Category: เศรษฐกิจ

  • ดอลลาร์พลิกอ่อนค่า หลัง Government shutdown และตัวเลขเศรษฐกิจออกมาแย่กว่าคาด | Investing.com

    ดอลลาร์พลิกอ่อนค่า หลัง Government shutdown และตัวเลขเศรษฐกิจออกมาแย่กว่าคาด | Investing.com

    Economic Highlight

    ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย (กนง.) รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด  เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) รวมถึงเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB)

    ราคา

    ราคาปัจจุบัน

    แนวรับ

    แนวต้าน

    คาดการณ์แนวโน้ม

    32.40

    32.15/32.30

    32.50/32.65

    Sideways *ระวังผันผวนสูง

    ทองคำ**

    (ดอลลาร์ต่อออนซ์)

    3,900

    3,800/3,850

    Sideways / Sideways Down *ระวังเข้าสู่ช่วงพักฐานและผันผวนสูง

    **ราคาทองคำ = Spot Gold price (XAUUSD)

    FX Highlight

    สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง หลังรัฐบาลสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Government Shutdown อีกทั้งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจส่วนใหญ่กลับออกมาแย่กว่าคาด

    ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน จนกว่าตลาดจะรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงาน ทว่า พัฒนาการของสถานการณ์การเมืองญี่ปุ่นล่าสุด อาจกดดันให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงในระยะสั้น หนุนเงินดอลลาร์ได้

    อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-way risk หรือพร้อมปรับตัวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด

    เนื่องจาก ในช่วงนี้รัฐบาลสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Government Shutdown ทำให้ การประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถูกเลื่อนออกไป โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงาน ทำให้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อย่างใกล้ชิด  

     ส่วนฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ยังมีความเสี่ยงเห็นแรงขายสินทรัพย์เพิ่มเติมได้บ้าง หลังจากสัปดาห์ก่อนนักลงทุนต่างชาติ ต่างขายสินทรัพย์ไทยสุทธิราว -3.5 พันล้านบาท โดยเน้นหนักไปที่การขายหุ้นไทย

    ขณะที่ ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย นั้น อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงิน โดยเฉพาะเงินบาท อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังและรับรู้ว่า กนง. อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง จนถึงระดับ 1.00% ได้ภายในปีหน้า (ระดับปัจจุบัน 1.50%)

    ในเชิงเทคนิคัลนั้น เงินบาทจะยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง ตราบใดที่เงินบาท (USDTHB) ยังเคลื่อนไหวเหนือ โซน 32.00-32.15 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following

     ทั้งนี้ แนวรับของเงินบาท (USDTHB) อยู่แถว 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.15 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านแรกจะอยู่ในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.65 บาทต่อดอลลาร์)

    Gold Highlight

    นับตั้งแต่ช่วง สัปดาห์ที่ผ่านมา เคลื่อนไหวผันผวน แต่โดยรวมยังสามารถทยอยปรับตัวสูงขึ้น ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ได้ หลังสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Government Shutdown   

    ในช่วงระยะสั้น เราคงมุมมองเดิมว่า ราคาทองคำเผชิญความเสี่ยง Two-way risk และมีโอกาสปรับตัวลงได้บ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ในกรณีที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาสดใส

    ทั้งนี้ ในระยะสั้น ความกังวลต่อภาวะ Government Shutdown ของสหรัฐฯ ที่อาจยืดเยื้อ ก็อาจพอหนุนราคาทองคำได้ แต่หากสถานการณ์ดังกล่าวคลึ่คลายลง ราคาทองคำก็เสี่ยงย่อตัวลงเช่นกัน

    นอกจากนี้ เราพบว่า หากราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น เร็ว แรง ในระยะสั้น โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับแนวโน้มราคาระยะยาว อย่าง เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ราคาทองคำก็เสี่ยงเข้าสู่ช่วงการพักฐาน (Correction) ได้พอสมควร

    อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดจะรอจังหวะราคาทองคำย่อตัวลง ในการทยอยเข้าซื้อ ท่ามกลางความกังวลการเข้าแทรกแซงเฟดจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น

    ทั้งนี้ ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินจากกลยุทธ์ Trend-Following ราคาทองคำ (XAUUSD) จะยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น หากสามารถปรับตัวขึ้นเหนือโซน 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ต่อเนื่อง

    โดยรวม เราประเมินว่า แม้โมเมนตัมการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังมีกำลังอยู่ แต่การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำควรชะลอลงบ้าง และมีความเสี่ยงที่จะเห็นการย่อตัวลงของราคาทองคำ โดยเฉพาะ ถ้าตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง

    ภายใต้แนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาทองคำดังกล่าว ทำให้เรามองว่า กลยุทธ์ที่น่าสนใจ คือ รอจังหวะ Buy on Dip (ขอย้ำว่า ไม่ควร ไล่ราคาซื้อ) สำหรับผู้เล่นที่ต้องการถือทองคำบ้างในพอร์ตการลงทุน 5%-10% เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง ส่วนผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะลงทุนแล้ว ก็อาจ Let Profits Run หรืออาจพิจารณาขายทำกำไรออกมาบ้าง หากราคาทองคำปรับตัวลงแรง ทะลุโซน 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    Economics Highlight

    สถานการณ์/เหตุการณ์สำคัญ

    ผลกระทบต่อ

    ค่าเงินบาท

    ราคาทองคำ

    ภาวะ Government Shutdown ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่อาจจะยืดเยื้อ กินระยะเวลาราว 30 วัน หรือ มากกว่าได้

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    ปัจจัยบวก

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน ของสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด

    ปัจจัยลบเล็กน้อย

    ปัจจัยลบเล็กน้อย

    บรรดาเจ้าหน้าที่เฟด มองว่า เฟดอาจไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยหลายครั้งในปีหน้า

    ปัจจัยลบเล็กน้อย

    ปัจจัยลบเล็กน้อย

    บรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB มองว่า ทั้ง BOE และ ECB อาจไม่จำเป็นต้องเร่งรีบลดดอกเบี้ย

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย *หากเงินดอลลาร์ย่อตัวลง

    ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของยูโรโซน ปรับตัวสูงขึ้น ดีกว่าคาด

