Category: เศรษฐกิจ

  • คลังชง ‘คนละครึ่งพลัส 1.5’ เติมเงินร้านค้า 2,000 บาท เข้าครม.เศรษฐกิจ วันนี้

    คลังชง ‘คนละครึ่งพลัส 1.5’ เติมเงินร้านค้า 2,000 บาท เข้าครม.เศรษฐกิจ วันนี้

    วันนี้ (10 พฤศจิกายน 2568) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยก่อนการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ วันนี้ ว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอโครงการ คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5 เข้ามาให้ครม.เศรษฐกิจ วันนี้ พิจารณา หลังจากรัฐบาลได้เริ่มต้นโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสแรกมาแล้วตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

    สำหรับคนละครึ่งพลัส เฟส 1.5 เป็นการเพิ่มเงินหรือการเติมเงินให้รายค้าที่เข้าร่วมโครงการเพื่อเพิ่มทักษะการขายออนไลน์ โดยรัฐจะเติมเงินให้ 10 -20% หรือ ไม่เกิน 2,000 บาท สำหรับยอดขายที่เพิ่มขึ้นหลังเข้ารับการอบรมจากภาครัฐ 

    โดยการอบรมจะมีหลักสูตรการขายสินค้าออนไลน์ การทำบัญชี เพื่อลดต้นทุน การนำAI เข้ามาช่วย ซึ่งจะใช้วงเงินเงินที่เหลือจากเฟส 1 ที่ประชาชนยังไม่ได้ใช้มาดำเนินโครงการในเฟสนี้

    นายเอกนิติ กล่าวว่า คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5 จะเน้นเรื่องของการเพิ่มทักษะให้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาดขายของได้เก่งขึ้น โดยเป้าหมายของคนละครึ่งพลัส จะไม่ใช่แค่ฟื้นเศรษฐกิจในระยะสั้นอย่างเดียว เพราะรัฐบาลต้องการให้ได้ผลในระยะยาวคือเพิ่มทักษะให้พ่อค้าแม่ค้าด้วย 

    สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานวันนี้ นอกจากการขยายคนละครึ่งพลัส 1.5 แล้ว ที่ประชุมจะหารือถึงมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการ SME คาดว่าจะครอบคลุมทั้งด้านการปล่อยสินเชื่อ การเพิ่มทักษะ และการลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการรายย่อย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/643612&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d7-FItlWWeVaJwh1OeoHr

  • ผ่านพระราชบัญญัติ 3 ฉบับ เปิดทาง รถไฟฟ้าราคาเดียว

    ผ่านพระราชบัญญัติ 3 ฉบับ เปิดทาง รถไฟฟ้าราคาเดียว

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-204&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vTXh6Cjy3vy1lCWNc0IVc

  • “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    ส่องสัมพันธ์ “โซเชียลมีเดีย-สแกมเมอร์” แหล่งเพาะพันธุ์ภัยความมั่นคงเศรษฐกิจโลก แสวงหากำไรบนความเสียหายของผู้ใช้งาน

    “สแกมเมอร์” หรือมิจฉาชีพออนไลน์ ไม่ได้เป็นเพียงอาชญากรที่เลือกเหยื่อเป็นรายบุคคลอีกต่อไป แต่วิวัฒนาการกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สั่นคลอนความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับโลกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

    และน่าเศร้าที่ “แพลตฟอร์ม” โซเชียลมีเดียรวมถึงอีคอมเมิร์ซที่เราไว้วางใจใช้กันอยู่ทุกวัน ได้กลายเป็นเครื่องมือชั้นดีและทำเลทองขนาดมหึมาที่เพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” ให้บานปลายเป็นไฟลามทุ่ง

    ข้อมูลที่น่าตกใจจากรายงาน “Global Economic Crime and Fraud Survey 2022” ของ PwC สะท้อนความรุนแรงของสถานการณ์ โดยพบว่า

    องค์กรกว่าครึ่ง (51%) เคยเผชิญกับการฉ้อโกงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และเกือบ 40% ของเหตุการณ์เหล่านั้น คือ “การฉ้อโกงผ่านแพลตฟอร์ม” (Platform Fraud) โดยตรง

    การเติบโตของอาชญากรรมไซเบอร์ หรือ “สแกมเมอร์” ในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ในบางกรณีอาจเป็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ของโมเดลธุรกิจ 

    ที่ไม่ได้มอง “โฆษณาหลอกลวง” เป็นภัยต้องกำจัด แต่กลับมองเป็น “แหล่งรายได้” แหล่งทำกำไรระดับมหาศาล

    “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    โซเชียลมีเดีย “ทำเลทอง” มิจฉาชีพ แหล่งเพาะพันธุ์สแกม

    ความสำเร็จของสแกมเมอร์ในยุคนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากโครงสร้างและฟีเจอร์ของโซเชียลมีเดีย ที่ถูกออกแบบมาให้เชื่อมต่อและสร้างปฏิสัมพันธ์

