Category: เศรษฐกิจ

  • เอกชน หวังทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ กู้วิกฤตไทยพ้น ‘คนป่วยเอเชีย’

    เอกชน หวังทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ กู้วิกฤตไทยพ้น ‘คนป่วยเอเชีย’

    เอกชน หวังทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ กู้วิกฤตไทยพ้น 'คนป่วยเอเชีย'

    เอกชน หวังทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ กู้วิกฤตไทยพ้น ‘คนป่วยเอเชีย’

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวถึงการเลือกตั้งที่ผ่านมาว่า นโยพรรคภูมิใจไทยได้ขึ้นเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลอนุทินได้พิสูจน์ฝีมือมาในช่วง 4-5 เดือน โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล คิดว่านโยบายต่างที่ยังไม่ได้ทำหรือยังค้างอยู่จะเดินหน้าต่อไม่สะดุด  

    ทั้งนี้ ถ้ามองในแง่ดี ได้คนที่พร้อมทำงาน ซึ่งไม่กี่ครั้งที่การเมืองได้คนที่ไม่ได้มาจากโควต้าหรือจากการเมืองมาดูเรื่องเศรษฐกิจ เพราะว่าค่อนข้างยากในทางการเมือง เพราะโดยทั่วไปแล้วพรรคการเมืองมักจะมีโควต้าของพรรคนั้นพรรคนี้ หรือกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ทำให้ไม่ได้คนที่มีความถนัดจริงๆมาทำงาน 

    “มันมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป แต่ถ้ามองในเชิงเศรษฐกิจภาพใหญ่ ทั้งเรื่องความขัดแย้งของภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาปากท้อง เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเร็ว เพราะไทยกำลังถูกต่างชาติมองว่า เรากำลังเป็นผู้ป่วยของเอเชียซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องกู้ภาพลักษณ์กลับมาให้ได้รวมถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไปพร้อมๆกัน เป็นสิ่งที่เอกชนคาดหวังจะได้เห็นในรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย”

    นอกจากนี้ หากรัฐมนตรีเศรษฐกิจยังเป็น 3 คนนี้ คือ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง ต้องบอกว่า ทั้ง3 คนได้พิสูจน์ความสามารถให้เห็นไปบ้างแล้ว แม้ว่าจะเป็นช่วงระยะสั้นๆที่ยังไม่ได้เป็นที่ประจักษ์ชัดเพราะว่าระยะเวลาการทำงานสั้น แต่ก็ต้องให้โอกาสทำงานต่อ  

    อย่างไรก็ตาม หากไม่ใช่ทั้ง 3 คนดังกล่าว ก็ต้องให้เวลาคนที่จะเข้ามาทำงานเช่นกันเพราะการเรียกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต้องใช้เวลาแต่ต้องไม่นานเกินไป เพราะสิ่งสำคัญตอนนี้คือ คำว่า “คนป่วย ของเอเซีย”ที่ทำให้ไทยถูกมองในด้านลบ 

    ทั้งนี้ในช่วง 3 เดือนแรกของรัฐบาลใหม่ สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการเห็นเร่งด่วน 3 เดือน แรก คือ การแก้ปัญหาปากท้องเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศ ไทยเคยผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ดังนั้นการเร่งแก้ปัญหาปากท้องจึงเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วนในตอนนี้

    ควบคู่ไปกับการดูแลเรื่อการส่งออก ภาคการท่องเที่ยวด้วย และการเร่งจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้ทัน เพราะเอกชนไม่อยากเห็นความล่าช้าของการอนุมัติงบประมาณเพราะถ้าล่าช้าผลกระทบก็จะตามมาเช่นกัน 

    ดังนั้นต้องพยายามทำให้เร็ว แต่ทั้งนี้ต้องมาพร้อมกับความโปร่งใสด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญและย้ำตลอดเวลา ทั้งเรื่องคอรัปชัน ปัญหาทุนเทา ซึ่งรัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร และมารตรการต่างๆที่จะออกมารองรับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/651187&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mDUGhXERLDyiULfAWvRwF

  • ส.อ.ท. จี้รัฐบาลใหม่ เร่งแก้ 4 ปมวิกฤต ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องประชาชน เป็นวาระแรก

    ส.อ.ท. จี้รัฐบาลใหม่ เร่งแก้ 4 ปมวิกฤต ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องประชาชน เป็นวาระแรก

    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 กรุงเทพฯ — นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย   (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ทางการเมืองและผลการเลือกตั้งล่าสุดว่า ภาคเอกชนขอเอาใจช่วยให้ประเทศไทยได้รัฐบาลที่เหมาะสม เป็นคนดี คนเก่ง และมีความรู้ความสามารถ เนื่องจากโฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

    นายเกรียงไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปี 2569 ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างมากของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก สิ่งที่ภาคเอกชนอยากฝากถึงรัฐบาลใหม่มากที่สุด คือ การเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน ซึ่งถือเป็นวิกฤตใหญ่ที่สุดในเวลานี้ โดยปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับเกือบ 90% ต่อ GDP และหากรวมหนี้นอกระบบ ตัวเลขอาจสูงถึงประมาณ 104% สะท้อนว่ารายได้ของประชาชนจำนวนมากไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ส่งผลให้กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจหายไปอย่างมาก

    นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการอย่างน้อย 3–4 เรื่อง ได้แก่

    1.  วิกฤติ SME โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่ากังวล

    2.  ภาคการส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน

    3.  ปัญหาสภาพคล่องของ SME ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากสินเชื่อธนาคารหดตัวต่อเนื่อง สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้จากความเสี่ยง NPL ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินที่ตรงเป้าและแม่นยำ

    4.  สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน ที่ทะลักเข้าสู่ตลาดทั้งในรูปแบบถูกกฎหมายและลักลอบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันได้และต้องปิดกิจการ

    ในมุมมองของภาคธุรกิจ นายเกรียงไกร กล่าวว่า พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนนิยมสูงในขณะนี้ โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ได้แสดงให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจในช่วงเวลาสั้น ๆ ผ่านการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์ มีโปรไฟล์ที่ดี และทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชน

    สิ่งที่ภาคเอกชนกังวลมาโดยตลอด คือ ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย แต่หากมีสัญญาณว่าทีมเศรษฐกิจชุดเดิมสามารถทำงานต่อเนื่องได้ ก็จะช่วยให้มาตรการต่าง ๆ เดินหน้าได้ทันที โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่มีการประชุมหารือในระดับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ และมีการผลักดันมาตรการเร่งด่วนในลักษณะ “Quick Big Win” ซึ่งเริ่มเห็นผลในระยะสั้น

    อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเต็มรูปแบบ ภาคเอกชนอยากเห็นการเสริมบุคลากรมืออาชีพในกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างครบถ้วนและมีพลังมากยิ่งขึ้น

    ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนและ กกร. เห็นตรงกันว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องถูกยกระดับเป็นวาระสำคัญของประเทศ เนื่องจากคอร์รัปชันเปรียบเสมือนมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนระบบเศรษฐกิจ และเป็นต้นเหตุของการรั่วไหลของงบประมาณ หากสามารถปราบปรามได้ จะช่วยอุดรูรั่วและเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการเศรษฐกิจในภาพรวม

    เงื่อนไขสำคัญที่ภาคเอกชนมองว่าเป็นหัวใจของเสถียรภาพทางการเมือง คือ การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลให้ได้มากกว่า 300 เสียง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่น ลดแรงเสียดทาน และสร้างความมั่นใจต่อการทำงานของรัฐบาลในระยะยาว

    ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล ควรเป็นพรรคที่เมื่อรวมกันแล้วสามารถเสริมภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลได้ ทั้งในสายตาประชาชน และนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

    “หากรัฐบาลใหม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้อำนาจนั้นเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างจริงจัง เลือกทีมงานที่เป็นมืออาชีพ สร้างความเชื่อมั่น และทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นคง” นายเกรียงไกร กล่าว

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2913111&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GOOSy_xg5AnCavbhuo17B

  • ‘เอกนิติ’ ยันเศรษฐกิจไทยพ้น ICU เลิกเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’

    ‘เอกนิติ’ ยันเศรษฐกิจไทยพ้น ICU เลิกเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’

    รมว.คลัง โต้ปมต่างชาติมองไทยเป็น “Sick Man of Asia” เปรียบเศรษฐกิจไทยเหมือนรถหลุดพ้นหล่ม-ออกจากห้อง ICU เรียบร้อยแล้ว ย้ำโจทย์ใหญ่ถัดไปคือ การ “ลงสนามแข่ง” พร้อมกางนโยบาย “10 Plus” มุ่งยกระดับทักษะ-โครงสร้างพื้นฐาน-เศรษฐกิจสีเขียว

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่สื่อต่างชาติมองว่าเศรษฐกิจไทยมีสภาวะเป็น “Sick Man of Asia” หรือคนป่วยแห่งเอเชีย โดยระบุว่า หากจะเปรียบเทียบคำดังกล่าวให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นคือ สภาวะที่เศรษฐกิจไทยเหมือน “รถติดหล่ม” หรือผู้ป่วยที่ต้องอยู่ในห้อง ICU

    “แต่วันนี้ ผมมองว่าเราได้พาตัวเองออกจากห้อง ICU ได้แล้ว และรถคันนี้ก็ได้หลุดพ้นจากหล่มมาแล้วเช่นกัน” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ ขยายความว่า โจทย์สำคัญของรัฐบาล หลังจากนี้ไม่ใช่เพียงแค่การประคองอาการ แต่คือ การทำอย่างไรให้ร่างกายกลับมาแข็งแรง หรือทำให้รถยนต์เศรษฐกิจไทยที่ขึ้นจากหล่มแล้วสามารถกลับมาขับเคลื่อน และวิ่งแข่งกับนานาชาติได้ เพื่อให้คนไทยมีความแข็งแกร่งในเวทีโลก ซึ่งกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้คือ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ในการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ รัฐบาลได้วางนโยบาย “10 Plus” เป็นเรือธงหลัก ซึ่งมีความพร้อมที่จะเริ่มดำเนินการทันทีในหลายมิติ ทั้งเรื่องทรัพยากรมนุษย์เน้นการลงทุนเสริมสร้างทักษะ (Skill Bridge) เพื่อให้แรงงานไทยตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ และดิจิทัลเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน และการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว การใช้พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีรักษ์โลก เพื่อสร้างจุดเด่นใหม่ให้กับประเทศ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ทุกองคาพยพของกระทรวงการคลัง มีความพร้อมที่จะขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ทันที เพื่อให้เศรษฐกิจไทยไม่เพียงแค่ฟื้นตัว แต่ต้องเติบโตอย่างมีศักยภาพ และยั่งยืนในระยะยาว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220505&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29HnewxTbjmNFIVHcJ1I_7

