Category: เศรษฐกิจ

  • คนละครึ่งพลัส เฟส 2 มาแน่!

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2 มาแน่!

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยถึงผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 ว่า เมื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว ก็พร้อมเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจให้เกิดความต่อเนื่องจากที่ได้ดำเนินการมาแล้วกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งจะมีทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมถึงปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการกระจายตัว โดยสร้างให้คนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น กระจายรายได้สู่ทุกระดับ พร้อมกันนั้น จะยกระดับการลงทุน เพื่อไม่ให้ไทยเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา แต่เชื่อว่า ความร่วมมือของทุกฝ่ายจะทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งได้ในเวทีโลก โดยสิ่งสำคัญที่จะทำให้ไทยแข็งแกร่งได้ คือ สินค้าเกษตร ซึ่งจะนำเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุน และยกระดับสู่อุตสาหกรรมอาหารให้เป็นที่ต้องการของตลาดโลก

    “รัฐบาลก่อนเคยประกาศว่า ปีนี้จะเป็นปีแห่งการลงทุน ดังนั้น จะเร่งรัดให้เกิดการลงทุนจริง นำเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านมาตรการ BOI Fast Pass เพื่อปลดล็อกเงินลงทุนกว่า 480,000 ล้านบาท ที่รอการอนุมัติให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปีนี้ และเร่งปรับปรุงกฎกติกาต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย”

    ส่วนตนจะกลับมารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีควบรมว.คลังหรือไม่นั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ก็เป็นตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้แถลงขอบคุณผลการเลือกตั้งเมื่อคืนวันที่ 8 ก.พ.69 พร้อมประกาศแพ็ก 4 ได้แก่ หนู-อนุทิน, ศุภจี สุธรรมพันธุ์, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นตัวหลักที่จะนั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงหลัก

    ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังพร้อมสนองนโยบายรัฐบาลใหม่ แม้ขณะนี้ยังไม่ทราบผลอย่างเป็นทางการ แต่พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับ 1 และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เมื่อได้รัฐบาลใหม่ จะเดินหน้าคนละครึ่งพลัส ทันที เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้กระตุกขึ้นมา ส่วนงบประมาณจะเพียงพอหรือไม่ เพราะมีวงเงินเหลืออยู่เพียง 30,000 ล้านบาท แต่มีนโยบายที่จะผลักดันรวมกว่า 44,000 ล้านบาทนั้น นายลวรณ กล่าวว่า ต้องดูรายละเอียดอีกครั้ง และเชื่อว่า นายเอกนิติ เห็นภาพเหล่านี้อยู่แล้วว่าสามารถดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด และต้องขับเคลื่อนโครงการใดบ้าง แต่ยืนยันว่า คนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะเดินหน้าแน่นอน ขณะที่การเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ได้เตรียมการไว้หมดแล้วเช่นกัน เมื่อมีรัฐบาลใหม่ ก็พร้อมทำทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2913207&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BUjsllQZIg7tJQT_NhWx1

  • รายงานสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐเคนยา ปี 2568  และการขยายโอกาสทางการค้า ปี 2569

    รายงานสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐเคนยา ปี 2568 และการขยายโอกาสทางการค้า ปี 2569

    รายงานสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐเคนยา ปี 2568 และการขยายโอกาสทางการค้า ปี 2569
    *****************************
    สาธารณรัฐเคนยาเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการคมนาคมขนส่ง โดยเป็นที่ตั้งของท่าเรือมอมบาซา ซึ่งเป็นท่าเรือหลักของภูมิภาค และกรุงไนโรบีซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน และโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องของเคนยา ส่งผลให้ประเทศดังกล่าวมีบทบาทเป็นประตูการค้า (Gateway) ไปสู่ประเทศในแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกากลาง อาทิ ยูกันดา แทนซาเนีย รวันดา บุรุนดี และเอธิโอเปีย
    ประเทศไทยและสาธารณรัฐเคนยามีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการค้าสินค้า ซึ่งประเทศไทยเป็นฝ่ายส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตรแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคไปยังเคนยาเป็นหลัก ขณะที่การนำเข้าจากเคนยายังมีสัดส่วนจำกัด ส่งผลให้ประเทศไทยได้ดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง ความสัมพันธ์ดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของสินค้าไทยในการตอบสนองความต้องการของตลาดเคนยา รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้นำเข้าเคนยาที่มีต่อคุณภาพและมาตรฐานสินค้าไทย

    ภาพรวมเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐเคนยา

    ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของสาธารณรัฐเคนยายังคงแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการขยายตัว แม้จะเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ รัฐบาลเคนยายังคงดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม การส่งเสริมการลงทุน และการยกระดับภาคการเกษตร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจในระยะยาว การขยายตัวของประชากรเมืองและชนชั้นกลางในเคนยา ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าอาหารแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศที่มีศักยภาพด้านการผลิตและสามารถจัดหาสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ประเทศไทยจึงยังคงเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าที่มีบทบาทในตลาดเคนยาอย่างต่อเนื่อง ในด้านความสัมพันธ์ทางการค้า มีมูลค่ารวมอยู่ในระดับกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศไทยเป็นฝ่ายส่งออกสินค้าไปยังเคนยาในสัดส่วนที่สูงกว่าการนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ไทยได้ดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง โครงสร้างการค้าดังกล่าวสะท้อนถึงบทบาทของไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าแปรรูป ขณะที่เคนยายังคงเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและวัตถุดิบบางประเภทเป็นหลัก
     

    สถานการณ์การส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ
    การส่งออกของประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐเคนยา ในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 199 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความต้องการสินค้าไทยในตลาดเคนยาที่ยังคงอยู่ในระดับดี โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตรแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภค การขยายตัวดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในเคนยา รวมถึงบทบาทของเคนยาในฐานะศูนย์กลางการกระจายสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
    สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังเคนยา ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ ข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าว ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของเคนยา ผลิตภัณฑ์ยางและยางพารา เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ รวมถึงเคมีภัณฑ์ สินค้าเหล่านี้สะท้อนถึงความหลากหลายของโครงสร้างการส่งออกของไทย และความสามารถในการตอบสนองความต้องการของตลาดเคนยาในหลายภาคเศรษฐกิจ