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย *หากเงินดอลลาร์ย่อตัวลง

    อัตราการเติบโตของค่าจ้างญี่ปุ่น ชะลอตัวลง แย่กว่าคาด

    ปัจจัยลบเล็กน้อย

    ปัจจัยลบเล็กน้อย *หากเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

    คณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย ลดดอกเบี้ย 0.25% ตามที่ตลาดคาดหวัง พร้อมส่งสัญญาณเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง

    ปัจจัยลบเล็กน้อย

    อัตราเงินเฟ้อ CPI ของไทย ยังคงติดลบ และออกมาต่ำกว่าคาด

    ปัจจัยลบเล็กน้อย

    บรรดานักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาซื้อบอนด์ไทย หลังบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    Week Ahead Calendar

    1234

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200454825&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PaLXL2jJNnOzNfadkJVWp

  • น้ำมัน WTI บวกกว่า 1% เช้านี้ หลังโอเปกพลัสเพิ่มกำลังการผลิตน้อยกว่าคาด : อินโฟเควสท์

    น้ำมัน WTI บวกกว่า 1% เช้านี้ หลังโอเปกพลัสเพิ่มกำลังการผลิตน้อยกว่าคาด : อินโฟเควสท์

    ราคาน้ำมัน WTI ดีดตัวขึ้นกว่า 1% ในช่วงเช้าวันนี้ (6 ต.ค.) หลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส มีมติปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด

    ณ เวลา 06.53 น. ตามเวลาไทย ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 66 เซนต์ หรือ 1.08% แตะที่ 61.54 ดอลลาร์/บาร์เรล

    โอเปกพลัสมีมติปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีก 137,000 บาร์เรล/วันในเดือนพ.ย. หลังเสร็จสิ้นการประชุมในวันอาทิตย์ (8 ต.ค.) โดยระบุในแถลงการณ์ว่า เมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีเสถียรภาพและปัจจัยพื้นฐานของตลาดน้ำมันที่ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากสต็อกน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำนั้น สมาชิกทั้ง 8 ประเทศของโอเปกพลัสจึงได้ตัดสินใจปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน 137,000 บาร์เรล/วันในเดือนพ.ย. และจะจัดการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 2 พ.ย. เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการผลิตในวันข้างหน้า

    อย่างไรก็ดี ปริมาณการผลิตที่จะปรับเพิ่มในเดือนพ.ย.นั้น อยู่ในระดับเดียวกับเดือนต.ค. และน้อยกว่าในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านั้น โดยโอเปกพลัสได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิต 547,000 บาร์เรล/วันในเดือนก.ย., เพิ่มกำลังการผลิต 548,000 บาร์เรล/วันในเดือนส.ค. และปรับเพิ่มกำลังการผลิต 411,000 บาร์เรล/วันทั้งในเดือนพ.ค., เดือนมิ.ย. และเดือนก.ค.

    นอกจากนี้ การเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในเดือนพ.ย.ยังน้อยกว่าที่มีกระแสคาดการณ์ในตลาดก่อนหน้านี้ว่าโอเปกพลัสอาจจะเพิ่มการผลิตน้ำมันมากถึง 500,000 บาร์เรล/วัน ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534718&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw125HFLTZA9C9_0AAnrMOCe

  • ทางรอดทางเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว : ความพยายามที่ถูกบีบด้วยบริบทของความปลอดภัย

    ทางรอดทางเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว : ความพยายามที่ถูกบีบด้วยบริบทของความปลอดภัย

    ทางรอดทางเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว : ความพยายามที่ถูกบีบด้วยบริบทของความปลอดภัย

    ทางรอดทางเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว: ความพยายามที่ถูกบีบด้วยบริบทของความปลอดภัย คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

    ท่ามกลางสถานการณ์ที่รุมเร้า และการเลือกตั้งที่กำลังจะมาในวันที่ 28 ธันวาคมนี้ รัฐบาลเมียนมาน่าจะมีความต้องการให้การเปลี่ยนถ่ายมือทางการบริหารประเทศ ไปยังรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารอย่างราบรื่น ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจนับเป็นหัวใจในการส่งไม้ต่อไปยังรัฐบาลใหม่ ถ้าหากรัฐบาลชุดนี้ ที่มีเวลาเหลือจากนี้ไปไม่มากนัก (ประมาณไม่เกิน 6-8 เดือน) รัฐบาลต้องใช้อาวุธสุดท้ายทางเศรษฐกิจอะไร? ที่ได้ผลมากที่สุด

    นี่คือความท้าทายของรัฐบาลเมียนมาในวันนี้ครับ “การท่องเที่ยว” น่าจะเป็นคำตอบ แต่ต้องมีกระสุนมาช่วยด้วย กระสุนดังกล่าวคือ “ฟรี-วีซ่า” ที่ ฯพณฯท่านนายกรัฐมนตรีอู โญ ซอ (U Nyo Saw) ได้ประกาศจะผ่อนปรนการขอวีซ่า เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา จึงน่าจะเป็นกระสุน (ฟรี-วีซ่า) ที่นำไปใช้กับอาวุธ (การท่องเที่ยว) ที่เหมาะสมที่สุดครับ

    เป็นที่ทราบกันดีว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในเมียนมานับตั้งแต่ปี 2020 ประเทศเมียนมาได้ประสบปัญหาโรคระบาด COVID-19 ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และความขัดแย้งภายในประเทศที่ขยายวงกว้างเป็นต้นมา ประเทศเมียนมาได้อยู่ในสภาวะวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจที่รุนแรงมาก

    สมการรายได้ประชาชาติ (GDP) Y=C+G+I+(X−M) แทบจะหยุดนิ่งในทุกองค์ประกอบหลัก การบริโภค (C) ถูกบั่นทอนจากอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและการอ่อนค่าของเงินจ๊าต การใช้จ่ายภาครัฐ (G) ถูกจำกัดและมุ่งเน้นไปที่ความมั่นคง การลงทุน (I) ทั้งในและต่างประเทศหดตัวอย่างรุนแรง เนื่องจากความไม่แน่นอนและความเสี่ยง การส่งออก (X) แม้ยังดำเนินการอยู่ แต่ก็เผชิญปัญหาการขนส่งและการขาดแคลนเงินดอลลาร์ในประเทศ

