Category: เศรษฐกิจ

  • รัฐบาลใหม่ ‘จุดเปลี่ยน’ เศรษฐกิจ  สแกนนโยบาย 3 พรรค แก้วิกฤติสั้น-ยาว

    รัฐบาลใหม่ ‘จุดเปลี่ยน’ เศรษฐกิจ สแกนนโยบาย 3 พรรค แก้วิกฤติสั้น-ยาว

    การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.2569 เป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางปัญหารุมเร้า เช่น ภาวะหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง กำลังซื้อประชาชนตกต่ำ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ทำจุดเติบโตต่ำสุดรอบ 30 ปี หากไม่รวมปีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ 

    ส่วนหนี้สาธารณะขยับสูงใกล้ชนเพดาน 70% ของจีดีพี ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของพรรคการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลที่ต้องแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นที่ต้องลดค่าครองชีพ ขณะที่ระยะยาวต้องวางแผนสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจเพื่อสร้างการเติบโตและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    “กรุงเทพธุรกิจ” รวบรวมนโยบายเศรษฐกิจของ 3 พรรค ที่มีโอกาสเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลทั้งนโยบายระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่ พรรคประชาชน (ปชน.), พรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ดังนี้

    • “ประชาชน”ยึดความเพียงพอของงบ

    1.พรรคประชาชน โดยนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยพิจารณาความเพียงพอของงบประมาณรายจ่าย

    สำหรับมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันที 100 วันแรกที่เป็นรัฐบาล ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง จะเติมเงิน 1,000 บาท ให้ประชาชน 12 ล้านคน เพื่อซื้อสินค้าจากรายย่อย และโครงการหวยใบเสร็จ SMEs ใช้หวยใบเสร็จวงเงิน 1,000 ล้านบาทต่อเดือนเป็นแรงจูงใจดึง SME เข้าระบบภาษี 

    ทั้งนี้ จะใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมอย่างแอปฯ “เป๋าตัง” โดยประชาชนที่ซื้อของร้านโชห่วยครบ 500 บาท จะได้รับสลากดิจิทัลลุ้นรางวัล 500 ล้านบาทต่องวด เพื่อสร้างแต้มต่อให้ร้านค้ารายย่อยสู้ห้างใหญ่

    รวมทั้งเน้นสร้างสภาพคล่องและกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกที่พร้อมใช้งาน โดยออกสินเชื่อ 250,000 ล้านบาท สำหรับ SMEs แบ่งเป็นสินเชื่อ ระดับ S วงเงิน 50,000 ล้านบาท โดยให้บรรษัทค้ำประกันสินเชื่อขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อเพิ่มเป็น 30% จากเดิม 15% 

    ส่วนระดับ M สินเชื่อวงเงิน 100,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำ 3% และภาคอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างปล่อยสินเชื่อวงเงิน 100,000 ล้านบาท สนับสนุนผู้ต้องการมีบ้านหลังแรก และระบายสต็อกและกระตุ้นห่วงโซ่อุปทานวัสดุก่อสร้าง

    ขณะที่การปรับค่าแรงขั้นต่ำจปรับทันทีเป็น 350-420 บาท และใช้สูตรปรับขึ้นทุกปีตามค่าครองชีพ ขณะที่การแก้หนี้จะใช้นโยบายปลดหนี้ให้เกษตรกรอายุ 70 ปีขึ้นไปทันที และปลดหนี้เกษตรกรที่จ่ายคืนเกินเงินต้นแล้ว

    นอกจากนี้ นโยบายระยะยาว นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน อธิบายว่า มีนโยบายลงทุน Smart Grid (Smart Meter) รวม 4-5 แสนล้านบาท ระยะ 10 ปี อัปเกรดระบบสายส่ง เปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นระบบดิจิทัล 30 ล้านตัว ประชาชนไม่ต้องลงทุน โดย 4 ปีแรกเริ่มที่กรุงเทพฯ และภาคตะวันออกครอบคลุมใช้ไฟเกือบ 70%

    รวมทั้งสนับสนุนตลาดไฟฟ้าเสรีและส่งเสริมเป็นศูนย์กลางพลังงานอาเซียน โดยส่งพลังงานสะอาดไปมาเลเซียและสิงคโปร์ เพื่อเก็บค่าสายส่งไฟฟ้าเป็นรายได้ และทำควบคู่ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าลง 40-70 สตางค์ต่อหน่วย หรือ 10% 

    ส่วนนโยบายคุณภาพชีวิตให้ความสำคัญกับรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าตั้งแต่เด็กจนถึงบำนาญ ที่เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,500 บาทต่อเดือน

    • “เพื่อไทย”เติมเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ

    2.พรรคเพื่อไทย โดย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ส่วนแรกเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเติมเงินเข้าระบบเศรษฐกิจเร่งด่วนมีโครงการ “ยิ่งกว่าพลัส 70:30” คล้ายนโยบายคนละครึ่งแต่รัฐช่วยจ่าย 70% และประชาชนจ่าย 30% 

    นอกจากนี้มีโครงการ “สร้างเศรษฐีเงินล้าน” แจกรางวัลละ 1 ล้านบาท วันละ 9 รางวัล โดยสุ่มรางวัลจากใบเสร็จร้านค้าที่เข้าระบบและจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นการหาเงินเข้ารัฐจากการดึงคนเข้าระบบภาษี ซึ่งจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นปี 1 แสนล้านบาท ถือเป็นการลงทุนคุ้มค่าเพราะแต่ใช้งบประมาณต่อปี 3,000 ล้านบาท

    ส่วนนโยบายแก้หนี้จะล้างหนี้เสียให้ประชาชน สำหรับหนี้ไม่มีหลักประกันและเป็นหนี้เสีย (NPL) ไม่เกิน 2 แสนบาท ให้จ่ายเพียง 10% เพื่อปิดหนี้ได้ นอกจากนั้นมีนโยบายพักหนี้เกษตรกร 3 ปี 

    ขณะที่การลดค่าครองชีพจะลดค่าไฟเหลือ 3.70 บาท และการเติมเงินให้ประชาชนที่มีรายได้ไม่ถึง 3,000 บาทต่อเดือน ที่ถือว่ามีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน

    ส่วนนโยบายระยะต่อไปที่จะสานต่อให้สำเร็จ คือ โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และผลักดันนโยบายหวยเกษียณเพื่อเป็นเงินออมที่ได้คืนเมื่ออายุครบ 60 ปี

    สำหรับนโยบายระยะยาวปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไทยต้องมี Flagship ที่ชัดเจนในการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ โดยควรผลักดันเป็นศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้านที่ถนัดและได้เปรียบ ดังนี้

