคะแนนสะสมอันดับโลก อีกทั้งยังช่วยนักเทนนิสไทยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในราคาสูงเหมือนกับการเดินทางไปแข่งขันที่ต่างประเทศ

    จากนั้น ฯพณฯ สุวัจน์ และแขกผู้มีเกียรติได้ร่วมชมการแข่งขันเทนนิส “แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0 ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025” สัปดาห์ที่ 3 ซึ่งเป็นการแข่งขันของนักกีฬาหญิง และมีการชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 509,700 บาท

    ขณะที่ผลการแข่งขันเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ประเภทหญิงเดี่ยว รอบคัดเลือก รอบสุดท้าย ภัทรวดี ชนะวงศ์ นักเทนนิสดาวรุ่งไทยวัย 16 ปี ที่ยังไม่มีอันดับโลก โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยม เอาชนะ มิรุธุลา ปาลานิเวล มือวางอันดับ 2 จากอินเดีย อายุ 22 ปี มือ 645 ไอทีเอฟ แร้งกิ้ง ได้ 2 เซตรวด 6-3, 7-5 ภัทรวดี ผ่านเข้ารอบเมนดรอว์ทันที

    ส่วนผลคู่อื่น ๆ มีดังนี้ อมิตตาลัย ประสูตรนาวิน แพ้ ซาอุมริตา จากัตเดโอ เวอร์มา (อินเดีย) 3-6, 0-6 พิชญาภัค ศรีมุกข์ แพ้ อุลยานา ฮราบาเวตส์ 0-6, 2-6 ลัลดา กำหอม แพ้ ยูกะ มัตสึโมโตะ (ญี่ปุ่น) 3-6, 0-1 Ret. ซึ่งลัลดาเจ็บเท้าขวา

    ทั้งนี้ การแข่งขันเทนนิสนานาชาติ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ รายการ “แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0 ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025” ซึ่งมีทั้งหมด 4 สัปดาห์ เกิดจากความร่วมมือของ อารีน่า หัวหิน สปอร์ต คลับ และผู้สนับสนุนหลัก บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท แคล-คอมพ์ ออโตเมชั่น แอนด์ อินดัสเทรียล 4.0 เซอร์วิส (ประเทศไทย) และกลุ่มบริษัท พราว

    บริษัท ช การช่าง จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด โดยเครื่องดื่มอัดลมทางเลือกเพื่อสุขภาพ 100 พลัส, บี.กริม, กลุ่มบริษัทพราว, โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท, โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ วานา นาวา รีสอร์ท, โรงแรมไอสนุก หัวหิน, อารีน่า หัวหิน สปอร์ต คลับ, สวนน้ำวานา นาวา, ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน และบริษัท เซียร่า สปอร์ต โดยมุ่งหวังให้การแข่งขันดังกล่าว เป็นรายการที่เปิดโอกาสให้นักเทนนิสไทย พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของเมืองหัวหิน.

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_961468/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nOxM_UiKEMyz9-9ZpEQHH

  • เทนนิส “ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025” เปิดฉากทางการ ต่างชาติร่วมล่าแชมป์ ที่หัวหิน

    เทนนิส “ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025” เปิดฉากทางการ ต่างชาติร่วมล่าแชมป์ ที่หัวหิน

    Thairath Sport

    • facebook
    • twitter
    • youtube
    • instagram
    • tiktok

    ไทยรัฐออนไลน์

    10 พ.ย. 2568 21:16 น.

    LightDark

    แชร์ข่าวนี้

    เทนนิส

    เทนนิส “ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025” เปิดฉากทางการ ต่างชาติร่วมล่าแชมป์ ที่หัวหิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/sport/worldsport/tennis/2894696&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZWm0Ud5PoiQt22gXxFWIN

  • เอไอเอส ผนึก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยผลลัพธ์ความร่วมมือปกป้องคนไทยจากภัยไซเบอร์

    เอไอเอส ผนึก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยผลลัพธ์ความร่วมมือปกป้องคนไทยจากภัยไซเบอร์

    ไอที

    เอไอเอส ผนึก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยผลลัพธ์ความร่วมมือปกป้องคนไทยจากภัยไซเบอร์

    วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.19 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เอไอเอส ผนึก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยผลลัพธ์ความร่วมมือปกป้องคนไทยจากภัยไซเบอร์
    แล้วกว่า 3,050 ล้านครั้งบนโครงข่ายอัจฉริยะ บรรลุปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างยั่งยืน
     
                       

    จากพันธกิจสำคัญในการยกระดับประเทศสู่ “ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” เอไอเอสจึงเดินหน้าร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะหน่วยงานตำรวจซึ่งทำหน้าที่ด่านหน้าในการดูแลประชาชน ล่าสุด เอไอเอสและสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกันเปิดเผยผลการทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่องภายในงาน “Thailand United Against Scams รวมพลังคนไทย ต้านภัย Scams” ซึ่งเป็นเวทีแถลงผลการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยนำเสนอความคืบหน้าการ สกัดกั้นเว็บไซต์อันตราย การบล็อกเบอร์ และ SMS สแกม ตลอดจนการเปิดปฏิบัติการร่วมที่นำไปสู่การจับกุมมิจฉาชีพอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ เอไอเอสสามารถปกป้องคนไทยจากภัยไซเบอร์รวมกว่า 3,050 ล้านครั้ง (ข้อมูล ณ พฤศจิกายน 2568) บนโครงข่ายอัจฉริยะ โดยงานครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานรัฐกิจสัมพันธ์ เอไอเอส เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว


                   

    นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานรัฐกิจสัมพันธ์ เอไอเอส กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เอไอเอสทำงานเคียงข้างทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ ‘ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์’ อย่างต่อเนื่อง เราเดินหน้ามาตรการเชิงรุกหลายมิติ ตั้งแต่การพัฒนาโซลูชันปกป้องคนไทยด้วยโครงข่ายและเน็ตบ้านอัจฉริยะ อาทิ บริการ Secure Net บล็อกเว็บไซต์ที่มีความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ รวมถึงสายด่วน 1185 แจ้งอุ่นใจตัดสายโจร และ บริการใหม่ล่าสุด แชะแล้วแชร์ แจ้งเบาะแส SMS หลอกลวง เพื่อสกัดกลโกงหลากรูปแบบ ควบคู่การจับมือภาครัฐและเอกชนในการสร้างทักษะดิจิทัลให้ประชาชน เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่องอีกภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งคือการปิดวงจรมิจฉาชีพตั้งแต่ต้นทาง ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานตำรวจที่ทำหน้าที่ดูแลประชาชน เอไอเอสจึงทำงานร่วมกับตำรวจทุกหน่วย ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจไซเบอร์ ตำรวจสอบสวนกลาง และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายความร่วมมือเชิงรุก นำไปสู่การจับกุม และจากการทำงานร่วมกันในเชิงรุก ตลอดจนดำเนินการดูแลคนไทยจากภัยไซเบอร์ ทำให้เอไอเอสได้ปกป้องคนไทยจากภัยไซเบอร์รวมกว่า 3,050 ล้านครั้ง ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัย
                       

    เอไอเอสยังยืนยันเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ เชื่อมั่นว่าพลังความร่วมมือจากทุกหน่วยงานจะผลักดันประเทศไทยสู่ ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างยั่งยืน ได้อย่างแท้จริง” นายวรุณเทพกล่าว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/453760&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YiKklNWVSbShORkVhFp7m

  • เทนนิส “แคล-คอมพ์” เปิดฉากเวิลด์ทัวร์ 2025 ต่างชาติร่วมล่าแชมป์ ที่หัวหินคึกคัก

    เทนนิส “แคล-คอมพ์” เปิดฉากเวิลด์ทัวร์ 2025 ต่างชาติร่วมล่าแชมป์ ที่หัวหินคึกคัก

    การแข่งขันเทนนิสนานาชาติ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 รายการ “แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0” เปิดสนามอารีน่า หัวหิน มีนักเทนนิสต่างชาติเข้าร่วม กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

    เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ณ อารีน่า หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ฯพณฯ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดการแข่งขันเทนนิสนานาชาติ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 รายการ “แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0” อย่างเป็นทางการ