    และพลิกผันกลายเป็นดาบสองคม เปิดช่องให้มิจฉาชีพใช้เป็นเครื่องมือแสนทรงพลังในการเข้าหาเหยื่อจำนวนมหาศาลในต้นทุนที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

    ข้อมูลจาก Global Anti-Scam Alliance (GASA) ชี้ชัดว่า โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มยอดนิยมได้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สแกมที่ใหญ่ที่สุด โดยแต่ละแห่งมีจุดอ่อนให้ถูกใช้ประโยชน์ต่างกันไป ดังนี้

    • Facebook (56%): พบสแกมเมอร์มากที่สุด จากการมีฟีเจอร์ Marketplace ที่เปิดกว้าง และกลุ่มชุมชนต่างๆ ทำให้คนตกเป็นเป้าของร้านค้าออนไลน์ปลอม (E-shop Scams) และการหลอกลวงแบบฟิชชิ่งได้ง่าย
    • YouTube (26%): เป็นเป้าหมายหลักของแคมเปญโฆษณาอันตราย (Malvertising) ที่อาชญากรจะฝังลิงก์อันตรายไว้ในโฆษณา ทำให้ผู้ใช้เสี่ยงต่อการติดตั้งมัลแวร์หรือนำไปยังเว็บไซต์หลอกลวง
    • X (7%): เป็นแหล่งรวมการหลอกลวงแบบปลอมแปลงตัวตน (Impersonation Scams) ลิงก์ฟิชชิ่ง และโปรโมชันปลอมที่มักเกาะกระแสที่คนส่วนใหญ่กำลังให้ความสนใจ
    • Reddit (5%): มิจฉาชีพใช้ประโยชน์จากความเป็นชุมชน แอบฝังลิงก์ฟิชชิ่งในการสนทนา หรือลงโฆษณาอันตรายปะปนกับเนื้อหาทั่วไป
    • Instagram (4%): เป็นจุดหมายหลักของร้านค้าออนไลน์ปลอม ด้วยจุดเด่นที่เน้นภาพสวยงามและมีฟีเจอร์สำหรับซื้อของออนไลน์โดยตรง

    ภาพที่น่าสนใจอีกจุดคือ Telegram แม้จะมีผู้ใช้น้อยกว่า WhatsApp แต่กลับมีเนื้อหาเข้าค่ายหลอกลวงมากกว่าถึง 6 เท่า

    สะท้อนว่ามิจฉาชีพนิยมใช้ประโยชน์จากฟังก์ชันการเข้ารหัส ความเป็นนิรนาม และการสร้างกลุ่มปิด เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับและล่อลวงเหยื่อ

    “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    วิกฤตการเงิน ลามถึง ‘ความไว้ใจ’ 

    ภัยจากสแกมเมอร์ไม่ได้สร้างความเสียหายแค่เงินในกระเป๋าของใครคนใดคนหนึ่ง แต่กำลัง ‘บ่อนทำลาย’ ความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งระบบ

    เมื่อสแกมเมอร์ระบาดหนัก ชื่อเสียงของแบรนด์ก็ถูกทำลาย ความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับสถาบันการเงินก็สั่นคลอน 

    สุดท้ายเมื่อคนไม่กล้าทำธุรกรรมออนไลน์ ย่อมกลายเป็นอุปสรรคขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    มูลค่าความเสียหายนั้นพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะ “กลโกงด้านการลงทุน” ที่สร้างความสูญเสียหนักหน่วงที่สุด

    ข้อมูลเฉพาะสิงคโปร์ประเทศเดียวก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ยอดเงินที่สูญเสียจากสแกมในปี 2024 พุ่งสูงขึ้นถึง 70.6% จากปีก่อนหน้า แตะระดับอย่างน้อย 1.1 พันล้านดอลลาร์

    ซึ่งตัวเลขที่พุ่งพรวดนี้ มาจากการ “ปิดจ๊อบ” คดีใหญ่เพียงไม่กี่คดี ที่แต่ละคดีสร้างความเสียหายมหาศาล

    “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    สแกมเมอร์เจาะกลุ่มเป้าหมาย ‘คนรุ่นใหม่-ผู้สูงวัย’  

    เมื่อเจาะลึกกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์ กลับพบข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้

    • กลุ่มคนอายุต่ำกว่า 50 ปี (เยาวชน, คนหนุ่มสาว, วัยทำงาน) คือเหยื่อในสัดส่วน มากกว่า 70% ของเหยื่อทั้งหมด
    • ในทางกลับกัน กลุ่มผู้สูงอายุ แม้จะตกเป็นเหยื่อในจำนวนที่น้อยกว่า แต่กลับมียอด ความเสียหายเฉลี่ยต่อคน ‘สูงที่สุด’

    นั่นหมายความว่า กลุ่มผู้สูงวัยมัก “โดนทีเดียวหมดตัว” หรือสูญเงินออมที่เก็บมาทั้งชีวิต

    ภาพรวมทางประชากรศาสตร์นี้ สอดคล้องกับกลยุทธ์ของมิจฉาชีพ ที่มุ่งเป้าคนรุ่นใหม่ผ่าน Facebook และ Instagram ซึ่งเป็น “แหล่งชุกชุม” ของกลโกงร้านค้าออนไลน์ (E-shop scams) ที่เฟื่องฟูบนแพลตฟอร์ม 