    1.อาหาร โดยการเกษตรเป็นรากฐานสำคัญ ที่ไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นต้นน้ำของอาหารและวัสดุขั้นสูง โดยจะเพิ่ม Productivity และเพิ่มมูลค่า และควรใช้ AI มาเสริมให้อาหารไทยเป็นอันดับ 1 ของโลก

    2.การแพทย์ ควรส่งเสริม Medical AI Hub ให้เป็น Data Center สำหรับ Medical AI เพราะมีข้อจำกัดพลังงานหมุนเวียน โดยโครงสร้างพื้นฐานต้องถูกสร้างแบบ Project Base รวมถึงดึงนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะการผลิตชิป (IC) หรือวัสดุภายในที่เกี่ยวข้อง

    • “ภูมิใจไทย”ดันต่อ“คนละครึ่งพลัส”

    3.พรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยกำหนดนโยบาย “พูดแล้วทำพลัส” โดยวางตัวรัฐมนตรีในตำแหน่งสำคัญ เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

    นโยบายเศรษฐกิจระยะสั้นที่พรรคภูมิใจไทยกำหนด ได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านคนละครึ่งพลัส เฟส 2 เพื่อลดภาระค่าครองชีพทันที และปฏิรูปบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่จะเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ เป็นการทำงานผ่านแนวคิดกระตุ้นสั้นได้ผลยาว

    ส่วนนโยบายแก้หนี้จะเดินหน้ามาตรการปิดหนี้ไวไปต่อได้ ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยพักหนี้ 3 ปี หยุดเงินต้น ปลอดดอกเบี้ยให้ผู้เข้าโครงการ ปัจจุบันมีคนสมัคร 300,000 คน ตั้งเป้า 1,300,000 คน และโครงการ SMEs ต่อลมหายใจ มีนโยบายที่ตั้งกองทุนใหม่ค้ำประกันเพื่อให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยให้ SMEs มากขึ้น เพื่อให้ SMEs เดินต่อได้

    ขณะที่การลดค่าไฟฟ้าตั้งเป้าไม่เกิน 3 บาท สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยแรก

    ส่วนเป้าหมายเศรษฐกิจระยะยาว นายเอกนิติ กล่าวว่า มีนโยบาย10 พลัส มีเป้าหมายให้จีดีพีขยายตัวระดับ 3% โดยเพิ่มการลงทุนประเทศให้อยู่ระดับ 30% ของจีดีพี ภายใน 4 ปี มีเป้าหมายอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) Data Center และ AI ผ่านโครงการ Thailand fast pass ที่ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

    ทั้งนี้ มีเป้าหมายให้ไทยมีบทบาทในเศรษฐกิจโลกและเวทีโลก โดยหลังจากหารือกับภาคธุรกิจระหว่างการประชุม World Economic Forum ที่ดาวอส ดึงธุรกิจมาลงทุนไทยถึง 5 แสนล้านบาท จึงเห็นความสำคัญในการเจรจากับบริษัทระดับโลกเพื่อส่งเสริมการลงทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1219278&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nVMarOnXU6uRngkddQPd4

  • พอล ครุกแมน เตือนโลกตีตัวออกห่างเศรษฐกิจสหรัฐ คนอเมริกันจะจนลง

    พอล ครุกแมน เตือนโลกตีตัวออกห่างเศรษฐกิจสหรัฐ คนอเมริกันจะจนลง

    Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ชี้โลกไม่พอใจการคุกคามของประธานาธิบดีทรัมป์ เริ่มถอยห่างจากสหรัฐ อียู-อินเดียบรรลุข้อตกการค้าเสรี เตือนคนอเมริกันจะจนลง

    เมื่อ 27 มกราคมที่ผ่านมา อินเดียและสหภาพยุโรปได้สรุปการเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเสรีฉบับใหม่ที่ถือว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรป กล่าวว่านี่คือ “ข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด (the mother of all deals) ”  ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงระดับโลกแสดงความเห็นว่า “แม้ว่าคำบรรยายนี้จะดูเกินจริงอยู่บ้าง แต่ข้อตกลงนี้ก็ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์และมีความสำคัญเกินกว่าประเด็นทางเศรษฐกิจ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าโลกกำลังถอยห่างจากสหรัฐอเมริกาที่มีพฤติกรรมไม่แน่นอนและเป็นผู้กระทำการรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ประเทศต่าง ๆ กำลังขยับออกจากอเมริกาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อหย่าร้างกันทางเศรษฐกิจ”

    • เหตุใดประเทศอื่นจึงเลือกเดินห่างจากอเมริกา

    ครุกแมนเขียนลงใน substack.com ว่า ต่างจากโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มองการค้าโลกว่าเป็นเกมที่มีแต่ผู้แพ้กับผู้ชนะ ฝ่ายยุโรปและอินเดียเข้าใจดีว่าข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกันเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เพราะต่างก็เป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แม้ว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์จะชอบดูถูกประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจของยุโรป เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปก็มีขนาดใกล้เคียงกับอเมริกา ส่วนอินเดียซึ่งเมื่อไม่กี่สิบปีก่อนยังเป็นประเทศที่มีประชากรจำนวนมากแต่เศรษฐกิจเล็ก ก็ได้เติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลจนกลายเป็นผู้เล่นหลักในเวทีเศรษฐกิจโลก

    พอล ครุกแมน เตือนโลกตีตัวออกห่างเศรษฐกิจสหรัฐ คนอเมริกันจะจนลง

    และเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายนี้ยังเสริมกันอีกด้วย ยุโรปจะได้ประโยชน์จากการที่ภาษีสินค้าส่งออกไปอินเดียลดลงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไปจนถึงน้ำมันมะกอก ส่วนอินเดียก็จะสามารถนำสินค้าแรงงานเข้มข้นของตัวเองเข้าสู่ตลาดยุโรปได้มากขึ้น

    พอล ครุกแมน เตือนโลกตีตัวออกห่างเศรษฐกิจสหรัฐ คนอเมริกันจะจนลง

    • ข้อตกลงการค้าเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่คำมั่นลอย ๆ