  • มาร์ค พิตบูล ขออภัยผู้ลงคะแนนให้พรรคเศรษฐกิจ เลือก ‘รังษี’ ได้ ‘เส้นด้าย’

    มาร์ค พิตบูล ขออภัยผู้ลงคะแนนให้พรรคเศรษฐกิจ เลือก ‘รังษี’ ได้ ‘เส้นด้าย’

    พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์

    9 ก.พ.2569-นายณัชพล สุพัฒนะ หรือ “มาร์ค พิตบูล” หัวหน้าทีมยุทธศาสตร์พรรคเศรษฐกิจ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “มาร์ค พิตบูล” เรื่อง “สวัสดีประเทศไทย” เนื้อหาระบุว่า ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับชัยชนะของพรรคประชาชน และชาวกรุงเทพมหานคร  ที่กล้าจะเลือกอนาคตของตัวเอง โดยสามารถกวาดเก้าอี้ไปทั้งหมด 100%  และทั้ง 33 เก้าอี้ มันคือพลังบริสุทธิ์ของจริง

    ผมดีใจที่เคยพูดไว้ ถ้าไม่เลือกพรรคเศรษฐกิจก็ขอให้เลือกพรรคประชาชนให้ชนะขาดไปเลย เพราะทั้งสองพรรคเราสู้ด้วยอุดมการและนโยบาย โดยไม่มีการซื้อเสียงแน่นอน !!!

    และก็ขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้พรรคเศรษฐกิจครับ ดีใจและภูมิใจ เพราะทุกคะแนนมันคือคะแนนบริสุทธิ์ เป็นคะแนนแห่งความเชื่อมั่นที่เกิดจากนโยบายและตัวผู้นำพรรคของเราล้วนๆ แม้หลายคนจะกระอักกระอ่วนใจ เรื่องการจัดอันดับปาร์ตี้ลิสต์ในพรรค แต่ก็ยังกล้าลงคะแนนให้เรา

    ต้องยอมรับว่าคนลงคะแนนให้เราเป็นล้านก็เพราะพลเอกรังษีล้วนๆ และที่หลายคนไม่กล้าลงคะแนนให้เราก็เพราะ การตัดสินใจของพลเอกรังษีด้วยเช่นกัน !!

    และท้ายที่สุดผมต้องกราบขออภัยต่อผู้ลงคะแนนให้พรรคเศรษฐกิจทุกท่าน … ที่เลือกรังษีได้เส้นด้ายจริงๆ !!!

    และจบเลือกตั้งผมก็ยังเป็นหมาเหมือนเดิม 5555

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/944691/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LSu0oUA-Rygv8ysUTxLnf

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 09/02/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 09/02/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/128176&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r1RpDtxy47dt0kFlHKbVv

  • หุ้นไทยเตรียมพุ่ง ดร ณัฐวุฒิ ฟันธง รัฐบาลอนุทิน พลิกโฉมเศรษฐกิจยุคใหม่

    หุ้นไทยเตรียมพุ่ง ดร ณัฐวุฒิ ฟันธง รัฐบาลอนุทิน พลิกโฉมเศรษฐกิจยุคใหม่

    วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.08 น.

    ภายหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งครั้งใหญ่ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง และเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นวงกว้างบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับการเลือกตั้งในครั้งนี้

    วันนี้ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ประธานบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุนชื่อดัง ขานรับชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย ชี้เป็นสัญญาณบวกดึงความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลกกลับมา ว่า “โอกาสของการเกิดElection Rallyในตลาดหุ้น หลังพรรคน้ำเงินชนะท่วมตั้งรัฐบาล4แพ็ก-อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศชัยชนะที่ท่วมท้นเกินคาดของพรรคภูมิใจไทยว่า จะตั้งรัฐบาล4แพ็ก ที่มีเขาเป็นนายกรัฐมนตรี ศุภจีจะเป็นรองนายกฯควบรัฐมนตรีพาณิชย์ เอกนิติจะเป็นรองนายกฯควบคลัง และสีหศักดิ์จะเป็นรองนายกฯควบต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่คนไทยและต่างประเทศที่มีรัฐบาลซึ่งมีภาพลักษณ์นักบริหารมืออาชีพเข้าบริหารประเทศ ซึ่งตกอยู่ในสถานะที่สื่อต่างประเทศอย่างFinancial Timesนิยามว่ากำลังเป็นคนป่วยแห่งเอเชียในเวลานี้