    อีกทั้งมีการออกนโยบายควบคุมการนำเข้า(M) ในภาวะที่องค์ประกอบภายในประเทศแทบจะไร้พลังขับเคลื่อน การพึ่งพาการดึง “เงินตราต่างประเทศ” เข้าสู่ระบบผ่านการส่งออกบริการ (การท่องเที่ยว) จึงกลายเป็น “อาวุธและความหวัง”หรือ “อาวุธทางเศรษฐกิจสุดท้าย” ที่รัฐบาลทหารเมียนมาสามารถใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มากนัก

    การประกาศผ่อนคลายมาตรการขอวีซ่า (เช่น E-Visa หรือ Free Visa) สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ จึงเป็นเสมือนการเปิดประตูฉุกเฉิน เพื่อดึงดูดกระแสเงินดอลลาร์ที่เป็นเงินด่วน (Quick Cash) เข้าสู่ธุรกิจบริการในพื้นที่ที่สามารถควบคุมได้ การดึงเงินด่วน (Quick Cash) ผ่านการท่องเที่ยวนี้ จึงเป็นความพยายามที่จะประคองเสถียรภาพด้านอัตราแลกเปลี่ยน และสภาพคล่องของเงินตราต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ในการส่งมอบภาระทางเศรษฐกิจที่ไม่หนักหน่วงเกินไปสู่รัฐบาลชุดใหม่  นี่จึงเป็นการเปลี่ยน “วิกฤตให้เป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์” ที่เหมาะสมที่สุด

    อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการความสำเร็จที่รวดเร็ว ผมคิดว่ารัฐบาลเมียนมาต้องมีการวางกลไกเซฟโซน (Safe Zone) ในการที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมา การให้แค่ผ่อนปรนการขอวีซ่าอย่างเดียว อาจจะไม่เพียงพอในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะนักท่องเที่ยวจะเดินทางไปท่องเที่ยว ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ “ฟรี-วีซ่า” เหมือนดังประเทศเพื่อนบ้านทำ เพราะบริบทของเมียนมาวันนี้ ไม่ได้เหมือนประเทศเพื่อนบ้าน ยังมีข้อจำกัดอื่นๆ อีกมาก เช่น ความปลอดภัยที่เป็นข้อจำกัดสำคัญที่สุด ดังนั้นเมียนมาต้องมีกลยุทธ์การจำกัดพื้นที่ (Safe Zone Strategy) ที่ชัดเจน เนื่องจากประเด็นเรื่อง ความปลอดภัย ยังคงเป็นอุปสรรคอันดับหนึ่ง นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากตะวันตก ยังคงมีความกังวลสูงและมีปัจจัยด้านจริยธรรมมาเกี่ยวข้อง

    ดังนั้นการตลาดของรัฐบาลเมียนมา จึงต้องปรับเป้าหมายและจำกัดขอบเขตการนำเสนอ ดังนี้

    1. การกำหนดพื้นที่ท่องเที่ยวที่เน้นความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ทางการเมียนมาควรจำกัดการประชาสัมพันธ์ ไปที่พื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและมีเสถียรภาพสูง โดยให้การรับรองด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ซึ่งได้แก่

    กรุงย่างกุ้ง (Yangon) ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ และที่ตั้งของมหาเจดีย์ ชเวดากอง และวัดสำคัญอื่นๆ เป็นจุดหมายปลายทางแรกที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมที่สุด เมืองพุกาม (Bagan) ที่มีมรดกโลกด้านอารยธรรมโบราณ และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจะสามารถจัดการพื้นที่ได้ง่าย เมืองมัณฑะเลย์ (Mandalay) และทะเลสาบอินเล (Inle Lake) ซึ่งจุดหมายรองที่เน้นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและมีธรรมชาติที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ การรับรองความปลอดภัยใน “สามเหลี่ยมทองคำ ทางท่องเที่ยว”นี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ให้กับผู้ประกอบการทัวร์ต่างชาติและนักท่องเที่ยวที่อยากจะมาเที่ยว

    2. การเลือกตลาดเป้าหมายที่ “เหมาะสมกับสถานการณ์” การพุ่งเป้าไปที่ตลาดที่มีความอ่อนไหวต่อความขัดแย้งภายในประเทศน้อยกว่า และมีแรงจูงใจในการเดินทางที่เข้มแข็งกว่า เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด โดยมีการตั้งตลาดเป้าหมาย ที่มีจุดแข็งและแรงจูงใจในการเดินทางผลประโยชน์ต่อเมียนมา เช่น ตลาดไทย ด้วยการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา (Pilgrimage Tourism) และความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม เดินทางง่ายและระยะสั้น สามารถฟื้นฟูปริมาณนักท่องเที่ยวได้เร็ว ดึงดูดเงินบาทเข้าสู่พื้นที่ชายแดนและย่างกุ้ง

    ต่อมาคือ ตลาดจีน (China) เพราะเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง และปริมาณนักท่องเที่ยวมาก ซึ่งมักจะเดินทางเป็นกลุ่มทัวร์ ที่จัดการด้านความปลอดภัยได้ง่าย อีกทั้งดึงดูดเงินดอลลาร์ได้ในปริมาณที่มาก และช่วยฟื้นฟูธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีตลาดอินเดีย (India) ที่มีการเชื่อมโยงทางศาสนาและวัฒนธรรม รวมถึงการเดินทางเพื่อธุรกิจ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นการสร้างการเติบโตในตลาดใหม่ และดึงดูดกลุ่มนักธุรกิจที่มีการใช้จ่ายสูงด้วยเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเมียนมาก็ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ และข้อจำกัดของกลยุทธ์ แม้จะมีการผ่อนคลายวีซ่าและการจำกัดพื้นที่ท่องเที่ยวจะเป็นความพยายามที่ชาญฉลาด แต่ “อาวุธ” นี้ก็มีข้อจำกัดที่สำคัญ คือความไม่แน่นอนของเงินจ๊าต แม้การท่องเที่ยวจะนำเงินดอลลาร์เข้าประเทศ แต่ความผันผวนของค่าเงินจ๊าต อาจทำให้นักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่นด้านการใช้จ่าย และทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวท้องถิ่นต้องแบกรับความเสี่ยงทางการเงิน อีกทั้งภาพลักษณ์ประเทศ แม้ว่าการตลาดที่พยายามนำเสนอความสวยงามของวัฒนธรรม ก็อาจถูกบดบังด้วยรายงานข่าวความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆของภายในประเทศ

    นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีข้อจำกัดเชิงปริมาณ การท่องเที่ยวที่จำกัดอยู่ในเพียง “เซฟโซน” จะไม่สามารถสร้างรายได้จำนวนมหาศาลพอที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้ และไม่สามารถทดแทนการลงทุน (I) หรือการบริโภคภายในประเทศ (C) ที่หายไป ดังนั้นการใช้ “ผ่อนปรนการขอวีซ่า” และการเน้นการตลาดเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ควบคุม เป็นความพยายามที่สมเหตุสมผล และจำเป็นอย่างยิ่งของรัฐบาลเมียนมา เพื่อสร้างรายได้ต่างประเทศฉุกเฉิน (เงินด่วน) ในยามที่ช่องทางเศรษฐกิจอื่นๆที่ยังมีข้อจำกัดที่เข้มข้น จนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ และมีการฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเมืองอย่างแท้จริง

    การท่องเที่ยวจะยังคงเป็น มาตรการบรรเทาวิกฤต (Mitigation Measure) แต่ไม่ใช่ มาตรการฟื้นฟู (Recovery Measure) ที่จะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศได้อย่างมั่นคง ภารกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ต้องทำให้สำเร็จก่อนส่งมอบงานให้รัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง เพื่อเปิดทางให้ “มาตรการฟื้นฟู” ซึ่งต้องการการลงทุนและความเชื่อมั่นในระยะยาว จะสามารถเกิดขึ้นได้จริงหลังการเลือกตั้งเมียนมา ยังคงต้องพยายามกันต่อไป เราคนไทยทุกคนขอเป็นกำลังใจให้ครับ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/myanmar/640715&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39Wxavv9WxvL7suoGstSO2

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 6 ตุลาคม 2568

    คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 6 ตุลาคม 2568

    ** ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง…ใช่ว่าจะทำหน้าที่แค่ดูเรื่องใช้จ่ายเงินภาครัฐเท่านั้น…แต่ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ (แม่ทัพเศรษฐกิจ ครม.หนู)…ก็ต้องดูในภาพรวมของเศรษฐกิจทั้งหมดด้วย…หลังประเด็นการกระตุ้นการใช้จ่ายด้วยโครงการ “คนละครึ่งพลัส”จบแล้ว…ก็จะตามมาด้วยมาตรการด้านการท่องเที่ยว…เบื้องต้นที่มาแน่นๆคือ การลดหย่อนภาษีให้กับประชาชนที่ไปท่องเที่ยวใน “เมืองรอง”…และการกำหนดนโยบายให้…หน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ…มีกิจกรรมสัมมนาในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลัก เมืองรอง ได้หมด…ซึ่งดร.เอกนิติ บอกว่าไปดูตัวเลขมาแล้ว…เห็นว่าหน่วยงานราชการมีวงเงินอยู่ 3 พันล้านบาท และรัฐวิสาหกิจ 4 พันล้านบาท…นอกจากนี้ผู้ประกอบการในพื้นที่เมืองรอง หากลงทุนปรับปรุงหรือรีโนเวทโรงแรมให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ดีขึ้น ก็จะสามารถยื่นขอลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า…!! ดร.เอกนิติ…บอกว่ารายละเอียดต่างๆของโครงการนี้น่าจะเข้าสู่การพิจารณาได้ในวนที่ 14 ตุลาคม…!! เห็นไหมล่ะอย่างที่…แวดวงการเงิน…บอกเลยว่า รมว.คลัง ท่านนี้ทำงานเร็วมาก…อีกอย่างที่จะต้องชื่นชมคือ คิดได้ครบในทุกมิติด้วย…เรียกว่า “ยิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งฝูง”… หนึ่งใน 5 เสาหลักของการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ รมว.คลัง ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาคือ…การกระตุ้นการออมให้ภาคประชาชน…ซึ่งผลงานแรกที่จะเกิดขึ้น มีแม่งานหลักที่คิดโปรเจกต์นี้คือ…เดอะบัต…ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง…เบื้องต้นก็คือว่าประชาชนที่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในระบบดิจิทัล (L6)…หากไม่ถูกรางวัล…ก็จะมีการคืนเงินมาให้ส่วนหนึ่ง เพื่อสะสมไว้เป็นเงินออม โดยจะมีคณะกรรมการชุดหนึ่ง นำเงินออมนี้ไปหาผลตอบแทนเพิ่มเติม…เมื่อถึงเวลาระยะหนึ่ง ประชาชนที่อยู่ในบัญชีนี้ก็จะสามารถเบิกถอนออกไปได้ คร่าวๆน่าจะประมาณ 5 ปี…ระหว่างทางผู้ออมก็ยังจะสามารถนำเงินออมในบัญชีนี้ไปทำประโยชน์ได้อีก ยกตัวอย่าง อาจจะจำนำไปใช้เป็นหลักประกันในการข้อสินเชื่อ…อะไรประมาณนี้…แต่ทั้งหลายทั้งปวง คุณลวรณ ย้ำว่า…นี่คือการสร้างแรงจูงใจในการออมให้ประชาชน…ไม่ใช่การมอมเมาประชาชน เพราะทุกวันนี้ประชานก็ซื้อสลากฯอยู่แล้ว…แล้วรัฐบาลก็ไม่ได้พิมพ์สลากฯเพิ่มด้วย…!! ตอนนี้ยังไม่มีชื่อโครงการ…เดิมที..แวดวงการาเงิน…คิดว่าจะต้องชื่อ “หวยกินมีทอน”…แต่ดูแล้วมันจะออก “แนวดาร์ค”ไปหน่อย…ระหว่างนี้ขอเรียกว่า…“ออมด้วยลุ้นด้วย”…ไปก่อนแล้วกันนะครับท่านปลัดฯ…ส่วนประชาชนที่เฝ้ารอ อดใจรออีกนิดนะ…ไม่เกิน 1-2 เดือน…กระทรวงการคลังจะทำคลอดโครงการนี้ออกมาแน่นอน…**

    ** อนันตเดช พงษ์พันธุ์ **

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/64174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EEScicw4Xm3EECobt14vC