    คาดการณ์เศรษฐกิจของสาธารณรัฐเคนยาในปี 2026 มีแนวโน้มฟื้นตัวและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 5 มีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคบริการ การก่อสร้าง และการเกษตร ควบคู่กับการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนภาคเอกชน เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคปรับตัวดีขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมาย และค่าเงินชิลลิงเคนยามีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ดี เคนยายังเผชิญความท้าทายด้านการคลังจากภาระหนี้สาธารณะในระดับสูง รัฐบาลจึงมุ่งดำเนินมาตรการรักษาวินัยการคลัง ขณะที่รายได้จากการโอนเงินของชาวเคนยาในต่างประเทศยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมเสถียรภาพทางการเงิน โดยภาพรวมเศรษฐกิจเคนยาในปีดังกล่าวมีแนวโน้มเชิงบวกและสะท้อนศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก
    แนวโน้มเศรษฐกิจและการเมืองของเคนยา
    1) แนวโน้มทางการเมือง สถานการณ์ทางการเมืองของเคนยาในปี 2026 มีแนวโน้มมีเสถียรภาพมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
    •    เสถียรภาพรัฐบาล ประธานาธิบดีวิลเลียม รูโต (William Ruto) มีสถานะทางการเมืองที่เข้มแข็งขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในปี 2027 โดยมีการเจรจาพันธมิตรอย่างเป็นทางการระหว่างพรรครัฐบาล (UDA) และพรรคฝ่ายค้านหลัก (ODM) ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองในระยะสั้น 
    •    ความเสี่ยงจากความไม่สงบ แม้ว่าการประท้วงรุนแรงต่อต้านการขึ้นภาษีในช่วงปี 2024 – 2025 จะลดน้อยลงแล้ว แต่ความเสี่ยงจากความไม่สงบยังคงมีอยู่หากรัฐบาลพยายามผลักดันมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังหรือขึ้นภาษีเพิ่มเติม ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล 
    •    ฝ่ายค้าน ฝ่ายค้านยังคงมีความแตกแยกและยังไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อสร้างผู้ท้าชิงที่น่าเชื่อถือเพียงคนเดียวได้ในขณะนี้ 
    2) แนวโน้มทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของเคนยาคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น ในปี 2026 โดยมีปัจจัยสนับสนุน ดังนี้
    •    การเติบโตของ GDP คาดว่า GDP ที่แท้จริง จะขยายตัวที่ร้อยละ 5.4 ในปี 2026 (เพิ่มขึ้นจากประมาณการร้อยละ 5.0 ในปี 2025) โดยได้รับแรงหนุนจากการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น 
    •    ภาคส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาคบริการ (โดยเฉพาะการท่องเที่ยว การเงิน และดิจิทัล) จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก รวมถึงการฟื้นตัวของภาคเกษตรกรรม และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการส่วนต่อขยายทางรถไฟสาย SGR ไปยังพรมแดนยูกันดาที่คาดว่าจะเริ่มในต้นปี 2026 
    •    อัตราเงินเฟ้อ คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 4.8 ในปี 2026 ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 4.1 ในปี 2025 
    3) นโยบายการเงินและการคลัง 
    •    อัตราดอกเบี้ย ธนาคารกลางเคนยา (CBK) มีแนวโน้มจะดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลาย โดยคาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือร้อยละ 8.5 ภายในสิ้นปี 2026 เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ 
    •    ค่าเงิน ค่าเงินชิลลิงเคนยา คาดว่าจะอ่อนค่าลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 132.01 ชิลลิงต่อดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 
    •    หนี้สาธารณะและการคลัง รัฐบาลยังคงเผชิญข้อจำกัดทางการคลังและภาระหนี้ที่สูง โดยมีแผนจะกลับเข้าสู่ตลาดพันธบัตรยูโร ในต้นปี 2026 และออกพันธบัตรสำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่นอกประเทศ อย่างไรก็ตาม การเจรจาโครงการใหม่กับ IMF อาจยังไม่บรรลุข้อตกลงจนกว่าจะหลังการเลือกตั้งปี 2027 เนื่องจากประเด็นการขึ้นภาษีที่อ่อนไหวทางการเมือง 
    4) ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
    •    เคนยาจะยังคงดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบเน้นผลประโยชน์และสร้างสมดุล ระหว่างมหาอำนาจ โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก (EAC) 
    •    มีความพยายามกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) เช่น UAE และซาอุดีอาระเบีย เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนและการลงทุนใหม่ 
    •    ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ อาจมีความไม่แน่นอนทางการค้าภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิพิเศษทางภาษี AGOA ที่หมดอายุในปี 2025 และอยู่ระหว่างพิจารณาต่ออายุหรือทดแทน
    นโยบายเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของเคนยา
    1) นโยบายภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า นโยบายของเคนยาในปี 2569 มีความตึงเครียดระหว่างความต้องการเปิดเสรีทางการค้ากับความจำเป็นในการหารายได้เข้ารัฐ ซึ่งส่งผลต่อสินค้าไทย ดังนี้
    •    ความเสี่ยงจากการขึ้นภาษีหรือค่าธรรมเนียมนำเข้า รัฐบาลเคนยามีแผนที่จะออกพันธบัตรโดยใช้รายได้จาก “ค่าธรรมเนียมการนำเข้า” มาเป็นหลักประกัน เพื่อระดมทุนไปสร้างส่วนต่อขยายทางรถไฟ SGR และถนน นโยบายนี้อาจส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าจากไทยสูงขึ้นในทางอ้อม หากมีการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเหล่านี้เพื่อรองรับภาระหนี้
