Category: ไอที

  • NT พร้อมให้บริการถ่ายทอดสดซีเกมส์ครั้งที่ 33 เชื่อมโยงในและต่างประเทศ ส่งความประทับใจตลอดการแข่งขัน

    NT พร้อมให้บริการถ่ายทอดสดซีเกมส์ครั้งที่ 33 เชื่อมโยงในและต่างประเทศ ส่งความประทับใจตลอดการแข่งขัน

    ไอที

    NT พร้อมให้บริการถ่ายทอดสดซีเกมส์ครั้งที่ 33 เชื่อมโยงในและต่างประเทศ ส่งความประทับใจตลอดการแข่งขัน

    วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.16 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    NT พร้อมให้บริการถ่ายทอดสดซีเกมส์ครั้งที่ 33 เชื่อมโยงในและต่างประเทศ ส่งความประทับใจตลอดการแข่งขัน

    บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ให้บริการถ่ายทอดสดการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 33 โดยได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านการสื่อสารโทรคมนาคมและการเชื่อมโยงสัญญาณทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ชมชาวไทยและประเทศสมาชิกได้รับชมการแข่งขันอย่างต่อเนื่องและเต็มอรรถรส

    พันเอกสรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “NT ได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน  โดยการถ่ายทอดสัญญาณจากสนามการแข่งขันสู่ศูนย์ถ่ายทอดสด IBC (International Broadcasting Center) พร้อมเชื่อมต่อไปยังสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ และเชื่อมโยงวงจรถ่ายทอดสัญญาณผ่านระบบไฟเบอร์ออปติกไปยังสถานีดาวเทียมนนทบุรี เพื่อส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม AsiaSat 5  ให้กับประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมการแข่งขัน  ซึ่งการให้บริการจะเชื่อมโยงผ่านระบบสื่อสัญญาณและอุปกรณ์เครือข่ายประสิทธิภาพสูง พร้อมรองรับเทคโนโลยีความละเอียดระดับ Full HD  ทำให้ได้รับชมด้วยคุณภาพความคมชัด และมีความเสถียร  เรามั่นใจว่าจะสามารถถ่ายทอดประสบการณ์การรับชมการแข่งขันได้อย่างเต็มอรรถรส”

    NT มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจและการพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม  โดยได้รับความไว้วางใจ ให้บริการถ่ายทอดสดกิจกรรมและการแข่งขันกีฬาครั้งสำคัญทั้งในและต่างประเทศด้วยการรับ-ส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมและไฟเบอร์ออปติก มาโดยตลอด   โดยการแข่งขันซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพในครั้งที่ 33 นี้จะมีการถ่ายทอดสดหลากหลายรายการ ซึ่งผู้ชมชาวไทยสามารถติดตามได้อย่างใกล้ชิดผ่านทางดิจิทัลทีวีและทางออนไลน์

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/458282&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OOBgKeoozkuds7Ptp09ud

  • NT เร่งปูพรมระบบสื่อสาร  สนับสนุนภารกิจเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูขา

    NT เร่งปูพรมระบบสื่อสาร สนับสนุนภารกิจเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูขา

    ไอที

    NT เร่งปูพรมระบบสื่อสาร สนับสนุนภารกิจเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูขา

    วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.53 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    NT เร่งปูพรมระบบสื่อสาร

    สนับสนุนภารกิจเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูขา

    บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เดินหน้าติดตั้งระบบสื่อสาร ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสนับสนุนภารกิจในทุกภาคส่วน

     พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เปิดเผยว่า จากสถานการณ์พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เกิดการปะทะต่อเนื่องในหลายพื้นที่ NT ในฐานะองค์กรด้านสื่อสารโทรคมนาคมของชาติ NT ขอแสดงความพร้อมสูงสุดในการสนับสนุนระบบสื่อสารให้กับหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานความมั่นคง รวมถึงผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ และประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถใช้การติดต่อสื่อสารในภารกิจต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

    โดยเบื้องต้นได้เข้าติดตั้งสัญญาณอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์พื้นฐาน และ CCTV ในพื้นที่สำคัญซึ่งกำหนดให้เป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักพิงชั่วคราว  ในจังหวัดที่เป็นพื้นที่เสี่ยง ประกอบด้วย ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี สุรินทร์ สระแก้ว จันทบุรีและตราด โดย NT พร้อมให้การดูแลโครงข่ายสื่อสารในทุกพื้นที่อย่างใกล้ชิด ด้วยระบบบริหารจัดการโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง และการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสื่อสารของทุกภาคส่วน สามารถดำเนินได้อย่างมั่นคง ต่อเนื่อง และปลอดภัย พร้อมกันนี้ NT ได้จัดส่งสิ่งของที่จำเป็นเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน จำนวน 1,700  ชุด  

    “NT ขอแสดงความห่วงใยต่อประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การปะทะในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา และขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่และขอให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความปลอดภัย พร้อมยืนยันว่า NT จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพื่อสนับสนุนความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศผ่านระบบสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ”

    ทั้งนี้ NT พร้อมมุ่งมั่นพัฒนาระบบสื่อสารโทรคมนาคมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสนับสนุนการทำงานของภาครัฐและอำนวยประโยชน์ให้แก่ประชาชน โดยยึดมั่นในบทบาทองค์กรสื่อสารของชาติที่ร่วมขับเคลื่อนความมั่นคงและการพัฒนาประเทศในทุกมิติ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/458292&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gZPlMhHu4YY_2nfm2alg5

  • SKY ICT คว้ามาตรฐาน ISO 3 ฉบับระดับโลก

    SKY ICT คว้ามาตรฐาน ISO 3 ฉบับระดับโลก

    วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.59 น.

    นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) (SKY) เปิดเผยว่าการได้รับมาตรฐานทั้ง 3 ฉบับนี้ ไม่ใช่เพียง ‘การผ่านเกณฑ์’ แต่เป็นการยืนยันว่า SKY ICT มีระบบบริหารจัดการข้อมูล กระบวนการบริการ และคุณภาพการดูแลลูกค้าในระดับที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลสูงสุด ซึ่งมาตรฐานทั้งสามประกอบด้วย ISO/IEC 27001:2022 ระบบบริหารความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ, ISO/IEC 20000-1:2018 ระบบบริหารจัดการบริการไอที, ISO 23592:2021 พร้อม BSI Kitemark™ มาตรฐานความเป็นเลิศด้านการบริการ พร้อมแนวทางจัดการข้อร้องเรียน (ISO 10002:2018) และแนวปฏิบัติด้านการให้บริการ (BS 8477:2014) นี่คือก้าวสำคัญในการยกระดับองค์กรให้พร้อมแข่งขันในตลาดเทคโนโลยีระดับภูมิภาค และสร้างความเชื่อมั่นระยะยาวต่อหน่วยงานรัฐ สายการบิน คู่ค้า และผู้โดยสาร

    ก้าวสู่ระดับ Global Service Benchmark คว้า ISO 23592 พร้อม BSI Kitemark™ มาตรฐานสูงสุดด้าน Service Excellenceการได้รับการรับรอง ISO 23592:2021 – Service Excellence Guidelines พร้อมตรา BSI Kitemark™ จาก British Standards Institution (BSI) เป็นหนึ่งในตรารับรองที่องค์กรชั้นนำระดับโลกใช้เพื่อยืนยันคุณภาพการบริการและความพึงพอใจของลูกค้า มาตรฐานนี้ครอบคลุมถึง: การออกแบบประสบการณ์บริการ (Service Experience Design) การบริหารจัดการข้อร้องเรียนและความพึงพอใจลูกค้า (ISO 10002) มาตรฐานการให้บริการลูกค้าตามแนวทางปฏิบัติสากล (BS 8477) การดูแลลูกค้าแบบ End-to-End ด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ การประเมินผลโดยผู้เชี่ยวชาญภายนอกตามหลักเกณฑ์ระดับสากล ตรา BSI Kitemark™ คือหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ทรงคุณค่าที่สุดด้านการบริการ เพราะเป็นการยืนยันโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกว่าองค์กรของเราสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับ SKY ICT มาตรฐานนี้ไม่เพียงสะท้อนคุณภาพของบริการ Airport Premium Service ที่ดูแลในสนามบิน แต่ยังยืนยันว่าทุกกระบวนการบริการถูกออกแบบบนพื้นฐานของความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความพึงพอใจสูงสุดของผู้โดยสาร

    ยกระดับความมั่นคงของข้อมูลและการบริหารบริการไอที  ด้วย ISO/IEC 27001 และ ISO/IEC 20000-1

    นายสิทธิเดช กล่าวอีกว่า SKY ICT ให้ความสำคัญกับการปกป้องข้อมูลของผู้โดยสาร หน่วยงานรัฐ และสายการบินมาโดยตลอด การได้รับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022 และ ISO/IEC 20000-1:2018 ถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและระบบสารสนเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการบินที่ต้องการความแม่นยำ ความปลอดภัย และความต่อเนื่องในการให้บริการอย่างสูงสุด การรับรองนี้สะท้อนว่าระบบของ SKY ICT มีความโดดเด่นในด้าน

    •             ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับสากล (Information Security)

    •             ระบบบริหารจัดการบริการไอทีที่เป็นระบบและตรวจสอบได้ (Service Management Excellence)

    •             กระบวนการทำงานที่โปร่งใส มีการตรวจสอบความเสี่ยง และรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน

    •             ความสามารถในการให้บริการแก่ลูกค้า-พันธมิตรอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

    สำหรับ SKY ICT การได้รับ ISO ทั้ง 3 มาตรฐาน เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายระยะยาว 3 ด้าน คือ 1. เสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนในฐานะบริษัทเทคโนโลยีระดับภูมิภาค มาตรฐานสากลช่วยเพิ่มความโปร่งใส ความปลอดภัย และประสิทธิภาพซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสนใจในการประเมินคุณภาพของบริษัทเทคโนโลยีสาธารณะ (Public Listed Tech Company) 2. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด Aviation Technology โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและบริการที่ผ่านมาตรฐานระดับโลกทำให้ SKY ICT พร้อมขยายธุรกิจไปยังสนามบินและสายการบินในภูมิภาคเอเชีย–ตะวันออกกลาง 3. ยกระดับการให้บริการแก่ผู้โดยสารและลูกค้าองค์กรสู่ระดับ World-Class มาตรฐาน Service Excellence จะช่วยพัฒนาคุณภาพการบริการทั้งด้านเทคโนโลยี ประสบการณ์ผู้โดยสาร และบริการเชิงพาณิชย์ภายในสนามบิน

    “ในยุคที่เทคโนโลยีและข้อมูลกลายเป็นหัวใจของระบบขนส่งทางอากาศทั่วโลก การยกระดับมาตรฐานขององค์กรให้ทัดเทียมระดับโลกคือเรื่องจำเป็น มาตรฐานทั้ง 3 ฉบับนี้จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ SKY ICT เดินหน้าเป็นผู้นำด้าน Aviation Technology & Smart Airport Solutions ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด ทั้งในประเทศไทยและเวทีภูมิภาค เราเชื่อว่านี่คือการเติบโตอย่างยั่งยืนของ SKY ICT และจะเป็นหลักฐานชัดเจนถึงความพร้อมในการร่วมพัฒนาอนาคตของเทคโนโลยีการบินร่วมกับทุกภาคส่วน”