  • เศรษฐกิจโลกเสี่ยงหากสหรัฐฯชัตดาวน์เกิน 1 ไตรมาส ซ้ำเติมส่งออก-ท่องเที่ยวไทย

    เศรษฐกิจโลกเสี่ยงหากสหรัฐฯชัตดาวน์เกิน 1 ไตรมาส ซ้ำเติมส่งออก-ท่องเที่ยวไทย

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการประเมินเบื้องต้นของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล DEIIT คาดว่า การเกิด US Government Shutdown ครั้งนี้มีโอกาสยืดเยื้อสูง ประกอบกับระบบเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดดันทางการค้าอยู่แล้ว 

    หากมีการปิดทำการของหน่วยงานของรัฐเกิน 1 ไตรมาสจะทำให้ จีดีพีสหรัฐฯ ลดลงไม่ต่ำกว่า 1% โดยการลดลงของจีดีพีสหรัฐฯในระดับดังกล่าว จะส่งแรงกดดันต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและมูลค่าการค้าระหว่างประเทศอย่างมีนัยยสำคัญ 

    และแน่นอนย่อมซ้ำเติมต่อภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยวของไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ขณะเดียวกันได้เพิ่มความเสี่ยงและความผันผวนต่อตลาดการเงินทั่วโลก กรณียืดเยื้อจะเพิ่ม ความผันผวน ความเสี่ยงที่สหรัฐอเมริกาอาจถูกปรับลดเครดิตความน่าเชื่อลงได้อีกในอนาคต และทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในการถือครองดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯลดลงอีก 

    เศรษฐกิจโลกเสี่ยงหากสหรัฐฯชัตดาวน์เกิน 1 ไตรมาส ซ้ำเติมส่งออก-ท่องเที่ยวไทย

    ภาวะดังกล่าวจะทำให้การใช้มาตรการผ่อนคลายการเงินและการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อต่อสู้กับการชะลอตัวของเศรษฐกิจมีข้อจำกัดมากขึ้น 

    นายภัทรพงษ์ มาลาวัลย์ นักวิจัย DEIIT มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การเกิด government shutdown ไม่ได้สะท้อนว่าสหรัฐล้มละลาย แต่เป็นผลจากความขัดแย้งทางการเมืองในคองเกรส ที่ไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณหรือมาตรการขยายเวลา (Continuing Resolution) ได้ทันก่อนสิ้นปีงบประมาณ30 ก.ย. 2025 ทำให้หน่วยงานรัฐ ที่ไม่ได้มีภารกิจสำคัญหรือภารกิจหลักต้องหยุดชั่วคราว 

    ขณะที่บริการหลัก เช่น กลาโหม ความมั่นคง และการแพทย์ฉุกเฉินยังคงดำเนินต่อ และ มองว่า ปัญหาหนี้สาธารณะจะยังคงเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯและตลาดการเงินโลกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a2SqwA1dlHbDbfP0SK24z

  • ปชช.เชื่อมั่นรัฐบาลอนุทินยังก้ำกึ่ง หวังแก้เศรษฐกิจ รอดูผลงาน 4 ด.

    ปชช.เชื่อมั่นรัฐบาลอนุทินยังก้ำกึ่ง หวังแก้เศรษฐกิจ รอดูผลงาน 4 ด.

    สวนดุสิตโพลชี้ประชาชน 43.78% ไม่ค่อยเชื่อมั่นรัฐบาล “อนุทิน” หลังแถลงนโยบาย ส่วน 59.36% คาดหวังนโยบายด้านเศรษฐกิจสร้างรายได้ลดรายจ่าย

    วันนี้ (5 ต.ค.2568) “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “นโยบายเร่งด่วนรัฐบาลอนุทิน” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,149 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 1-3 ต.ค.2568

    พบว่า นโยบายด้านที่คาดหวังมากที่สุด คือ ด้านเศรษฐกิจ สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ร้อยละ 59.36 รองลงมาคือด้านความมั่นคง ร้อยละ 20.45 โดยมองว่านโยบายรัฐบาลอนุทินแตกต่างจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาอยู่บ้าง รองลงมาร้อยละ 7.92 ด้านสังคมการปราบการพนันผิดกฎหมาย ขจัดทุจริต ส่วนร้อยละ 7.14 ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดตั้งระบบเตือนภัย ช่วยผู้ประสบภัย และร้อยละ 5.13 ด้านบริหารภาครัฐ เร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลและปฏิรูปกฎหมาย

    ในประเด็นประชาชนคิดว่านโยบายของรัฐบาลอนุทินแตกต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมาหรือไม่พบว่า ร้อยละ 57.96 หลังจากการแถลงนโยบาย ประชาชนรู้สึกไม่ค่อยเชื่อมั่นและค่อนข้างเชื่อมั่นใกล้เคียงกัน รองลงมาร้อยละ 32.81 ไม่แตกต่างเลย และร้อยละ 9.23 แตกต่างอย่างมาก

    และยังพบว่า ร้อยละ 43.78 ประชาชนไม่ค่อยเชื่อมั่นต่อรัฐบาลนายอนุทิน ส่วนและร้อยละ 42.12 ระบุค่อนข้างเชื่อมั่น รองลงมาร้อยละ 9.40 ไม่เชื่อมั่นเลย และร้อยละ 4.70 เชื่อมั่นมาก

    ส่วน สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาลอนุทิน ต่อการทำงานในช่วง 4 เดือนก่อนการเลือกตั้ง คือ อยากเห็นผลงานการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ค่าครองชีพ ร้อยละ 31.33  รองลงมาร้อยละ 23.11 ระบุรักษาคำพูด ตามนโยบายที่ได้ให้ไว้ ร้อยละ 15.56 ทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน ร้อยละ 15.11 ดูแลความเป็นอยู่ของทหารและประชาชนตลอดแนวชายแดนและร้อยละ 8.44 ปฏิบัติตามข้อตกลงMOA ที่ให้ไว้กับพรรคประชาชน

    ทั้งนี้ ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า หลังจากติดตามการแถลงนโยบายประชาชนเห็นว่าแตกต่างจากรัฐบาลก่อนอยู่บ้าง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ดูจะสร้างความตื่นเต้นในสังคมได้ ขณะที่ประเด็นเรื่องความโปร่งใสในการบริหารยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญ ทำให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลอนุทินอยู่ในภาวะก้ำกึ่ง ท้ายที่สุดคงมีเพียงการลงมือทำผลงานจริงเท่านั้นในระยะเวลา 4 เดือนหลังจากนี้ว่าจะเปลี่ยนความก้ำกึ่งให้กลายเป็นความเชื่อมั่นได้หรือไม่

    อ่านข่าว :

    “อนุทิน” พบชาวบุรีรัมย์ ยันสัปดาห์หน้าได้เยียวยา-ชาวบ้านหนุนสร้างกำแพง-ปิดด่าน

    ที่ประชุม สมช.อนุมัติหลักการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา

    “อนุทิน” แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เดินหน้าแก้ปัญหาเร่งด่วน 5 ด้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357260&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MJgtcF_4xem8xFAlMAmEP

  • โพลชี้ชัด! คนไทยคาดหวัง

    โพลชี้ชัด! คนไทยคาดหวัง

    วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.09 น.