    ผลกระทบต่อไทย : การเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมนำเข้าจะทำให้ราคาสินค้าไทยในตลาดปลายทางสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าที่ผลิตในประเทศหรือสินค้าจากคู่แข่งที่มีต้นทุนโลจิสติกส์ต่ำกว่า ผู้ส่งออกไทยอาจประสบความยากลำบากในการรักษาส่วนแบ่งตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีการแข่งขันสูงและมีตัวเลือกทดแทนจากประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา ผลกระทบดังกล่าวอาจทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องพิจารณาปรับกลยุทธ์ด้านราคา หรือยกระดับมูลค่าเพิ่มของสินค้าเพื่อลดความอ่อนไหวต่อการขึ้นต้นทุน
    •    มาตรการควบคุมราคาสินค้าจำเป็น รัฐบาลเคนยาได้เสนอกฎหมาย The Price Control (Essential Goods) (Amendment) Bill, 2024 ซึ่งให้อำนาจรัฐมนตรีคลังกำหนดเพดานราคาสินค้าจำเป็น ได้แก่ ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าว (Rice) น้ำมันพืช และน้ำตาล 
    ผลกระทบต่อไทย : ข้าว เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 2 ของไทยไปเคนยา (มูลค่าคาดการณ์ปี 2569 สูงถึง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 53%) และน้ำตาลอีกหนึ่งสินค้าสำคัญ หากกฎหมายนี้บังคับใช้เข้มงวด อาจกระทบต่อกลไกราคาและกำไรของผู้ส่งออกไทยได้
    •    มาตรการทางภาษีสำหรับธุรกิจดิจิทัล ตั้งแต่ธันวาคม 2024 เป็นต้นมา เคนยาได้เปลี่ยนมาใช้ระบบภาษี Significant Economic Presence Tax ในอัตรา 3% ของรายได้รวม (Gross Turnover) สำหรับผู้ประกอบการต่างชาติที่มีรายได้จากดิจิทัลแพลตฟอร์มในเคนยา ซึ่งอาจกระทบหากมีผู้ประกอบการ E-commerce หรือบริการดิจิทัลจากไทยเข้าไปทำตลาด
    ผลกระทบต่อไทย : การบังคับใช้ภาษี Significant Economic Presence (SEP) ของเคนยาส่งผลให้ผู้ประกอบการดิจิทัลจากประเทศไทยต้องเผชิญกับภาระต้นทุนภาษีที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการจัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของรายได้รวมจากตลาดเคนยา ส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิและรายได้ที่สามารถนำกลับเข้าประเทศได้ ภาวะดังกล่าวอาจบังคับให้ผู้ประกอบการต้องปรับโครงสร้างราคา รูปแบบการให้บริการ และกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่มีต้นทุนทางภาษีสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    2) นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนและการเงิน 
    ค่าเงินชิลลิงเคนยา คาดการณ์ว่าค่าเงินจะอ่อนค่าลง อย่างค่อยเป็นค่อยไป (เฉลี่ย 132.01 KSh ต่อ 1 USD ในปี 2026)  จากเดิมที่รัฐบาลพยายามแทรกแซงค่าเงิน IMF ได้กดดันให้เคนยาปล่อยค่าเงินลอยตัวมากขึ้น 
    ผลกระทบต่อไทย : สินค้านำเข้าจากไทยจะมีราคาสูงขึ้นในสกุลเงินท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสถิติชี้ว่าความต้องการสินค้าไทยในกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนยังคงแข็งแกร่งมาก โดยคาดว่าจะขยายตัวถึง 42.78% ในปี 2569 แสดงให้เห็นว่าสินค้าไทยในกลุ่มนี้มีความจำเป็น หรือมีความยืดหยุ่นต่อราคาต่ำ 
    3) นโยบายโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ 
    •    โครงการรถไฟ SGR ส่วนต่อขยาย รัฐบาลเคนยามีแผนเริ่มก่อสร้างส่วนต่อขยายทางรถไฟสาย Standard-Gauge Railway (SGR) ไปยังพรมแดนยูกันดาในช่วงต้นปี 2026 
    โอกาสของไทย : นโยบายนี้จะกระตุ้นความต้องการนำเข้า เครื่องจักรกลและเหล็ก ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย โดยข้อมูลคาดการณ์ปี 2569 ระบุว่าการส่งออกเครื่องจักรกลจากไทยไปเคนยาจะเติบโตสูงถึง 108.13% และเหล็ก/เหล็กกล้าจะเติบโต 154.85% เพื่อรองรับภาคการก่อสร้าง
    •    การเป็นประตูสู่ภูมิภาค นโยบายของเคนยายังคงเน้นการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ให้กลุ่มประชาคมแอฟริกาตะวันออก (EAC) การส่งสินค้าไทยไปเคนยาจึงไม่ใช่แค่เพื่อขายในเคนยา แต่เพื่อส่งต่อไปยังยูกันดา แทนซาเนีย และประเทศรอบข้างที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล
    โอกาสของไทย : การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านท่าเรือ ถนน และระบบรางของเคนยา โดยเฉพาะท่าเรือมอมบาซาและโครงการรถไฟ SGR ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าจากชายฝั่งเข้าสู่ประเทศตอนในและประเทศเพื่อนบ้าน สถานการณ์ดังกล่าวเอื้อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้เคนยาเป็นศูนย์กระจายสินค้าเพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์รวมเมื่อเทียบกับการส่งตรงไปยังหลายประเทศ การวางระบบคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าในเคนยาจึงเป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่มีความคุ้มค่าในระยะกลางถึงระยะยาว
    4) ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อคู่ค้า 
    นโยบายแบบหลายทิศทาง  เคนยาพยายามรักษาสมดุลระหว่างจีน สหรัฐอเมริกา และกลุ่ม GCC แม้รายงานจะไม่ได้ระบุถึง FTA กับไทยโดยตรง แต่การที่เคนยาทำข้อตกลง EPA กับ EU และ UAE  อาจทำให้สินค้าจากประเทศเหล่านั้นมีความได้เปรียบทางภาษีเหนือสินค้าไทยในบางรายการ ดังนั้น สินค้าไทยต้องแข่งขันด้วย “คุณภาพ” และ “ความคุ้มค่า” เป็นหลัก
    สรุปแนวโน้มการนำเข้าจากไทยปี 2569 แม้จะมีอุปสรรคเรื่องค่าเงินและมาตรการภาษีบางอย่าง แต่แนวโน้มการนำเข้าจากไทยยังคง “ขยายตัวสูง” โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม (รถยนต์ เครื่องจักร เหล็ก) เพื่อรองรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและโครงการโครงสร้างพื้นฐานของเคนยา ในขณะที่สินค้าเกษตร (ข้าว) ยังมีความต้องการสูงแต่อาจต้องจับตาดูมาตรการควบคุมราคาอย่างใกล้ชิด
    โอกาสสำหรับสินค้าไทยที่มีศักยภาพ