    ดีสุดขั้วกับชั่วสุดขีด-ตลาดหุ้นไทยได้รับการคาดหมายว่าจะปรับตัวขึ้นขานรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งเป็นไปด้วยความราบรื่น พรรคภูมิใจไทยชนะท่วมท้นเกินคาด เหนือพรรคการเมืองสายปฏิรูปอย่างพรรคประชาชน ที่ประกาศพร้อมเป็นฝายค้าน ขณะที่คาดว่านายอนุทินจะจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างราบรื่น และมีเสถียรภาพ ได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากชนชั้นนำไทย และได้แรงหนุนหลังจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่พากันเทคะแนนเสียงให้
    การเลือกตั้งในอดีตและผลต่อตลาดหุ้นไทยนั้นแบ่งเป็น2แบบอย่างสุดขั้ว กล่าวคือแบบแรก หากการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความราบรื่น พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งได้จัดตั้งรัฐบาล มีเสถียรภาพ และมีทีมงานเศรษฐกิจที่สร้างความเชื่อมั่น ได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนำ ตลาดหุ้นจะทะยานขึ้นหลังเลือกตั้งอย่างแข็งแกร่ง และหลายครั้งขึ้นได้ยาว เช่น การเลือกตั้งปี2531 ที่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ดัชนีหุ้นไทยขึ้นยาวจากเขต300จุดขึ้นไปสูงสุด1200จุด ,การเลือกตั้ง2535/2 หลังพฤษภาทมิฬ นายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ หุ้นไทยขึ้นจากเขต600ไปสูงสุด1793จุด,เลือกตั้งปี2544ที่ทักษิณ ชินวิตร ตั้งรัฐบาล ดัชนีหุ้นขึ้นจาก250จุด ขึ้นไปสูงสุดเขต800จุด และการเลือกตั้งปี2554 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชนะเลือกตั้ง ดัชนีตลาดหุ้นขึ้นจากเขต1,000จุด ขึ้นไปสูงสุด1,650จุด

    ดร.ณัฐวุฒิ

    แต่ในทางตรงกันข้ามหากการเลือกตั้งไม่ราบรื่น หรือได้นายกฯที่ไม่เป็นที่นิยม หรือพรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล เช่น การคว่ำบาตรเลือกตั้งปี2549 กับปี2557 ส่งผลให้หุ้นตกหนัก ,การเลือกตั้งปี2538ที่ได้นายบรรหารเป็นนายกฯ ไม่เป็นที่นิยมส่งผลให้ดัชนีSETตกหนัก เช่นเดียวกับเลือกตั้งปี2539ได้พลเอกชวลิต ที่ไม่เป็นที่นิยม ส่งผลให้ดัชนีSETหลุดระดับ1,000จุด ลงไปต่ำสุดเขต200จุด หรือเลือกตั้งปี2562 กับปี2566 ที่พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งอันดับ1ไม่ได้ตั้งรัฐบาล ทำให้ขาดแรงสนับสนุน ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นตกหนักหลังเลือกตั้ง และการตั้งรัฐบาล

    Election Rallyขานรับรัฐบาล4แพ็ก-ส่วนการชนะเลือกตั้งท่วมท้นของพรรคภูมิใจไทยในเที่ยวนี้ เข้าข่ายผลการเลือกตั้งแบบแรกทุกองค์ประกอบคือ ชนะเลือกตั้งท่วมท้น ปราศจากข้อสงสัย การจัดตั้งรัฐบาลน่าจะราบรื่นมีเสถียรภาพอย่างมาก ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากชนชั้นนำ และฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่สำคัญมีทีมงานผู้บริหารมืออาชีพ”4แพ็ก”ที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่แวดวงธุรกิจ ส่วนฝ่ายค้านพรรคประชาชนน่าจะใช้วิถีทางรัฐสภาตรวจสอบ มากกว่าการเมืองบนท้องถนนที่จะทำให้เกิดความปั่นป่วนไร้เสถียรภาพ

    ดร.ณัฐวุฒิ

    ผมคาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวตามโมเดลแบบแรกคือเกิดบรรยากาศPost Election โดยดัชนีตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นไปด่านแรกราวๆ1400จุด+/- ด่านถัดไป1500+/- กรณีดีที่สุดไม่น่าเกินกว่าเขต1600จุด+/- หลังจากที่ดัชนีได้ขึ้นมาก่อนแล้วในช่วงนายอนุทินได้รับมติจากพรรคประชาชนให้เป็นรัฐบาลชั่วคราว โดยขึ้นมาจากเขต1,000จุด ล่าสุดปิดอยู่ที่เขต1,350จุด

    ตลาดหุ้นไทยในระยะ10ปีที่ผ่านมาอ่อนแอกว่าตลาดหุ้นโลก และตกต่อเนื่องมา3ปีหลังสุด ผลตอบแทนแย่ที่สุดในโลก เนื่องจากปัญหาเสถียรภาพการเมือง แบบที่Financial Timesชี้ว่าเป็นเหตุสำคัญให้ไทยกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย อัตราขยายตัวเศรษฐกิจ หรือGDPอยู่ในกระดับ2.5% หรือต่ำกว่า ซึ่งเป็นเฏณฑ์ที่ต่ำกว่าเพื่อนบ้านอาเซียน ที่เติบโตเฉลี่ย5% ขณะที่ทุนนอกไหลออก

