Category: เศรษฐกิจ

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 ก.พ. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 ก.พ. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 ก.พ. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 50 สตางค์ต่อลิตร

    และราคาน้ำมันดีเซลปรับลดลลง 50 สตางค์ เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.44 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 ก.พ. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/650423&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mmWLnIl189SOzB5PlekHq

  • ทรัมป์ขู่เก็บภาษีประเทศที่ขายน้ำมันให้คิวบา เพิ่มแรงกดดันเกาะคอมมิวนิสต์

    ทรัมป์ขู่เก็บภาษีประเทศที่ขายน้ำมันให้คิวบา เพิ่มแรงกดดันเกาะคอมมิวนิสต์

    ประธานาธิบดีสหรัฐอมेริกา โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งบริหารเมื่อวันพฤหัสบดี ขู่เก็บภาษีเพิ่มเติมกับประเทศที่ขายน้ำมันให้คิวบา เป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อเกาะที่ปกครองโดยระบบคอมมิวนิสต์

    คำสั่งดังกล่าวไม่ได้ระบุมูลค่าของภาษีหรือประเทศเป้าหมายที่ชัดเจน แต่มอบหมายให้รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้กำหนดรายละเอียด คิวบาซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรมาตั้งแต่ปี 1962 เคยได้รับน้ำมันส่วนใหญ่จากเวเนซุเอลา

    การตัดขาดเส้นทางน้ำมันจากเวเนซุเอลา

    อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ได้เคลื่อนไหวปิดกั้นการไหลของน้ำมัน หลังจากขับไล่นิโคลาส มาดูโร พันธมิตรสำคัญของฮาวานาออกจากอำนาจ และเข้าควบคุมการส่งออกน้ำมันเวเนซุเอลาอย่างมีประสิทธิภาพ

    ภายหลังปฏิบัติการในเวเนซุเอลา ทรัมป์ได้ปฏิญาณว่าจะตัดขาดน้ำมันและเงินทุนที่ไหลเข้าสู่คิวบาอย่างสมบูรณ์ “ผมขอแนะนำอย่างยิ่งให้พวกเขาทำข้อตกลง ก่อนที่จะสายเกินไป” เขาขู่ผ่านโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์

    ปฏิกิริยาจากรัฐมนตรีต่างประเทศคิวบา

    บรูโน โรดริเกซ รัฐมนตรีต่างประเทศของฮาวานา ประณามการเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันพฤหัสบดี โดยเรียกมันว่า “การกระทำรุกรานอย่างโหดร้ายต่อคิวบาและประชาชน ซึ่งถูกกดขี่ด้วยการปิดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยาวนานและโหดร้ายที่สุดเป็นเวลากว่า 65 ปี”

    คำสั่งที่ลงนามเมื่อวันพฤหัสบดีขู่เก็บภาษีเพิ่มเติมต่อ “ประเทศใดก็ตามที่ขายหรือจัดหาน้ำมันให้คิวบาทั้งทางตรงหรือทางอ้อม” คำสั่งอ้างอิงพระราชบัญญัติอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) และเรียกรัฐบาลคิวบาว่าเป็น “ภัยคุกคามพิเศษ” ต่อความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ

    วิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายของคิวบา

    แรงกดดันเหล่านี้เกิดขึ้นในขณะที่เกาะคอมมิวนิสต์กำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยมีไฟฟ้าดับเป็นประจำนานถึง 20 ชั่วโมงต่อวัน และการขาดแคลนอาหารและยาที่ทำให้ชาวคิวบาอพยพออกจากประเทศเป็นจำนวนมาก

    บทบาทของเม็กซิโก

    เม็กซิโกซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของสหรัฐฯ ได้กลายเป็นผู้จัดหาน้ำมันสำคัญให้คิวบา แม้ว่ารายงานสื่อจะชี้ว่าการไหลของน้ำมันอาจกำลังชะลอตัวภายใต้แรงกดดันจากทรัมป์ ประธานาธิบดีเม็กซิโก คลาอุเดีย ไชน์บาวม์ กล่าวในงานแถลงข่าวต้นสัปดาห์นี้ว่าไม่ยืนยันหรือปฏิเสธรายงานดังกล่าว แต่ระบุว่าเม็กซิโกจะ “ยังคงแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” กับคิวบา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/trump-threatens-tariffs-countries-selling-oil-cuba&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1B6lHXETeT0h4fDxOJd3b6

  • GI น้องใหม่ “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” คุณภาพระดับพรีเมียม กก.ละ 3,000 บ. สร้างรายได้ 65 ลบ./ปี

    GI น้องใหม่ “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” คุณภาพระดับพรีเมียม กก.ละ 3,000 บ. สร้างรายได้ 65 ลบ./ปี

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียน “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัดภูเก็ต ต่อจากสับปะรดภูเก็ต ส้มควายภูเก็ต และมุกภูเก็ต ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นในการยกระดับสินค้าประมงพื้นบ้านระดับพรีเมียมให้ได้รับการคุ้มครองชื่อเสียงและแหล่งต้นกำเนิดอย่างเป็นระบบ โดยกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตถือเป็นสินค้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและเป็นสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารของจังหวัดภูเก็ตมาอย่างยาวนาน

    “ความพิเศษของกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่รายล้อมด้วยทะเลอันดามันอันอุดมสมบูรณ์ มีระดับความเค็มของน้ำเหมาะสม กระแสน้ำมีการถ่ายเทตลอดเวลา เนื่องจากอิทธิพลของน้ำขึ้น-น้ำลง กุ้งจึงได้รับสารอาหารจากธรรมชาติอย่างเต็มที่ และต้องเคลื่อนไหวต้านกระแสน้ำตลอดเวลา ส่งผลให้กุ้งมีมวลกล้ามเนื้อแน่นและหนา ผสานกับภูมิปัญญาของเกษตรกรที่นำมาเพาะเลี้ยงในกระชังและเสริมอาหารด้วยหอยพื้นถิ่นที่มีแคลเซียมสูง ช่วยให้กุ้งลอกคราบได้สมบูรณ์และเติบโตแข็งแรง โดยมีลำตัวขนาดใหญ่ น้ำหนักไม่น้อยกว่า 500 กรัม เปลือกส่วนหัวแข็งหนา หนวดยาวแข็งแรงปล้องท้องเรียบไม่มีร่องขวาง หางแผ่เป็นรูปพัด ลำตัวมีสีเขียวหรือสีน้ำทะเล มีแถบสีน้ำตาลหรือดำคาดขวางส่วนหัว มีจุดสีส้มประปราย ทั้งตัวมีสีไม่น้อยกว่า 7 สี เช่น สีเขียว สีส้ม สีน้ำเงิน สีม่วง สีชมพู สีครีม และสีดำ เป็นต้น เนื้อกุ้งแน่นใส นุ่มเด้ง รสชาติหวาน มีมันกุ้งมาก และไม่มีกลิ่นคาว นิยมรับประทานทั้งแบบสดแร่เป็นซาชิมิ หรือปรุงสุกด้วยการย่างหรืออบ ซึ่งยังคงเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบและไม่กระด้าง”
     
    กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต นับเป็นสินค้าที่มีศักยภาพทางการตลาดสูงและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยมีปริมาณการผลิตเฉลี่ยต่อปี 21,670 กิโลกรัม ราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 3,000 บาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 65 ล้านบาทต่อปี ด้วยคุณภาพและชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จึงได้รับฉายาว่า “ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล (Foie Gras of the Sea)” และยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเมนูที่ใช้เสิร์ฟในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC 2022) รวมทั้งเป็นที่ยอมรับในร้านอาหารระดับมิชลินและโรงแรมหรูทั้งในและต่างประเทศ
     
    ด้าน นายปวริศน์ ราชรักษ์ หรือโกปาน ผู้ประกอบการเจ้าของแพกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เปิดเผยว่า การที่กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตได้รับการขึ้นทะเบียน GI นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวภูเก็ตเป็นอย่างยิ่ง โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นโอกาสดีในการยกระดับสินค้าท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า ทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในคุณภาพและแหล่งที่มา ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจอาหารในพื้นที่ ช่วยสร้างความเข้มแข็งและสร้างรายได้ให้กับชุมชนประมงในจังหวัดภูเก็ตอย่างยั่งยืน
     
    ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา จะเดินหน้าส่งเสริมการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI เพื่อรักษาคุณภาพการผลิตกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตให้ได้มาตรฐานคงที่ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติว่าจะได้รับประทานกุ้งมังกรที่มีคุณภาพส่งตรงจากแหล่งผลิตในจังหวัดภูเก็ตอย่างแท้จริง นอกจากนี้ จะร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอาหารและผลักดันสินค้าสู่ตลาดพรีเมียม เพื่อสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างต่อเนื่องต่อไป
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/267394&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iy3jwb-gA75AsR83Zbvxj

  • ชาวจีนแห่ขายทองรูปพรรณที่เครื่องรีไซเคิลอัตโนมัติ หลังราคาพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่

    ชาวจีนแห่ขายทองรูปพรรณที่เครื่องรีไซเคิลอัตโนมัติ หลังราคาพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่

    ชาวจีนนับสิบคนแห่กันไปขายเครื่องประดับทองคำที่เครื่องรีไซเคิลทองอัตโนมัติในห้างสรรพสินค้าเซี่ยงไฮ้ หลังราคาทองคำพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่ใกล้ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในวันพฤหัสบดี โดยหลายคนนำทองรูปพรรณที่เป็นมรดกตกทอดจากครอบครัวมาขายเพื่อแลกเงินสด

    กิ่งฮู้ดกรุ๊ปติดตั้งเครื่องรีไซเคิลสีเหลืองสดใส

    เครื่องรีไซเคิลทองที่บริษัทกิ่งฮู้ดกรุ๊ป (Kinghood Group) ติดตั้งในห้างสรรพสินค้าดึงดูดความสนใจจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก โดยหน้าจอแสดงราคาทองที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจากตลาดทองเซี่ยงไฮ้ พร้อมระบบกล้องแสดงภาพสดของแขนกลที่เคลื่อนย้ายชิ้นส่วนทองไปชั่งน้ำหนักและใช้คลื่นแสงวิเคราะห์ความบริสุทธิ์

    ผู้ขายรอคิวนานกว่า 1 ชั่วโมง

    หญิงชื่อหวู อายุ 54 ปี บอกว่าไม่เคยคิดมาก่อนว่าราคาทองจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วขนาดนี้ หวูนำเหรียญทองลายแพนด้าที่ซื้อหลังจากลูกสาวเกิดในปี 2002 มาขาย เธอเล่าว่าเคยขายแหวนที่ได้รับมรดกจากพ่อที่เสียชีวิตแล้วกับเครื่องนี้ได้เงินประมาณ 10,000 หยวน (1,400 ดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นมหาศาลจากราคาเดิมที่แม่ซื้อไว้ 1,000 หยวนเมื่อหลายสิบปีก่อน

    แม่ผู้สูงวัยตื่นเต้นกับราคาทองที่พุ่งสูง

    หวูกล่าวว่าแม่ผู้สูงวัยของเธอตื่นเต้นมากกับราคาทองที่เพิ่มขึ้น และมองว่าเครื่องรีไซเคิลนี้เป็นโอกาสเสริมเงินบำนาญที่มีจำนวนไม่มาก “ทุกคนเริ่มพูดเรื่องทองกันทั่วไป และมันกระตุ้นอารมณ์แม่มาก” หวูให้สัมภาษณ์

    ขายแหวนมรดกจากปู่ได้เงินกว่า 12,000 หยวน

    หญิงชื่อโจว สวมสร้อยคอหยกและกำไลมาขายแหวนมรดกจากปู่ที่เสียชีวิตแล้ว แหวนดังกล่าวตกแต่งด้วยตัวอักษรจีนหมายถึง “โชค” และภาพทองคำแท่งขนาดเล็ก เธอเชื่อว่าปู่ซื้อแหวนนี้ระหว่างปี 1950-1980 และแม่มอบให้เธอในปีนี้

    หลังจากโจวใส่แหวนเข้าไปในเครื่อง หน้าจอแสดงข้อความว่ากิ่งฮู้ดจะซื้อทองคาราตสูงชิ้นนี้ในราคากว่า 12,000 หยวน โจวพอใจกับราคาดังกล่าวจึงคลิก “ยอมรับ” และกรอกชื่อเต็ม หมายเลขบัตรประชาชน และรายละเอียดบัญชีธนาคาร ขณะที่แหวนของปู่ถูกหลอมละลายเป็นก้อนเรียบบนจอภาพสด