    การส่งออกของไทยไปยังตลาดเคนาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ที่กลับมาขยายตัวกว่าร้อยละ 27 และสินค้าข้าวที่ได้รับอานิสงส์จากเทรนด์สุขภาพในกลุ่มผู้บริโภคระดับบน
    1) กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน
    รัฐบาลเคนยามีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศอย่างชัดเจน โดยมุ่งเน้นการผลิตและประกอบรถยนต์และชิ้นส่วนในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุตสาหกรรม ควบคู่กับการให้สิทธิประโยชน์ด้านสินเชื่อและการลงทุนแก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดังกล่าว ขณะเดียวกัน ตลาดเคนยายังมีช่องว่างด้านการผลิตชิ้นส่วนคุณภาพสูง ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปลงทุนหรือร่วมทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกและตลาด AfCFTA
    โอกาสของไทย : การเติบโตของยานยนต์ในเคนยายังเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะการประกอบรถยนต์หรือชิ้นส่วนภายใน SEZ หากไทยสามารถตั้งฐานการผลิตหรือร่วมทุนกับผู้ประกอบการท้องถิ่น จะช่วยลดต้นทุนภาษีนำเข้าและเพิ่มความใกล้ตลาด
    2) กลุ่มสินค้าอาหารและเกษตรแปรรูป
    ความต้องการบริโภคข้าวในเคนยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตลาดกำลังขยายตัวซึ่งอยู่ภายใต้ข้อตกลงการค้า EAC และ AfCFTA รวมทั้งมีความต้องการสินค้าแปรรูปคุณภาพสูง เช่น ข้าวแปรรูป, อาหารพร้อมรับประทาน และผลิตภัณฑ์นมไทยที่ได้รับมาตรฐานสากล แต่ต้องได้รับการรับรอง SPS ก่อน ในขณะที่การผลิตภายในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้เคนยาจำเป็นต้องนำเข้าข้าวในปริมาณมากเป็นประจำ แม้ไทยยังมีสัดส่วนการส่งออกข้าวไปเคนยาไม่สูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งหลัก แต่ข้าวไทยมีจุดแข็งด้านคุณภาพและภาพลักษณ์ที่ดีในตลาดโลก ซึ่งสามารถต่อยอดโอกาสทางการค้าได้ 
    โอกาสของไทย :  ผู้ประกอบการไทยจึงมีศักยภาพในการขยายการส่งออกข้าวคุณภาพสูง และพัฒนาความร่วมมือกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายในเคนยา เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการตลาดและเพิ่มการรับรู้สินค้าไทยในระยะยาว
    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
    จากการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐเคนยาในปี 2569 เห็นได้ว่าเคนยายังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อการขยายบทบาททางการค้าของไทยในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก แม้จะเผชิญข้อจำกัดด้านการคลัง มาตรการภาษี และความผันผวนด้านอัตราแลกเปลี่ยน แต่แนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และบทบาทของเคนยาในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของ EAC ยังคงเอื้อต่อการขยายการส่งออกและการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในระยะกลางถึงระยะยาว
    ในด้านการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี (สคต.) เห็นควรให้ภาครัฐและเอกชนไทยให้ความสำคัญกับการรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักรกล และเหล็ก ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความยืดหยุ่นต่อราคาค่อนข้างต่ำและสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของเคนยา ควรส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยพิจารณาการตั้งฐานการผลิต การประกอบ หรือการร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่นของเคนยา เพื่อลดความเสี่ยงจากภาษีและค่าธรรมเนียมนำเข้า รวมถึงเพิ่มความใกล้ชิดกับตลาดและห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค EAC และ AfCFTA ซึ่งจะช่วยยกระดับบทบาทของไทยจากผู้ส่งออกสินค้าไปสู่ผู้มีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตระดับภูมิภาค
    สำหรับสินค้าเกษตรและอาหาร สคต. เห็นว่าข้าวและอาหารแปรรูปของไทยยังคงมีศักยภาพสูงในตลาดเคนยา เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นและการผลิตในประเทศที่ไม่เพียงพอ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยควรติดตามมาตรการควบคุมราคาสินค้าจำเป็นของรัฐบาลเคนยาอย่างใกล้ชิด และปรับกลยุทธ์ทางการตลาดโดยเน้นกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงบน สินค้าคุณภาพสูง และสินค้าที่มีความแตกต่างด้านคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือเชิงลึกกับผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และเครือข่ายค้าปลีกในท้องถิ่น เพื่อรักษาเสถียรภาพของช่องทางตลาดและลดความเสี่ยงจากความผันผวนด้านนโยบายราคา
    ในมิติของนโยบายและกฎระเบียบ สคต. เห็นควรให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจดิจิทัลและบริการ ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีของเคนยา อาทิ ระบบ Significant Economic Presence Tax รวมถึงการวางแผนโครงสร้างธุรกิจและการตั้งราคาที่สะท้อนต้นทุนภาษีอย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกัน ภาครัฐไทยควรใช้ช่องทางความร่วมมือทางการค้าและการทูตเศรษฐกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามผลกระทบจากมาตรการภาษีและค่าธรรมเนียมนำเข้าใหม่ของเคนยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงของภาคเอกชนไทย
    โดยภาพรวม สคต. เห็นว่าแนวทางการดำเนินงานของไทยในตลาดเคนยาควรมุ่งเน้นการผสมผสานระหว่างการส่งออกเชิงรุก การลงทุนต่อยอด และการใช้เคนยาเป็นฐานกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก ควบคู่กับการยกระดับภาพลักษณ์สินค้าไทยด้านคุณภาพ ความคุ้มค่า และความน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทยอย่างยั่งยืนภายใต้บริบทเศรษฐกิจและนโยบายการค้าที่มีความท้าทายมากขึ้น แต่ยังเต็มไปด้วยโอกาสในระยะยาว
    —————————————————————-

