Category: เศรษฐกิจ

  • 3 ช่องทาง ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส 20-26 ต.ค.นี้ เริ่มใช้พร้อมกัน 29 ต.ค.68

    3 ช่องทาง ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส 20-26 ต.ค.นี้ เริ่มใช้พร้อมกัน 29 ต.ค.68

    คนละครึ่งพลัส ลงทะเบียน 20-26 ต.ค. นี้ ผู้ยื่นภาษี เฮ! รัฐช่วยจ่าย 60%

    เปิด 3 ช่องทาง ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส 20-26 ต.ค.นี้ เคาะไทม์ไลน์เริ่มใช้สิทธิ์ 29 ต.ค.68 คนเก่าเฟส 5 แค่กดยืนยันสิทธิ์ ส่วนผู้ยื่นภาษีได้สิทธิ์ดีสุด รัฐช่วยจ่าย 60%

    กระทรวงการคลังเตรียมเสนอรายละเอียดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่อย่าง ‘คนละครึ่งพลัส’ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ ถือเป็นมาตรการชุดแรกภายใต้แนวคิด Quick Big Win ของรัฐบาลอนุทิน คาดการณ์ว่าจะใช้เม็ดเงินรวมกว่า 44,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปี

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการนี้จะช่วยกระตุ้น GDP ได้ราว 0.2-0.4%

    คนละครึ่งพลัส อัปเกรดใหม่อย่างไร?

    โครงการเวอร์ชันใหม่นี้มีการปรับปรุงเงื่อนไขที่สำคัญ 2 ส่วน หรือที่เรียกว่าพลัสเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    พลัสที่ 1 : แบ่งกลุ่มผู้รับสิทธิ์ ชัดเจนยิ่งขึ้น

      • กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (11 ล้านคน) ได้รับสิทธิ์พิเศษแบบ 60:40 (รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนออก 40%) โดยรัฐสมทบให้ 2,400 บาท
      • กลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี (9 ล้านคน) ได้รับสิทธิ์แบบมาตรฐาน 50:50 (รัฐช่วยจ่าย 50% ประชาชนออก 50%) โดยรัฐสมทบให้ 2,000 บาท

    นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขการลดอายุผู้มีสิทธิ์เหลือ 16 ปีขึ้นไป และเพิ่มวงเงินใช้จ่ายเป็น วันละ 200 บาท

    พลัสที่ 2 : กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว

    รัฐบาลจะเพิ่มทักษะการขายของออนไลน์ให้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมจัดทำระบบบัญชีอย่างง่าย เพื่อช่วยให้ร้านค้าสามารถเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารได้โดยตรงในอนาคต

    ใครต้องลงทะเบียนใหม่? เปิด 3 ช่องทางลงทะเบียน

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงเงื่อนไขการลงทะเบียนที่ชัดเจน

    • ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ : สำหรับผู้ที่ เคยได้รับสิทธิ์คนละครึ่งเฟส 5 มาก่อน สามารถเข้าไป “กดยืนยันตัวตน” ในแอปฯ เป๋าตังได้เลยในช่วงเวลาที่กำหนด
    • ต้องลงทะเบียนใหม่ : สำหรับผู้ที่ ไม่เคยได้รับสิทธิ์ หรือ ไม่ได้อยู่ในโครงการคนละครึ่งเฟส 5

    โดยมีช่องทางการลงทะเบียน 3 ช่องทางหลัก ดังนี้

    1. แอปพลิเคชันเป๋าตัง
    2. เว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com (รอเปิดใช้งาน)
    3. ธนาคารกรุงไทย

    อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ลงทะเบียนเสร็จสิ้นแล้ว ระบบจะแจ้งว่าปรระชาชนคนใดอยู่กลุ่มไหนและได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือเท่าไหร่ โดยกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ดำเนินการ เนื่องจากมีข้อมูลอยู่แล้ว

    ปักหมุด ไทม์ไลน์คนละครึ่งพลัส 2568

    สำหรับคนละครึ่งพลัสปีนี้ กระทรวงการคลังเผยกำหนดการลงทะเบียนของกลุ่มร้านค้าและประชาชนในโครงการ ดังนี้

    • 15 ตุลาคม 2568 : เปิดลงทะเบียนสำหรับ ร้านค้า
    • 20 – 26 ตุลาคม 2568: เปิดให้ ประชาชน ลงทะเบียนและยืนยันสิทธิ์
    • 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568: เริ่มใช้จ่ายเงิน ในโครงการ

    ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนเตรียมความพร้อมโดยตรวจสอบแอปพลิเคชันเป๋าตังของท่านให้อยู่ในสถานะพร้อมใช้งาน เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ์ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of sukanlaya s.

    sukanlaya s.