    พนักงานดูแลสัญญาว่าเธอจะได้รับเงินผ่านการโอนธนาคารภายในวันเดียวกัน โจวอธิบายว่าเธอเชื่อใจเครื่องรีไซเคิลอัตโนมัตินี้มากกว่าผู้ซื้อทั่วไป เพราะที่อื่นจะทดสอบทองด้วยการเผาเล็กน้อย แต่ที่นี่ทดสอบโดยตรงและโปร่งใส

    เครื่องรีไซเคิลดึงดูดความสนใจจากผู้สัญจรไปมาที่ตื่นตะลึงกับจำนวนเงินจำนวนมากที่เปลี่ยนมือกันในมุมเงียบๆ ของห้างสรรพสินค้า ผู้คนรอบข้างแสดงความประหลาดใจเมื่อเห็นคู่สามีภรรยาผู้สูงวัยได้เงินจากทองคำแท่งขนาดเท่านิ้วกว่า 122,000 หยวน

    An attendant at the Shanghai mall helps sellers deposit ornate pendants, hammered rings and commemorative coins into an opening in the device

    An attendant at the Shanghai mall helps sellers deposit ornate pendants, hammered rings and commemorative coins into an opening in the device

    Chinese families traditionally purchase gold to mark special occasions like births and weddings

    Chinese families traditionally purchase gold to mark special occasions like births and weddings

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chinese-sell-gold-jewelry-automated-recycling-machines-record-prices&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RUbeUgZnZPNsOfQDgt_FI

  • ประชานิยมเป็นเหตุ อินโดนีเซียเจอวิกฤตการคลังตลาดหุ้นร่วงหนักสุดในรอบหลายทศวรรษหวั่นซ้ำรอยวิกฤตการเงินเอเชีย 

    ประชานิยมเป็นเหตุ อินโดนีเซียเจอวิกฤตการคลังตลาดหุ้นร่วงหนักสุดในรอบหลายทศวรรษหวั่นซ้ำรอยวิกฤตการเงินเอเชีย 

    เบื้องหลังสถานการณ์
    หุ้นอินโดนีเซียร่วงลงอย่างหนักในสัปดาห์นี้ หลังจากที่ MSCI ผู้จัดทำดัชนีระดับโลก ขู่ว่าจะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือเนื่องจากปัญหาด้านความโปร่งใส ส่งผลให้เกิดการเทขายในหมู่นักลงทุนที่กังวลอยู่แล้วเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ

    ดัชนี Jakarta Composite Index ร่วงลงประมาณ 8% ในวันพุธ และมากถึง 10 เปอร์เซ็นต์ในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นการร่วงลงที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1998 ในช่วงวิกฤตการเงินเอเชีย

    ตลาดฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในวันศุกร์ หลังรัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจ ไอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต ได้ให้คำมั่นเกี่ยวกับการปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์ โดนประกาศมาตรการ “ปฏิรูป” เบช่น เพิ่มสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนขั้นต่ำสำหรับบริษัทจดทะเบียนจาก 7.5% เป็น 15% ภายในเดือนมีนาคม และอนุญาตให้กองทุนบำเหน็จบำนาญและกองทุนประกันภัยลงทุนในหุ้นได้สูงสุดถึง 20% ของพอร์ตการลงทุน จากเดิมที่จำกัดไว้ที่ 8%

    อย่างไรก็ตาม ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว โดยตัวเงินที่หายไปสูงถึง 8.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯนอกจากนี้ ยังเกิดความกังวลว่าความปั่นป่วนในตลาดหุ้นอินโดนีเซียอาจเป็นชนวนให้เกิดวิกฤตที่คล้ายคลึงกับวิกฤตการเงินเอเชีย ปี 1997 

    จากรายงานของ Bloomberg ระบุว่า “ไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากเข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2024 ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย ได้เดินหน้าแผนการอันทะเยอทะยานเพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่การเปลี่ยนแปลงนโยบายเมื่อต้นปีนี้ทำให้บรรดานักลงทุนหวาดวิตกและส่งผลให้ค่าเงินรูเปียห์ตกต่ำถึงระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียปี 1997-1998 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศต้องการความช่วยเหลือจากทั่วโลกก็ตาม”

    MSCI คืออะไร?
    MSCI เป็นบริษัทการเงินที่ตั้งอยู่ในนิวยอร์ก ผลิตดัชนีระหว่างประเทศที่นักลงทุนใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการปรับสมดุลพอร์ตการลงทุนของตน

    MSCI มีผลกระทบอย่างมากต่อการตัดสินใจลงทุนผ่านดัชนีตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นดัชนีหลักของบริษัท โดยประกอบด้วยบริษัท 1,200 แห่งที่มีมูลค่าตลาดมากกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าประเทศใดบ้างที่ถูกรวมหรือถูกยกเว้นจากดัชนีของ MSCI เนื่องจากอาจส่งผลให้ต้องปรับพอร์ตการลงทุน

    เกิดอะไรขึ้นในจาการ์ตา?
    MSCI กล่าวในแถลงการณ์ว่า นักลงทุนได้ “เน้นย้ำว่าปัญหาพื้นฐานด้านการลงทุนยังคงมีอยู่เนื่องจากความไม่โปร่งใสในโครงสร้างการถือหุ้นและความกังวลเกี่ยวกับการซื้อขายที่อาจมีการประสานงานกัน ซึ่งบ่อนทำลายการกำหนดราคาที่เหมาะสม”

    “จำเป็นต้องมีข้อมูลที่ละเอียดและน่าเชื่อถือมากขึ้นเกี่ยวกับโครงสร้างการถือหุ้น ซึ่งอาจรวมถึงการตรวจสอบความเข้มข้นของการถือหุ้นในระดับสูง” บริษัท MSCI ระบุ

    ผู้สังเกตการณ์บ่นมานานแล้วเกี่ยวกับการขาดสภาพคล่องในหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ในอินโดนีเซีย ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    โดยทั่วไปแล้วบริษัทเหล่านี้ถูกควบคุมโดยบุคคลเพียงไม่กี่คน ทำให้บริษัทเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงราคาที่ถูกจัดฉากมากกว่าสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง

    ความเสี่ยงคืออะไร?
    MSCI กล่าวว่าจะระงับการเปลี่ยนแปลงบางอย่างสำหรับหุ้นอินโดนีเซียในการทบทวนดัชนีเป็นการชั่วคราว

    บริษัทที่ประสบความสูญเสียมากที่สุดคือบริษัทที่กำลังจะถูกเพิ่มเข้าไปในดัชนี MSCI ซึ่งรวมถึง PT Bumi Resources หนึ่งในบริษัทเหมืองแร่ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และ PT Pantai Indah Kapuk Dua บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่