    ครุกแมนมองว่า นี่คือข้อตกลงการค้าที่แท้จริง ไม่ใช่แค่แถลงการณ์เจตจำนงที่คลุมเครือ เพราะมีการลดภาษีศุลกากรที่วัดผลและบังคับใช้ได้จริง มีการกำกับดูแลบริการ และอื่น ๆ ซึ่งแตกต่างจาก “ข้อตกลง” ที่ทรัมป์อวดอ้างไว้ลิบลับ ในข้อตกลงเหล่านั้น ประเทศต่าง ๆ แค่ให้คำมั่นว่าจะลงทุนในอเมริกา ซึ่งผู้สังเกตการณ์ส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นจริง แลกกับคำมั่นของทรัมป์ว่าจะไม่ขึ้นภาษีที่สร้างความเสียหาย ภาษีที่ผู้บริโภค ธุรกิจ และนักลงทุนอเมริกันต้องเป็นคนจ่ายและคัดค้านอย่างมาก

    • ข้อตกลงในจินตนาการกับข้อเท็จจริงที่ตรงไปตรงมา

    ครุกแมนอธิบายข้อตกลงในจินตนาการของทรัมป์ว่า ทรัมป์อ้างว่าประเทศอื่นให้คำมั่นว่าจะลงทุนในสหรัฐถึง 18 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเขาเพิ่งพูดประเด็นนี้อีกครั้งในการกล่าวสุนทรพจน์ที่ไอโอวาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ไม่มีใครทราบว่าเขาเอาตัวเลขนี้มาจากไหน รายงานใหม่จากนักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันวิจัย Peterson Institute for International Economics สรุปว่าคำมั่นที่ประกาศออกมานั้นรวมกันเพียง 5.7 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่าหนึ่งในสามของที่ทรัมป์กล่าวอ้าง

    เมื่อวิเคราะห์รายละเอียดพบว่า คำมั่นเหล่านี้มีแต่กลลวงเป็นส่วนใหญ่ ราว ๆ สองในสามของยอดทั้งหมดมาจากรัฐส่งออกน้ำมันในภูมิภาคอ่าวอาหรับ ซึ่งมักสนับสนุนทรัมป์อยู่แล้ว และนักเศรษฐศาสตร์ของ Peterson ก็ชี้ให้เห็นว่า เป็นเรื่องยากมากที่รัฐบาลเหล่านี้จะทำตามที่พูดได้จริง เพราะ “ประเทศเหล่านี้ไม่ใช่นักลงทุนรายใหญ่ในสหรัฐ และไม่ได้มีการค้าขายกับสหรัฐมากนัก”

    สำหรับคำมั่นจากประเทศที่ไม่ใช่รัฐน้ำมันก็มีความคลุมเครือ ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอนในการทำให้เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำมั่นของอียูที่ 600,000 ล้านดอลลาร์นั้นแทบจะเป็นเพียงแค่ควันและเงา แตกต่างจากข้อตกลงระหว่างอียู-อินเดียที่เป็นสัญญาทางการค้าที่ครบถ้วนสมบูรณ์

    • ความหมายที่มากกว่าเศรษฐกิจ: การหย่าร้างจากสหรัฐฯ

    ครุกแมนกล่าวว่า แต่เหนือกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ยังมีเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่านั่นคือ ข้อตกลงระหว่างอียู-อินเดียถือเป็นก้าวสำคัญของเศรษฐกิจโลกในการ “หย่าร้าง” กับสหรัฐฯ แม้ว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะชัดเจนมานาน แต่การปิดดีลนี้ต้องฝ่าฟันผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มของทั้งสองฝ่าย ปัจจัยที่เปลี่ยนสมการก็คือทั้งยุโรปและอินเดียต่างกำลังมองหาทางเบนเข็มออกจากการค้าขายกับอเมริกา

    ยุโรปมีเหตุผลหลายประการที่จะรู้สึกไม่พอใจต่อรัฐบาลทรัมป์ ตั้งแต่ข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จที่ว่ายุโรปได้เปรียบสหรัฐฯ ในทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงวิธีการข่มขู่เพื่อปกป้องกลุ่มทุนเทคโนโลยีใหญ่แถบอเมริกา การแทรกแซงการเมืองภายในของยุโรปด้วยการหนุนฝั่งขวาจัด หรือแม้แต่คำขู่ที่จะยึดกรีนแลนด์

    ในขณะที่อินเดียมีเหตุผลมากกว่านั้น เพราะรัฐบาลทรัมป์ได้ขึ้นภาษีสินค้าส่งออกของอินเดียในอัตราเฉลี่ยสูงถึง 34.5% พอ ๆ กับที่ใช้กับสินค้าจีน ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาดทั้งในแง่เศรษฐกิจและการทูต เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ต่างพยายามสร้างความสัมพันธ์กับอินเดียไว้เป็นตัวคานอำนาจกับจีนซึ่งเป็นคู่แข่งที่อันตราย แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อผู้นำสหรัฐฯ ขาดสติ

    • บริษัทเอกชนต่างชาติเองก็ถอยห่าง

    ครุกแมนยังชี้ว่า ไม่ใช่แค่รัฐบาลที่กำลังเบนเข็มออกจากสหรัฐฯ บริษัทเอกชนต่างชาติก็เริ่มถอยห่างเช่นกัน ดังปรากฏในข่าวพาดหัวข่าวสามข่าวจากรอยเตอร์และบลูมเบิร์กคือ 1.โฟล์คสวาเกนหยุดแผนสร้างโรงงานออดี้ในสหรัฐฯ เนื่องจากภาษีศุลกากรของทรัมป์ส่งผลกระทบต่อกำไร 2.การลงทุนของบริษัทเยอรมันในจีนพุ่งสูงสุดในรอบสี่ปี ได้รับแรงหนุนจากสงครามการค้าสหรัฐฯ และ 3.สหรัฐฯ สูญเสียผู้มีความสามารถด้านเทคโนโลยีชั้นนำให้กับอินเดีย เพราะกฎวีซ่า H-1Bใหม่ของทรัมป์ป่วนตลาด” 

    • การขู่ของสหรัฐฯ ไม่ได้ผลอีกต่อไป

    ในขณะที่ครุกแมนเขียนบทความนี้ เขากล่าวว่า ทรัมป์ยังไม่ได้แสดงท่าทีต่อข้อตกลงอียู-อินเดีย บางทีอาจเพราะเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของเขายังวุ่นวายกับกรณีฆาตกรรมเพรตติอยู่ แต่ไม่ช้าคงได้เห็นเขาทวีตแสดงความโกรธเกรี้ยวเหมือนที่เคยกับข้อตกลงการค้าระหว่างแคนาดากับจีน โดยทั่วไปเราควรคาดหวังว่าทรัมป์จะขู่ขึ้นภาษีกับทุกประเทศที่พยายามลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ที่นโยบายขับเคลื่อนด้วยทวีตโกรธ ๆ เหล่านี้