    นักเขียนบทความ SEO ประจำเว็บไซต์ The Thaiger จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชี่ยวชาญงานเขียนประเภท ข่าวกระแสสังคม และบทความไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น รีวิวที่เที่ยว เทรนด์แฟชั่นและความงาม พร้อมแนะนำกระแสมาแรง ทันเหตุการณ์ ช่องทางติดต่อ ying@thethaiger.com

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1467170/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SrDAH6__0Xww4r7jpjIMq

  • ว่าที่นายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่นสายอนุรักษนิยมผู้มี ‘มาร์กาเร็ต แทตเชอร์’ เป็นไอดอล

    ว่าที่นายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่นสายอนุรักษนิยมผู้มี ‘มาร์กาเร็ต แทตเชอร์’ เป็นไอดอล

    ซานาเอะ ทาคาอิจิ หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้งใหม่และมีแนวคิดอนุรักษนิยมอย่างเหนียวแน่น คาดว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นในเร็วๆ นี้ และจะเป็นนายกฯ ญี่ปุ่นคนที่ 5 ในรอบไม่กี่ปี

    ทาคาอิจิวัย 64 ปีซึ่งชนะการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเมื่อวันเสาร์ วางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้นำสายแข็งที่มุ่งเน้นการป้องกันประเทศและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงจุดยืนที่แข็งกร้าวต่อปัญหาผู้อพยพและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งทั้งสองประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญในการแข่งขันชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP

    ทาคาอิจิเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เธอเคยวิพากษ์วิจารณ์จีนและกำลังทหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างตรงไปตรงมา และยังเคยไปเยี่ยมศาลเจ้ายาสุกุนิ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิทหารในช่วงสงครามของญี่ปุ่น และอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ป่นกับเพื่อนบ้านในเอเชียซับซ้อนขึ้น

    – หญิงเหล็ก 2.0 –

    ทาคาอิจิเคยเป็นมือกลองในวงดนตรีเฮฟวีเมทัลของมหาวิทยาลัย เธอยกย่องอดีตนายกรัฐมนตรี มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ อังกฤษให้เป็นวีรบุรุษทางการเมืองของตัวเอง

    แต่ถึงแม้การเลือกตั้งของเธอ “จะเป็นก้าวสำคัญสำหรับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิง” ตามที่ ซาดาฟูมิ คาวาโตะ ศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวกล่าว แต่เธอก็ไม่ได้แสดงท่าทีต่อต้านบรรทัดฐานของระบบชายเป็นใหญ่แต่อย่างใด

    ทัศนคติของทาคาอิจิเกี่ยวกับเรื่องเพศทำให้เธออยู่ในฝ่ายขวาของพรรค LDP ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษนิยมอยู่แล้ว และเธอยังคัดค้านการแก้ไขกฎหมายในศตวรรษที่ 19 ที่กำหนดให้คู่สมรสต้องใช้นามสกุลเดียวกัน ซึ่งเป็นกฎที่ส่งผลให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องใช้นามสกุลเดียวกับสามี

    ทาคาอิจิสนับสนุนการผ่อนคลายการเงินเชิงรุกและการใช้จ่ายทางการคลังจำนวนมาก โดยสะท้อนนโยบาย “อาเบะโนมิกส์” ซึ่งหากนำมาใช้ซ้ำอีกครั้ง อาจส่งผลกระทบต่อตลาดได้

    เธอยังแสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับอาชญากรรมและอิทธิพลทางเศรษฐกิจของชาวต่างชาติในญี่ปุ่น และเรียกร้องให้มีกฎระเบียบที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นความพยายามที่จะดึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่หนีจากพรรค LDP กลับมาสู่พรรคชาตินิยมใหม่ที่มีข้อความต่อต้านผู้อพยพ

    จะสานสัมพันธ์ญี่ปุ่น-สหรัฐฯ ให้แน่นแฟ้น

    ทาคาอิจิกล่าวว่า การสร้างพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐฯ ถือเป็นภารกิจสำคัญที่สุดทางการทูตของเธอ

    “สิ่งสำคัญคือต้อง…ยืนยันการเสริมสร้างพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐฯ” เธอกล่าว ทาคาอิจิเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือผ่านกรอบความร่วมมือสามฝ่าย ซึ่งรวมถึงพันธมิตรระดับภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์ โดยให้คำมั่นว่าญี่ปุ่นจะมีบทบาทมากขึ้นในการสร้างอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง

    ในเรื่องภาษีศุลกากร เธอกล่าวในการอภิปรายกลุ่มก่อนหน้านี้ว่า เธอจะไม่ลังเลที่จะผลักดันให้มีการเจรจาใหม่กับสหรัฐฯ หากข้อตกลงดังกล่าวถูกนำไปปฏิบัติในลักษณะที่ถือว่าก่อให้เกิดอันตรายหรือไม่ยุติธรรมต่อญี่ปุ่น

    Photo by Yuichi YAMAZAKI / POOL / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/conservative-sanae-takaichi-japan-first-woman-pm-to-be&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nrbpA09mtL8LB1i0nEI_5

  • สวนดุสิตโพลชี้ ปชช. 59% หวังรัฐบาลอนุทินเร่งแก้เศรษฐกิจ ปากท้อง ค่าครองชีพ

    สวนดุสิตโพลชี้ ปชช. 59% หวังรัฐบาลอนุทินเร่งแก้เศรษฐกิจ ปากท้อง ค่าครองชีพ

    เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “นโยบายเร่งด่วนรัฐบาลอนุทิน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,149 คน ระหว่างวันที่ 1–3 ตุลาคม 2568 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 59.36 คาดหวังนโยบายด้านเศรษฐกิจ สร้างรายได้ ลดรายจ่าย เป็นลำดับแรก รองลงมาคือด้านความมั่นคง แก้ปัญหาไทย–กัมพูชา ยาเสพติด และภัยพิบัติร้อยละ 20.45 ขณะที่ด้านปฏิรูปกฎหมายและพัฒนาเทคโนโลยีได้รับความสนใจน้อยที่สุดเพียง 5.13%