    สำนักข่าว Strait Times ของสิงคโปร์ชี้ถึงสาเหตุของความปั่นป่วนว่าเมื่อวันที่ 28 มกราคม กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของอินโดนีเซีย คือ Danantara  ประกาศโอนเหมืองทองคำมาร์ตาเบให้แก่หน่วยงานของรัฐโดยบังคับ ซึ่งการตัดสินใจนี้สร้างความตกใจให้กับนักลงทุน “เนื่องจากเหมืองดังกล่าวเป็นสินทรัพย์สำคัญของ PT United Tractors ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PT Astra International หนึ่งในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และมีความหลากหลายมากที่สุดของอินโดนีเซีย และเป็นหุ้นสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติถือครองอยู่เป็นจำนวนมาก” 

    สำนักข่าว AFP ชี้ว่า อินโดนีเซียต้องเร่งดำเนินการเรื่องความโปร่งใสภายในเดือนพฤษภาคม มิเช่นนั้น MSCI อาจลดน้ำหนักสัดส่วนการลงทุนในบริษัทอินโดนีเซียในดัชนีตลาดเกิดใหม่

    และอาจลดระดับสถานะของอินโดนีเซียจาก “ตลาดเกิดใหม่” (emerging market) เป็น “ตลาดชายขอบ” (frontier market) ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่า

    ทำไมราคาหุ้นถึงร่วงลง? 
    “นี่คือความตื่นตระหนกในตลาด แม้ว่า MSCI ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรเลย” ฮันส์ ควี นักวิเคราะห์หุ้นจาก PasarDana กล่าวกับ AFP

    เขาเสริมว่า การลดน้ำหนักสัดส่วนการลงทุนจะผลักดันให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นอินโดนีเซีย ในขณะที่การลดระดับสถานะจะนำไปสู่ ​​”การไหลออกจำนวนมาก”

    Goldman Sachs ลดระดับหุ้นอินโดนีเซียเมื่อวันพฤหัสบดี โดยประเมินว่าอาจมีการไหลออกเกิน 1.3 พันหมื่นดอลลาร์ในสถานการณ์ที่รุนแรงที่สุด UBS และ HSBC ก็ดำเนินการเช่นเดียวกัน

    คกล่าวว่า “สิ่งที่ MSCI เรียกร้องนั้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับตลาดเช่นกัน ดีต่อความโปร่งใสของตลาด และแน่นอนว่าจะดำเนินการต่อไป” แต่เตือนนักลงทุนให้ระมัดระวัง

    ปฏิกิริยาของจาการ์ตาเป็นอย่างไร? 
    ผู้ดำเนินการตลาดหลักทรัพย์ IDX กล่าวว่า “จะยังคงประสานงานกับ MSCI ต่อไป”

    ซีอีโอของ IDX คือ อิมาน ราห์มาน ลาออกเมื่อวันศุกร์ โดยอ้างถึง “ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสองวันที่ผ่านมา”

    หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของอินโดนีเซีย (OJK) กล่าวว่ามีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดขั้นต่ำเป็น 15% เป็นสองเท่า ซึ่งหมายถึงจำนวนหุ้นที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปซื้อขายได้

    สภาพเศรษฐกิจเป็นอย่างไร?
    การประกาศของ MSCI “เร่งให้ผู้ที่ลังเลใจตัดสินใจออกจากตลาด” ซิน-เหยา อึ้ง ผู้จัดการกองทุน Aberdeen กล่าว ตามรายงานของ Bloomberg

    เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักลงทุนเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีประโบโว สุเบียนโต

    ความเชื่อมั่นของนักลงทุนถูกสั่นคลอนไปแล้วจากการปลดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ศรี มุลยานี อินดราวาติ เมื่อปีที่แล้ว

    สำนักข่าว AFP ชี้ว่าอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของประโบโวที่มีต่อธนาคารกลาง ซึ่งเขาเพิ่งแต่งตั้งหลานชายเป็นรองผู้ว่าการ ก็ทำให้เกิดความกังวลเช่นกัน

    “ความกังวลเกี่ยวกับทิศทางการกำหนดนโยบายของประเทศได้กลับมาปรากฏอีกครั้งตั้งแต่ต้นปีนี้” เจสัน ทูวี นักวิเคราะห์จาก Capital Economics กล่าวกับ AFP

    “การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นและการแต่งตั้งหลานชายของประโบโวเป็นรองผู้ว่าการธนาคารกลาง เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าประธานาธิบดีกำลังเปลี่ยนนโยบายไปในทิศทางประชานิยมและแทรกแซงมากขึ้น” เขากล่าวเสริม

    จากรายงานของสำนักข่าว Strait Times  ระบุว่า อินโดนีเซียเผชิญกับวิกฤตการคลัง โดยในปี 2025 รายได้ของรัฐต่ำกว่าเป้าหมาย ขณะที่การขาดดุลงบประมาณพุ่งสูงขึ้นเกือบ 3 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ซึ่งเป็นขีดจำกัดที่กำนดไว้กฎหมาย “โดยมีสาเหตุมาจากการใช้จ่ายตามนโยบายประชานิยมอย่างหนัก” เช่น โครงการอาหารเพื่อสุขภาพฟรีสำหรับนักเรียนและสตรีมีครรภ์ ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาหลักในการหาเสียงของประโบโว ได้เริ่มต้นขึ้นในเดือนมกราคม 2025 ด้วยงบประมาณประมาณ 50 ล้านล้านรูเปียห์ในปีแรก

    นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังใช้จ่ายด้านกลาโหมจำนวนมหาศาลเพื่อปรับปรุงอุปกรณ์ทางทหารให้ทันสมัยโดยใช้งบประมาณในปี 2026 ถึง 187.1 ล้านล้านรูเปียห์ เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 139.2 ล้านล้านรูเปียห์เมื่อปี 2025 ​​และยังต้องใช้เงินอีกมากมายไปกับการก่อสร้างเมืองหลวงใหม่ คือเมืองนูซันตารา คือประมาณ 48.8 ล้านล้านรูเปียห์ระหว่างปี 2025–2029 โครงการนี้ตั้งเป้าที่จะได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากภาคเอกชนถึง 80% แต่ประสบปัญหาขาดความสนใจจากนักลงทุน

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย เดินทางมาเข้าร่วมการประชุม “คณะกรรมการสันติภาพ” ในระหว่างการประชุมประจำปีของเวทีเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอส เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 (Photo by MANDEL NGAN / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/39879&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2d9vAUPR3WqGZjfC7WjqNG