    แต่การข่มขู่ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะทรัมป์ไม่ได้ถือไพ่เหนือกว่า การเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ไม่ได้สำคัญต่อประเทศอื่นอย่างที่เขาคิด

    • โลกไม่ได้ต้องการสหรัฐฯ เหมือนเดิมอีกต่อไป

    ครุกแมนยกตัวเลขหนึ่งที่สำคัญคือ สัดส่วนการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ จากประเทศอื่นเมื่อเทียบกับ GDP ของประเทศเหล่านั้น เฉลี่ยแล้วไม่ถึง 5% และเมื่อตัดแคนาดากับเม็กซิโกออกไปจะต่ำกว่านี้มาก

    พอล ครุกแมน เตือนโลกตีตัวออกห่างเศรษฐกิจสหรัฐ คนอเมริกันจะจนลง

    และอย่างที่กราฟแสดงให้เห็นเช่นกัน เมื่อคำนวณตัวเลขเดียวกันนี้สำหรับสหภาพยุโรป ค่าออกมาสูงเกือบเป็นสองเท่า โดยพื้นฐานแล้ว โลก “จำเป็นต้องเข้าถึง” ตลาดอียูมากกว่าที่จำเป็นต้องเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ  

    • ยุคใหม่ของระบบการค้าโลก

    “ระบบการค้าโลกแบบที่เราเคยรู้จัก ดำรงอยู่ได้สามชั่วรุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มันเป็นระบบที่ยึดกติกาเป็นหลัก ซึ่งทุกประเทศมองว่าสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้และไว้วางใจได้ แต่ตอนนี้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศอื่น ๆ กลายเป็นลักษณะกดขี่เอาเปรียบ และโลกก็กำลังเคลื่อนไปสู่การ “หย่าขาด” ซึ่งจะทำให้ชาวอเมริกันยากจนลงอย่างเห็นได้ชัด”  ครุกแมนเตือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1219259&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eH2RdN3gIW4QnVPVZg4X4

  • ‘ทวี’ พบ ‘เครือข่ายต้มยำ’ กางแผนดับไฟใต้ชูนโยบายเศรษฐกิจไร้ดอกเบี้ย-รถไฟรางคู่ | เดลินิวส์

    ‘ทวี’ พบ ‘เครือข่ายต้มยำ’ กางแผนดับไฟใต้ชูนโยบายเศรษฐกิจไร้ดอกเบี้ย-รถไฟรางคู่ | เดลินิวส์

    ที่ ร้านอาหารมาราเกช อาหรับ (Marrakesh Arab) ย่านกัมปุงบารู กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 1 ก.พ.69 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ พร้อมคณะ ได้เดินทางร่วมกิจกรรม “ประชาชาติกับผู้ประกอบการต้มยำมาเลเซีย” เพื่อรับฟังปัญหาและนำเสนอนโยบายการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อกลุ่มผู้ประกอบการและแรงงานไทยรายใหญ่ในมาเลเซีย

    พ.ต.อ.ทวี ได้กล่าวเปรียบเทียบภาพการพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้ว่า ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา พื้นที่เสมือนตกอยู่ในสภาวะถอยหลัง โดยยกตัวอย่าง สนามบินปัตตานี (บ่อทอง) ที่ย้อนไปเมื่อปี 2506 เคยเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ แม้แต่ผู้ที่จะเดินทางไปหาดใหญ่ยังต้องมาลงที่นี่

    หลังเหตุการณ์ความไม่สงบปี 2547 สนามบินของประชาชนกลับกลายเป็นสนามบินทหาร ทำให้ปัตตานีเสียโอกาสมหาศาล ทั้งที่ควรเป็นประตูสู่มักกะฮ์รองรับผู้แสวงบุญฮัจญ์และอุมเราะห์ นี่คือผลกระทบจากการเอาความมั่นคงนำการพัฒนา

    ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน พ.ต.อ.ทวี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ รถไฟรางคู่ช่วงหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ว่าได้รับอนุมัติงบประมาณจากงบกลาง 34,000 ล้านบาทแล้ว หลังจากได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาร่วมกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยย้ำว่ารถไฟคือเส้นเลือดใหญ่ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ให้ทัดเทียมภูมิภาคอื่น

    ประเด็นที่น่าสนใจคือการพูดถึงสถานการณ์ยาเสพติด พ.ต.อ.ทวี ยอมรับว่ามีคนไทยจำนวนหนึ่งหนีปัญหายาเสพติดจากหมู่บ้านเข้าไปในมาเลเซีย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการที่มาเลเซียต้องสร้างรั้วกั้นชายแดน ไม่ใช่เพื่อกันคน แต่เพื่อกันยาเสพติด-ของเถื่อน จากฝั่งไทย

    หากได้กลับมาทำงานอีกครั้ง ใน 100 วันแรกเราจะเปิดยุทธการกวาดล้าง จับกุม และยึดทรัพย์นักค้ายาอย่างจริงจัง สังคมไม่ควรยอมให้กลุ่มคนเหล่านี้ยังมีหน้ามีตาอยู่ในสังคม

    พรรคประชาชาติยังได้เสนอโมเดลเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับวิถีมุสลิม คือ “ระบบเศรษฐกิจปลอดดอกเบี้ย” และการจัดตั้ง “กองทุนสันติภาพหมู่บ้านละล้าน” เพื่อสนับสนุน SME ในรูปแบบการแบ่งปันผลกำไร รวมถึงนโยบายลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 0-3% เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากกลุ่มทุนอิสลามทั่วโลก

    นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดันกฎหมายสร้างสันติภาพ เพื่อยกเลิกกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยเปลี่ยนบทบาท ศอ.บต. ให้ทำงานตอบโจทย์พัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

    ในช่วงท้าย พ.ต.อ.ทวี ได้แสดงความมั่นใจต่อสนามการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยตั้งเป้ากวาด ส.ส. เขตในพื้นที่ 13 เขต อย่างน้อย 10 ที่นั่ง พร้อมรายชื่อปาร์ตี้ลิสต์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น โดยชูจุดแข็งของทีมงานอย่าง นายกูเฮง ยาวอหะซัน, นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ และนายซูการ์โน มะทา เพื่อกลับมาขับเคลื่อนนโยบายคืนสิทธิ-สร้างโอกาส ให้พี่น้องชาวใต้และเครือข่ายต้มยำกุ้งอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5558727/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lkaGuGe0vnY3H8AYShFHt

  • ลุยหาเสียงเคหะบางนา โค้งสุดท้ายเดินหน้าเต็มที่ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ลุยหาเสียงเคหะบางนา โค้งสุดท้ายเดินหน้าเต็มที่ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/113035&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3D401_mdesJtLhsE_TJEUV