    นอกจากนี้ ผลสำรวจระบุว่าร้อยละ 57.96 มองว่านโยบายของรัฐบาลอนุทินแตกต่างจากรัฐบาลชุดก่อน ขณะที่ 32.81% เห็นว่าไม่แตกต่างมากนัก โดยประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 43.78 ระบุว่า “ไม่ค่อยเชื่อมั่น” ต่อรัฐบาลชุดใหม่ ขณะที่ 42.12% “ค่อนข้างเชื่อมั่น” และมีเพียง 4.70% ที่ “เชื่อมั่นมาก”

    สำหรับสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นรัฐบาลอนุทินเร่งดำเนินการในช่วง 4 เดือนแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง ร้อยละ 31.33 ต้องการให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ค่าครองชีพ รองลงมาคือการบริหารความมั่นคงชายแดน และการปราบปรามทุจริตร้อยละ 23.11 ขณะที่อีก 15.56% อยากให้ดำเนินนโยบายที่เป็นรูปธรรมเห็นผลจริงในระยะสั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58524&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2i0SDjXJm68r_AlMDkl4iN

  • 4 บริบทโลกเปลี่ยน ‘เอกนิติ’ ขุนคลัง ชี้ไทยต้องเร่งปรับตัว

    4 บริบทโลกเปลี่ยน ‘เอกนิติ’ ขุนคลัง ชี้ไทยต้องเร่งปรับตัว

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน “Sustainability Expo 2025” (SX2025) บนเวที “TSCN Business Partner Conference 2025” ว่า บริบทของเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในหลายมิติ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างประชากร เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐบาลไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจตกขบวนโลก

    “วันนี้โลกไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจจึงต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน” นายเอกนิติกล่าว

    4 บริบทใหม่ที่ต้องตระหนักและปรับตัว

    นายเอกนิติ ระบุว่า มี 4 ประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้ทัน หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่

    1. จาก “โลกเสรี” สู่ “โลกเลือกข้าง”

    โลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยอยู่ภายใต้ยุค Globalization ที่ผลักดันการค้าเสรีผ่านองค์กรอย่าง WTO แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนทิศสู่ Localization หรือ “เศรษฐกิจแบบเลือกข้าง” ที่แต่ละประเทศใช้มาตรการทางการค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองมากขึ้น

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ส่งผลให้เกิดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ครั้งใหญ่ มีการใช้กำแพงภาษี (Trade Barriers) และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) เพิ่มขึ้น เช่น การตรวจสอบสินค้าหรือมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัวทัน ก็อาจถูกกันออกจากตลาดโลก

    2. ภาวะสังคมสูงวัยที่รุนแรงกว่าโลก

    ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยมีประชากรอายุเกิน 60 ปี มากถึง 20% ของประชากรทั้งหมด เทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่เพียง 15% เท่านั้น ปัญหานี้จะกระทบทั้งกำลังแรงงาน การบริโภคภายในประเทศ ระบบประกันสังคม และภาระงบประมาณด้านสาธารณสุข ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการคลังของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีคลังมองว่า หากสามารถนำศักยภาพของผู้สูงวัยที่ยังมีพลังมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น ธุรกิจอาหารสุขภาพ การแพทย์ และบริการสุขภาพเชิงคุณภาพ จะช่วยสร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ และเพิ่มความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    3. จากโลกดิจิทัลสู่ยุค “AI ขับเคลื่อน”

    นายเอกนิติชี้ว่า โลกได้ก้าวจากยุคแอนะล็อกสู่ดิจิทัล และกำลังเข้าสู่ยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มตัวภายในระยะเวลาเพียง 3 ปีหลังการเกิดขึ้นของ ChatGPT ซึ่งถือเป็น “จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์” ของเศรษฐกิจโลก

    เทคโนโลยี AI จะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อผู้ที่เข้าถึงและใช้เป็น แต่หากประชาชนจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ จะยิ่งทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลขยายกว้างขึ้น “รัฐจึงต้องมีนโยบายสร้างโอกาสให้คนไทยทุกกลุ่มเข้าถึงเทคโนโลยี ไม่ให้โลกใหม่กลายเป็นกับดักของคนกลุ่มเดิม” เขากล่าว

    4. จาก “โลกร้อน” สู่ “โลกสีเขียว” (Green World)

    กระแสสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก กำลังผลักดันให้เศรษฐกิจโลกเดินหน้าเข้าสู่ยุค Green Supply Chain ผู้ประกอบการที่ไม่ปรับตัวจะถูกจำกัดโอกาสในการค้าและลงทุน

    “วันนี้ธุรกิจที่ไม่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานสีเขียว จะยิ่งยากที่จะอยู่รอด รัฐบาลจึงต้องเร่งส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจไทยเข้าสู่เส้นทางสีเขียวโดยเร็ว” นายเอกนิติกล่าว

    เศรษฐกิจไทย “ชะลอแรง” เสี่ยงติดหล่มหากไม่เร่งกระตุ้น

    ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจน จากแรงส่งของการส่งออกที่เร่งขึ้นก่อนมาตรการภาษีของสหรัฐฯ (Trump Tariff) มีผล ทำให้ไตรมาส 4 อาจมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเหลือเพียง 0.3%