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/933907&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29NqfnEsgqlL6ZOZVKwnwY

  • ส่อง นโยบายอุตสาหกรรมใหม่ ความหวังของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    บทความเรื่อง “นโยบายอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อสร้างการเติบโต” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ TDRI ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการวาง นโยบายอุตสาหกรรม ที่เป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐใช้แทรกแซงกลไกตลาด โดยการเลือกสนับสนุน “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” เพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่กิจกรรมมูลค่าสูง สร้าง Good Jobs และกระจายรายได้ เป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทั้งประเทศ


    ความจริงที่ต้องรับรู้ เพื่อต่อยอดสู่การวาง นโยบายอุตสาหกรรมใหม่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้จริง

    อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา แม้ประเทศไทยจะใช้นโยบายอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง แต่นโยบายในปัจจุบันยังขับเคลื่อนไปไม่ถึงเป้าหมาย ทั้งในแง่การยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการยกระดับชีวิตคนส่วนใหญ่ให้ดีขึ้นได้จริง

    อุตสาหกรรม PCB ไทย

    โดยจุดอ่อนสำคัญของนโยบายอุตสาหกรรมไทย คือ การติดอยู่ในบทบาท “ผู้รับจ้างผลิต” มากกว่าการก้าวขึ้นเป็น “เจ้าของเทคโนโลยีและแบรนด์” ทำให้ไม่สามารถขยับไปสู่กิจกรรมมูลค่าสูงได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน แม้การลงทุนจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง มูลค่าการส่งเสริมการลงทุนของ BOI แตะระดับ 1 ล้านล้านบาทต่อเนื่อง 3 ปี แต่ตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตกลับส่งสัญญาณถดถอย เช่น
    • หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงถึง 86.3% ของ GDP
    • อัตราการว่างงานของเด็กจบใหม่ (อายุ 20–24 ปี) สูงที่สุดในตลาดแรงงาน1
    • ธุรกิจ SMEs มีโอกาสอยู่รอดเกิน 3 ปีน้อยลง
    เพราะเป็นเรื่องจริงอยู่ว่านโยบายอุตสาหกรรมไทย ประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการส่งออกที่สำคัญในภูมิภาค แต่ยังล้มเหลวในสามเรื่องสำคัญซึ่งล้วนแต่เป็นปัญหาจากภายในที่เกี่ยวข้องกับศักยภาพคนไทย
    • ขาดการเชื่อมโยง: ไม่สามารถเชื่อมบริษัทข้ามชาติกับ SMEs ไทยได้อย่างมีประสิทธิผล
    • ขาดทักษะ: ไม่ได้พัฒนาแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการตลาดโลก เพื่อรองรับงานมูลค่าสูง
    • ขาดนวัตกรรม: ไม่มีการสร้างและประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นระบบ
    สัญญาณเตือนที่ชัดเจน คือ แม้แต่บริษัทไฮเทคระดับโลกอย่าง Qualcomm (ผู้ผลิตชิปมือถือและคอมพิวเตอร์รายใหญ่ของโลก) จะเข้ามาลงทุนแต่ก็จำกัดอยู่เพียงการตลาด ไม่ใช่การวิจัยและพัฒนาชิปซึ่งเป็นกิจกรรมมูลค่าสูง เช่นเดียวกันข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ยังพบว่า ดัชนีการส่งออก-นำเข้าเติบโตสวนทางกับดัชนีการผลิตในประเทศที่ทรุดตัวลง ช่องว่างนี้บ่งชี้ว่าไทยกำลังกลายเป็นเพียง “ทางผ่านสินค้า” มากกว่าแหล่งผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างแท้จริง

    พลิกชะตาประเทศ ด้วยการสร้างโมเดลพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่

    เมื่อทราบถึงสถานการณ์อันท้าทายและความจริงที่เกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมไทยแล้ว บทความเดียวกันนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงความชะงักงันของนโยบายอุตสาหกรรมไทย ที่เป็นผลสะสมจาก 3 ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ได้แก่ โมเดลการเติบโตที่ล้าสมัย มาตรการสนับสนุนที่ไม่พัฒนาคน และกระบวนการเลือกอุตสาหกรรมที่ขาดความรอบคอบ
    ในอดีต โมเดลการเติบโตของไทยมีสูตรสำเร็จที่เน้นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ให้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย ใช้แรงงานจำนวนมากด้วยอัตราค่าจ้างต่ำ และวัดความสำเร็จของประเทศจากตัวเลข GDP รวมถึงปริมาณการส่งออก ทั้งนี้ยังมีความเชื่อว่าเมื่อเศรษฐกิจเติบโต ความมั่งคั่งจะค่อยๆ ไหลลงสู่ประชาชนโดยอัตโนมัติ