    “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    ศึกที่ ‘ไร้เอกภาพ’ และบทเรียนถึงคนไทย

    ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความสัมพันธ์แบบพึ่งพา” (หรืออาจถึงขั้น “เอื้อประโยชน์”) ระหว่างเหล่าสแกมเมอร์และแพลตฟอร์มดิจิทัล

    ได้กลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั่วโลกในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

    แต่การจะ “ขจัด” ภัยคุกคามจากสแกมเมอร์กลับไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเจอกับ “กับดัก” หลายด่าน ไม่ว่าจะเป็น

    • กฎหมายที่ไล่ไม่ทันโจร: กฎระเบียบต่างๆ มักล้าหลังกว่าเทคโนโลยีของมิจฉาชีพอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ
    • อุปสรรคข้ามพรมแดน: ข้อจำกัดในการแบ่งปันข้อมูลระหว่างประเทศ ทำให้การ “ล่าตัว” อาชญากรทำได้ยาก
    • ภาวะ “Message Fatigue”: หรือ “ความชินชา” ของผู้บริโภค ที่โดน “ถล่ม” ด้วยคำเตือนบ่อยเกินไป จนสุดท้ายก็เริ่มเมินเฉยและไม่ระวังตัว

    สำหรับประเทศไทย ภาพรวมของปัญหาระดับโลกนี้ ถือเป็น “สัญญาณเตือนภัย” ดังๆ ถึงผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตชาวไทยทุกคน เพราะภัยคุกคามไซเบอร์นั้นไม่มีพรมแดน

    การจะฝากความปลอดภัยไว้กับแพลตฟอร์มหรือหน่วยงานกำกับดูแลเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ แต่เราต้องสร้าง “เกราะป้องกัน” ให้ตัวเองด้วยความตระหนักรู้และวิจารณญาณอยู่เสมอ

    โดยเฉพาะในสมรภูมิที่ดูเหมือนว่าแพลตฟอร์มโซเชียลจะ “ให้ความสำคัญกับผลกำไร” มากกว่า “การปกป้องความปลอดภัยของผู้ใช้งาน”

    …ท้ายที่สุด “ความตื่นตัว” ของเราเองจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ “ปราการด่านสุดท้าย” ที่จะป้องกันตัวเราเองจากภัยคุกคาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/733212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o__nG3Xer3XQyqEV3TMzK

  • อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยปี 2569 เจอศึกหนัก! คาดส่งออกหดตัว -10.8%

    อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยปี 2569 เจอศึกหนัก! คาดส่งออกหดตัว -10.8%

    มูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในปี 2569 มีแนวโน้มกลับมาหดตัว -10.8%YOY ตามทิศทางเศรษฐกิจโลก การแข่งขันที่สูงขึ้นและผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับในปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัว จากอานิสงส์ระยะสั้นของการเร่งนำเข้าของสหรัฐฯ

    แม้ว่าในปี 2568 การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง จากอานิสงส์การเร่งนำเข้า และวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าคอมพิวเตอร์และ HDD ที่ได้รับปัจจัยหนุนจากแนวโน้ม
    ความต้องการเทคโนโลยี AI และธุรกิจ Data center ที่ขยายตัว โดยคาดว่าจะเติบโตสูงถึงราว 33% YoY

    แต่ในปี 2569 คาดว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในภาพรวมมีแนวโน้มกลับมาหดตัว -10.8%YOY แม้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 การส่งออกในกลุ่มสินค้า Hi-Tech เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ยังคงได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรขาขึ้นที่สิ้นสุดลงช้ากว่าที่คาดจากอุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ที่ดีต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม การส่งออกในภาพรวมยังคงหดตัว โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่สูงในปีก่อนหน้า ประกอบกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลงตามอุปสงค์โลกที่แผ่วลง และจะเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังต้องเผชิญความเสี่ยงที่มากขึ้นจากการแข่งขันที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีเจาะจงเฉพาะสินค้า (Specific tariff) ในกลุ่มสินค้าไฮเทค เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคบางส่วนในระยะข้างหน้า

    สำหรับในระยะกลาง คาดว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามความต้องการทั้งในตลาดโลกและตลาดในประเทศที่ทยอยฟื้นตัวดีขึ้น

    ในระยะกลาง (2570-2572) คาดว่ามูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากความเสี่ยงรอบด้านทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยไปยังตลาดโลกและตลาดสหรัฐฯ แม้ว่าความต้องการในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของตลาดโลก จะยังมีแนวโน้มขยายตัวจากความต้องการของกลุ่มสินค้าขั้นปลาย เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า กลุ่ม Data storage รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น อย่างไรก็ดี ยังคงต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่อาจมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

    อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังมีประเด็นที่ต้องจับตาจากความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีของสหรัฐฯที่อาจรุนแรงขึ้น ทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ตลอดจนโอกาสทางธุรกิจใหม่ในยุค AI