    “เศรษฐกิจไทยตอนนี้เหมือนรถยนต์ที่กำลังจะดิ่งเหว หากไม่เร่งเบรกและปรับทิศ ก็อาจเกิดผลกระทบรุนแรง” 

    รัฐบาลจึงใช้กรอบแนวคิดใหม่ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ โดยมีสองระยะหลักคือ

    • กระตุ้นระยะสั้น ป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจ “ติดหล่ม”
    • สร้างฐานระยะยาว ผ่านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติเน้นว่า นโยบายเศรษฐกิจทั้งหมดของรัฐบาลต้องตั้งอยู่บนหลัก “วินัยการคลังและธรรมาภิบาล” เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ และป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำรอยปี 2540

    “เติบโตด้วย ESG” เป้าหมายหลักของรัฐบาล

    สุดท้าย นายเอกนิติกล่าวย้ำว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มุ่งผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับหลัก ESG (Environment, Social, Governance) หรือการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อให้การเติบโตของประเทศไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640714&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uFNAuvFFyvkz_QzL5cLEm

  • “สันติสุข” หนุนรัฐบาล “อนุทิน” แสดงท่าทีชัด ไทยพร้อมปิดประตูเศรษฐกิจกัมพูชา ชี้ยิ่งเพิ่มแรงกดดัน เท่าตอกตะปูปิดฝาโลง “ฮุนเซน” | TOPNEWS

    “สันติสุข” หนุนรัฐบาล “อนุทิน” แสดงท่าทีชัด ไทยพร้อมปิดประตูเศรษฐกิจกัมพูชา ชี้ยิ่งเพิ่มแรงกดดัน เท่าตอกตะปูปิดฝาโลง “ฮุนเซน” | TOPNEWS

    สันติสุข โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ราคาที่ฮุนเซน+กัมพูชา ต้องจ่าย” สนับสนุนรัฐบาลอนุทิน  กำหนดท่าทีชัดเจน “พร้อมอยู่โดยไม่มีกัมพูชาในสมการเศรษฐกิจ”

    “สันติสุข” หนุนรัฐบาล “อนุทิน” แสดงท่าทีชัด ไทยพร้อมปิดประตูเศรษฐกิจกัมพูชา ชี้ยิ่งเพิ่มแรงกดดัน เท่าตอกตะปูปิดฝาโลง “ฮุนเซน” – Top News รายงาน

    สันติสุข

    เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 นายสันติสุข มะโรงศรี ผู้ประกาศข่าวช่องท็อปนิวส์ โพสต์เฟซบุ๊ก สันติสุข มะโรงศรี ระบุว่า “ราคาที่ฮุนเซน+กัมพูชา ต้องจ่าย”

    สนับสนุนรัฐบาลอนุทิน และทุกภาคส่วนของไทย กำหนดท่าทีชัดเจน “พร้อมอยู่โดยไม่มีกัมพูชาในสมการเศรษฐกิจ”
    เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้ผู้นำกัมพูชา ยุติการเป็นภัยคุกคามประเทศไทย

    กัมพูชา เคยมีทุนสำรองระหว่างประเทศ 24,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่าการนำเข้า 7 เดือน) เมื่อช่วงเดือน มิ.ย.68 (ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศ สูงถึง 289,681 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

    แต่หลังจากนั้น เศรษฐกิจกัมพูชาง่อนแง่น การปิดชายแดนไทย-กัมพูชา ตัดการค้าขาย ส่งผลกระทบต่อการผลิต การขนส่งวัตถุดิบ การส่งออก และการท่องเที่ยวของกัมพูชา กระเทือนเศรษฐกิจกัมพูชามากกว่าที่ฮุนเซนคาดไว้  ผู้นำกัมพูชาต้องนอนเอาตีนก่ายหน้าผาก เศรษฐกิจกัมพูชาพึ่งพาการส่งออกเสื้อผ้า รองเท้า การท่องเที่ยว การเกษตร ภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งหมดกำลังเจอทางตัน

    ตอนนี้ ทุนสำรองของกัมพูชาลดเหลือเท่าไหร่ไม่อาจยืนยันได้ กัมพูชาจำต้องปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจลงมาอยู่ที่ 5% (จากเดิม 6.3%)  ขณะที่ IMF คาดว่าโตได้ 4% กว่าๆ ก็หรูแล้ว

    ล่าสุด นายกฯอนุทิน ลงพื้นที่ชายแดน พร้อม รมว.ศุภจี ส่งสัญญาณชัด ไม่มีเปิดด่านตราบที่ไม่ยอมตามเงื่อนไขไทย และพาณิชย์ยุคนี้ไม่ได้ไปกดดันให้เปิดด่าน แต่ไปหาทางช่วยเศรษฐกิจชายแดนให้อยู่ได้แม้ไม่เปิดด่าน (เช่น หาตลาดใหม่ อุดหนุนค่าครองชีพ การจ้างงาน การท่องเที่ยวภายใน ฯลฯ)

    ตั้งแต่รัฐบาลหลานอังเคิลพ้นอำนาจไป เราเห็นท่าทีของทีมประเทศไทยเข้มขึ้น เป็นไปทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่การฑูต การทหาร พาณิชย์ ป่าไม้กระทรวงทรัพย์ แรงงาน และผู้นำรัฐบาล