  • เปิดดีลสำคัญ สตาร์เมอร์พบสีจิ้นผิง รีเซ็ตความสัมพันธ์ จับมือร่วมลงทุน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    เปิดดีลสำคัญ สตาร์เมอร์พบสีจิ้นผิง รีเซ็ตความสัมพันธ์ จับมือร่วมลงทุน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรเดินทางเยือนจีนครั้งแรกในรอบ 8 ปี ระหว่างวันที่ 28-31 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อ ‘รีเซ็ต’ และฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

    นายกฯ อังกฤษ เข้าพบ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ณ มหาศาลาประชาชน เพื่อหารือระดับสูงและรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน ก่อนที่จะหารือทวิภาคีกับหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เพื่อลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและประเด็นความมั่นคงต่างๆ

    สตาร์เมอร์เน้นย้ำถึงความต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ ‘ซับซ้อนและลึกซึ้งยิ่งขึ้น’ (More Sophisticated) กับปักกิ่ง และมองว่าอังกฤษไม่ควรเพิกเฉยต่อจีน ขณะที่สีจิ้นผิง ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายควรพัฒนา ความสัมพันธ์ให้เป็น ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม มั่นคง และระยะยาว’

    ความตกลงทางเศรษฐกิจและการค้าที่สำคัญ

    ในการเยือนครั้งนี้ สตาร์เมอร์พานักธุรกิจและตัวแทนวัฒนธรรมกว่า 50 คนร่วมคณะไปด้วย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน

    รัฐบาลอังกฤษแถลงว่า บริษัทอังกฤษสามารถบรรลุข้อตกลงส่งออกมูลค่า 2.2 พันล้านปอนด์ (ราว 1 แสนล้านบาท) และมีการตกลงให้สินค้าอังกฤษเข้าสู่จีนได้มากขึ้น คิดเป็นมูลค่าราว 2.3 พันล้านปอนด์ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

    ขณะที่ AstraZeneca บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านยาและเวชภัณฑ์ประกาศแผนการลงทุนในจีนครั้งใหญ่เป็นประวัติศาสตร์ มูลค่า 1.1 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 5 แสนล้านบาท) ภายในปี 2030 เพื่อขยายการผลิตยาและการวิจัย

    ในภาคส่วนพลังงาน บริษัทสัญชาติอังกฤษอย่าง Octopus Energy กำลังรุกเข้าสู่ตลาดจีนเป็นครั้งแรกผ่านการเป็นพันธมิตรกับบริษัทท้องถิ่นอย่าง PCG Power เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการซื้อขายไฟฟ้า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระบบไฟฟ้าและสนับสนุนความพยายามของจีนในการเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน

    สำหรับ Octopus ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วในสหราชอาณาจักร ข้อตกลงนี้ช่วยให้เข้าถึงตลาดพลังงานขนาดใหญ่และกำลังเติบโตของจีน ซึ่งมีความต้องการพลังงานสะอาดและการค้าแบบดิจิทัลเพิ่มสูงขึ้น

    ส่วนบริษัทจีนอย่าง HiTHIUM ก็เตรียมลงทุน 200 ล้านปอนด์ ในอุตสาหกรรมกักเก็บพลังงานในอังกฤษ ซึ่งจะสร้างงานกว่า 300 ตำแหน่ง

    อีกทั้งจีนยังตกลงที่จะลดภาษีนำเข้าสกอตช์วิสกี้ (Scotch Whisky) ลงครึ่งหนึ่ง เหลือเพียง 5% และ Pop Mart ผู้จัดจำหน่าย ART TOY ชื่อดังของจีนมีแผนจะตั้งศูนย์กลางระดับภูมิภาคในกรุงลอนดอนและเปิดสาขาอื่นๆ เพิ่มเติมในอังกฤษอีกด้วย

    สิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ส่งผลต่อธุรกิจ

    Free Visa 30 วัน: มีการประกาศข้อตกลงให้พลเมืองอังกฤษที่ไปเยือนจีนไม่เกิน 30 วันไม่ต้องขอวีซ่า อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่ากำลัง ‘พิจารณาอย่างจริงจัง’ และยังไม่มีการกำหนดวันเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่า มาตรการนี้จะช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากให้นักธุรกิจอย่างมาก

    ยกเลิกการคว่ำบาตร สส.: จีนได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษที่เคยถูกขึ้นบัญชีดำเนื่องจากการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชน โดยสีจิ้นผิงระบุว่า ยินดีต้อนรับสมาชิกรัฐสภาอังกฤษทุกคน

    สตาร์เมอร์ระบุว่า ได้มีการหารือแบบ ‘ให้เกียรติซึ่งกันและกัน’ เกี่ยวกับประเด็นที่ละเอียดอ่อน เช่น การคุมขังจิมมี่ ไล (Jimmy Lai) นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยในฮ่องกง และการปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์ แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดผลลัพธ์ของการเจรจามากนัก

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเดินทางเยือนจีนในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จในแง่เม็ดเงินการลงทุน แต่สตาร์เมอร์ก็ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองว่า ‘ยอมก้มหัว’ (Kowtowing) ให้กับสีจิ้นผิง โดยไม่คำนึงถึงภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่อาจจะตามมา อีกทั้งโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนว่า การที่อังกฤษทำข้อตกลงกับจีนเป็นเรื่อง ‘อันตรายมาก’

    สตาร์เมอร์ปฏิเสธคำเตือนดังกล่าว โดยระบุว่าสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ จะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกัน แต่สหราชอาณาจักรก็ต้องมองหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเองและไม่ควรหลบหนีความจริงที่ว่าจีนเองก็เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน

    หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ 4 วันที่จีน สตาร์เมอร์จะเดินทางต่อไปยังกรุงโตเกียว เพื่อประชุมหารือกับ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นอีกด้วย

    ภาพ: Carl Court / Pool via Reuters

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/starmer-xi-reset-uk-china/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s1-Y6PW7c4dbLYC40Mmg6

  • “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    ส่วนข้อดีของการซื้อบ้าน คือ สร้างความมั่งคั่ง เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเมื่อมีปัญหาการเงิน รีโนเวทได้ตามที่ต้องการ ปรับแต่งอิสระเพิ่มความมั่นคงทางจิตใจเป็นมรดกส่งต่อให้ลูกหลานได้