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง“นโยบายเร่งด่วนรัฐบาลอนุทิน”กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,149 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 1-3 ตุลาคม 2568 พบว่า นโยบายด้านที่คาดหวังมากที่สุด คือ ด้านเศรษฐกิจ สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ร้อยละ 59.36 รองลงมาคือด้านความมั่นคง ร้อยละ 20.45 โดยมองว่านโนบายรัฐบาลอนุทินแตกต่างจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาอยู่บ้าง ร้อยละ 57.96 หลังจากการแถลงนโยบาย ประชาชนรู้สึกไม่ค่อยเชื่อมั่นและค่อนข้างเชื่อมั่นใกล้เคียงกัน ร้อยละ 43.78 และร้อยละ 42.12 ตามลำดับ สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาลอนุทิน คือ อยากเห็นผลงานการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ค่าครองชีพ ร้อยละ 31.33

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่าหลังจากติดตามการแถลงนโยบายประชาชนเห็นว่าแตกต่างจากรัฐบาลก่อนอยู่บ้างโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ดูจะสร้างความตื่นเต้นในสังคมได้ ขณะที่ประเด็นเรื่องความโปร่งใสในการบริหารยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญ ทำให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลอนุทินอยู่ในภาวะก้ำกึ่ง ท้ายที่สุดคงมีเพียงการลงมือทำผลงานจริงเท่านั้นในระยะเวลา 4 เดือนหลังจากนี้ว่าจะเปลี่ยนความก้ำกึ่งให้กลายเป็นความเชื่อมั่นได้หรือไม่

    ดร.มุทิตา มากวิจิตร์ อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชากฎหมายปกครองและการบริหารงานภาครัฐ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่าจากผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นสำคัญโดยเฉพาะการสร้างรายได้และลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันซึ่งถือเป็นโจทย์พื้นฐานที่กำหนดคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในครัวเรือน

    ขณะเดียวกันประเด็นด้านความมั่นคงยังคงเป็นสิ่งที่สังคมคาดหวัง เนื่องจากเสถียรภาพทางการเมืองและความสงบเรียบร้อยเป็นเงื่อนไขสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศทุกมิติทั้งในด้านการลงทุน การค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินซึ่งจะส่งผลต่อการกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมด้วย

    นอกจากนี้ผลสำรวจยังสะท้อนว่า ประชาชนยังมิได้มีความเชื่อมั่นในรัฐบาลนี้มากอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องท้าทายที่รัฐบาลจะต้องพิสูจน์ศักยภาพในการบริหารจัดการ ผลักดันประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นวาระเร่งด่วน คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งหากรัฐบาลสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ รวดเร็ว และเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนก็จะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและสามารถสร้างฐานคะแนนเสียงใหม่ได้ในอนาคต

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/918873&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw098q-k9on3Ox73HqJ0hQrD

  • เวิลด์แบงก์ชี้ไทยเสี่ยงหนักภัยภูมิอากาศ แนะเร่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    เวิลด์แบงก์ชี้ไทยเสี่ยงหนักภัยภูมิอากาศ แนะเร่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    เวิลด์แบงก์ชี้ไทยเสี่ยงหนักภัยภูมิอากาศ แนะเร่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    In Brief

    • ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ชี้ว่าไทยมีความเสี่ยงสูงจากภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และคลื่นความร้อน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน
    • เวิลด์แบงก์เสนอให้ไทยเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเน้นการปรับโครงสร้างพลังงานไปสู่พลังงานหมุนเวียน สนับสนุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือภัยพิบัติ
    • รายงานระบุว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว เช่น การลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาด ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    ธนาคารโลก (World Bank) เผยรายงาน Thailand Country Climate and Development Report (CCDR) ฉบับล่าสุด (เมษายน 2568) ชี้ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติและแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ที่หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและลดคาร์บอน

    รายงานระบุว่า แม้ไทยเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในเอเชีย แต่ในช่วงหลังการเติบโตเริ่มชะลอตัวจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรและอุตสาหกรรมดั้งเดิม

    เวิลด์แบงก์ชี้ไทยเสี่ยงหนักภัยภูมิอากาศ แนะเร่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะน้ำท่วม ภัยแล้ง และคลื่นความร้อน กำลังสร้างแรงกระทบต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรมและเมืองชายฝั่ง เช่น กรุงเทพฯ และภูเก็ต

    เวิลด์แบงก์ชี้ว่า น้ำท่วมยังเป็นภัยพิบัติที่รุนแรงและเกิดบ่อยที่สุดในไทย ขณะที่ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นและการกัดเซาะชายฝั่งคุกคามเขตเศรษฐกิจสำคัญ ส่วนภัยแล้งที่รุนแรงขึ้นในภาคเหนือและอีสาน ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงและกระทบรายได้ของเกษตรกร

    รายงานเวิลด์แบงก์ ยังประเมินว่า ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 0.88% ของการปล่อยทั่วโลก โดยภาคพลังงานเป็นแหล่งใหญ่สุด รองลงมาคือภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ไทยตั้งเป้าหมายบรรลุ “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (carbon neutrality) ภายในปี 2593 และ “การปล่อยสุทธิเป็นศูนย์” (Net Zero) ภายในปี 2608 ซึ่งต้องการการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่

    เวิลด์แบงก์ชี้ไทยเสี่ยงหนักภัยภูมิอากาศ แนะเร่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    เวิลด์แบงก์เสนอให้ไทยเร่งเดินหน้าแผนลดการปล่อยก๊าซและปรับตัวต่อภัยภูมิอากาศ โดยเน้น 3 มาตรการหลัก ได้แก่

    1. ปรับโครงสร้างระบบพลังงานไปสู่พลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