  • เปิดใช้แล้วแอพ “SSO Plus” วันแรกคนแห่ใช้ 6.7 หมื่นราย : อินโฟเควสท์

    เปิดใช้แล้วแอพ “SSO Plus” วันแรกคนแห่ใช้ 6.7 หมื่นราย : อินโฟเควสท์

    สำนักงานประกันสังคมเตรียมความพร้อมเปิดให้บริการแอพพลิเคชั่น sso plus ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบข้อมูลเงินสมทบและสิทธิประโยชน์ ได้อย่างรวดเร็วและเข้าถึงบริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ ตั้งแต่เปิดบริการ sso plus เวลา 9.00 นขณะนี้มีผู้เข้าใช้งานแล้ว จำนวน 67,000 กว่าราย เฉลี่ย 1,700 รายต่อนาที

    ในการนี้สำนักงาน มีการจัดการระบบรองรับการใช้งานตามลำดับเพื่อให้ผู้ประกันตน สามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึงและเฝ้าระวัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีข้อมูลที่แสดงผลบนแอพพลิเคชั่นของผู้ประกันตนแต่ละคนจะเริ่มทยอยแสดงผล อาจใช้ระยะเวลาโหลดข้อมูล เพื่อให้ครบถ้วน 100%ตามภาระโหลดงานของแอพพลิเคชั่น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/565599&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cwIYlWGxUtdsyETyRpRMo

  • เลือกตั้งล่วงหน้าชายแดนคึกคัก ชาวบ้านหวังให้รัฐบาลชุดใหม่มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

    เลือกตั้งล่วงหน้าชายแดนคึกคัก ชาวบ้านหวังให้รัฐบาลชุดใหม่มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

    เลือกตั้งล่วงหน้า 2569 พื้นที่ชายแดนคึกคัก ชาวบ้านหวังให้รัฐบาลชุดใหม่มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพราะปัญหาชายแดนชินแล้ว

    วันที่ 1 ก.พ. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่โดมเทศบาลตำบลละหานทราย อ.ละหานทราย ซึ่งเป็นจุดลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมามีผู้ที่ลงทะเบียนจะเลือกตั้งนอกเขตทยอยมาใช้สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง

    ทางด้าน น.ส.มินตรา พวงอินทร์ อายุ 27 ปี เผยว่า วันนี้มาใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย และความตั้งใจที่อยากจะได้รัฐบาลโดยเร็ว เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆในประเทศที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ ส่วนตัวอยากจะฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ ขอให้ทำตามที่พูดไว้ตอนหาเสียงให้ได้ เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าจะรัฐบาลชุดไหนก็ทำไม่ได้ตามคำพูด

    ขณะที่ นายเอกจำรูญ ชมจันทร์ ชาว จ.จันทบุรี เผยว่า ตนมาอาศัยอยู่กับครอบครัวภรรยาที่ ต.ตาจง อ.ละหานทราย มีอาชีพค้าขายตามตลาดนัด อยากได้รัฐบาลที่มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยด่วน เพราะเศรษฐกิจตอนนี้ย่ำแย่มาก ส่วนเรื่องชายแดนหรือระหว่างประเทศให้ฝ่ายทหารเขาดูแลไป เพราะชาวบ้านแนวชายแดนตอนนี้ชินไปแล้ว

    นายคมกฤช พลพวก ปลัดอาวุโส อำเภอละหานทราย กล่าวว่า จุดนี้เป็นเขตเลือกตั้งที่ 9 บุรีรัมย์ ผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขตมีจำนวนทั้งหมด 458 ราย จาก 61 จังหวัดทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการที่มาทำงานอยู่ในพื้นที่ อ.ละหานทราย มีบางส่วนที่มาอาศัยอยู่บ้านภรรยาหรือบ้านสามี แต่ยังไม่ได้ย้ายทะเบียนมา บรรยากาศทั่วไปของการใช้สิทธิ์ เป็นไปด้วยดีไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2911459&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Zy3weiCNhTqe5S5ASAew7

  • ศุภจี-เอกนัฏ” บุกลาดพร้าว  ช่วย “ประเดิมชัย” ขอคะแนนภูมิใจไทย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ศุภจี-เอกนัฏ” บุกลาดพร้าว ช่วย “ประเดิมชัย” ขอคะแนนภูมิใจไทย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bhumjaithai.com/news/113064&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WdgsWrmg5sCaJ9C1Hr9NF

  • กระตุกไทย ‘เมียนมา’ อยู่ในเรดาห์มหาอำนาจ เร่งสร้างบทบาทลดความขัดแย้ง

    กระตุกไทย ‘เมียนมา’ อยู่ในเรดาห์มหาอำนาจ เร่งสร้างบทบาทลดความขัดแย้ง

    “ปณิธาน” ชี้ เมียนมาคือพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ไทยควรเป็นตัวกลางหยุดยิง นักวิจัยย้ำเร่งสร้างบทบาทเชิงรุกเหตุอยู่ในเรดาห์มหาอำนาจ อาจกลายเป็นพันธมิตรสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศและของภูมิภาคในระยะยาว

    1 ก.พ.2569 – ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ กล่าวในงาน Decoding Myanmar’s 2026 Economy ซึ่งจัดโดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเพื่อการลงทุน (Business Research Center) บริษัท เอเชีย อินไซต์ เทคโนโลยี   ว่า การเลือกตั้งในเมียนมาครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองแบบเดิม แต่เป็นกระบวนการ “ขึ้นรูปประเทศใหม่” ทั้งระบบ ท่ามกลางแรงกดดันจากโครงสร้างอำนาจภายในและบริบทภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ โดยมีการวางระบบไว้ล่วงหน้าแล้ว

    ดร.ปณิธาน ระบุว่า สำหรับประเทศไทย เมียนมาไม่ใช่เพียงประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และแรงงาน ไทยจึงควรตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าจะมีบทบาทช่วยลดความขัดแย้งระยะยาวโดยไม่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นได้อย่างไร หากไทยและอาเซียนยังมองเมียนมาผ่านกรอบเดิม อาจพลาดโอกาสสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของภูมิภาคในรอบหลายทศวรรษ

    “รัฐบาลไทยควรมีบทบาทเชิงรุกในการช่วยผลักดันสันติภาพและการเปิดประเทศของเมียนมา แต่ต้องเป็นบทบาทที่แตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจน เนื่องจากโครงสร้างอำนาจในเมียนมาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และมหาอำนาจอย่างจีน อินเดีย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น รวมถึงพันธมิตรอย่างสิงคโปร์ ได้ขยับเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังแล้ว ไทยจึงไม่อาจเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์หรือคนกลางเชิงสัญลักษณ์อีกต่อไป แต่ต้องเป็น “ผู้กำหนดยุทธศาสตร์” อย่างแท้จริง” ดร.ปณิธาน ระบุ