    ดร.ณัฐวุฒิ

    แต่การชนะเลือกตั้งท่วมท้นเกินคาดของพรรคภูมิใจไทย และจะได้รัฐบาล4แพ็ก ได้จุดความหวังว่าจะพลิกเปลี่ยนสถานการณ์คนป่วยแห่งเอเชียไปในทางบวก และดัชนีตลาดหุ้นก็อาจจะสะท้อนต่อความหวังดังกล่าว

    บทความ By ผศ.ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ใบอนุญาตเลขที่ 012888 บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน ต้นธารคอร์ปอเรชั่น (ก่อตั้ง พศ.2540 อยู่ภายใต้การกำกับ ของ กลต. กระทรวงการคลัง ) 9 กุมภาพันธ์ 2569″

    ดร.ณัฐวุฒิ

    หลังจากโพสต์ของ ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวโซเชียลต่างก็พากันเข้ามาคอมเมนต์แสคงคามคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

    “กำจัด HFT short sell block trade ด้วย ครับท่าน set จะได้ไป 1860”

    “บาทจะแข็งขึ้นอีกใช่มั้ยครับ”

    “จะตั้งตารอดูGDPปีนี้ว่าจะดีขึ้นอย่างที่โม้ไว้รึป่าวครับ”

    “ดัชนีเป้าหมาย 1,600 โดยรวมถือว่าโอเคร นะครับจารย์”

    “อาจารย์ครับ 1500 จุด แสดงว่าตัวใหญ่ๆ เช่น scg ptt top aotจะกลับไปที่ๆเคยอยู่ นั่นหมายถึงมันจะเดินไปช้าๆ แล้ว อัตราการเติบโตก็จะขยายตัวตามไป ผมยังนึกไม่ออก อะไรที่ทำให้ ศก ไทย ขยายตัวเพิ่มขึ้น ครับ”

    ดร.ณัฐวุฒิ

    ดร.ณัฐวุฒิ

    ดร.ณัฐวุฒิ

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน ต้นธารคอร์ปอเรชั่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/946041&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KMijmfRacB1t8wm1FtNSw

  • ‘เอกนิติ’ สานต่อนโยบาย ‘Big Win’ ยัน ‘คนละครึ่งพลัส’ มาแน่ พร้อมตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนในปี 2569

    ‘เอกนิติ’ สานต่อนโยบาย ‘Big Win’ ยัน ‘คนละครึ่งพลัส’ มาแน่ พร้อมตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนในปี 2569

    ‘เอกนิติ’ ประกาศนโยบาย ‘Big Win’ เศรษฐกิจไทย’ ชี้ ‘Quick’ อาจไม่จำเป็นแล้ว ตั้งเป้ายกระดับการลงทุนช่วยไทยหายเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ เตรียมขยายผลนโยบายที่วางรากฐานในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา และเตรียมอัปเกรด ‘คนละครึ่งพลัส’ ยืนยันมาแน่ แต่ต้องรอตั้งรัฐบาลใหม่ให้เรียบร้อยก่อน คาดงบประมาณปี 70 ล่าช้าไม่เกิน 2-3 เดือน

    วันนี้ (9 กุมภาพันธ์) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ในการดำเนินงานต่อจากนี้ จะเป็นการขยายผลจากนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญตลอดช่วง 4 เดือนมา โดยชี้ว่า มาตรการ ‘Quick Big Win’ อาจไม่จำเป็นต้อง ‘Quick’ แล้ว เหลือเพียงแต่ต้อง ‘Big Win’ ต่อเศรษฐกิจไทย

    โดยชี้ว่าปี 2569 นี้ การลงทุนจะเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย ทั้งการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อฟื้นเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งได้บนเวทีเศรษฐกิจโลก ไม่ให้เป็นคนป่วยแห่งเอเชีย

    พร้อมระบุว่าไทยมีจุดแข็งในภาคการเกษตร และภาคบริการ หากนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุน ตลอดจนปรับปรุงสินค้าและบริการให้มีความพรีเมียมมากขึ้น ก็จะเป็นที่ต้องการในตลาดโลกได้

    นอกจากนี้ ยังมีโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่รออยู่กว่า 4.8 แสนล้าน ผ่านการปลดล็อกนโยบาย BOI FastPass โดยระบุว่าได้หารือกับนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้วเมื่อช่วงเช้า ว่าสามารถดำเนินการต่อได้ทันที หลังจากที่ต้องหยุดพักในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง

    โดยดร.เอกนิติย้ำว่า ตนยังเป็นรองนายกฯ และรมว.คลัง ซึ่งกำกับดูแลบีโอไออยู่ ซึ่งนโยบาย FastPass เป็นนโยบายเดิมที่ต้องดำเนินให้ต่อเนื่อง และที่สำคัญ นโยบายดังกล่าวไม่มีการใช้เงินเพิ่ม จึงไม่ห่วงว่าจะติดข้อจำกัดตามมาตรา 169 ของคณะรัฐมนตรีรักษาการ