    ช่วงไม่กี่ปีมานี้ คนรุ่นใหม่มักเลือกที่จะเช่ามากกว่าซื้อ เพราะมีความยืดหยุ่นมากกว่าและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ที่สำคัญคือผลกระทบจากเศรษฐกิจ มีฐานเงินเดือนใกล้เคียงกับ 10 ปีก่อน แต่ค่าครองชีพกลับสูงขึ้นมาก ขณะที่ราคาซื้อบ้านก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงธนาคารมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อบ้านมากขึ้น ทำให้หลายคนเข้าไม่ถึงการซื้อบ้าน แม้ว่าจะต้องการก็ตาม

    แต่เพนพอยต์ของการซื้อบ้านจะหมดไป เมื่อรู้จัก “บ้านชาวไทย” บ้านที่เปลี่ยนค่าเช่าเป็นค่าผ่อนบ้าน เริ่มต้นที่ 6,000 บาทต่อเดือน

    พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษของ “บ้านชาวไทย” ที่ไม่มีใครทำมาก่อน ฟรีเงินดาวน์ กู้ได้ 100% ดอกเบี้ยต่ำ ได้บ้านคุณภาพที่เซฟเงินในกระเป๋าได้ถึง 30% ด้วยการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน ฃฃ“โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    “โอกาส” ไม่ได้มีบ่อยๆในวิกฤตเศรษฐกิจ “บ้านชาวไทย” กำจัดเพนพอยต์ของคนซื้อบ้าน

    ทำไม “บ้านชาวไทย” ถึงเกิดขึ้นได้?

    บ้านชาวไทย เกิดขึ้นจากแนวคิดและดำริของ คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส โดยร่วมมือกับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในการให้คำปรึกษาและพิจารณาสินเชื่อ

    “ผมใช้เวลาคิดหลายเดือน ตั้งแต่การเลือกใช้ที่ดินของบริษัทฯออกแบบพื้นที่อยู่อาศัย คัดเลือกเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงการเลือกวัสดุก่อสร้างด้วยตัวเอง พร้อมเจรจาต่อรองต้นทุนด้วยความตั้งใจ เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม และส่งต่อประโยชน์ไปถึงผู้ซื้อโดยตรง เมื่อทุกองค์ประกอบถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกัน จึงมั่นใจว่าโครงการนี้สามารถทำได้จริง และจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะคนที่อยากมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง แต่ยังขาดโอกาส ในมุมมองของเรา แนวคิดการพัฒนาที่อยู่อาศัยในลักษณะนี้ จำเป็นต้องอาศัยทั้งความกล้า และความพร้อมในการลงทุนอย่างจริงจัง” เจ้าสัวคีรี เผย

    เรียกว่างานนี้ เจ้าสัวคีรี หมายมั่นปั้นมือลงทุนลงแรง เพื่อคุณภาพชีวิตชาวไทยอย่างแท้จริง

    เจ้าสัวคีรี เล่าถึงที่มาของโปรเจกต์ยักษ์ ครั้งนี้ว่า “บ้านชาวไทย” เกิดจากความรู้สึกที่อยากลุกขึ้นมาทำบางสิ่งบางอย่างให้กับสังคมไทย ได้ข่าวมาตลอดเวลาว่ามีคนกลุ่มใหญ่ที่อยากได้ที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง แต่ไม่มีความสามารถด้วยเหตุผลหลายประการ โดยเฉพาะคนที่อยากได้ที่อยู่อาศัย ในทำเลที่สะดวกสบาย เข้าอยู่ได้จริง ในราคาที่จับต้องได้ ตนเลยถามตัวเองว่าจะทำยังไงให้คนกลุ่มนี้มีโอกาส ความรู้สึกนี้มันทำให้นึกย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ที่ตัดสินใจลองแก้ปัญหาการจราจรด้วยระบบขนส่งทางราง ตอนนั้นหลายคนบอกว่ามันยาก แต่มันก็เกิดขึ้นได้จริงจนประสบความสำเร็จ วันนี้อารมณ์แบบนั้นมันกลับมาอีกครั้ง เป้าหมายครั้งนี้ไม่ใช่ระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แต่คือที่พักอาศัยที่ตนจะเข้ามาสนับสนุนคุณภาพชีวิต เพื่อการอยู่อาศัย ให้กับทุกๆ คน

    สำหรับผู้สนใจ “บ้านชาวไทย”

    ทำเลที่ 1 ศรีนครินทร์  หรือ D:CODE ศรีนครินทร์ พื้นที่ใช้สอย 3 ขนาด

    30 ตร.ม. เริ่ม 1.89 ล้านบาท

    45 ตร.ม. เริ่ม 2.85 ล้านบาท

    60 ตร.ม. เริ่ม 3.78 ล้านบาท

    ศรีนครินทร์ เป็นทำเลติดรถไฟฟ้า เป็นโครงการตามแนวรถไฟฟ้าบีทีเอส มีความสะดวกในการเดินทางอย่างมาก

    ทำเลที่ 2 คลองหลวง หรือ D:CRAFT คลองหลวง พื้นที่ใช้สอย 3 ขนาด

    30 ตร.ม. เริ่ม 1.6 ล้านบาท

    45 ตร.ม. เริ่ม 2.4 ล้านบาท

    60 ตร.ม. เริ่ม 3.2 ล้านบาท

    คลองหลวง จ.ปทุมธานี เป็นคอนโดมิเนียมบริเวณใกล้เคียงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และอีกหลายมหาวิทยาลัยในละแวกใกล้เคียง ตอบโจทย์นักศึกษาและบุคลากรการศึกษา รวมถึงพนักงานตามห้างร้านและโรงงานต่างๆโดยรอบพื้นที่

    โดย D:CODE ศรีนครินทร์ จะใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน 2 ปีครึ่ง จะแล้วเสร็จภายในปี 2571

    เปิดให้จองตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 และหากมีผู้สนใจมากขึ้นทางโครงการอาจขยายเวลาจองออกไปอีก

    สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียด และลงทะเบียนรับสิทธิจอง และยื่น Pre – Approve เบื้องต้นกับ ธอส. ผ่านทางเว็บไซต์ www.bann-chaothai.com

    เปิดให้ชมห้องตัวอย่าง (Sale Gallery) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 10.30 น. จนถึงเวลา 20.00 น. ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดราชการ

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

    Call Center : 093 – 228 –3333

    Email : [email protected]

    LINE OA : @bannchaothai

    หรือติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย “บ้านชาวไทย” ได้ทุกช่องทาง