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี
    กุมภาพันธ์ 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/j0dv3sywwfqlgsl1v29gxhqc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yNTDV44ROcLNnSXg7l5aD

  • ภูมิใจไทยดันหุ้นแรง

    ภูมิใจไทยดันหุ้นแรง

    ประเด็นที่ทำให้ “โมนิก้า” กลับมามีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าเดิม (แม้ลิเวอร์พูลจะแพ้แมนซิตี้ก็ตาม) คงหนีไม่พ้นผลเลือกตั้งที่ออกมาเป็นเอกฉันท์ว่า ภูมิใจไทยได้จัดตั้งรัฐบาลต่ออีกสมัย แถมไม่ต้องง้อพรรคอื่น ๆ เหมือนในอดีต (รอบที่แล้วนั่งบริหารประเทศได้แค่ 2 เดือน) ซึ่งทำให้เสถียรภาพในการบริหารงานของรัฐบาลมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเสี่ยหนูได้เก้าอี้มากถึง 193 เก้าอี้จากที่มีที่นั่งทั้งหมด 500 ที่ไงล่ะคะ

    ตรงนี้ทำให้นักลงทุนเชื่อว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะถูกสานต่ออย่างมีประสิทธิภาพ เพราะแม่ทัพที่ดูแลเรื่องปากท้องมีทั้ง “เอกนิติ” และ “ศุภจี” โดยทั้ง 2 คนได้ประกาศตั้งแต่ตอนหาเสียงแล้วว่า หากได้เข้ามาบริหารจะใส่เกียร์เดินหน้าแบบสุดซอย ซึ่งทำให้หลายคนเชื่อว่า ตัวเลขจีดีพีของประเทศไทยจะขยายตัวเกิน 2% หลังจากสำนักเศรษฐกิจต่าง ๆ ประเมินว่า จะโตไม่ถึง 2% นะซี

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนกระโจนใส่ตลาดหุ้นอีกครั้ง จนดันดัชนีขึ้นไปถึงระดับ 1,407.74 จุด ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อยมาปิดที่ระดับ 1,400.89 จุด บวกไป 46.88 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.02 แสนล้านบาท โดยหุ้นบลูชิพยกทัพขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ขณะเดียวกันหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กก็เริ่มขยับกันเป็นแถว จนมีการพูดกันว่า ปีนี้ดัชนีมีโอกาสวิ่งทะลุ 1,500 จุด หากรัฐบาลภูมิใจไทยปั๊มเศรษฐกิจให้กลับมาโตอีกครั้งนะนายจ๋า