    ก่อนพิธีเปิด ประธานและแขกผู้มีเกียรติ อาทิ นายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอนครหัวหิน, นายชินทร์ เหล่าฤกษ์อุทัย กรรมการผู้จัดการโรงแรมไอสนุก หัวหิน, นายนฐา ชมเสวี ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มสวนน้ำ วานา นาวา และ นายภราดร ศรีชาพันธุ์ ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน พร้อมนักกีฬาและผู้ชม ร่วมยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    นายกกิตติมศักดิ์สมาคมกีฬาลอนเทนนิสฯ กล่าวว่าการแข่งขันครั้งนี้ดึงดูดนักเทนนิสจากนานาประเทศ รวมถึงทีมสตาฟฟ์โค้ชและผู้ติดตามเข้าร่วม สร้างความคึกคักและกระตุ้นเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวของหัวหิน โดยการแข่งขันจะสิ้นสุดวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568

    การแข่งขันยังเปิดโอกาสให้นักเทนนิสไทยที่ยังไม่มีอันดับโลกเข้าร่วมผ่าน ไวลด์การ์ด ช่วยพัฒนาฝีมือและเก็บคะแนนสะสมโดยไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ

    ในการแข่งขันสัปดาห์ที่ 3 ประเภทหญิงชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 509,700 บาท ภัทรวดี ชนะวงศ์ นักเทนนิสไทยวัย 16 ปี ผ่านรอบคัดเลือก หลังเอาชนะ มิรุธุลา ปาลานิเวล มือวางอันดับ 2 จากอินเดีย (มือ 645 ไอทีเอฟ แร้งกิ้ง) 2 เซตรวด 6-3, 7-5

    ผลการแข่งขันอื่น ๆ ได้แก่

    • อมิตตาลัย ประสูตรนาวิน แพ้ ซาอุมริตา จากัตเดโอ เวอร์มา (อินเดีย) 3-6, 0-6

    • พิชญาภัค ศรีมุกข์ แพ้ อุลยานา ฮราบาเวตส์ 0-6, 2-6

    • ลัลดา กำหอม แพ้ ยูกะ มัตสึโมโตะ (ญี่ปุ่น) 3-6, 0-1 (ลัลดาเจ็บเท้าขวา)

    การแข่งขันจัดทั้งหมด 4 สัปดาห์ เกิดจากความร่วมมือของ อารีน่า หัวหิน สปอร์ต คลับ และผู้สนับสนุนหลัก ได้แก่ บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท แคล-คอมพ์ ออโตเมชั่น แอนด์ อินดัสเทรียล 4.0 เซอร์วิส (ประเทศไทย), กลุ่มบริษัทพราว และอีกหลายภาคธุรกิจท้องถิ่น เพื่อเปิดโอกาสนักเทนนิสไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจหัวหิน

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/94014/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MuIVQBuHNCi4_MOHUbSF_

  • ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โชว์ผลดำเนินงานโครงการ SSI ไตรมาส 3 ด้วยคะแนน  8.52 ตอกย้ำความแข่งแกร่งบริษัทยั่งยืนที่สุดในโลก

    ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โชว์ผลดำเนินงานโครงการ SSI ไตรมาส 3 ด้วยคะแนน 8.52 ตอกย้ำความแข่งแกร่งบริษัทยั่งยืนที่สุดในโลก

    ไอที

    ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โชว์ผลดำเนินงานโครงการ SSI ไตรมาส 3 ด้วยคะแนน 8.52 ตอกย้ำความแข่งแกร่งบริษัทยั่งยืนที่สุดในโลก

    วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.21 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โชว์ผลดำเนินงานโครงการ SSI ไตรมาส 3 ด้วยคะแนน

    8.52 ตอกย้ำความแข่งแกร่งบริษัทยั่งยืนที่สุดในโลก

    ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน ประกาศผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนสำหรับไตรมาส 3 ปี 2568 ความคืบหน้าของโครงการ Schneider Sustainability Impact (SSI) ประจำปี 2564–2568 ที่ยังคงมีระยะเวลาอีกเพียงไตรมาสสุดท้ายของโครงการ โดยปัจจุบันบริษัทมีคะแนนความยั่งยืนรวมที่ 8.52 จาก 10 คะแนน ตอกย้ำความแข็งแกร่งของบริษัทที่สอดคล้องกับเป้าหมายปลายปีที่ 8.80 คะแนน