    #บ้านชาวไทย #NationTV22 #NationTV #เนชั่นทีวี #ช่อง22 #NationOnline
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378972938&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cQGTXQfuvbgLSoX5z13oC

  • ไข่ไก่ดิ่งแรง ไม่ใช่บิดเบือนราคา! สมาคมผู้ค้าเฉลย เศรษฐกิจซึม-ผลผลิตพุ่ง

    ไข่ไก่ดิ่งแรง ไม่ใช่บิดเบือนราคา! สมาคมผู้ค้าเฉลย เศรษฐกิจซึม-ผลผลิตพุ่ง

    ไข่ไก่ดิ่งแรง ไม่ใช่บิดเบือนราคา! สมาคมผู้ค้าเฉลย เศรษฐกิจซึม-ผลผลิตพุ่ง

    ไข่ไก่ดิ่งแรง ไม่ใช่บิดเบือนราคา! สมาคมผู้ค้าเฉลย เศรษฐกิจซึม-ผลผลิตพุ่ง

     นายสุธาศิน อมฤก  เ ลขานุการสมาคมการค้าผู้ค้าไข่ไทย  เปิดเผยว่า  จากกรณีการให้ข่าวของผู้เลี้ยงรายย่อย  ให้ข่าวว่า “ราคาขายที่ถูกบิดเบือนจากฟาร์มใหญ่หลายฟาร์ม กับพ่อค้าคนกลาง” และ “เรียกร้องให้ภาครัฐ เร่งตรวจสอบฟาร์มขนาดใหญ่หลายแห่ง และผู้ค้าไข่ไก่รายใหญ่ ที่ร่วมกันดัมพ์ราคาเทขายไข่ไก่ ต่ำกว่าราคาต้นทุนการผลิต” ตามที่ได้เห็นตามสื่อสาธารณะทั่วไปแล้วนั้น

    “ผมจะมาไขข้อข้องใจว่า ทำไมราคาไข่ไก่ ถึงร่วงลงมาต่ำกว่าราคาต้นทุนได้ราคาสินค้าทั่วไป ราคาจะต่ำหรือสูงขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด ถ้าสินค้ามีปริมาณมากจนเกินไป ก็จะเกิดการแข่งขันทางด้านราคา เพื่อเป็นแรงจูงใจในการขายให้ได้มากขึ้น และ ไข่ไก่ ก็เป็นเช่นเดียวกันกับสินค้าชนิดอื่นๆ”

    “ไข่ไก่” จะมีราคาสูงหรือต่ำ ขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตที่ออกมาสู่ตลาด และความต้องการซื้อของผู้บริโภค เป็นสำคัญ ไม่มีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือฟาร์มใดฟาร์มหนึ่ง สามารถฝืนความเป็นจริงของตลาดได้ รวมถึงไม่สามารถชี้นำให้ราคาไข่ไก่ ขึ้นหรือลงได้ (นอกเหนือการพยายามบิดเบือนกลไกตลาด) ราคาไข่ไก่ ส่งสัญญาณไม่ดีมาตั้งแต่ปลายไตรมาสที่ 3 และเห็นชัดที่สุดเมื่อเริ่มไตรมาสที่ 4 ราคามีการสวิงขึ้นลง

    ไข่ไก่ดิ่งแรง ไม่ใช่บิดเบือนราคา! สมาคมผู้ค้าเฉลย เศรษฐกิจซึม-ผลผลิตพุ่ง

    ท้ายสุดหลังปีใหม่ที่ผ่านมา ราคาต้องถอยลงมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาด มีมากกว่าความต้องการซื้อมาก อันเนื่องมาจาก

    • 1.การปลดไก่แก่ยืนกรงที่ไม่สามารถปลดได้ตามเป้าหมายที่วางกันเอาไว้ และไก่สาวยืนกรงชุดใหม่ ก็ต้องเข้าเลี้ยงตามโปรแกรมที่แต่ละฟาร์มที่ได้วางเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ทำให้ไข่ไก่ออกสู่ตลาดมากขึ้นกว่าเดิม
    • 2.ตลาดส่งออกไปต่างประเทศ ถึงแม้จะมีบ้างเล็กน้อย และไม่เพียงพอที่จะทำให้ปริมาณไข่ไก่ลดน้อยลง

    3.สภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อ และภาครัฐไม่มีกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างที่เคยทำมา เช่น มาตรการคนละครึ่ง เป็นต้น

    การที่ผู้เลี้ยงรายย่อยท่านนั้น ออกมาให้ข่าวแบบนั้น แสดงว่าท่านขาดความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องเศรษฐศาสตร์ทั่วไป รวมถึงเรื่องสภาวะตลาด กลไกตลาด ส่วนที่อ้างว่า ราคาขายไข่ไก่ ต่ำกว่าราคาต้นทุนนั้น ในทางตลาดไม่สามารถนำมาอ้างอิงได้ ต้นทุนจะเท่าไร ปริมาณไข่ไก่และตลาดเท่านั้น จะเป็นตัวตัดสินว่า “ราคาขายไข่ไก่” จะอยู่ที่เท่าไร”

    ส่วนการออกมาให้ข่าวว่า “ฟาร์มรายใหญ่หลายราย ออกมาดัมพ์ราคาให้ผู้ค้าคนกลางนั้น ในความเป็นจริงคือ ฟาร์มเหล่านั้นเข้าใจสภาวะตลาดเป็นอย่างดี และขายให้กับลูกค้าตนเองในราคาที่สามารถแข่งขันในตลาดได้และเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้เลี้ยงรายย่อยท่านนี้ เป็นทั้งผู้เลี้ยง และผู้ค้าในเวลาเดียวกัน

    ผมคงต้องถามกลับว่า ท่านรับซื้อไข่ไก่จากลูกเล้าราคาไหน และเคยซื้อไข่ไก่ข้ามภาค มาดัมพ์ราคาในภาคกลาง และภาคอีสาน หรือไม่

    อย่างไรก็ดี การลงราคาของไข่ไก่ในช่วงนี้  เป็นผลดีต่อผู้บริโภคทั้งประเทศ จะเป็นการช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพ ของประชาชนได้ในอีกทางหนึ่งด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/650422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0V3sz8qVvBT0ulhfeij0Hx