    แต่กระนั้น ในความเป็นจริงแนวทางดังกล่าวไม่สามารถสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนได้อีกต่อไป เนื่องจากปัจจุบันแรงงานไทยไม่ได้มีจุดแข็งเรื่อง “ค่าแรงถูก” เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งใหม่ในภูมิภาค ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมเองก็มีความต้องการเทคโนโลยีที่สูงขึ้น ซึ่งต้องอาศัยทักษะขั้นสูง นวัตกรรม รวมถึงการวิจัยและพัฒนา ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนแรงงานเพียงอย่างเดียว หากไทยไม่สามารถยกระดับทักษะคนไทยได้ เศรษฐกิจไทยก็จะติดอยู่กับกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ แม้จะมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามามากเพียงใดก็ตาม
    อีกหนึ่งปัญหาคือ ความเชื่อมโยงระหว่างมาตรการสนับสนุนกับการพัฒนาศักยภาพคนไทยที่ยังอ่อนแอ เช่น
    • ในอุตสาหกรรมไฮเทค มาตรการหลักยังยึดติดอยู่กับ “สิทธิประโยชน์ทางภาษี” แม้บริษัทต่างชาติบางแห่งจะลงทุนพัฒนาทักษะแรงงานเอง แต่ประเทศไทยยังขาดกลไกที่เชื่อมโยงการพัฒนาทักษะ แรงงานไทย และการดึง SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่อย่างจริงจัง
    • ในอุตสาหกรรมเกษตร งบประมาณจำนวนมากทุ่มไปกับการประกันรายได้และการเยียวยา ที่แม้จะมีความจำเป็นในระยะสั้น แต่หากใช้ต่อเนื่องโดยไม่ควบคู่กับมาตรการเพิ่มผลิตภาพ ก็อาจลดแรงจูงใจในการปรับตัวด้วยนวัตกรรม
    • ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มาตรการส่วนใหญ่เน้นทำการตลาดและสร้างภาพลักษณ์ มากกว่าการยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการรายย่อยให้มีคุณภาพบริการให้สมกับภาพลักษณ์ที่สื่อออกไป
    ยิ่งไปกว่านั้น อาวุธดั้งเดิมอย่างสิทธิประโยชน์ทางภาษีก็กำลังเสื่อมประสิทธิภาพลงในเวทีโลกใหม่ โดยมีสาเหตุมาจากนักลงทุนในธุรกิจไฮเทคที่ไม่ให้ความสำคัญกับ “ยกเว้นภาษี” เท่าเดิม แต่น้ำหนักไปอยู่ที่ความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ความต่อเนื่องของนโยบาย และคุณภาพของกฎเกณฑ์
    กติกาภาษีใหม่ภายใต้กรอบ BEPS 2.0 (กรอบความร่วมมือด้านภาษีระหว่างประเทศที่จัดทำโดย OECD/G20) บังคับให้บริษัทยักษ์ระดับโลกจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำ 15% ไม่ว่าลงทุนที่ประเทศใด ทำให้การยกเว้นภาษีของไทยยิ่งไม่จูงใจ และเท่ากับเสียรายได้ภาษีโดยไม่จำเป็น
    เท่ากับว่า…เรายังใช้มาตรการแบบเดิมในโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว
    การเติบโตที่ชะลอตัวนี่เองที่ทำให้รัฐเร่งหา “เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่” แต่หลายครั้งการเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายกลับเกิดขึ้นเร็วกว่าการทำการศึกษาความเป็นได้ และความคุ้มค่า (Feasibility Study) ที่รอบคอบ เช่น ไทยประกาศเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า แต่ไม่ได้เตรียมระบบนิเวศของผู้ผลิตชิ้นส่วนให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่าน ทำให้แม้ยอดใช้ EV ในประเทศเพิ่มขึ้น แต่ชิ้นส่วนสำคัญมูลค่าสูงยังต้องนำเข้า โดยเฉพาะจากจีน

    บทเรียนจากความล้มเหลวและข้อจำกัดที่ผ่านมา ทำให้เห็นชัดว่าการมองความสำเร็จของนโยบายอุตสาหกรรมจาก “ตัวเลขเม็ดเงินลงทุน” เพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพออีกต่อไป โจทย์ใหม่ของนโยบายอุตสาหกรรมไทย จึงไม่ใช่แค่การถามว่า
    “อุตสาหกรรมไหนทันสมัย ใช้ทุนเยอะ และน่าดึงเข้ามา?”
    แต่ต้องเปลี่ยนคำถามเป็นว่า…
    “เราจะออกแบบการสนับสนุนอย่างไร ให้ผลประโยชน์จากการลงทุนกระจายสู่คนไทย ช่วยเพิ่มทักษะ เพิ่มผลิตภาพ และสร้างอุตสาหกรรมที่แข็งแรงจากข้างในได้จริง?”
    เช่นเดียวกับกรณีที่รัฐบาลชุดก่อนมีแนวคิดผลักดันการเปิดกาสิโนถูกกฎหมาย แต่ไม่มีการประเมินทั้งความคุ้มค่าและผลกระทบด้านลบอย่างจริงจัง6 หากเดินหน้าโดยปราศจากกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน ก็มีความเสี่ยงที่ปัญหาใหญ่ เช่น การฟอกเงิน หรือการเสพติดการพนัน ซึ่งจะขาดมาตรการรับมือที่เป็นรูปธรรม

    กางโจทย์เดินเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ เปลี่ยนเป้าจากปริมาณ สู่การสร้าง Good Jobs และมูลค่าเพิ่มแก่คนไทย