    สิ่งหนึ่งที่ทำให้การดำเนินงานในไตรมาสนี้ประสบความความสำเร็จครั้งสำคัญคือ การบรรลุเป้าหมายของโครงการลดคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Zero Carbon Project) ได้ก่อนระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยโครงการนี้ทำให้กลุ่มซัพพลายเออร์หลักสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) โดยเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 53% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับปี 2568 โดยให้การสนับสนุนซัพพลายเออร์กว่า 1,000 ราย ผ่านการจัดทำแผนงานลดการปล่อยคาร์บอนที่ปรับให้เหมาะสม การฝึกอบรมด้านเทคนิคและการให้คำแนะนำด้านพลังงานหมุนเวียน

    ตัวชี้วัดหลักของ SSI สร้างความคืบหน้าต่อเนื่อง  

    · กระบวนการลดคาร์บอน (Decarbonization) นับตั้งแต่ปี 2561 ที่ผ่านมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริคดำเนินการผ่านผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นต่างๆ ในการช่วยลูกค้าลดต้นทุนและสามารถหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนด์ไดออกไซด์กว่า 792 ล้านตันคาร์บอนด์ไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งปัจจุบันกำลังจะบรรลุเป้าหมายของปี 2568นี้ ที่ 800 ล้านตันคาร์บอนด์ไดออกไซด์เทียบเท่า อีกทั้งชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ประกาศขยายขอบเขตความร่วมมือในการลดการปล่อยคาร์บอนในส่วนของ Scope 3 ภายในงาน Climate Week NYC 2025 รวมถึงมีส่วนร่วมร่วมมือกับกลุ่มซัพพลายเออร์ที่เพิ่มขึ้น และสร้างความร่วมมือใหม่ๆ ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อเร่งส่งเสริมการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยมุ่งเน้นไปที่การใช้เครื่องมือดิจิทัล การจัดหาพลังงานทดแทนและการใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน

    ในขณะเดียวกัน AirSeT Switchgear ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยกย่องจาก World Economic Forum (WEF) ในความเป็นเลิศด้านการออกแบบอย่างยั่งยืน โดยนวัตกรรมนี้ได้ใช้ Pure Air หรือ อากาศบริสุทธิ์และเทคโนโลยีสุญญากาศเข้ามาแทนที่ SF₆ หรือก๊าซซัลเฟอร์เฮกซาฟลูออไรด์ สามารถกำจัดก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพสูง ช่วยให้โครงข่ายไฟฟ้ามีความฉลาดและปลอดภัยยิ่งขึ้น

    การเข้าถึงพลังงาน (Access to Energy) ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา โครงการของชไนเดอร์ อิเล็คทริคได้ช่วยให้ประชาชนทั่วโลกกว่า 60 ล้านคน สามารถเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือว่าเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2568 แล้ว ความสำเร็จนี้เกิดจากการพัฒนาโซลูชั่นด้านพลังงานแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Solutions) เช่น ไมโครกริด (Microgrids) ที่ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพลังงานได้เองอย่างโปร่งใส อีกทั้งบทความวิจัยล่าสุดของสถาบันวิจัยด้านความยั่งยืนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric™ Sustainability Research Institute) ได้เผยแพร่รายงานวิจัยในหัวข้อ Energy Poverty: And the many ways that safe, affordable, sufficient, and sustainable energy for all empowers ที่อธิบายถึงแนวคิด ประชาธิปไตยทางพลังงาน (Energy Democracy) ซึ่งสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบให้กับสังคมได้  

    “ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยกย่องให้เป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลกถึง 3 ครั้งในปีนี้ โดยล่าสุดจาก Sustainability Magazine สะท้อนถึงความก้าวหน้าของการดำเนินงานโดยรวมที่ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรม” เอสเธอร์ ฟินิโดริ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “สิ่งที่ทำให้มั่นใจคือการลงมือปฏิบัติที่เห็นในทุกวัน องค์กรต่างๆ กำลังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เทคโนโลยีที่มีความพร้อมและกำลังถูกนำไปใช้งานในวงกว้าง รวมถึงผู้คนที่กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน ความยั่งยืนกำลังกลายเป็นแกนหลักของวิธีที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริคดำเนินงาน การสร้างสรรค์นวัตกรรมและการสร้างความร่วมมือกัน นั่นคือสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเกิดขึ้นอย่างแท้จริง”

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/453719&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jT_f7kuD5i_CR9KWRWGrT