    เตรียมอัปเกรด ‘คนละครึ่งพลัส’ ย้ำมาแน่ แต่ต้องรอตั้งรัฐบาลใหม่

    สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘คนละครึ่ง พลัส เฟส 2’ ดร.เอกนิติระบุว่า จำเป็นต้องรอให้รัฐบาลใหม่จัดตั้งเรียบร้อยก่อน โดยระหว่างนี้ จะพยายามออกแบบระบบให้มีความพร้อมมากขึ้น ต่างจากรอบก่อนที่มีเวลาออกแบบโครงการไม่ถึงเดือน

    ในส่วนของงบประมาณที่ใช้ดำเนินโครงการ ดร.เอกนิติชี้ว่า ถ้าจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว ก็จะเป็นการนำงบกลาง จากงบประมาณประจำปี 2569 มาใช้ดำเนินโครงการ แต่ถ้าจัดตั้งรัฐบาลได้ช้า ก็จะเป็นการใช้งบกลาง จากงบประมาณประจำปี 2570 แทน แต่จะได้เงินทุกคนหรือไม่นั้น ดร.เอกนิติย้ำว่าต้องรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสียก่อน

    ทั้งนี้ ดร.เอกนิติระบุว่า ได้เห็นจุดที่จะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น โดยให้ผู้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและเอไอด้วยนอกจากร้านค้า เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ แต่จะพัฒนาอย่างไรนั้น ดร.เอกนิติระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างออกแบบตัวโครงการ เพื่อให้เริ่มได้ทันทีที่จัดตั้งรัฐบาลใหม่

    คาดงบประมาณปี 70 ล่าช้าไม่เกิน 2-3 เดือน

    ดร.เอกนิติยังระบุว่า จะรีบจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570

    ให้เร็วที่สุด โดยคาดว่า จะมีความล่าช้าไม่เกิน 2-3 เดือน เนื่องจาก ตั้งแต่ก่อนยุบสภา ได้ให้แต่ละหน่วยงานได้มีการจัดทำงบประมาณไว้ก่อนแล้ว แต่กระนั้น รัฐบาลใหม่ก็อาจจะต้องเข้าไปปรับปรุงรายละเอียดในพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 เล็กน้อย

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ekniti-big-win-investment-konlakrueng-plus/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p46z_q0zlP_KPV8CmegRZ

  • ภาคเอกชนฝากรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องประชาชน

    ภาคเอกชนฝากรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องประชาชน

    ภาคเอกชนฝากรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องประชาชน รวมถึงแก้ปัญหาคอร์รัปชัน เป็นวาระแรก ชี้ทีมเศรษฐกิจมืออาชีพคือกุญแจฟื้นความเชื่อมั่น

    9 ก.พ. 2569- นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย   (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ทางการเมืองและผลการเลือกตั้งล่าสุดว่า ภาคเอกชนขอเอาใจช่วยให้ประเทศไทยได้รัฐบาลที่เหมาะสม เป็นคนดี คนเก่ง และมีความรู้ความสามารถ เนื่องจากโฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

    นายเกรียงไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปี 2569 ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างมากของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก สิ่งที่ภาคเอกชนอยากฝากถึงรัฐบาลใหม่มากที่สุด คือ การเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน ซึ่งถือเป็นวิกฤตใหญ่ที่สุดในเวลานี้ โดยปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับเกือบ 90% ต่อ GDP และหากรวมหนี้นอกระบบ ตัวเลขอาจสูงถึงประมาณ 104% สะท้อนว่ารายได้ของประชาชนจำนวนมากไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ส่งผลให้กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจหายไปอย่างมาก

    นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการอย่างน้อย 3–4 เรื่อง ได้แก่  1.  วิกฤติ SME โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่ากังวล ,2.  ภาคการส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน

    3.ปัญหาสภาพคล่องของ SME ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากสินเชื่อธนาคารหดตัวต่อเนื่อง สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้จากความเสี่ยง NPL ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินที่ตรงเป้าและแม่นยำ และ 4.  สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน ที่ทะลักเข้าสู่ตลาดทั้งในรูปแบบถูกกฎหมายและลักลอบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันได้และต้องปิดกิจการ

    ในมุมมองของภาคธุรกิจ นายเกรียงไกร กล่าวว่า พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนนิยมสูงในขณะนี้ โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ได้แสดงให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจในช่วงเวลาสั้น ๆ ผ่านการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์ มีโปรไฟล์ที่ดี และทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชน

    สิ่งที่ภาคเอกชนกังวลมาโดยตลอด คือ ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย แต่หากมีสัญญาณว่าทีมเศรษฐกิจชุดเดิมสามารถทำงานต่อเนื่องได้ ก็จะช่วยให้มาตรการต่าง ๆ เดินหน้าได้ทันที โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่มีการประชุมหารือในระดับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ และมีการผลักดันมาตรการเร่งด่วนในลักษณะ “Quick Big Win” ซึ่งเริ่มเห็นผลในระยะสั้น

    อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเต็มรูปแบบ ภาคเอกชนอยากเห็นการเสริมบุคลากรมืออาชีพในกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างครบถ้วนและมีพลังมากยิ่งขึ้น

    ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนและ กกร. เห็นตรงกันว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องถูกยกระดับเป็นวาระสำคัญของประเทศ เนื่องจากคอร์รัปชันเปรียบเสมือนมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนระบบเศรษฐกิจ และเป็นต้นเหตุของการรั่วไหลของงบประมาณ หากสามารถปราบปรามได้ จะช่วยอุดรูรั่วและเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการเศรษฐกิจในภาพรวม

    เงื่อนไขสำคัญที่ภาคเอกชนมองว่าเป็นหัวใจของเสถียรภาพทางการเมือง คือ การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลให้ได้มากกว่า 300 เสียง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่น ลดแรงเสียดทาน และสร้างความมั่นใจต่อการทำงานของรัฐบาลในระยะยาว

    ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล ควรเป็นพรรคที่เมื่อรวมกันแล้วสามารถเสริมภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลได้ ทั้งในสายตาประชาชน และนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

    “หากรัฐบาลใหม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้อำนาจนั้นเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างจริงจัง เลือกทีมงานที่เป็นมืออาชีพ สร้างความเชื่อมั่น และทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นคง” นายเกรียงไกร กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/944869/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2O3jwhfDVm18FMt180TVjj

  • คลัง พร้อมลุยต่อโครงการคนละครึ่งพลัส ดันเศรษฐกิจปลายปี

    คลัง พร้อมลุยต่อโครงการคนละครึ่งพลัส ดันเศรษฐกิจปลายปี

    คลัง พร้อมลุยต่อโครงการคนละครึ่งพลัส ดันเศรษฐกิจปลายปี

    ลวรณเผย คลังพร้อมขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหลังเลือกตั้ง คนละครึ่งพลัสเฟส 2 เดินหน้าแน่ คาดปลายปี 2568 ดันจีดีพีเพิ่มกว่า 0.3% พร้อมเปิดบัตรสวัสดิการรอบใหม่เร็ว ๆ นี้

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจภายหลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเตรียมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและวางตัว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อสานต่อภารกิจแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ว่า กระทรวงการคลังมีความพร้อมในการสนองนโยบายที่เคยติดขัดในช่วงรอยต่อทางการเมืองให้กลับมาเดินหน้าได้ทันที
    สำหรับโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ถือเป็นนโยบายที่มีความชัดเจนของพรรคภูมิใจไทย และเชื่อว่าจะต้องมีการดำเนินการอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม รูปแบบ รายละเอียด และแนวทางปฏิบัติ ยังต้องรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่เข้ามาให้ความชัดเจน อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าโครงการคนละครึ่ง จะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยการเดินหน้าโครงการช่วงปลายปี 2568 สามารถกระตุ้นจีดีพีได้กว่า 0.3% 

    ส่วนเรื่องงบประมาณจะเพียงพอต่อการเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 หรือไม่นั้น เนื่องจากมีวงเงินเพียง 3 หมื่นกว่าล้านบาท แต่มีนโยบายที่จะผลักดันโครงการกว่า 4.4 หมื่นล้านบาท นายลวรณ กล่าวว่า จะต้องดูรายละเอียดอีกครั้ง จากทั้งสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และสภาพัฒน์ ทั้งนี้ กลุ่มที่จะเข้าร่วมโครงการ ก็ยังเป็นตัวเล็กระดับฐานราก ทั้งผู้บริโภค และร้านค้า อย่างไรก็ตาม ต้องรอฟังรายละเอียดจากรัฐบาลอีกครั้ง

    ”เชื่อว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เห็นภาพเหล่านี้อยู่แล้ว ว่าสามารถดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด และต้องไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจเครื่องยนต์ใดบ้าง ยืนยันว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 จะต้องเดินหน้าแน่นอน“

    ขณะที่การเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ กระทรวงการคลังได้เตรียมการไว้หมดแล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ต้องเดินหน้าโดยเร็ว โดยหากมีรัฐบาลใหม่ที่มีความพร้อม หรือรัฐบาลอยากปรับหลักการก็สามารถดำเนินการได้ หากไม่ผิดหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.)

    สำหรับการเตรียมความพร้อม สำหรับแกนนำการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดิมนั้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะนั่งเก้าอี้ตำแหน่งเดิมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังมีเรื่องที่ท่านยังไม่ดำเนินการ และมีเรื่องที่อยากดำเนินการเพิ่มเติม ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะเข้ามาขับเคลื่อนบางเรื่องที่เวลาไม่พอ ในช่วงการเข้ามาเป็นรัฐบาล 4 เดือนที่ผ่านมา

    ส่วนเรื่องการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จะมีผลบังคับใช้ล่าช้าหรือไม่นั้น นายลวรณ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับกระบวนการ หากกกต. รับรองผลการเลือกตั้งได้เร็วสูงสุดที่ 60 วัน ก็จะมีประโยชน์ต่อการเดินหน้าจัดทำงบประมาณปี 70 แต่ที่ผ่านมา กกต. ใช้เวลาถึง 60 วันเต็ม จึงทำให้หลังจากเลือกตั้งเสร็จต้องรอไปกว่า 2 เดือน