    จากโจทย์ข้างต้น สะท้อนว่าภายใต้โมเดลการพัฒนาประเทศในยุคใหม่ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเพื่อแก้ไขข้อจำกัดเดิมของนโยบายอุตสาหกรรมแม้ที่ผ่านมา นโยบายอุตสาหกรรมจะช่วยส่งเสริมการลงทุนและขยายการส่งออก แต่ยังขาดประสิทธิภาพในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างงานคุณภาพ และกระจายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึง ภายใต้แนวทางใหม่นี้ นโยบายอุตสาหกรรมใหม่ จึงประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ เป้าหมาย เครื่องมือ และกระบวนการดำเนินงาน
    โดยในกรอบนโยบายดั้งเดิมที่ผ่านมา ตัวชี้วัดความสำเร็จของนโยบายอุตสาหกรรมมักถูกยึดโยงกับตัวชี้วัดเชิงปริมาณเป็นหลัก อาทิ มูลค่าการส่งออก การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) หรือปริมาณนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวมิได้นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรส่วนใหญ่อย่างทั่วถึง เนื่องจากเสาหลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืนอยู่ที่การเสริมสร้างศักยภาพทุนมนุษย์ และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประชากรเหล่านั้น
    นโยบายอุตสาหกรรมใหม่ จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนิยามความสำเร็จ โดยมิได้มุ่งเน้นเพียงการขยายตัวทางของตัวชี้วัดเชิงปริมาณเท่านั้น แต่ต้องผนวกเป้าหมายการสร้าง “งานที่ดี” (Good Jobs) เข้าเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งหมายถึงงานที่มั่นคงสำหรับคนจำนวนมากของประเทศ ที่ให้ผลตอบแทนเพียงพอ เป็นกลไกในการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อการเลื่อนชั้นทางสังคม และเป็นรากฐานสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพ เพื่อขับเคลื่อนการยกระดับมูลค่าเพิ่มและรายได้ของคนไทยอย่างยั่งยืน

    อุตสาหกรรมแห่งอนาคต


    3 รูปแบบการลงทุนในภาคเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่ได้จริง

    และเพื่อแสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้แนวคิดนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ที่ได้กล่าวถึงอย่างเป็นรูปธรรม บทความนี้จะนำเสนอ 3 กรณีศึกษาที่มาจากภาคการผลิตจริง (Real Sector) ซึ่งมีความแตกต่างกันในลักษณะของอุตสาหกรรม ดังนี้
    1. การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI): กลุ่มนี้ประกอบด้วยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย โดยมากมักเป็นอุตสาหกรรมไฮเทค เช่น ยานยนต์สมัยใหม่และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
    2. การลงทุนโดยตรงภายในประเทศ (Domestic Direct Investment: DDI): หมายถึงอุตสาหกรรมการผลิตที่ไทยเป็นผู้นำและมีบทบาทหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งได้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความแข็งแกร่งของไทย เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
    3. อุตสาหกรรมภาคบริการ: กลุ่มที่สามนี้มุ่งเน้นไปที่ภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ
    โดยบทความนี้ ได้หยิบเอากรณีศึกษาของการพัฒนา อุตสาหกรรมใหม่ มาแชร์ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้เห็นมุมมองในการวางนโยบายขับเคลื่อนที่ควรจะเป็นไปด้วย โดยจะขอยกตัวอย่างในกรณีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์ (PCB)
    เนื่องจากประเทศไทยกำลังได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ของนักลงทุนต่างชาติ ประกอบกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของความต้องการ PCB จากภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความน่าดึงดูดนี้เห็นได้ชัดจากตัวเลขการลงทุน โดยมียอดรวมการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 200,000 ล้านบาท ในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา
    ที่ผ่านมา นโยบายในอุตสาหกรรม FDI เน้นเป้าหมายด้านปริมาณเม็ดเงินลงทุน โดยการพึ่งพามาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุน ผ่านการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นหลัก แม้ว่านโยบายดังกล่าว จะประสบผลสำเร็จในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอดีต แต่ภายใต้เป้าหมายการพัฒนาสู่ประเทศรายได้สูง ที่ต้องมุ่งเน้นในเรื่องของการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงนั้น เป้าหมายและนโยบายการดึงดูดการลงทุนแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
    เนื่องจากนโยบายเหล่านี้มีต้นทุนภาษีที่สูงแต่กลับไม่สามารถจูงใจให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและมีมูลค่าสูงได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการเร่งด่วนของภาคเอกชนได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง ซึ่งส่งผลให้เกิดการแย่งชิงแรงงานอย่างรุนแรง

    ดังนั้นโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ของภาครัฐจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นเพียงการดึงดูดเงินทุน ไปสู่การให้ความสำคัญกับการสร้างขีดความสามารถในการรองรับของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการเร่งรัดการพัฒนากำลังคนระดับสูง นอกจากนี้ การออกแบบมาตรการส่งเสริมการลงทุนจะต้องมุ่งเป้าไปยังการดึงดูดการลงทุนเชิงเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนแนวคิดและมาตรการหลักสำหรับอุตสาหกรรม FDI ควรมีการดำเนินการดังต่อไปนี้
    1. การจัดตั้งกลไกการปรึกษาหารือเชิงยุทธศาสตร์กับนักลงทุน: ภาครัฐควรดำเนินการปรึกษาหารือเชิงลึกกับภาคเอกชน เพื่อทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความต้องการและอุปสรรคเชิงปฏิบัติในการยกระดับสู่การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะช่วยให้รัฐสามารถออกแบบบริการภาครัฐที่ตอบสนองความต้องการได้อย่างแม่นยำและตรงจุด
    2. การลงทุนในทุนมนุษย์ระดับสูง: มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแรงงานขั้นสูง โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการวางแผนเชิงกลยุทธ์และการดำเนินการพัฒนาแรงงาน
    3. การจำกัดการใช้มาตรการทางภาษีในระดับที่จำเป็น และเสริมสร้างกลไกการเจรจาต่อรอง: ใช้กลไกการเจรจาต่อรองสิทธิประโยชน์เป็นรายโครงการ ควบคู่กับการให้มาตรการภาษีแบบเดิมที่มีกรอบการส่งเสริมตามกิจกรรมที่กำหนดไว้ เพื่อเป็นการต่อรองให้นักลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่คนไทยในระดับที่สูงขึ้น
    4. การบูรณาการมาตรการและหน่วยงาน: สร้างการประสานงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐ (อาทิ BOI กับ สกสว.) เพื่อให้มั่นใจว่าการดึงดูดการลงทุนและการพัฒนาแรงงานเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างสอดคล้อง และสามารถอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    ในบทสรุปของบทความนี้ ดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ และ ดร.พุทธิพันธุ์ หิรัณยตระกูล นักวิจัย TDRI และผู้เขียนบทความชิ้นนี้ได้เสนอแนะว่า
    “ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เรามักตั้งโจทย์ด้วยการมองหาว่า ‘อะไร’ (What) คือเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรม S-Curve หรือ BCG แต่หัวใจสำคัญของนโยบายอุตสาหกรรมยุคใหม่ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การระบุชื่ออุตสาหกรรม หากแต่เป็นการให้ความสำคัญกับกระบวนการว่าเราจะขับเคลื่อนมัน ‘อย่างไร’ (How) นโยบายอุตสาหกรรมจึงเปรียบเสมือนแผนที่นำทาง ที่จะเปลี่ยนศักยภาพเหล่านั้นให้กลายเป็นรูปธรรม นำไปสู่การสร้างงานที่ดี (Good Jobs) และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคนอย่างทั่วถึง”