    1. ผลกระทบจาก Trump’s tariff ต่ออุตสาหกรรม E&E การเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีเจาะจงเฉพาะสินค้า การเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิ์และการกำหนดหลักเกณฑ์ Local content ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้า E&E ไปตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มที่พึ่งพาสหรัฐฯ เป็นหลัก เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

    2. แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ที่ส่งผลให้อุตสาหกรรม E&E จำเป็นต้องปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับการเติบโตของสินค้าไฮเทคมากขึ้น

    3. โอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรม E&E เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น เช่น เทรนด์เช่าใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า แนวโน้มเทคโนโลยี AI ที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการ E&E ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานขยายตัว

    SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้องมีการปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ ดังนี้

    • จัดทำแผนประเมินความเสี่ยง/ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีและสินค้าสวมสิทธิ์ รวมถึงการทบทวนต้นทุนการผลิต และมองหาพันธมิตรใหม่ ๆ เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากจีนและเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศให้มากขึ้น
    • เปิดตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ โดยกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดอื่น ๆ ที่มีศักยภาพมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ เช่น อาเซียน, ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา เป็นต้น
    • การพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สีเขียวมากขึ้น ตั้งแต่การจัดหาวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมีอันตราย ไปจนถึงการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์
    • การส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานที่มีทักษะสูงและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้น เช่น วิศวกรผู้ชำนาญ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ นักวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เป็นต้น
    • การส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้เกิดการผลิตสินค้าต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

    อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/Electrical-Appliances-and-Electronics-101125

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/scbeic-thai-electronics-export-2026-slump-us-tariff-global-risk/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38TnRQAq2Rw3v0-OEhgMWP

  • โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ “บุกออี” กล่าวในงานแถลงข่าวว่า

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ “บุกออี” กล่าวในงานแถลงข่าวว่า

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ “บุกออี” กล่าวในงานแถลงข่าวว่า:
    🔹ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า ตนเองเป็นผู้รับผิดชอบโดยสมบูรณ์และเป็นผู้สั่งการในการรุกรานทางทหารต่ออิหร่าน ซึ่งคำกล่าวนี้ได้ปฏิเสธถ้อยแถลงก่อนหน้านี้ของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่อ้างว่า “เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และนี่เป็นการกระทำฝ่ายเดียวของอิสราเอล”

    🔹คำรับสารภาพดังกล่าวถือเป็นหลักฐานยืนยันถึงความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการก่ออาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยทางอิหร่านได้ดำเนินการบันทึกคำกล่าวนี้เป็นเอกสารทางการในองค์การสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคง เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการดำเนินคดีทางกฎหมายในอนาคต ทั้งนี้ คำรับสารภาพนี้สามารถใช้เป็นหลักฐานสำคัญในศาลระหว่างประเทศเพื่อยืนยันการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในการรุกรานดังกล่าวได้อย่างชัดเจน

    🔹อิหร่านยังคงติดตามการรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการรุกรานทางทหารของอิสราเอลและสหรัฐฯ อย่างจริงจัง พร้อมทั้งกำลังพิจารณาใช้กลไกและช่องทางทางกฎหมายระหว่างประเทศทุกระดับ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและยื่นฟ้องร้องต่อสหรัฐฯ

  • เอกนิติ โชว์ผลงาน 1 เดือน อัดมาตรการ ดัน GDP ไตรมาส4 โต 1.1%

    เอกนิติ โชว์ผลงาน 1 เดือน อัดมาตรการ ดัน GDP ไตรมาส4 โต 1.1%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน iBusiness Forum : Thailand Future Signal 2026 ภายใต้หัวข้อ “จับสัญญาณอนาคต ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย” ว่า ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เพื่อฟื้นชีพจรเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง

    โดยมาตรการที่ดำเนินไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท ได้แก่ การเร่งคืนหนี้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) การเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการ “เที่ยวดีมีคืน” การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานรัฐ และโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายทั่วประเทศโดยไม่ต้องกู้เงินใหม่ รัฐบาลยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเข้มงวด
     

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะเปราะบาง เหมือน “ชีพจรที่เต้นเบา” ใกล้ดิ่งเหว โดยในช่วงแรกคาดว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4/2568 จะเติบโตเพียง 0.3% แต่หลังจากรัฐบาลเร่งอัดมาตรการชุดดังกล่าว ทำให้ตัวเลขปรับขึ้นเป็น 1.1% ซึ่งถือเป็นสัญญาณฟื้นตัวเชิงบวกระยะแรกของเศรษฐกิจไทย

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเห็น “สัญญาณเศรษฐกิจที่สอง” คือ การย้ายฐานการผลิต (Relocation) ของนักลงทุนต่างชาติ หลังจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ทำให้ไทยและอาเซียนกลายเป็นจุดหมายใหม่ของการลงทุน โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พบว่า การขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติในปีที่ผ่านมาเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 90% และมีโครงการเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ ดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเวลเนสเซ็นเตอร์