    ถ้าไทยเพิ่มแรงกดดันเต็มสูบ กำหนดท่าทีชัดเจน ก็จะเท่ากับตอกตะปูปิดฝาโลง การลงทุน การจ้างงาน การท่องเที่ยว เศรษฐกิจค่าครองชีพในกัมพูชายิ่งจะอาการโคม่า ฮุนเซนไอซียู

    ยุทธศาสตร์ “ไม่ต้องมีกัมพูชาในสมการเศรษฐกิจไทย” ฮุนเซนจะแพ้ ตั้งแต่ยังไม่รบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1343309&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L3T7nYHKi1tMXyHCXu_lB

  • คนละครึ่ง 2568 สูตร 60:40 สำหรับคนอยู่ในระบบภาษี 11 ล้านคนจ่ายเองทั้งหมดกี่บาท

    คนละครึ่ง 2568 สูตร 60:40 สำหรับคนอยู่ในระบบภาษี 11 ล้านคนจ่ายเองทั้งหมดกี่บาท

             คนละครึ่ง 2568 สูตร 60:40 สำหรับคนอยู่ในระบบภาษี ตกลงเราต้องจ่ายเองกี่บาทจากงบทั้งหมด 4,000 บาท

    คนละครึ่ง 60:40 จ่ายเองกี่บาท

             ตั้งแต่รัฐบาลอนุทินเข้ารับตำแหน่งใหม่ ๆ ก็ชูนโยบายคนละครึ่ง 2568 พร้อมปรับรายละเอียดเล็กน้อย แต่ชัดเจน นั่นคือ คนละครึ่ง 60:40 สำหรับคนที่อยู่ในระบบภาษี เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนหันมาอยู่ในระบบภาษีมากขึ้น

             วันที่ 5 ตุลาคม 2568 กระปุกดอทคอม รายงานว่า ปัจจุบันรัฐบาลมีการแจกเงินคนละครึ่งแบ่งกลุ่มออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

             1. กลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เติมเงินเข้าระบบคนละ 1,700 บาท

             2. กลุ่มคนอยู่ในระบบภาษี จ่ายเงินคนละ 2,400 บาท จำนวน 11 ล้านคน

             3. กลุ่มคนทั่วไป จ่ายเงินคนละ 2,000 บาท จำนวน 9 ล้านคน

             ทั้งนี้ จะเห็นว่า กลุ่มคนที่อยู่ในระบบภาษี จะได้เงินมากกว่าบุคคลทั่วไป คือ 2,400 บาท เนื่องจากเป็นอัตราจ่าย 60:40 บาท อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า ในสัดส่วนนี้เราต้องจ่ายเงินเองเท่าไร

             หากเทียบกับกลุ่มคนทั่วไปที่จ่าย 50:50 บาท รัฐจ่าย 2,000 บาท เราจ่าย 2,000 บาท รวม 4,000 บาท แต่ถ้าเป็นกลุ่ม 60:40 คำนวนออกมาแล้วผลคือ รัฐจ่าย 2,400 บาท เราจ่าย 1,600 บาทเท่านั้น

             ขณะเดียวกัน ก็มีรายงานเกี่ยวกับสูตรนี้ว่าเป็นแบบ เราจ่าย 2,000 รัฐจ่าย 2,400 และอีกสูตรคือ 50:50 แบบที่รัฐจ่าย 2400 เราจ่าย 2400 ส่วนที่บอกว่ารัฐจ่าย 60% หมายถึงยอดเงินที่เพิ่มมาจากสูตรปกติ (50% รัฐจ่าย 2,000) นั่นเอง

             อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม ระปุกดอทคอมจะรายงานให้ทราบอีกครั้ง

    ข่าวโครงการคนละครึ่ง 2568 ที่น่าสนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view295496.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VpgLlh3mj8fEbKjtzzFA4

  • ธุรกิจบริหารหนี้ ฝ่าคลื่นลมเศรษฐกิจ

    ธุรกิจบริหารหนี้ ฝ่าคลื่นลมเศรษฐกิจ

    เส้นทางนักลงทุน

    บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้วิเคราะห์ “แนวโน้มธุรกิจบริหารสินทรัพย์” พบว่าครึ่งแรกปี 2568 บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มียอดจัดเก็บเงินสดรวม 1.38 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากช่วงปีก่อนหน้า เพราะการชำระหนี้ของลูกหนี้รายใหญ่และการขายสินทรัพย์ขนาดใหญ่ มูลค่า 4.5 พันล้านบาทของผู้ประกอบการหลักในกลุ่มธุรกิจ หากไม่รวมรายการดังกล่าว ยอดจัดเก็บเงินสดโดยรวมหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจซบเซาและการชะลอตัวของการขายทรัพย์สินรอการขาย ผลจากความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย

    การลงทุนซื้อหนี้และทรัพย์สินใหม่เพื่อนำมาบริหารชะลอตัวต่อเนื่องจากการปรับลดลงกว่า 58% ในปี 2567 โดยครึ่งแรกปี 2568 มีมูลค่าการซื้อหนี้และทรัพย์สินใหม่เพียง 1.1 พันล้านบาท หดตัวกว่า 85% เทียบปีก่อนหน้า จากสถาบันการเงินชะลอการนำหนี้ด้อยคุณภาพออกมาประมูลขายตามมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เช่น มาตรการ “การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม” และโครงการ “คุณสู้เราช่วย”