    มุมมองที่นำไปปรับใช้ได้จริงในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย

    รวมพลัง 100 นักวิจัยด้านอาหาร ‘RUN TOP100’ นำเสนอโซลูชันขับเคลื่อน อุตสาหกรรมอาหารของไทย ให้ไปได้ไกลกว่าเดิม @ FoodX Premiumization Day 2025

    พิมพ์เขียว 10 เทคโนโลยีลดโลกเดือด อุตสาหกรรมพลังงานใหม่แห่งอนาคต

    อัปเดตแนวทางขับเคลื่อน อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ของไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

    Post Views: 147

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/12/11/new-industries-engine-policy-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09TKE-_iDqBp-ZUSfNx2rA

  • ต้องยกเครื่องประเทศไทย ‘เพื่อไทย’ จ่อเปิดตัว ‘แคนดิเดตนายกฯ’ 16 ธ.ค.นี้

    ‘พรรคเพื่อไทย’ ประกาศกำหนดการ เปิดตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 โดยงานจะนำเสนอกรอบวิสัยทัศน์ ‘ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้!’ ซึ่งจะเป็นทิศทางหลักในการตอบโจทย์วิกฤตประเทศทั้งในปัจจุบันและระยะยาว ผ่านกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ บนข้อมูลที่ตรวจสอบได้และตั้งอยู่บนความเป็นไปได้จริง โดยกรอบวิสัยทัศน์ดังกล่าวแบ่งเป็นสามด้านสำคัญ ได้แก่ 

    เศรษฐกิจ – เน้นการสร้างการเติบโตที่เพียงพอ ลดความเปราะบางของครัวเรือน และลดภาระรายจ่ายของประชาชน เพื่อให้สามารถยืนได้ด้วยตนเองในระบบเศรษฐกิจที่แข่งขันสูง 

    โครงสร้างพื้นฐาน – ยกระดับระบบพื้นฐานของประเทศให้รองรับการพัฒนาในทศวรรษหน้า ทั้งด้านดิจิทัล คมนาคม การจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจใหม่ 

    คุณภาพชีวิต – ผลักดันนโยบายที่ทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกกลุ่ม มุ่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในระบบ 

    ทั้งสามประเด็นเป็น ‘เงื่อนไขขั้นต่ำ’ ที่ประเทศต้องมี หากต้องการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว โดยวิสัยทัศน์นี้จะเป็นกรอบสำคัญสำหรับการเตรียมการเลือกตั้งและกำหนดทิศทางนโยบายของพรรคในระยะต่อไป 

    งานเปิดตัวจะจัดขึ้นในเวลา 10.00 น. วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ณ สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย (Ambience Space) พร้อมถ่ายทอดสดผ่านทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของพรรคในวันและเวลาเดียวกัน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/the-pheu-thai-party-is-poised-to-unveil-its-prime-minister-candidate&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k1L3k9bMsA14T6I0wE0nU

  • MOU ขับเคลื่อนเมืองท่องเที่ยวปลอดภัย | TOPNEWS

    วันที่ 11 ธ.ค. 2568 ณ โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต สภ.ฉลอง จว.ภูเก็ต ให้การต้อนรับ พ.ต.อ.สุระศักดิ์ ใจดี เนื่องในโอกาสเดินทางมารับตำแหน่ง ผกก.สภ.ฉลอง คนใหม่ พร้อมประชุมรับมอบนโยบายตามแนวทางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการรักษาความปลอดภัย กับ 4 หน่วยงาน ระหว่างสถานีตำรวจภูธรฉลอง กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และฝ่ายปกครอง โดยมี สำนักงานเทศบาลตำบลฉลอง, สำนักงานเทศบาลตำบลราไวย์ กำนันตำบลฉลอง กำนันตำบลราไวย์ ผู้แทนส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ข้าราชการตำรวจสถานีตำรวจภูธรฉลอง แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนเข้าร่วม

     พ.ต.อ.สุระศักดิ์ ใจดี กล่าวว่า ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรฉลอง พร้อมแถลงนโยบายในครั้งนี้ เป็นการร่วมมือร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งด้านการบริหารจัดการ ด้านเทคโนโลยี ด้านความมั่นคง ด้านอาชญากรรม รวมถึงการทำงานร่วมกับชุมชน และดำเนินการเชิงรุกมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งกล้องวงจรปิดนั้นสำคัญในทุกจุด นักท่องเที่ยวและประชาชนจะรู้สึกปลอดภัยและได้รับการปกป้อง ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่นี้ยังคงเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ปลอดภัย