    ในเมื่อหลายอย่างเป็นใจให้สุด ๆ AOT ซึ่งเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดย และกำลังรอให้รัฐบาลช่วยกลับมาเคาะค่าภาษีสนามบินแบบนี้ ย่อมเป็นหุ้นที่นักลงทุนสถาบันเลือกที่จะกระโจนใส่เป็นลำดับแรก เพราะของมันเห็นกันแจ่มแจ้งว่า มีลมใต้ปีกที่จะช่วยดันกำไรเพิ่มขึ้น อีฉันถึงแฮปปี้มาก ๆ ที่เห็นหุ้นขึ้นมายืนปิดที่ระดับ 58.25 บาท บวกไป 5.25 บาท หรือขึ้นไป 9.90% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 8.36 พันล้านบาทเจ้าค่ะ

    รายถัดมา “โมนิก้า” ขอมองข้ามช็อตไปที่หุ้น CPAXT มากกว่าจะพูดถึง CPALL เพราะราคาหุ้นอยู่ต่ำกว่าราคาเหมาะสมเยอะ ผนวกกับรายหลังปรับตัวขึ้นมาใกล้ยอดเดิมที่บริเวณ 49 บาท อีฉันเลยมองว่า รายแรกมีแก๊ปให้หุ้นวิ่งค่อนข้างเยอะ หลังโบรกเกอร์บางแห่งให้เป้าที่บริเวณ 20 บาท ขณะที่ราคาปิดวานนี้อยู่ที่ 16.30 บาท บวกไป 0.90 บาท หรือขึ้นไป 5.85% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 722 ล้านบาท..น่าสนใจไหมล่ะคะ

    คิดดูแล้วกัน!..ขนาดหุ้นโรงบาลที่อย่าง BH ยังได้รับอานิสงส์จากการที่รัฐบาลใหม่มีความมั่นคง หลังแรงซื้อยังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนวานนี้หุ้นขึ้นมาปิดที่ระดับ 177 บาท บวกไป 7 บาท หรือขึ้นไป 4.10% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.17 พันล้านบาท “โมนิก้า” มองเป็นช็อตที่มีลุ้นเห็นราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปที่ยอดเดิมบริเวณ 195 บาท เพราะในปีที่โรงบาลทำกำไรได้ในระดับนี้ ราคาหุ้นก็ยืนอยู่ที่ราคาดังกล่าวนะตัวเอง

    เช่นเดียวกับในรายของ MTC ที่พุ่งขึ้นมาปิดที่ระดับ 37.75 บาท บวกไป 3.25 บาท หรือขึ้นไป 9.40% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.03 พันล้านบาท ก็มาจากความหวังเรื่องเศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการปล่อย “สินเชื่อ” และ “กำไร” ของบริษัท เพราะที่ผ่านมาถูกดดันจากเรื่องเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้หนี้เสียผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่นาทีนี้หลายคนไม่คิดเช่นนั้นอีกต่อไป จึงเป็นจังหวะไหลตามน้ำเจ้าค่ะ

    เรื่องข้างต้นทำให้ “โมนิก้า” ต้องหันมามองหุ้น WHA หลังมีแรงซื้อไหลเข้ามามากกว่าปกติ จนหุ้นวิ่งขึ้นมาปิดที่ระดับ3.74 บาท บวกไป 0.34 บาท หรือขึ้นไป 10% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.40 พันล้านบาท ล้วนเป็นผลทางจิตวิทยาอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะหลายคนเชื่อว่า “เอกนิติ” จะช่วยผลักดันโครงการลงทุนใหญ่ ๆ ให้เข้ามาในประเทศไทย พร้อมกับทำ Fast Track เพื่อเร่งการลงทุนให้เกิดขึ้นเร็วสุด ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไทยพะยะค่ะ

    โมนิก้าและทีมงาน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/812067&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NrC1uYljyBEAo_bhRG69E

  • เอกชนหนุน ‘รัฐบาลใหม่’ เกิดเร็วที่สุด! เร่งปั๊มหัวใจเศรษฐกิจ เสถียรภาพการเมืองคือกุญแจสำคัญ

    เอกชนหนุน ‘รัฐบาลใหม่’ เกิดเร็วที่สุด! เร่งปั๊มหัวใจเศรษฐกิจ เสถียรภาพการเมืองคือกุญแจสำคัญ