    อีกทั้งงบลงทุนยังลดลงจากยอดจัดเก็บเงินสดชะลอตัว รวมถึงความเชื่อมั่นในตลาดตราสารหนี้อ่อนแอ กระทบต่อการระดมทุนใหม่ ทำให้ต้องบริหารกระแสเงินสดอย่างรอบคอบ เน้นเก็บเงินสดไว้เพื่อใช้ชำระคืนเงินกู้เป็นหลักก่อน

    ในครึ่งแรกปีนี้กำไรสุทธิรวมของทุกบริษัทอยู่ที่ 2.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% เทียบกับปีก่อนหน้า เพราะยอดจัดเก็บปรับตัวดีขึ้นจากธุรกรรมรายใหญ่ในด้านต้นทุนทางการเงินนั้น มีทิศทางปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ 3.84% จาก 3.78% ในปี 2567

    สินทรัพย์รวมของบริษัทบริหารสินทรัพย์จะหดตัว 5% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า สอดคล้องกับการปรับลดลงราว 3% ในครึ่งแรกของปี 2568 ผลจากบริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่มีอยู่เพื่อสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และนำเงินสดที่ได้มาใช้เป็นแหล่งเงินทุนหลักในการลงทุนซื้อสินทรัพย์ใหม่ ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน และความจำเป็นในการบริหารสภาพคล่องอย่างระมัดระวังมากขึ้น

    การลงทุนซื้อหนี้หรือสินทรัพย์ใหม่จะชะลอตัวและอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตตลอด 12 เดือนข้างหน้า เพราะมาตรการของ ธปท. ยังส่งผลต่อการชะลอนำทรัพย์ออกมาประมูลขาย อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปลายปี 2568 สถาบันการเงินจะนำทรัพย์ที่ผ่านเงื่อนไขการให้โอกาสในการปรับโครงสร้างหนี้แล้วออกขายสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ในขณะที่บริษัทบริหารสินทรัพย์จะคัดสรรการลงทุนอย่างรัดกุมมากขึ้น จากข้อจำกัดด้านเงินทุนและสภาพคล่อง ทำให้ภาพรวมตลาดมีอุปทานส่วนเกินมากขึ้น และราคาเฉลี่ยในการซื้อขายทรัพย์จะปรับลดลงในช่วง 12 เดือนข้างหน้าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต

    หากไม่รวมธุรกรรมขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการรายหลัก ยอดจัดเก็บเงินสดโดยรวมของกลุ่มธุรกิจยังอ่อนตัว 15% เทียบกับช่วงปีก่อน แสดงถึงความเปราะบางที่สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจยังคงกดดันต่อการฟื้นตัวและการทำกำไรของผู้ประกอบการ

    บริษัทบริหารสินทรัพย์จะมีกลยุทธ์มุ่งเน้นและใช้ทรัพยากรไปยังกลุ่มสินทรัพย์ลูกหนี้พอมีศักยภาพ หรือทรัพย์สินของบริษัทที่มีนักลงทุนสนใจเป็นพิเศษ เน้นเจรจาเพื่อลดระยะเวลาที่ต้องเสียไปกับขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมาย เน้นทรัพย์ขนาดใหญ่เพื่อเร่งยอดจัดเก็บเงินสดซึ่งหากสำเร็จก็จะช่วยสนับสนุนยอดจัดเก็บได้ส่วนหนึ่ง

    ทริสระบุยังไม่เห็นปัจจัยบวกชัดเจนใน 12 เดือนข้างหน้าที่จะสนับสนุนการฟื้นตัวของกลุ่มธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ

    ขณะที่มีปัจจัยลบหลายด้านสร้างความไม่แน่นอน ได้แก่ ความไม่มั่นคงทางการเมืองจากปัญหาเสถียรภาพรัฐบาลไทย นโยบายภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ทำให้สถาบันการเงินยังคงระมัดระวังในการอนุมัติสินเชื่อใหม่

    โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัย ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงซบเซา ผลกระทบเหล่านี้สะท้อนกลับไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ต้องเผชิญความยากลำบากในการติดตามหนี้และขายทรัพย์สิน และมองธุรกิจกลุ่มบริษัทบริหารสินทรัพย์เผชิญความเสี่ยงหลัก เช่น ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง เพราะแหล่งเงินทุนมีความมั่นคงน้อยกว่าธนาคาร, ความเสี่ยงด้านตลาด จากการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยที่ทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของราคาทรัพย์หลักประกันมีผลสำคัญต่อผลตอบแทนที่บริษัทจะได้รับ

    ด้านแรงหนุนและสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังในปี 2569 คือ ดอกเบี้ยที่ลดลงเป็นปัจจัยสำคัญต่อผู้ประกอบการธุรกิจบริหารสินทรัพย์จากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายหลัก อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ยจะยังไม่สามารถลดลงได้มากในปี 2569 เพราะโครงสร้างเงินกู้ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในรูปแบบของตราสารหนี้ที่ความกังวลของนักลงทุนในตลาดยังคงมีอยู่ ทำให้ยังต้องเสนออัตราผลตอบแทนที่สูง