     การลงนาม MOU ครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการผนึกพลังของภาครัฐและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้สอดคล้องกับ “ภูเก็ตเมืองท่องเที่ยวระดับโลก” มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดูแลความสงบเรียบร้อย และเสริมสร้างความปลอดภัยในพื้นที่

    จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1420832&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FwMsuRzEDjEpP44NbUUP9

  • ทรูออนไลน์เร่งฟื้นฟูโครงข่ายหาดใหญ่ต่อเนื่อง

    ทรูออนไลน์เร่งฟื้นฟูโครงข่ายหาดใหญ่ต่อเนื่อง

    ไอที

    ทรูออนไลน์เร่งฟื้นฟูโครงข่ายหาดใหญ่ต่อเนื่อง

    วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.33 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ทรูออนไลน์เร่งฟื้นฟูโครงข่ายหาดใหญ่ต่อเนื่อง
    หลังน้ำลดสัปดาห์แรก ดูแลลูกค้าเปลี่ยนโมเด็มใหม่ไปกว่า 15,000 หลัง
    รายแรกที่ลงพื้นที่รุกภารกิจ “ปิดซอยซ่อม” ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ลูกค้าแจ้ง

    ทรูออนไลน์เดินหน้าภารกิจ “ปิดซอยซ่อม” อย่างต่อเนื่องทันทีตั้งแต่วันแรกที่ระดับน้ำเริ่มลด เพื่อเร่งฟื้นฟูโครงข่ายอินเทอร์เน็ตบ้านของลูกค้าในพื้นที่หาดใหญ่ให้กลับมาใช้งานได้เร็วที่สุด ทีมช่างระดมกำลังจากหลายจังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่เชิงรุก เปลี่ยนโมเด็มใหม่ให้ลูกค้าโดยไม่ต้องรอการแจ้งซ่อม พร้อมตรวจสอบจุดเสียหายทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้ โดยใช้เวลาสัปดาห์แรก หลังน้ำลดเปลี่ยนโมเด็มไปแล้วกว่า 15,000 หลัง เพื่อให้ลูกค้าในพื้นที่ประสบภัยกลับมาดำเนินชีวิตสามารถออนไลน์ได้ตามปกติโดยเร็ว และขอแจ้งลูกค้าที่สมัครบริการทรูออนไลน์พร้อมแพ็กเกจประกันภัยบ้านว่า สามารถยื่นเคลมความคุ้มครองสูงสุด 450,000 บาท (คุ้มครองภัยจากน้ำท่วมสูงสุด 100,000 บาท)* ได้ที่ทิพยประกันภัย โทร. 1736 กด 0 ตลอด 24 ชั่วโมง

    คุณพรรคพงษ์ อัคนิวรรณ รองหัวหน้าคณะผู้บริหารและหัวหน้าสายงานออนไลน์คอนเวอร์เจนซ์ กล่าวว่า “ตั้งแต่น้ำเริ่มลด เราเร่งปฏิบัติงานทันทีโดยไม่รอให้ลูกค้าแจ้งเข้ามา เพราะเราเข้าใจดีว่า ‘การสื่อสารคือสิ่งแรกที่ต้องกลับมา’ ทีมช่างของทรูออนไลน์ระดมมาจากทั่วประเทศเร่งทำงานเชิงรุกทุกวัน ทั้งเปลี่ยนโมเด็ม ซ่อมแซมโครงข่าย และตรวจสอบทุกจุดที่ได้รับผลกระทบ แม้จะเผชิญอุปสรรค เช่น ไฟฟ้ายังไม่กลับมา หรือบางบ้านยังไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่เรายังคงพยายามเข้าบริการทันทีเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย ทรูออนไลน์จะเดินหน้าฟื้นฟูจนกว่าลูกค้าทุกบ้านจะกลับมาออนไลน์ครบถ้วน เพราะในช่วงเวลาวิกฤต ‘การสื่อสาร’ คือสิ่งสำคัญที่สุด และทรู–ดีแทคจะยังคงอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกพื้นที่ เพื่อก้าวผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน”

    ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่สมัครบริการเน็ตบ้านทรูพร้อมแพ็กเกจประกันภัยบ้าน สามารถขอรับความคุ้มครองวงเงินสูงสุด 450,000 บาท (คุ้มครองภัยจากน้ำท่วมสูงสุด 100,000 บาท)* ได้ที่ทิพยประกันภัย โทร. 1736 กด 0 ตลอด 24 ชั่วโมง

    * เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
    * สงวนสิทธิ์สำหรับลูกค้าแพ็กเกจเน็ตบ้านทรูพร้อมประกันภัยบ้านที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์สำเร็จเท่านั้น
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/458146&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19LylazzOWe9jUnrYJcz0r

  • ต้องยกเครื่องประเทศไทย ‘เพื่อไทย’ จ่อเปิดตัว ‘แคนดิเดตนายกฯ’ 16 ธ.ค.นี้

    ‘พรรคเพื่อไทย’ ประกาศกำหนดการ เปิดตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 โดยงานจะนำเสนอกรอบวิสัยทัศน์ ‘ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้!’ ซึ่งจะเป็นทิศทางหลักในการตอบโจทย์วิกฤตประเทศทั้งในปัจจุบันและระยะยาว ผ่านกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ บนข้อมูลที่ตรวจสอบได้และตั้งอยู่บนความเป็นไปได้จริง โดยกรอบวิสัยทัศน์ดังกล่าวแบ่งเป็นสามด้านสำคัญ ได้แก่ 