    อย่างไรก็ตาม ยังมีเม็ดเงินลงทุนค้างท่อกว่า 4.7 แสนล้านบาทที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่ เนื่องจากติดขัดด้านกฎระเบียบและกฎหมายที่ซับซ้อน รัฐบาลจึงเตรียมเดินหน้าโครงการ “Fast Pass” เพื่อเร่งปลดล็อกเม็ดเงินดังกล่าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว พร้อมตั้งคณะทำงานพิเศษที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ทำหน้าที่รื้อกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรค หรือที่เรียกว่า “กีโยตินกฎหมาย” เพื่อเร่งให้การลงทุนเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

    นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สัญญาณการฟื้นตัวเริ่มปรากฏชัด แต่รัฐบาลจะต้องบริหารเศรษฐกิจให้เกิดผลต่อเนื่องในระยะยาว ภายใต้ข้อจำกัดของเวลาและฐานะการคลัง โดยจะออกแบบนโยบายให้ “ได้ผลเร็ว แต่ยั่งยืน” และกระจายประโยชน์สู่ทุกภาคส่วน บนพื้นฐานของวินัยการเงินการคลังที่เข้มแข็ง

    “เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นการฟื้นตัวที่จับต้องได้ แต่เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการกระตุ้นระยะสั้น หากต้องการสร้างรากฐานใหม่ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคเอกชนและประชาชนทุกกลุ่ม” นายเอกนิติ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/733206&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yD8IhmxyyadGcR6u19MG4

  • ดอลล่าห์พลิกอ่อน หลังตัวเลขเศรษฐกิจแย่ จับตา US Government Shutdown อาจจะใกล้จบลง | Investing.com

    ดอลล่าห์พลิกอ่อน หลังตัวเลขเศรษฐกิจแย่ จับตา US Government Shutdown อาจจะใกล้จบลง | Investing.com

    การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
    ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
    Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
    ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
    Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
    เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย

    © 2007-2025

    Fusion Media Limited ขอสงวนลิขสิทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200455245&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ddNRZWaT03ZoidkMqkO0o

  • เงินดอลล่าห์อ่อน จากตัวเลขเศรษฐกิจเอกชนแย่กว่าคาด และ คนคาดหวังเฟดลดดอก | Investing.com

    เงินดอลล่าห์อ่อน จากตัวเลขเศรษฐกิจเอกชนแย่กว่าคาด และ คนคาดหวังเฟดลดดอก | Investing.com

    Economic Highlight

    ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด หลังภาวะ Governments Shutdown ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงขาดการรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ  

    ราคา

    ราคาปัจจุบัน

    แนวรับ

    แนวต้าน

    คาดการณ์แนวโน้ม

    32.39

    32.10/32.30

    32.50/32.85

    Sideways *ยังมีความเสี่ยง Two-Way

    ทองคำ**

    (ดอลลาร์ต่อออนซ์)

    4,015

    3,900/3,950

    4,050/4,150

    Sideways *อยู่ในช่วงพักฐานและผันผวนสูง

    **ราคาทองคำ = Spot Gold price (XAUUSD)

    FX Highlight

    • สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์พลิกกลับมาย่อตัวลง หลังรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ จากภาคเอกชน ที่ออกมาแย่กว่าคาด ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด
    • ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงเผชิญ Two-Way risk (พร้อมเคลื่อนไหวได้สองทิศทาง) ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด
    • เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways จนกว่าภาวะ US Government Shutdown จะสิ้นสุดลงและตลาดกลับมารับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ โดยเงินดอลลาร์จะผันผวนไปตามการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ซึ่งต้องติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดเช่นกัน
    • นอกจากนี้ ต้องติดตามบรรยากาศในตลาดการเงิน  ซึ่งอาจกระทบต่อทิศทางเงินดอลลาร์ รวมถึงราคาทองคำ และส่งผ่านผลกระทบมายังเงินบาทได้
    • โดยเราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ไปก่อนได้ โดยเฉพาะหลังโมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้ทยอยอ่อนกำลังลง
    • เนื่องจากเรายังคงมองว่า เฟดจะสามารถทยอยลดดอกเบี้ยได้ ตามสัญญาณการชะลอตัวลงการจ้างงานที่ชัดเจนมากขึ้น ทำให้เงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลงบ้างและช่วยหนุนการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินบาท ที่จะได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวอยู่แล้วในช่วงปลายปี (ปัจจัย Seasonality)
    • ทั้งนี้ ควรจับตาทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ซึ่งยังคงมีผลต่อแนวโน้มเงินบาทด้วยเช่นกัน  
    • ในเชิงเทคนิคัลนั้น เงินบาทจะกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง หากเงินบาท (USDTHB) สามารถอ่อนค่าลงเหนือโซน 32.65-32.75 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following
    • ทั้งนี้ แนวต้านของเงินบาท (USDTHB) อยู่แถว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.65 บาทต่อดอลลาร์ และโซน 32.85 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวรับแรกจะอยู่ในช่วง 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.00-32.10 บาทต่อดอลลาร์)