    2. สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและเกษตรให้ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ

    3. เสริมระบบจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐานรับมือภัยพิบัติ

    นอกจากนี้ รายงานเวิลด์แบงก์ยังเห็นว่า “เศรษฐกิจสีเขียว” จะเป็นโอกาสใหม่ของไทยในการสร้างการเติบโตระยะยาว เช่น การลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานแสงอาทิตย์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มศักยภาพการส่งออกและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

    เวิลด์แบงก์เน้นย้ำว่า ความสำเร็จของไทยในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะขึ้นอยู่กับการจัดลำดับนโยบายและการระดมเงินทุนอย่างเป็นระบบ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงการใช้กลไกตลาดคาร์บอน (carbon market) และภาษีคาร์บอน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซ

    รายงานสรุปว่า หากไทยสามารถเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม จะไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากภัยภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็น “โอกาสทอง” ในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในตลาดโลกสีเขียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/sustainable/640699&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dpvDZkV96xGhrk7KUF8s7

  • รัฐบาลสหรัฐ “ชัตดาวน์” คาดเกินไตรมาส กระทบส่งออกไทย ทองคำสัญญาณบวกยาว

    รัฐบาลสหรัฐ “ชัตดาวน์” คาดเกินไตรมาส กระทบส่งออกไทย ทองคำสัญญาณบวกยาว

    รัฐบาลสหรัฐ เข้าสู่ภาวะ “ชัตดาวน์” คาดสะดุด 1 ไตรมาส จีดีพีสหรัฐร่วงกว่า 1% ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ส่วนทองคำสัญญาณบวกยาว

    รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ “ชัตดาวน์” (Government Shutdown) คาดเกินหนึ่งไตรมาส กระทบจีดีพีสหรัฐกว่า 1% ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก การค้าโลกและเศรษฐกิจไทย วิกฤติหนี้สาธารณะสหรัฐฯ กดดันเงินดอลลาร์และตลาดการเงินโลก ราคาทองคำอาจทดสอบ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้กลางปีหน้า

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การที่สหรัฐอเมริกามีหนี้สาธารณะมหาศาลและยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการทำงบประมาณขาดดุล ความจำเป็นในการขยับเพดานหนี้สาธารณะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ หนี้สาธารณะของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ อยู่ที่ 37 ล้านล้านดอลลาร์

    แม้สหรัฐฯ จะลดขนาดขององค์กรรัฐ ตัดลดงบประมาณหลายด้าน และเพิ่มรายได้จากการเก็บภาษีศุลกากร แต่รายจ่ายก้อนใหญ่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคม โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุข โครงการ ObamaCare มีความขัดแย้งในการจัดสรรงบระหว่างพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน และไม่สามารถมีข้อสรุปในการจัดสรรงบประมาณร่วมกันได้ ทำให้ต้องมีการปิดที่ทำการหน่วยงานของรัฐบาลชั่วคราว สถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 1976 เกิดการปิดทำการหน่วยงานรัฐ หรือ Government shutdown มาแล้ว 11 ครั้ง

    โดยครั้งยาวที่สุดคือ 35 วัน (ปลาย ค.ศ. 2018 – ต้น ค.ศ. 2019) ซึ่งทำให้ Real GDP หดตัวชั่วคราวประมาณ 0.3 เปอร์เซ็นต์ และเศรษฐกิจสูญเสียราว 11 พันล้านดอลลาร์ โดย 3 พันล้านดอลลาร์สูญหายถาวร (CBO 2019) 

    ด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจมีการประเมินโดยนักวิเคราะห์ในตลาดการเงินว่า ทุกสัปดาห์ของ shutdown ลด GDP 0.1 เปอร์เซ็นต์ (7 พันล้านดอลลาร์) และหากยืดเยื้อทั้งไตรมาส อาจกด GDP ลงได้มากกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ ผลกระทบหลักคือการเลื่อนการเบิกจ่าย เกิดความล่าช้าและชะงักงันในการขอใบอนุญาตของรัฐ ข้าราชการหลายแสนคนถูกพักงานและสูญเสียรายได้ชั่วคราว รวมทั้งข้อมูลเศรษฐกิจเพื่อการวางแผนนโยบายและตัดสินใจลงทุนเผยแพร่ล่าช้า

    หากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย สัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก โดยสหรัฐฯ นั้นมีมูลค่าหนี้ต่างประเทศใหญ่ที่สุดในโลก และหนี้เหล่านี้ถือครองโดยนักลงทุนทั่วโลก หากเกิดวิกฤติความเชื่อมั่นต่อเงินดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐฯ อย่างหนักเมื่อไหร่ โอกาสเกิดวิกฤตการณ์ตลาดการเงินโลก และวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกแบบทศวรรษ 1930 มีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่ภาวะดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แต่มันจะค่อยๆ สะสมปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ และปะทุขึ้นในที่สุด

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการประเมินเบื้องต้นของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล DEIIT คาดว่า การเกิด US Government Shutdown ครั้งนี้มีโอกาสยืดเยื้อสูง

    ประกอบกับระบบเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าอยู่แล้ว หากมีการปิดทำการของหน่วยงานของรัฐเกิน 1 ไตรมาส จะทำให้จีดีพีสหรัฐฯ ลดลงไม่ต่ำกว่า 1% โดยการลดลงของจีดีพีสหรัฐฯ ในระดับดังกล่าว จะส่งแรงกดดันต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและมูลค่าการค้าระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ และแน่นอน ย่อมซ้ำเติมต่อภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยวของไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

    ขณะเดียวกัน ได้เพิ่มความเสี่ยงและความผันผวนต่อตลาดการเงินทั่วโลก กรณียืดเยื้อจะเพิ่มความผันผวน ความเสี่ยงที่สหรัฐอเมริกาอาจถูกปรับลดเครดิตความน่าเชื่อถือลงได้อีกในอนาคต และทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในการถือครองดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลงอีก ภาวะดังกล่าวจะทำให้การใช้มาตรการผ่อนคลายการเงินและการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อต่อสู้กับการชะลอตัวของเศรษฐกิจมีข้อจำกัดมากขึ้น