    เศรษฐกิจ – เน้นการสร้างการเติบโตที่เพียงพอ ลดความเปราะบางของครัวเรือน และลดภาระรายจ่ายของประชาชน เพื่อให้สามารถยืนได้ด้วยตนเองในระบบเศรษฐกิจที่แข่งขันสูง 

    โครงสร้างพื้นฐาน – ยกระดับระบบพื้นฐานของประเทศให้รองรับการพัฒนาในทศวรรษหน้า ทั้งด้านดิจิทัล คมนาคม การจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจใหม่ 

    คุณภาพชีวิต – ผลักดันนโยบายที่ทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกกลุ่ม มุ่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในระบบ 

    ทั้งสามประเด็นเป็น ‘เงื่อนไขขั้นต่ำ’ ที่ประเทศต้องมี หากต้องการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว โดยวิสัยทัศน์นี้จะเป็นกรอบสำคัญสำหรับการเตรียมการเลือกตั้งและกำหนดทิศทางนโยบายของพรรคในระยะต่อไป 

    งานเปิดตัวจะจัดขึ้นในเวลา 10.00 น. วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ณ สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย (Ambience Space) พร้อมถ่ายทอดสดผ่านทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของพรรคในวันและเวลาเดียวกัน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/the-pheu-thai-party-is-poised-to-unveil-its-prime-minister-candidate&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k1L3k9bMsA14T6I0wE0nU

  • ต้องยกเครื่องประเทศไทย ‘เพื่อไทย’ จ่อเปิดตัว ‘แคนดิเดตนายกฯ’ 16 ธ.ค.นี้

    ‘พรรคเพื่อไทย’ ประกาศกำหนดการ เปิดตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 โดยงานจะนำเสนอกรอบวิสัยทัศน์ ‘ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้!’ ซึ่งจะเป็นทิศทางหลักในการตอบโจทย์วิกฤตประเทศทั้งในปัจจุบันและระยะยาว ผ่านกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ บนข้อมูลที่ตรวจสอบได้และตั้งอยู่บนความเป็นไปได้จริง โดยกรอบวิสัยทัศน์ดังกล่าวแบ่งเป็นสามด้านสำคัญ ได้แก่ 

    เศรษฐกิจ – เน้นการสร้างการเติบโตที่เพียงพอ ลดความเปราะบางของครัวเรือน และลดภาระรายจ่ายของประชาชน เพื่อให้สามารถยืนได้ด้วยตนเองในระบบเศรษฐกิจที่แข่งขันสูง 

    โครงสร้างพื้นฐาน – ยกระดับระบบพื้นฐานของประเทศให้รองรับการพัฒนาในทศวรรษหน้า ทั้งด้านดิจิทัล คมนาคม การจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจใหม่ 

    คุณภาพชีวิต – ผลักดันนโยบายที่ทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกกลุ่ม มุ่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในระบบ 

    ทั้งสามประเด็นเป็น ‘เงื่อนไขขั้นต่ำ’ ที่ประเทศต้องมี หากต้องการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว โดยวิสัยทัศน์นี้จะเป็นกรอบสำคัญสำหรับการเตรียมการเลือกตั้งและกำหนดทิศทางนโยบายของพรรคในระยะต่อไป 

    งานเปิดตัวจะจัดขึ้นในเวลา 10.00 น. วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ณ สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย (Ambience Space) พร้อมถ่ายทอดสดผ่านทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของพรรคในวันและเวลาเดียวกัน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/the-pheu-thai-party-is-poised-to-unveil-its-prime-minister-candidate&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k1L3k9bMsA14T6I0wE0nU

  • ต้องยกเครื่องประเทศไทย ‘เพื่อไทย’ จ่อเปิดตัว ‘แคนดิเดตนายกฯ’ 16 ธ.ค.นี้

    ‘พรรคเพื่อไทย’ ประกาศกำหนดการ เปิดตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 โดยงานจะนำเสนอกรอบวิสัยทัศน์ ‘ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้!’ ซึ่งจะเป็นทิศทางหลักในการตอบโจทย์วิกฤตประเทศทั้งในปัจจุบันและระยะยาว ผ่านกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ บนข้อมูลที่ตรวจสอบได้และตั้งอยู่บนความเป็นไปได้จริง โดยกรอบวิสัยทัศน์ดังกล่าวแบ่งเป็นสามด้านสำคัญ ได้แก่ 

    เศรษฐกิจ – เน้นการสร้างการเติบโตที่เพียงพอ ลดความเปราะบางของครัวเรือน และลดภาระรายจ่ายของประชาชน เพื่อให้สามารถยืนได้ด้วยตนเองในระบบเศรษฐกิจที่แข่งขันสูง 

    โครงสร้างพื้นฐาน – ยกระดับระบบพื้นฐานของประเทศให้รองรับการพัฒนาในทศวรรษหน้า ทั้งด้านดิจิทัล คมนาคม การจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจใหม่ 

    คุณภาพชีวิต – ผลักดันนโยบายที่ทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกกลุ่ม มุ่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในระบบ 

    ทั้งสามประเด็นเป็น ‘เงื่อนไขขั้นต่ำ’ ที่ประเทศต้องมี หากต้องการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว โดยวิสัยทัศน์นี้จะเป็นกรอบสำคัญสำหรับการเตรียมการเลือกตั้งและกำหนดทิศทางนโยบายของพรรคในระยะต่อไป 

    งานเปิดตัวจะจัดขึ้นในเวลา 10.00 น. วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ณ สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย (Ambience Space) พร้อมถ่ายทอดสดผ่านทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของพรรคในวันและเวลาเดียวกัน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/the-pheu-thai-party-is-poised-to-unveil-its-prime-minister-candidate&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k1L3k9bMsA14T6I0wE0nU