    นอกจากนี้ เงินกู้ส่วนใหญ่ยังเป็นเงินกู้ระยะยาวและมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ จึงต้องใช้เวลาในการปรับอัตราดอกเบี้ยใหม่ให้สอดคล้องกับดอกเบี้ยในตลาด แต่หากแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายยังคงลดลงต่อเนื่องในระยะยาว จะช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงิน และส่งผลดีต่อผลประกอบการในอนาคต

    การแข่งขันในการประมูลซื้อหนี้ที่ชะลอตัว ประกอบกับปริมาณหนี้ด้อยคุณภาพในระบบที่เพิ่มขึ้น ช่วยเสริมอำนาจต่อรองของบริษัทบริหารสินทรัพย์กับสถาบันการเงิน ส่งผลให้ผลตอบแทนจากการลงทุนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นบนการลงทุนใหม่

    แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ไม่แน่นอนทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก ส่งผลให้รายได้ของประชาชนไม่เติบโตและไม่สม่ำเสมอ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ความสามารถและความมุ่งมั่นที่จะเจรจาชำระหนี้อยู่ในระดับจำกัด ยิ่งไปกว่านั้นเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนนี้ยังส่งผลให้นักลงทุนชะลอแผนการลงทุนซื้อทรัพย์ออกไปอีก

    คุณภาพสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อ SME ถดถอยลงต่อเนื่องท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอ ส่งผลให้ปริมาณหนี้ด้อยคุณภาพ ทั้งมีหลักประกันและไม่มีจะถูกทยอยนำออกมาขายให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ในปริมาณที่สูง สร้างอำนาจในการต่อรองและโอกาสคัดเลือกสินทรัพย์ที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญในการจัดการ

    หนี้ครัวเรือนยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำมีภาระหนี้สูง สะท้อนความเปราะบางที่ยังดำเนินอยู่ต่อเนื่อง สถาบันการเงินจึงปล่อยสินเชื่อระมัดระวัง ขณะเดียวกัน ดอกเบี้ยขาลงกดดันรายได้ดอกเบี้ยของสถาบัน ทำให้ต้องเสริมสร้างมาตรการการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตอย่างรัดกุม เพื่อลดความเสียหายจากหนี้เสียที่จะเป็นภาระต่อผลประกอบการของสถาบันการเงิน ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมต่อราคาและการจำหน่ายทรัพย์สินรอการขายของบริษัทบริหารสินทรัพย์ กระทบต่อเนื่องไปยังยอดการจัดเก็บเงินสดและผลการดำเนินงาน

    นโยบายภาครัฐในการเข้ามาจัดการปัญหาหนี้เสียของสถาบันการเงินยังไม่มีความชัดเจนทั้งรูปแบบและระยะเวลาดำเนินการ เป็นปัจจัยส่งผลทั้งในเชิงบวกหรือเชิงลบต่อธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ทั้งการแข่งขัน แหล่งเงินทุน กฎระเบียบ ขึ้นอยู่กับรูปแบบและแนวทางการดำเนินงานที่ภาครัฐจะกำหนด ตลอดจนมาตรการและโครงการช่วยเหลือลูกหนี้จาก ธปท. มีผลให้การไหลออกของหนี้ด้อยคุณภาพเข้าสู่ตลาดชะลอตัวลง รวมถึงมาตรการซึ่งบังคับใช้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ก็อาจจะส่งผลต่อวิธีการและระยะเวลาในจัดการหนี้ด้อยคุณภาพของบริษัทได้

    ถือว่าธุรกิจบริหารสินทรัพย์ยังจะต้องประคองตัวเพื่อฝ่าคลื่นลมเศรษฐกิจอ่อนแอ และหนี้ครัวเรือนระดับสูงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/787100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yR_jjN9tORS-LoZkKgaDx

  • ดุสิตโพล เผย ปชช. หวังเรื่องเศรษฐกิจ “รัฐบาลอนุทิน” มากที่สุด | เข้มข่าวค่ำ | 5 ต.ค. 68

    ดุสิตโพล เผย ปชช. หวังเรื่องเศรษฐกิจ “รัฐบาลอนุทิน” มากที่สุด | เข้มข่าวค่ำ | 5 ต.ค. 68

    สลับไปดูความเห็นในเรื่องของโพลกันบ้าง เริ่มกันที่ สวนดุสิตโพล สัปดาห์นี้ พบว่า ประชาชนคาดหวังนโยบายเร่งด่วนรัฐบาลอนุทิน ด้านเศรษฐกิจ และ อยากเห็นผลงานเรื่องนี้ที่สุด

    นอกจากนี้ ยังมองยุค “อนุทิน” นโยบายแตกต่างชุดอื่นอยู่บ้าง แต่ขณะเดียวกัน ก็มีผลโพลที่สูสี ทั้งไม่ค่อยเชื่อมั่น และชื่อมั่นชุดนี้ ดุสิตโพล,รัฐบาลอนุทิน,นายกฯหนู,เข้มข่าวค่ำ,เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ ,PPTVHD36
    #ดุสิตโพล #รัฐบาลอนุทิน #นายกฯหนู #เข้มข่าวค่ำ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/202416&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jYqO6RyThroE8g_eIEHua

  • เศรษฐกิจเวียดนามโต 8.2% ไตรมาสที่สามปีนี้ เดินหน้าสู่เป้าหมายรายได้ปานกลาง | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจเวียดนามโต 8.2% ไตรมาสที่สามปีนี้ เดินหน้าสู่เป้าหมายรายได้ปานกลาง | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5176450/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20zdq4CEvp920Lmyk32-Ow