    Gold Highlight

    • นับตั้งแต่ช่วง สัปดาห์ที่ผ่านมา เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ไปตามบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ และทิศทางเงินดอลลาร์
    • โดยราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากความต้องการถือครองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หลังตลาดการเงินโดยรวมเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง จากแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor
    • นอกจากนี้ การย่อตัวลงบ้างของทั้งเงินดอลลาร์ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ก็มีส่วนหนุนราคาทองคำ
    • เรามองว่า ในช่วงนี้ ราคาทองคำจะยังคงขาดปัจจัยหนุนที่ชัดเจน จนกว่าตลาดจะกลับมาปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งอาจต้องเห็นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แย่กว่าคาดชัดเจน โดยภาพดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ หากภาวะ US Government Shutdown สิ้นสุดลง ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมารับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อีกครั้ง
    • และนอกเหนือจากปัจจัยดังกล่าว เรามองว่า ในช่วงนี้ก็อาจยังไม่มีปัจจัยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มาช่วยหนุนราคาทองคำเพิ่มเติมได้
    • ความผันผวนของราคาทองคำ (1-month volatility) ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระมัดระวังและติดตามการเคลื่อนไหวของราคาทองคำอย่างใกล้ชิด
    • เราประเมินว่า ราคาทองคำอาจยังพอมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ ในระยะกลาง-ยาว ทว่า ในช่วงระยะสั้น การปรับตัวขึ้นเร็ว แรง ของราคาทองคำก็เสี่ยงต่อการปรับฐานได้ ทำให้เราไม่แนะนำให้ผู้เล่นในตลาดไล่ราคาซื้อ และควรรอจังหวะการปรับฐานของราคาทองคำ ในการเข้าซื้อเท่านั้น
    • ทั้งนี้ ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินจากกลยุทธ์ Trend-Following ราคาทองคำ (XAUUSD) ได้หลุดจากแนวโน้มขาขึ้น และจะกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง หากราคาทองคำปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ชัดเจน
    • ภายใต้แนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ที่ยังพอมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ในระยะปานกลาง-ยาว แต่เสี่ยงที่จะเข้าสู่ช่วงพักฐานในระยะสั้น ทำให้เรามองว่า กลยุทธ์ที่น่าสนใจ คือ รอจังหวะ Buy on Dip (ขอย้ำว่า ไม่ควร ไล่ราคาซื้อ) สำหรับผู้เล่นที่ต้องการถือทองคำบ้างในพอร์ตการลงทุน 5%-10% เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง ส่วนผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะลงทุนแล้ว ก็อาจ Let Profits Run หรืออาจทยอยพิจารณาขายทำกำไร ในกรณีที่ ราคาทองคำกลับมาปรับตัวขึ้นทะลุโซน 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    Economics Highlight

    สถานการณ์/เหตุการณ์สำคัญ

    ผลกระทบต่อ

    ค่าเงินบาท

    ราคาทองคำ

    ภาวะ Government Shutdown ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่อาจจะยืดเยื้อจนกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชัดเจน

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    ปัจจัยบวก

    ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB Small Business Optimism) ปรับตัวลดลง แย่กว่าคาด

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย *หากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง

    บรรดาเจ้าหน้าที่เฟด ย้ำจุดยืนว่า การลดดอกเบี้ยในอนาคต ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ปัจจัยลบ

    ปัจจัยลบ

    ข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษล่าสุด สะท้อนการชะลอตัวของการจ้างงานและอัตราการเติบโตของค่าจ้างที่ชัดเจน

    ปัจจัยลบเล็กน้อย *หากเงินปอนด์อังกฤษอ่อนค่าลงบ้าง

    ปัจจัยลบเล็กน้อย *หากเงินปอนด์อังกฤษค่าลงบ้าง

    บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน จากความกังวลมูลค่าหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อยู่ในระดับสูง และปัญหา US Government Shutdown

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    ปัจจัยบวก

    บรรดานักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาซื้อบอนด์ไทย หลังบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    Week Ahead Calendar

    1234

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200455244&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DezEiCGyO3Pv6r_l2z4Bi

  • จากวาจาสิทธิ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 สู่นวัตกรรมสร้างเศรษฐกิจชุมชน

    จากวาจาสิทธิ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 สู่นวัตกรรมสร้างเศรษฐกิจชุมชน

    “รากเหง้าแห่งการพัฒนา ศาสตร์พระราชาและบทเรียนจากบ้านเชียง…เพราะความเจริญที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องเดินออกจากบ้านเกิด แต่อาจเริ่มจากการหันกลับมาเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว”

    เมื่อได้มีโอกาสไปเยือน “บ้านเชียง” จังหวัดอุดรธานี ภาพที่ปรากฏต่อหน้ามิใช่เพียงหมู่บ้านเก่าแก่หรือแหล่งโบราณคดีที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม หากแต่คือหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยพลังของ “รากเหง้า” ซึ่งยังคงหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนในพื้นที่มาจนถึงปัจจุบัน