    ดร.ปณิธาน เห็นว่า ไทยควรทำหน้าที่เป็นตัวกลาง (Broker) ในการผลักดันให้เกิดการเจรจาหยุดยิง (Ceasefire) โดยไม่เลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่สนับสนุนให้เกิด “พื้นที่การเมืองใหม่” ที่การพูดคุยมีความหมายจริง ลดการเผชิญหน้า และสร้างเงื่อนไขให้เกิดการหยุดยิงชั่วคราวในบางพื้นที่ มาตรการเชิงสัญลักษณ์ที่ไทยสามารถผลักดันได้ทันที คือการเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นสัญญาณสำคัญของความชอบธรรม และเป็นจุดเริ่มต้นของการปลดล็อกทางการเมืองในลำดับถัดไป

     ดร.ปณิธานตั้งข้อสังเกตว่า ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลไทยชุดใหม่จะมีบุคลากรที่สามารถตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ได้มากเพียงพอหรือไม่ เพราะการขยับเข้าไปในเมียนมาไม่ใช่เพียงเรื่องการเมือง แต่ต้องใช้พลังทางเศรษฐกิจ การทูต และความมั่นคงควบคู่กัน หากจะเดินหน้าอย่างจริงจัง ไทยจำเป็นต้องทำงานร่วมกับจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ในระดับที่เข้มข้นกว่ากรณีประเทศเพื่อนบ้านอื่น เนื่องจากเมียนมาเป็นพื้นที่ที่มีเดิมพันสูงทั้งด้านทรัพยากร เส้นทางคมนาคม และความมั่นคงชายแดน

    “หากทำได้สำเร็จ นี่จะเป็นบริบทใหม่ของการต่างประเทศไทยอย่างแท้จริง ชายแดนยาวกว่า 2,400 กิโลเมตรที่เคยเป็นภาระ อาจกลายเป็นพื้นที่ที่ลดความเสี่ยงและเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ทั้งหมดต้องอาศัยผู้นำและยุทธศาสตร์ใหม่ ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะสั้น” ดร.ปณิธาน กล่าว

    ด้านนางสาวธัญณิชา เหลิมทอง หัวหน้าศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเพื่อการลงทุน บริษัทเอเชีย อินไซต์ กล่าวว่า จากการศึกษา Decoding Myanmar’s 2026 Economy และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้เสียในเมียนมา โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความขัดแย้งกับรัฐบาล พบว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อทำให้ผู้คนจำนวนมากเกิดภาวะ “ความอ่อนล้าจากความขัดแย้ง” (Conflict Fatigue) โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการรักษาชีวิตและลดการสูญเสีย

    เธอระบุว่า สัญญาณดังกล่าวถือเป็นปัจจัยบวกในมุมของนักลงทุน เพราะสะท้อนว่าการเปิดเจรจาเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แม้ต้องใช้เวลา เนื่องจากทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าความมั่นคงต้องมาก่อนการพัฒนา พร้อมย้ำว่าเมียนมาและไทยไม่สามารถแยกจากกันได้ ทั้งสองประเทศควรใช้ศักยภาพร่วมกันเป็น “สะพานเศรษฐกิจ” เชื่อมภูมิภาค เนื่องจากเมียนมาเป็นจุดยุทธศาสตร์ระหว่างจีน อินเดีย และอาเซียน

    “เมียนมาอยู่ในเรดาร์ของมหาอำนาจ และไทยไม่สามารถมองข้ามได้ หากไทยมีบทบาทเชิงรุก เมียนมาอาจกลายเป็นพันธมิตรสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศและของภูมิภาคในระยะยาว” นางสาวธัญณิชา กล่าว.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/940638/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jSS21nlrlZnBDG4Rfeft2

  • “ศุภจี” ลุยหนองบัวแดง! ปลุกกระแสภูมิใจไทย ชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ปชช. แห่ต้อนรับ “สุชาดา” เขต 4 คึกคัก | TOPNEWS

    “ศุภจี” ลุยหนองบัวแดง! ปลุกกระแสภูมิใจไทย ชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ปชช. แห่ต้อนรับ “สุชาดา” เขต 4 คึกคัก | TOPNEWS

    “ศุภจี” ลุยหนองบัวแดง! ปลุกกระแสภูมิใจไทย ชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ปชช. แห่ต้อนรับ “สุชาดา” เขต 4 คึกคัก

    • เผยแพร่ : 01/02/2026 23:30

    “ศุภจี” ลุยหนองบัวแดง! ปลุกกระแสภูมิใจไทย ชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ปชช. แห่ต้อนรับ “สุชาดา” เขต 4 คึกคัก

    วันที่ 1 ก.พ. 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นำทัพผู้บริหารลงพื้นที่อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ นางสาวสุชาดา ซางแทนทรัพย์ ผู้สมัคร สส.เขต 4 เบอร์ 5 และผู้สมัคร ทั้งอีก 6 เขต โดยเริ่มต้นภารกิจที่ตลาดสดถ้ำวัวแดง ตำบลวังชมภู บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนจำนวนมากรุมล้อมขอถ่ายภาพและให้กำลังใจอย่างอบอุ่น

    ต่อมาในช่วงเวลา 17.00 น. ทีมภูมิใจไทยได้เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ณ ลานกิจกรรมข้างโรงเรียนบ้านทรัพย์เจริญ โดยนางศุภจีได้ชูหมัดเด็ดด้านเศรษฐกิจ “นโยบายคนละครึ่งพลัส” เพื่อตอบโจทย์เสียงสะท้อนของชาวบ้านที่กำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจซบเซา ยืนยันหากพรรคได้เป็นรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการนี้ทันที พร้อมขยายขีดความสามารถให้ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ใช้จ่ายได้ครอบคลุมทุกร้านค้า ไม่จำกัดเพียงร้านธงฟ้า เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำโครงการ “อัพสกิล-รีสกิล” เพื่อยกระดับทักษะอาชีพให้ประชาชนมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน โดยระบุว่าพรรคมีความพร้อมทั้งตัวบุคคลและวิชาการ พร้อมขอโอกาสให้ “สุชาดา” คนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจจริง เข้าไปเป็นกระบอกเสียงแก้ปัญหาให้ชาวหนองบัวแดงในสภาฯอีกด้วย