    ดร. ภัทรพงษ์ มาลาวัลย์ นักวิจัย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การเกิด government shutdown ไม่ได้สะท้อนว่าสหรัฐฯ “ล้มละลาย” แต่เป็นผลจากความขัดแย้งทางการเมืองในคองเกรส ที่ไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณหรือมาตรการขยายเวลา (Continuing Resolution) ได้ทันก่อนสิ้นปีงบประมาณ 30 ก.ย. 2025 ทำให้หน่วยงานรัฐที่ไม่ได้มีภารกิจสำคัญหรือภารกิจหลักต้องหยุดชั่วคราว ขณะที่บริการหลัก เช่น กลาโหม ความมั่นคง และการแพทย์ฉุกเฉินยังคงดำเนินต่อ และมองว่าปัญหาหนี้สาธารณะจะยังคงเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และตลาดการเงินโลกต่อไป

    ทองคำ มีแนวโน้มบวกถึงปีหน้า

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวต่อว่า ผลกระทบของ U.S. government shutdown ต่อตลาดการเงิน ยิ่งทำให้มีการโยกเงินมาลงทุนในตลาดทองคำเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาทองปรับขึ้นได้อีกในระยะต่อไป แต่อาจจะมีการปรับฐานเป็นระยะจากการทำกำไรระยะสั้นของนักลงทุน

    หรือมีการปรับฐานหากธนาคารกลางสหรัฐฯ ชะลอการลดดอกเบี้ย การปรับฐานของราคาจะเกิดก่อนที่ราคาทองคำจะทดสอบจุดสูงสุดใหม่ ในช่วงไตรมาสสี่ ปี 2025–กลางปี 2026 Goldman Sachs และ J.P. Morgan คาดว่าราคาทองคำยังมีทิศทางขาขึ้นต่อ มีโอกาสแตะระดับ 3,900–4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้อาจมีการพักฐานระหว่างทาง ราคาทองคำโลก (XAU/USD) ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 3,860–3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้แรงหนุนจากความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของเฟด ดอลลาร์ที่อ่อนค่า และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ–การเมือง เช่น ความเสี่ยง Government Shutdown ของสหรัฐ

    ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางทั่วโลกและกองทุน ETF ยังซื้อทองคำต่อเนื่อง ส่งแรงหนุนเชิงโครงสร้างต่อราคา ขณะที่ราคาทองในประเทศปรับขึ้นตามตลาดโลก โดยยังมีแรงซื้อจากผู้บริโภคและนักลงทุน 

    แม้ราคาสูงขึ้นแล้ว แต่มีความกังวลจากแผนภาครัฐที่จะเก็บภาษีการซื้อขายทองคำเพื่อชะลอเงินบาทแข็งค่า ซึ่งภาคเอกชนคัดค้าน เนื่องจากอาจกระทบสถานะไทยในฐานะศูนย์กลางทองคำภูมิภาค การเก็บภาษีซื้อขายทองคำก็ไม่สามารถชะลอการแข็งค่าของเงินบาทได้ การเพิ่มปริมาณเงินบาทในระบบจะช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทได้ระดับหนึ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2887192&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rO7q0dGGmKkqRNPWQN_0u

  • เศรษฐกิจคือคำตอบ! คนไทยฝากความหวังไว้ “รัฐบาลอนุทิน” เร่งแก้ รอดูของจริง

    เศรษฐกิจคือคำตอบ! คนไทยฝากความหวังไว้ “รัฐบาลอนุทิน” เร่งแก้ รอดูของจริง

    เศรษฐกิจคือคำตอบ! คนไทยฝากความหวังไว้ “รัฐบาลอนุทิน” เร่งแก้ รอดูของจริง

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “นโยบายเร่งด่วนรัฐบาลอนุทิน” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,149 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 1-3 ตุลาคม 2568 พบว่า นโยบายด้านที่คาดหวังมากที่สุด คือ ด้านเศรษฐกิจ สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ร้อยละ 59.36 รองลงมาคือด้านความมั่นคง

    ร้อยละ 20.45 โดยมองว่านโนบายรัฐบาลอนุทินแตกต่างจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาอยู่บ้าง ร้อยละ 57.96 หลังจากการแถลงนโยบาย ประชาชนรู้สึกไม่ค่อยเชื่อมั่นและค่อนข้างเชื่อมั่นใกล้เคียงกัน ร้อยละ 43.78 และร้อยละ 42.12 ตามลำดับ

    สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาลอนุทิน คือ อยากเห็นผลงานการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ค่าครองชีพ ร้อยละ 31.33

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่าหลังจากติดตามการแถลงนโยบายประชาชนเห็นว่าแตกต่างจากรัฐบาลก่อนอยู่บ้างโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ดูจะสร้างความตื่นเต้นในสังคมได้

    ขณะที่ประเด็นเรื่องความโปร่งใสในการบริหารยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญ ทำให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลอนุทินอยู่ในภาวะก้ำกึ่ง ท้ายที่สุดคงมีเพียงการลงมือทำผลงานจริงเท่านั้นในระยะเวลา 4 เดือนหลังจากนี้ว่าจะเปลี่ยนความก้ำกึ่งให้กลายเป็นความเชื่อมั่นได้หรือไม่

    ดร.มุทิตา มากวิจิตร์ อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชากฎหมายปกครองและการบริหารงานภาครัฐ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่าจากผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นสำคัญโดยเฉพาะการสร้างรายได้และลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันซึ่งถือเป็นโจทย์พื้นฐานที่กำหนดคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในครัวเรือน

    ขณะเดียวกันประเด็นด้านความมั่นคงยังคงเป็นสิ่งที่สังคมคาดหวัง เนื่องจากเสถียรภาพทางการเมืองและความสงบเรียบร้อยเป็นเงื่อนไขสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศทุกมิติทั้งในด้านการลงทุน การค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินซึ่งจะส่งผลต่อการกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมด้วย

    นอกจากนี้ผลสำรวจยังสะท้อนว่า ประชาชนยังมิได้มีความเชื่อมั่นในรัฐบาลนี้มากอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องท้าทายที่รัฐบาลจะต้องพิสูจน์ศักยภาพในการบริหารจัดการ ผลักดันประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นวาระเร่งด่วน คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งหากรัฐบาลสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ รวดเร็ว และเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนก็จะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและสามารถสร้างฐานคะแนนเสียงใหม่ได้ในอนาคต

    เศรษฐกิจคือคำตอบ! คนไทยฝากความหวังไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/731423&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CsDzoVHTELxRZs-hZ_hF7