  • พลังงานหนุนเศรษฐกิจฐานราก ขยายช่องทางขายผลิตภัณฑ์ชุมชน

    พลังงานหนุนเศรษฐกิจฐานราก ขยายช่องทางขายผลิตภัณฑ์ชุมชน

    พลังงานหนุนเศรษฐกิจฐานราก ขยายช่องทางขายผลิตภัณฑ์ชุมชน

    กระทรวงพลังงานเดินหน้าหนุนเศรษฐกิจฐานรากเต็มกำลัง จับมือบริษัทพลังงานชั้นนำของประเทศ ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ 5 บริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของไทย ได้แก่ PTTOR  PTG เชลล์ คาลเท็กซ์ และซัสโก้ เร่งส่งเสริมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพ ที่ผลิตจากพลังงานสะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสู่สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ตั้งเป้ายกระดับรายได้ให้ชุมชน สร้างสังคมคาร์บอนต่ำ และร่วมลดภาวะโลกร้อน

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดแคมเปญ “กินพี่…แล้วหมีหนาว” โดยมีนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายนรินทร์ เผ่าวณิช รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจาก 5 บริษัทผู้ค้าน้ำมัน ได้แก่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด บริษัท สตาร์ ฟูเอลส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด และบริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารกระทรวงพลังงาน และวิสาหกิจชุมชนเข้าร่วมงาน

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า หนึ่งในภารกิจหลักของกระทรวงพลังงานคือการนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้าไปช่วยยกระดับกระบวนการผลิตของวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้สินค้ามีคุณภาพ ลดต้นทุน และลดการใช้พลังงานฟอสซิล โครงการนี้จึงไม่เพียงช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้ชุมชน แต่ยังเป็นการปักหมุดความร่วมมือครั้งสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

    พลังงานหนุนเศรษฐกิจฐานราก ขยายช่องทางขายผลิตภัณฑ์ชุมชน  

    นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์กับสถานีบริการน้ำมันในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จ ด้วยการนำสินค้าคุณภาพเหล่านี้ไปสู่มือผู้บริโภคและคนรุ่นใหม่ในวงกว้าง ผ่านแคมเปญ “กินพี่…แล้วหมีหนาว” ที่ต้องการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ว่า ทุกการซื้อสินค้าชุมชนเหล่านี้ นอกจากจะได้สนับสนุนสินค้าของคนไทยแล้ว ทุกคนยังมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อนอุณหภูมิเย็นลงจนหมีขั้วโลกรู้สึกหนาว 
        
    สำหรับตราสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์ลดใช้พลังงานมีเกณฑ์การพิจารณาที่เข้มข้น 4 ด้าน ได้แก่ 1) ผลิตภัณฑ์ต้องได้รับการรับรองมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในประเทศ เช่น อย. OTOP หรือ GMP 2) มีการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับสินค้าแต่ละชนิด 3) มีกระบวนการผลิตที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในช่วงที่กำหนด และ 4) มีการนำของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์นี้แล้ว 14 หมวดผลิตภัณฑ์
        
     

    พลังงานหนุนเศรษฐกิจฐานราก ขยายช่องทางขายผลิตภัณฑ์ชุมชน

    ปัจจุบันในช่วงนำร่องโครงการ มีผลิตภัณฑ์ชุมชนกว่า 20 รายการ อาทิ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ แคบหมู ข้าวแต๋น กล้วยตากพลังงานแสงอาทิตย์ ข้าวฮางงอก ผลไม้กวน และลำไยอบแห้ง เริ่มวางจำหน่ายแล้วในสถานีบริการน้ำมันและร้านค้าในเครือ ได้แก่ ร้านไทยเด็ดและร้าน Jiffy ในเครือ PTTOR 176 สาขา ร้าน PT Maxmart และร้านกาแฟพันธุ์ไทย ในเครือ PTG กว่า 100 สาขา ร้าน Shell Café 5 สาขาในกรุงเทพมหานคร สถานีบริการน้ำมัน CALTEX สาขาที่เข้าร่วมโครงการในจังหวัดอุดรธานี และสถานีบริการน้ำมัน SUSCO ในจังหวัดระยองและภูเก็ต

    พลังงานหนุนเศรษฐกิจฐานราก ขยายช่องทางขายผลิตภัณฑ์ชุมชน

    “ความร่วมมือในวันนี้เป็นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า เราไม่ได้แค่วางสินค้าชุมชนไว้บนชั้นหน้าปั๊ม แต่เราจะช่วยกันนำเสนอ ‘โอกาส’ ของสินค้าเศรษฐกิจฐานรากไว้ในมือผู้บริโภคทุกคน ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากทุกภาคส่วน และเชื่อมั่นว่าต่อไปจะมีพันธมิตรด้านพลังงานรายอื่นๆเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันสนับสนุนโครงการให้เติบโตไปพร้อมกัน ผมขอเชิญชวนคนไทยทุกคนมาร่วมกันอุดหนุนสินค้าชุมชนคุณภาพ พร้อมร่วมกันติดแฮชแท็ก #กินพี่แล้วหมีหนาว เพื่อแสดงพลังคนไทยสนับสนุนของดีผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน ลดโลกร้อน” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967683&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZA1t7uCYYgbh0SbwaJNmx