    ภาพ/ข่าว มัฆวาน  วรรณกุล -อารดา ผู้สื่อข่าว TOPNEWSทั่วไทย จ.ชัยภูมิ

    626536078_931304565994326_4206656302239675930_n

    fdfbdfb

    สืบสวนชลบุรี ตร.ทท. บุกจับ 2 ชาวรัสเซีย คดีแยกส่วนร่างฝังดินเพื่อนร่วมชาติ แม่ช็อกยืนยันเป็นร่างลูกชาย

    Soft Power ระเบิดเมืองหาดใหญ่ กับเทศกาล Hi (หรอย) Hatyai 2026

    อภิสิทธิ์ นำทีมประชาธิปัตย์ ตะลุยปากพนัง หนุนผู้สมัครเขต 2 นครศรีฯ

    “คีรี กาญจนพาสน์” นำชมห้องตัวอย่าง “บ้านชาวไทย” D:CODE SRI NAKARIN ย้ำอยากให้คนมีบ้านเป็นของตัวเอง ด้วยเงื่อนไขพิเศษ ลดทุกข้อจำกัดเงินดาวน์ และราคาผ่อนถูกเหมือนเช่า

    ชาวน่านแห่ใช้สิทธิ์! เลือกตั้งล่วงหน้าคึกคักตั้งแต่ตี 5 ทหาร-ข้าราชการแห่เข้าคิวแน่น

    ชาวอุตรดิตถ์ตื่นตัว! แห่เลือกตั้งล่วงหน้าสนามกีฬาพระยาพิชัยฯ คึกคัก ยอดนอกเขตพุ่งกว่า 3,300 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1474603&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zfn2q2AyEtFay_qTMwNJH

  • ตลาดหุ้นจ่อตกชั้น การเมืองแทรกแบงก์ชาติ เศรษฐกิจ ‘อินโดนีเซีย‘ เกิดอะไรขึ้น?

    ตลาดหุ้นจ่อตกชั้น การเมืองแทรกแบงก์ชาติ เศรษฐกิจ ‘อินโดนีเซีย‘ เกิดอะไรขึ้น?

    ความโปร่งใสในตลาดหุ้นถูกตั้งคำถาม การเมืองแทรกแซงแบงก์ชาติ และประเทศย่ำอยู่กับที่บน ‘ระเบิดเวลา’ การว่างงานของคนหนุ่มสาว เศรษฐกิจอินโดนีเซียกำลังเผชิญบททดสอบครั้งสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องจับตามอง

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “อินโดนีเซีย” ถูกฉายภาพในฐานะ “ดาวรุ่งพุ่งแรง” แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มหาศาลและจำนวนประชากรเกือบ 300 ล้านคน ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี “ปราโบโว ซูเบียนโต” ตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไว้ที่ 6% ในปี 2569 

     ปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าเป้าหมายดังกล่าวสามารถบรรลุได้ด้วยการประสานงานด้านนโยบายที่ดีขึ้นและการเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้น  

    ทว่าภายใต้ตัวเลขที่ดูสวยหรู กลับมีรอยร้าวที่กำลังขยายตัว ทั้งจากความไม่สงบทางสังคม ปัญหาความโปร่งใสในตลาดทุน และที่สำคัญที่สุดคือการตั้งคำถามถึง “ความเป็นอิสระ” ของสถาบันหลักทางการเงิน เมื่อโครงสร้างอำนาจเริ่มถูกผูกโยงกับสายเลือดการเมือง

    เป้าหมาย 6% กับ ‘ระเบิดเวลา’ ในตลาดแรงงาน

    แม้รัฐบาลอินโดนีเซียจะพยายามโชว์ความแข็งแกร่งของประเทศ แต่ในความเป็นจริง “ความเชื่อมั่น” ของประชาชนกำลังดิ่งลง ผลจากการเลิกจ้างงานที่พุ่งสูงขึ้น และปัญหาคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาแต่กลับไม่มีงานทำ สิ่งเหล่านี้กำลังกัดกิน “การบริโภคในครัวเรือน” ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอินโดนีเซียมาโดยตลอด

    ในปี 2568  ตัวเลขเศรษฐกิจยังดูเหมือนจะไปได้สวยที่ระดับ 5.2% แต่นั่นเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลอัดฉีดงบประมาณมหาศาลกว่า 46 ล้านล้านรูเปียห์ ผ่านโครงการให้เงินอุดหนุน สินเชื่อบ้านราคาถูก แต่เบื้องหลังตัวเลขที่สวยหรูคือ “รอยร้าว” ทางสังคมที่สะสมมาตั้งแต่ยุคโควิด-19 จนปะทุออกมาเป็นการประท้วงใหญ่เมื่อเดือนส.ค.ปีที่แล้วโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่

    ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดคือ “คุณภาพของงาน” ข้อมูลชี้ว่า 80% ของงานที่เกิดขึ้นใหม่ตั้งแต่ปี 2562 เป็นเพียงงานนอกระบบที่ไม่มีสวัสดิการและความมั่นคง ทำให้คนหนุ่มสาวและผู้จบปริญญาตรีจำนวนมากต้องตกงานหรือทำงานไม่ตรงสาย จนกลายเป็นความสิ้นหวังที่นักวิชาการเตือนว่าเป็น “ระเบิดเวลา” ของประเทศ

    เดนิ ฟริอาวัน นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์จากศูนย์ศึกษาด้านยุทธศาสตร์และนานาชาติ มองว่า “อัตราการว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาวเปรียบเสมือนระเบิดเวลา”

    ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานอินโดนีเซียสะท้อนภาพชัดเจนว่า ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 68 มีคนถูกเลิกจ้างพุ่งสูงถึงเกือบ 80,000 คน จากปีก่อนที่ 68,000 คน  โดยเฉพาะ “ภาคการผลิต” ที่เป็น 1 ใน 5 เครื่องยนตร์เศรษฐกิจสำคัญกลับได้รับผลกระทบหนักสุด จากการที่ชนชั้นกลางมีกำลังซื้อลดลง

    ภีมะ ยุธิสถิรา นักวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ ระบุว่า มาตรการกระตุ้นของรัฐบาลล้มเหลวในการสร้างงานประจำ และไม่ได้พุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือชนชั้นกลางอย่างแท้จริง สะท้อนได้จากความต้องการสินเชื่อที่ยังคงเงียบเหงา แม้รัฐจะอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ธนาคารมหาศาลถึง 200 ล้านล้านรูเปียห์ในช่วงปีที่ผ่านมาก็ตาม