    คนจำนวนมากอาจมองว่าความเจริญคือสิ่งที่ต้อง “เดินออกจากบ้านเกิด” ไปแสวงหาที่อื่น แต่เรื่องราวของ “แม่ก้อย” คุณบุษราภรณ์ กลางพรหม มัคคุเทศก์ท้องถิ่นแห่งบ้านเชียง กลับเป็นอีกบทหนึ่งของความเจริญที่เริ่มต้นจาก “การกลับบ้าน”

    เมื่อกว่า 10 ปีก่อน แม่ก้อยเคยใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ทำงานประจำท่ามกลางแสงสีและความเร่งรีบของเมืองใหญ่ เธอยอมรับว่าเคยหลงอยู่ในความฟุ้งเฟ้อ จนแทบลืมวิถีบ้านเกิด จนวันหนึ่งครอบครัวโทรมาตามให้กลับไปช่วยธุรกิจของครอบครัว ซึ่งเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการขายของที่ระลึกในชุมชน ตอนนั้นเธอไม่มีความมั่นใจเลยว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เพราะห่างจากบ้านนอกมานาน แต่เมื่อจำใจกลับไป สิ่งที่รออยู่กลับกลายเป็น “ชีวิตใหม่” ที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน

    ทุกวันนี้ บ้านเชียงยังคงคึกคักด้วยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเรียนรู้เรื่องราวของอารยธรรมโบราณ เครื่องปั้นดินเผา และวิถีของบรรพบุรุษชาวไทยเมื่อกว่า 5,000 ปีก่อน ของที่ระลึกขายดีจนผลิตแทบไม่ทัน ชาวบ้านต้องช่วยกันปั้น ช่วยกันขาย เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตและแตกไลน์สินค้าออกไป ทั้งงานจักสาน งานผ้า งานคราฟต์ รวมถึงของใช้พื้นถิ่นที่สะท้อนภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ท้องถิ่น ชีวิตของแม่ก้อยมั่นคงขึ้น รายได้ของครอบครัวและชุมชนก็เพิ่มขึ้นพร้อมกัน

    แม่ก้อยเล่าว่า ทุกวันนี้เธอภูมิใจในความเป็นคนบ้านเชียงมากขึ้นกว่าเดิม เธอสวมชุดผ้าประจำถิ่นทุกครั้งที่ต้อนรับนักท่องเที่ยว และยังถ่ายทอดแนวคิดนี้ให้กับลูกสาววัย 10 ขวบ “น้องกิ่ง” ด.ญ.กิ่งฉัตร กลางพรหม ที่คอยช่วยแม่ทำหน้าที่เป็นไกด์ตัวน้อย เล่าเรื่องราวบ้านเชียงด้วยแววตาเปี่ยมประกาย “ที่นี่คือบ้านของหนู หนูอยากให้คนมาเที่ยวบ้านหนูเยอะ ๆ” เสียงเล็ก ๆ นั้นคือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าการอนุรักษ์รากเหง้า ไม่ได้ทำให้เราหยุดนิ่ง แต่กลับกลายเป็นแรงผลักให้เติบโตอย่างมั่นคง

    นายชาตรี ตะโจประรัง หรือ “ลุงชาตรี” ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปั้นหม้อเขียนสีบ้านเชียง เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นว่า สิ่งที่บ้านเชียงเป็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากแนวพระราชดำริอันลึกซึ้งของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อครั้งเสด็จเยือนบ้านเชียงในปี พ.ศ. 2515 ตอนนั้นชาวบ้านยังขุดเครื่องปั้นดินเผาโบราณขึ้นมาขายให้นักสะสม เพราะเห็นว่าเป็นของมีค่าและสร้างรายได้เร็ว พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นแล้วมีพระราชดำริว่า “การกระทำเช่นนี้ไม่ยั่งยืน แม้จะได้เงินจำนวนมาก แต่เมื่อขุดของโบราณมาขายจนหมด ใครจะกลับมาที่บ้านเชียงอีก”

    คำของพระองค์กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ชาวบ้านรวมทั้งนายชาตรีและเพื่อน ๆ ในชุมชน หันมาช่วยกันอนุรักษ์สิ่งเหล่านี้ไว้แทนการทำลาย เป็นแนวทางทำให้เกิดเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง พิพิธภัณฑ์ประจำแหล่งแห่งแรกของไทย เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม เพื่อให้ผู้คนจากทั่วโลกเดินทางมาศึกษาแทนที่จะนำของออกไปขาย และให้ผลิต “ของที่ระลึกจำลอง” ขึ้นใหม่ เพื่อสร้างรายได้โดยไม่ทำลายของจริง จากพระราชดำรินี้เอง ที่กลายเป็นรากฐานของการทำงานของกลุ่มปั้นหม้อเขียนสีบ้านเชียงในวันนี้ เป็นการน้อมนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่การทำลายรากเหง้าเพื่อผลกำไรระยะสั้น แต่คือการ “ต่อยอดสิ่งที่มีอยู่” ให้กลายเป็นรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนสำหรับลูกหลานในอนาคต

    ด้วยแนวทางการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนฐานของความพอเพียงและภูมิปัญญาเช่นนี้ ทั้ง วิสาหกิจชุมชนโฮมสเตย์เชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมบ้านเชียง ของแม่ก้อย และ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มปั้นหม้อเขียนสีบ้านเชียง ของลุงชาตรี จึงได้รับการเชิญให้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ เครือข่ายขับเคลื่อนนวัตกรรมศาสตร์พระราชา เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบของ “นวัตกรรมจากภูมิปัญญาท้องถิ่น” ที่สอดคล้องกับแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการอนุรักษ์วัฒนธรรมอย่างยั่งยืน เครือข่ายนี้จะเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และต่อยอดแนวคิดของศาสตร์พระราชาให้เกิดผลในระดับชุมชนทั่วประเทศ

    “ศาสตร์พระราชา” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการบริหารจัดการน้ำหรือสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังหมายถึง “การอนุรักษ์จิตวิญญาณของความเป็นไทย” และการรักษาอัตลักษณ์ของท้องถิ่น พระองค์ทรงสอนให้เห็นว่า การพัฒนาจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อยืนอยู่บนรากที่มั่นคง เมื่อชุมชนเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาเดิม และใช้สิ่งนั้นเป็นทุนทางเศรษฐกิจที่เติบโตไปพร้อมกับจิตสำนึกแห่งความภาคภูมิใจ

    บ้านเชียงในวันนี้จึงไม่เพียงเป็นมรดกโลก หากแต่เป็น “แหล่งเรียนรู้ชีวิต” ที่บอกเราว่า ความเจริญกับความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน หากเราเลือกขายรากเหง้า ความเจริญอาจอยู่เพียงชั่วคราว แต่หากเราเลือกเก็บรักษาไว้และต่อยอดด้วยความเข้าใจ ความเจริญนั้นจะยืนยาวไปถึงรุ่นลูกหลาน ในที่สุด “รากเหง้า” ไม่ได้ถูกเก็บไว้เพียงในพิพิธภัณฑ์ แต่ยังเติบโตอยู่ในหัวใจของผู้คนที่ยังเชื่อในคุณค่าของมัน เหมือนอย่างแม่ก้อยและลูกสาวที่ยืนยิ้มต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยความภาคภูมิใจในสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นไทย” และนั่น…คือคำตอบของศาสตร์พระราชา พัฒนาโดยไม่ลืมรากเหง้า เพื่อให้ความเจริญงอกงามได้อย่างยั่งยืน

    โครงการตามรอยพระราชา จัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 โดยเป็นการเผยแพร่ศาสตร์ของพระราชา และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ 17 เป้าหมาย ภายในปี 2030 สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ FB : ตามรอยพระราชา-The King’s Journey, Line Official @dfoundation

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2598%25E0%25B9%258C/261141&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YlinBT–BuZ0Q4SF7q-0E

  • ‘เอกนิติ’ คาดจีดีพีไตรมาส 4 โต 1.1% สัญญาณเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม

    ‘เอกนิติ’ คาดจีดีพีไตรมาส 4 โต 1.1% สัญญาณเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คาดว่าจีดีพีไตรมาส 4 ปีนี้ จะสามารถขยายตัวได้ 1.1 % จากเดิมที่คาดจะขยายตัว 0.3%

    ทั้งนี้ เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลประกาศใช้ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ ทำให้เป็นสัญญาณแรกของเศรษฐกิจที่พ้นจากหล่ม

    ส่วนสัญญาณที่สอง คือ การลงทุนตรงจากต่างชาติ ซึ่งเราพบว่า มีนักลงทุนต่างชาติสนใจเข้าลงทุนในอาเซียนและไทยเพิ่มขึ้นมากสวนทางกับการลงทุนของโลก

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    แม้ว่าการสนใจลงทุนในไทยจะต่ำกว่าอาเซียน แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนจากมูลค่าการขอลงทุนที่เพิ่มขึ้นถึง 90% และจำนวนโครงการที่เพิ่มขึ้น 30% นี่คือเทรนด์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย โดยภาคธุรกิจที่ต่างชาติสนใจลงทุนมาก คือ เกษตรแนวใหม่ เซมิคอนดัคเตอร์ รถไฟฟ้าและไฮบริด และเวลเนส

    อย่างไรก็ตาม ตัวเลขลงทุนจริงยังต่ำ หรือมีตัวเลขลงทุนที่ค้างท่ออยู่ 4.7 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะเร่งแก้ไขอุปสรรค เพื่อเร่งให้เงินลงทุนจริง

    “สัญญาณเศรษฐกิจไทยชัดเจนว่า ฟื้นแล้ว แต่จะฟื้นยาวได้อย่างไรภายใต้ข้อจำกัดที่รัฐบาลมีเวลา 4 เดือน และ ฐานะการคลังจำกัด เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล ซึ่งเป็นที่มาของนโยบาย 5 เสาหลัก ที่จะกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/643637&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nAP0jupcdNHd7oHnGMYm5