  • “พล.อ.รังษี” ปราศรัย กทม. ชู 5 นโยบาย ก่อนประกาศสลายสีเสื้อก้าวข้ามความขัดแย้ง

    “พล.อ.รังษี” ปราศรัย กทม. ชู 5 นโยบาย ก่อนประกาศสลายสีเสื้อก้าวข้ามความขัดแย้ง

    “พล.อ.รังษี” ปราศรัยเวที กทm. ชู 5 นโยบายพรรคเศรษฐกิจฟื้นประเทศ ดันรถไฟความเร็วสูง–โอเชียนลิงก์ ปิดท้ายกิจกรรมสลายสีเสื้อ ประกาศก้าวข้ามความแตกแยกทางการเมือง

    วันที่ 31 ม.ค. 2569 ที่ชุมชนอุทัยรัตน์ พรรคเศรษฐกิจ นำโดย พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรค จัดเวทีปราศรัย ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประกาศจุดยืนการเมืองเชิงนโยบาย พร้อมชู 5 นโยบายหลักเพื่อฟื้นฟูประเทศอย่างเร่งด่วน

    พล.อ.รังษี ระบุว่า ประเทศไทยต้องเดินหน้าเชิงรุกทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และความโปร่งใสทางการเมือง โดยนโยบายสำคัญประกอบด้วย

    1. ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์โลก ผ่านโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง เชื่อมลาว–ไทย–พม่า–อินเดีย–มาเลเซีย–สิงคโปร์ ครอบคลุมประชากรกว่า 1.7 พันล้านคน

    2. ปลดล็อกศักยภาพทางทะเล เดินหน้าพัฒนาเขตอุตสาหกรรมการเกษตรริมมหาสมุทร ดึงการลงทุนกลุ่ม BRICS ตั้งเป้ารายได้เฉลี่ยประชาชนแตะ 20,000 ดอลลาร์ต่อปี ภายใน 10 ปี

    3. ออกกฎหมายปราบโกงฉบับใหม่ ยกระดับความโปร่งใส กำหนดโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และบังคับคดีภายใน 1 ปี หลังคำพิพากษาศาลฎีกา

    4. ปฏิรูประบบยุติธรรม แยกการจับกุมออกจากการสอบสวน ตัดวงจรอาชญากรรมเชิงระบบ ลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจ

    5. ลดค่าไฟทันทีทุกครัวเรือน ปรับโครงสร้างราคาพลังงานผ่าน ปตท. เน้นผลประโยชน์ประชาชนมากกว่ากำไร ปรับราคาก๊าซภาคปิโตรเคมีตามต้นทุนจริง และปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดงบประมาณ

    นอกจากนี้ พล.อ.รังษี ยังเสนอ เมกะโปรเจกต์รถไฟความเร็วสูงไทย–จีน และโครงการ โอเชียนลิงก์เชื่อมสองมหาสมุทร ย้ำเป็นการลงทุนแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล แบ่งปันผลกำไรอย่างโปร่งใส “ไม่มีเงินใต้โต๊ะ” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระดับมหภาคและจุลภาค

    ช่วงท้ายเวที พรรคจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “สลายสีเสื้อ” สะท้อนเจตนารมณ์ก้าวข้ามความแตกแยกทางการเมือง มุ่งสู่การเมืองเชิงนโยบายที่เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2911354&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hHD0d1LLt-RsOwbhoQPVM

  • “สุดารัตน์” ปล่อยคาราวาน เคลื่อนทัพบำนาญ 3,000 บาท วิ่งทั่วกรุง ประกาศคืนศักดิ์ศรีให้ผู้สูงวัย คืนลมหายใจพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากทุกชุมชนทั่วประเทศทันที เพราะเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจของจริง

    “สุดารัตน์” ปล่อยคาราวาน เคลื่อนทัพบำนาญ 3,000 บาท วิ่งทั่วกรุง ประกาศคืนศักดิ์ศรีให้ผู้สูงวัย คืนลมหายใจพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากทุกชุมชนทั่วประเทศทันที เพราะเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจของจริง

    ที่ตลาดบางกะปิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ปล่อยคาราวานบำนาญ 3,000 บาท เดินหน้าลุยขอคะแนนร่วมกับทีมผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เพื่อตอกย้ำนโยบายหลักและหมายเลข 48 ของพรรคไทยสร้างไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

    โดยบรรยากาศการเปิดตัวขบวนคาราวานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังนโยบาย ซึ่งเสียงสะท้อนส่วนใหญ่ต่างยอมรับและพร้อมสนับสนุนนโยบายนี้ เพราะเชื่อมั่นว่าจะเป็นทางออกที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยให้มีความมั่นคงและมีเกียรติมากขึ้น ขบวนรถคาราวานจะกระจายตัวออกไปตามแหล่งชุมชนเพื่อสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง พร้อมชูจุดเด่นการสร้างนโยบายที่มั่นคงจับต้องได้จริงเพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันสำหรับนโยบายบำนาญประชาชนเดือนละ 3,000 บาทนี้

    คุณหญิงสุดารัตน์ ได้ย้ำถึงหลัการสำคัญ โดยผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะได้รับสิทธิเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพพื้นฐาน ลดภาระพึ่งพิงลูกหลานและแก้ไขปัญหาความยากจนในวัยเกษียณ นโยบายนี้ไม่ได้เพียงแค่การแจกเงินแต่มีเงื่อนไขให้ผู้รับการสนับสนุนต้องเข้าโปรแกรมดูแลสุขภาพเพื่อลดอัตราการเจ็บป่วยและลดงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว ช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่แข็งแรงและสามารถกลับมาช่วยขับเคลื่อนสังคมได้อีกครั้ง ถือเป็นกลไกการสร้างความมั่นคงทางรายได้ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองมาอย่างยาวนาน

    ทั้งนี้ พรรคไทยสร้างไทยเชื่อมั่นว่านโยบายบำนาญ 3,000 บาทจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งจากระดับฐานราก เนื่องจากการเติมเม็ดเงินเข้าสู่มือผู้สูงอายุทั่วประเทศจะก่อให้เกิดกำลังซื้อทันทีในทุกชุมชนและทุกพื้นที่เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องมากกว่าการแจกเงินที่หวังเพียงคะแนนนิยมระยะสั้น เงินทุกบาทจะถูกนำไปใช้จ่ายในร้านค้าและตลาดใกล้บ้าน สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยและกระตุ้นการผลิตในภาคส่วนต่าง ๆ ส่งผลให้เศรษฐกิจที่เคยซบเซากลับมาคึกคักและฟื้นตัวได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/274933&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xN5ZajK5i9JeOFMgJKTGX