     MSCI  ตั้งคำถาม  ‘ความโปร่งใส’ ตลาดหุ้น

    หนึ่งในนโยบายสำคัญ คือการเรียกเม็ดเงินลงกทุนจากนักลงทุน แต่ “ความเชื่อมั่น”  ในตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่มีมูลค่าสูงถึง 9.76 แสนล้านดอลลาร์ เผชิญกับบททดสอบเรื่อง “ความเชื่อมั่น”ครั้งสำคัญ เมื่อ MSCI ผู้จัดทำดัชนีหุ้นระดับโลก ประกาศระงับการตรวจสอบและปรับน้ำหนักดัชนีหุ้นอินโดนีเซีย เนื่องจากความกังวลเรื่อง “ความโปร่งใส” ในการถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียนบางกลุ่ม ทำให้สัดส่วนหุ้นหมุนเวียนในตลาดต่ำเกินไป เสี่ยงต่อการถูกปั่นราคาหุ้นได้ง่าย

    ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากไม่แก้ไขภายในเดือนพ.ค.นี้ อินโดนีเซียอาจเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ถูกลดชั้นจาก “ตลาดเกิดใหม่”  ลงไปเป็น “ตลาดชายขอบ”  

    หนึ่งวันหลังจาก  MSCI  ประกาศ “โกลด์แมน แซคส์” ก็ได้ออกมาได้ปรับลดอันดับหุ้นอินโดนีเซียสู่ระดับ “ลดน้ำหนักการลงทุน”   ทันที พร้อมประเมินความเสียหายว่าหากถูกลดชั้น  อาจทำให้มีเม็ดเงินไหลออกจากกองทุนต่างๆ รวมสูงถึงประมาณ 4.5 แสนล้านบาท  ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติเริ่มทิ้งหุ้นอินโดนีเซียแล้วกว่า 192 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขายสุทธิครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

     ความเป็นอิสระ ‘แบงก์ชาติ’ ถูกท้าทาย

    ประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดและส่งผลกระทบต่อ “ค่าเงินรูเปียห์” โดยตรง คือการก้าวเข้ามาของ “โทมัส จิวานโดโน “ ซึ่งเป็นหลานชายแท้ๆ ของสุเบียนโต ในตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมาโดยสภาผู้แทนราษฎรของอินโดนีเซีย ซึ่งการแต่งตั้งครั้งนี้จะทำให้โทมัสอยู่ในตำแหน่งยาว 6 ปี ไปถึงปี 2574 

    เรื่องนี้นำไปสู่การตั้งคำถามของนักลงทุนต่างชาติและตลาดว่าธนาคารกลางอินโดนีเซียจะยังสามารถรักษา “ความเป็นอิสระ” ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้หรือไม่  

    ยานูอาร์ ริซกี นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากสถาบันวิจัยไบรท์อินสติทิวต์ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการก้าวเข้าสู่อำนาจของโทมัสกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากสังคม เนื่องจากดูเหมือนว่า อำนาจภายในธนาคารกลางอินโดนีเซียกำลังกลายเป็นเรื่องของ “การสืบทอดทางสายเลือด” มากกว่าความเหมาะสมทางวิชาชีพ

    “สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นคือการแต่งตั้งในครั้งนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะมีการคาดการณ์กันว่าเขาอาจจะไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ อาจจะถูกผลักดันให้ขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดอย่างผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย” ริซกีกล่าว

    ทว่าความกังวลเรื่องความเป็นอิสระไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในเดือนนี้ หลังจากที่ปราโบโวเข้ารับตำแหน่งเมื่อปลายปี 2567 เกิดเหตุการณ์ที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอย่าง “ศรี มุลยานี อินทราวาตี” ถูกปลดออกจากตำแหน่ง 

    และเมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา สภาอินโดนีเซียได้แก้ไขกฎหมายการเงินฉบับสำคัญ โดยเพิ่มอำนาจให้ “รัฐสภา” สามารถประเมินผลงานเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยงานการเงินได้ และที่สำคัญที่สุดคือ  ประธานาธิบดีมีอำนาจปลดเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียออกจากตำแหน่งได้ หากพบว่าฝ่าฝืนกฎหมาย

    ริซกี ชี้ว่านี่คือจุดเปลี่ยนที่น่ากลัว เพราะในอดีต ผู้ว่าการธนาคารกลางจะพ้นตำแหน่งได้เพียง 3 กรณีเท่านั้น คือ เสียชีวิต, ลาออก หรือทำความผิดอาญา แต่กฎหมายใหม่นี้ทำให้ตำแหน่งผู้ว่ากลายเป็น “เบี้ยทางเลือก” ที่อาจถูกเปลี่ยนตัวได้ทุกเมื่อตามความพ้องจองทางการเมือง

    ริซกีเสริมว่า การที่รัฐบาลพยายามคุมธนาคารกลาง ก็เพื่อสั่งให้ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “การผ่อนคลายเชิงปริมาณ” หรือการให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินออกมาซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพื่อนำเงินมาใช้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่รัฐบาลต้องการใช้จ่ายมหาศาล

    ในปีที่แล้ว อินโดนีเซียขาดดุลบประมาณสูงถึง 2.92% ของจีดีพี ซึ่งเกือบจะทะลุเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ คือห้ามเกิน 3%  สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายในโครงการของปราโบโว อย่างโครงการแจกอาหารกลางวันฟรีให้เด็กทั่วประเทศ โครงการเรียนฟรีขั้นพื้นฐาน

    รวมทั้งปราโบโวเคยออกมาแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับกฎเกณฑ์ที่ห้ามขาดดุลเกิน 3% โดยเขาพยายามผลักดันให้รัฐบาลสามารถกู้เงินหรือใช้จ่ายได้มากขึ้น  

    อินสุคินโดร ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกาจาห์ มาดาบอกว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซียมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงตั้งแต่ปี 2542 ถึง2547 เท่านั้น เมื่อกฎหมายธนาคารกลางฉบับแก้ไขระบุว่า รัฐบาลมีอำนาจในการกำหนดเป้าหมายนโยบายการเงิน ทำให้ธนาคารกลางมีหน้าที่ดูแลนโยบายทางการเงินเท่านั้น

     หากประธานาธิบดีปราโบโวไม่สามารถแก้ไขปัญหา “ระเบิดเวลา” ด้านการจ้างงาน  ไม่สร้างความโปร่งใสตลาดหุ้น และไม่สามารถพิสูจน์ความเป็นอิสระของ เป้าหมายการเติบโต 6% อาจเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษที่ถูกแลกมาด้วยความเปราะบางของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1219219&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZLwsnk2aYKMwuwZdbTcxz