    ขณะที่การเดินหน้าโครงการบัญชีออมเพื่อการลงทุนระยะยาว (TISA)นั้น เหลือเพียง 10% เท่านั้น ที่เป็นส่วนเห็นต่าง แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หลักการเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการส่งเสริมการออมระยะยาว และเป็นทางเลือกผู้ที่จะออม โดย 10% ที่เหลืออยู่นั้น จะต้องไปปรับหลักเกณฑ์ให้ได้รับการยอมรับสำหรับทุกฝ่าย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/737749&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B1CdvZE5bP_5_5QaN-YCs

  • รัฐบาลล็อคสเปค 300เสียง+ ภูมิใจไทยจัดทัพเศรษฐกิจมืออาชีพคุมเกม

    รัฐบาลล็อคสเปค 300เสียง+ ภูมิใจไทยจัดทัพเศรษฐกิจมืออาชีพคุมเกม

    เจาะสูตร ‘รัฐบาลล็อคสเปค’ ภูมิใจไทยผงาดนำ-เพื่อไทยจำยอมพระรอง
    วิเคราะห์รัฐบาลใหม่ภายใต้สูตร ‘หวยล็อค’ 300 เสียง+ เมื่อค่ายน้ำเงินพลิกเกมคุมเบ็ดเสร็จ ดึงมืออาชีพเสียบทีมเศรษฐกิจ สยบแรงต้านขั้วเก่าในร่างใหม่

    • ค่ายน้ำเงินขี่คอค่ายแดง: ภูมิใจไทยก้าวขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทนเพื่อไทย ด้วยจำนวน ส.ส. ที่ทิ้งห่างและบารมีจาก “รัฐพันลึก” เปลี่ยนบทบาทเพื่อไทยสู่ภาวะจำยอมเป็นพรรคร่วมอันดับ 2
    • รีแรนดอมทีมเศรษฐกิจ: ชูจุดขาย “มืออาชีพ” ดึง ดร.เอกนิติ และ คุณศุภจี คุมกระทรวงหลัก (คลัง-พาณิชย์) หวังสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ลบภาพลักษณ์รัฐบาลนักเลือกตั้ง
    • ศึกหนักจากฝ่ายค้าน: แม้รัฐบาลจะมีเสถียรภาพ 300 เสียง แต่ต้องเผชิญฝ่ายค้านที่อันตรายที่สุดจากการแท็กทีมของ “พรรคประชาชน” (สายทำลายล้าง) และ “พรรคประชาธิปัตย์” (สายตรวจสอบ)

    จัดทัพเศรษฐกิจ: ดึง “เทคโนแครต” กู้ศรัทธา
    เพื่อลดข้อครหาเรื่องการเมืองน้ำเน่า ภูมิใจไทยเลือกใช้กลยุทธ์ “คนนอกโปรไฟล์หรู” เข้ามาคุมบังเหียนเศรษฐกิจ เพื่อสยบปัญหาหนี้สินและวิกฤตปากท้อง:

    กระทรวง แคนดิเดตรัฐมนตรี จุดเด่น / โปรไฟล์
    กระทรวงการคลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ มือดีด้านภาษีและวินัยการเงินการคลัง เชี่ยวชาญการแก้ปัญหาหนี้สินระดับประเทศ
    กระทรวงพาณิชย์ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ นักบริหารมืออาชีพระดับสากล สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและขับเคลื่อนการค้าโลก
    กระทรวงการต่างประเทศ คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เชี่ยวชาญภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และการทูตเชิงเศรษฐกิจเพื่อสร้างสมดุลอำนาจ

    ในขณะที่กระทรวงเกรด A อื่นๆ ยังคงเป็นเค้กที่ต้องแบ่งสรรตามโควตาการเมือง โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คุมเกษตรฯ ขณะที่เพื่อไทยอาจต้องลุ้นหนักในการรักษาเก้าอี้กระทรวงคมนาคมที่ถูกค่ายน้ำเงินจ้องตาไม่กะพริบ

    ทำไม “เพื่อไทย” ถึงตกที่นั่งลำบาก?

    การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เพื่อไทยเสียอำนาจต่อรอง เพราะคะแนนเสียงที่เคยเป็น “แลนด์สไลด์” กลับถูกภูมิใจไทยเจาะไข่แดงในพื้นที่ภาคอีสานจนกลายเป็นพรรคอันดับสอง ประกอบกับสถานะ “ถูกมัดมือมัดเท้า” จากดีลการเมืองระดับบน ทำให้เพื่อไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับบท “พระรอง” เพื่อรักษาโอกาสในการอยู่ในอำนาจบริหารต่อไป

    อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพ 300 เสียงนี้อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อต้องเจอกับฝ่ายค้านพันธุ์ดุที่ประกอบด้วย “พรรคประชาชน” ที่พร้อมรุกไล่ด้วยข้อมูลเชิงโครงสร้าง และ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่เชี่ยวชาญเกมสภาฯ กลายเป็นโจทย์หินที่รัฐบาล “อนุทิน 1” ต้องเผชิญหลังจากนี้

    เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 
    แหล่งที่มา:  Live รายการพิเศษ “เกาะติดเลือกตั้ง 69 วันชี้ชะตา” วันที่ 8 ก.พ. 69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/post-analysis/737748&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Qd1SJXUlSXycPc1laSIgZ