    หอการค้าไทยเห็นว่า การจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีควรเร่งดำเนินการ เพื่อไม่ให้การเบิกจ่ายงบประมาณ การลงทุนภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องสะดุด โดยพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากควรรวมพลังสร้างความชัดเจนทางการเมือง และจัดตั้งรัฐบาลที่มีเอกภาพ เพื่อเสริมความมั่นใจให้กับนักลงทุนและภาคธุรกิจ

    สำหรับการจัดสรรคณะรัฐมนตรี ควรพิจารณาบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในแต่ละกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงหลักด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนงานได้ทันที พร้อมทั้งเลือกพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเป้าหมายและทิศทางการทำงานสอดคล้องกัน

    นอกจากนี้ หอการค้าไทยยังย้ำจุดยืนในการผลักดันนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยภาคเอกชน หอการค้าไทย และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมประสานความร่วมมือกับรัฐบาลใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งฟื้นความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ขณะเดียวกัน ภาพรวมตลาดทุนเริ่มส่งสัญญาณบวก หลังดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีการปรับตัวดีขึ้น สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนต่อเสถียรภาพทางการเมืองและทิศทางเศรษฐกิจในระยะถัดไปทั้งนี้ หอการค้าไทยได้แสดงความยินดีกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีแนวโน้มได้รับการรับรองให้เป็นพรรคที่ครองเสียงข้างมาก พร้อมยืนยันความพร้อมในการทำหน้าที่เป็นภาคีสนับสนุนภาครัฐ เพื่อร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน

    เอกชนหนุน 'รัฐบาลใหม่' เกิดเร็วที่สุด! เร่งปั๊มหัวใจเศรษฐกิจ เสถียรภาพการเมืองคือกุญแจสำคัญ

    ด้านศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการกลุ่มเซ็นทรัล ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างจากการขาดยุทธศาสตร์ระยะยาว ส่งผลให้การเติบโตของ GDP อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องมานานหลายปี สะท้อนความอ่อนแรงของระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    ดร.สุทธิพันธ์ เสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งกำหนดทิศทางประเทศให้ชัดเจน โดยเฉพาะในช่วง 90 วันแรก ซึ่งถือเป็นช่วงสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน พร้อมเรียกร้องให้เลิกวัฒนธรรมการเมืองแบบแบ่งโควต้า และเปิดทางให้ “มืออาชีพตัวจริง” เข้ามาบริหารกระทรวงเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ

    ขณะเดียวกัน ยังเตือนว่าปัญหาคอร์รัปชันและการเมืองแบบเดิมเป็นอุปสรรคหลักที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ หากรัฐบาลยังเดินซ้ำรอยเดิม ไทยอาจเสียโอกาสและถูกประเทศเพื่อนบ้านทิ้งห่างมากขึ้นในเวทีเศรษฐกิจภูมิภาค

    ท้ายที่สุด การจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็ว มีเอกภาพ และทำงานได้จริง ไม่ได้เป็นเพียงความคาดหวังของภาคธุรกิจเท่านั้น แต่คือจุดเริ่มต้นของการพาประเทศก้าวข้ามความไม่แน่นอน และเดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861930&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08wELww5YAd3kS6ChBCgD8

  • มูดี้ส์คาดเศรษฐกิจมาเลเซียโต 4-4.5% ปีนี้ อานิสงส์การบริโภค-การลงทุนแกร่ง : อินโฟเควสท์

    มูดี้ส์คาดเศรษฐกิจมาเลเซียโต 4-4.5% ปีนี้ อานิสงส์การบริโภค-การลงทุนแกร่ง : อินโฟเควสท์

    สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ เรทติ้งส์ (Moody’s Ratings) คาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของมาเลเซีย จะขยายตัว 4-4.5% ในปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการบริโภคในภาคครัวเรือน แม้เศรษฐกิจเผชิญความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก

    มูดี้ส์ระบุในรายงานที่เผยแพร่ในวันจันทร์ (9 ก.พ.) ว่า การบริโภคภายในประเทศของมาเลเซียจะได้รับปัจจัยหนุนจากอัตราว่างงานที่ต่ำ (2.9% ในเดือนพ.ย. 2568) รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างที่แท้จริง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายสนับสนุนรายได้ และอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ

    ทั้งนี้ มูดี้ส์คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อของมาเลเซียโดยเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ที่ 1.8%

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า มูดี้ส์ระบุว่าแนวโน้มอุปสงค์การลงทุนในมาเลเซียยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากการดำเนินโครงการระยะยาวหลายปีทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน โดยข้อมูลจากมูดี้ส์ระบุว่า การลงทุนในภาครัฐของมาเลเซียมุ่งเน้นไปที่โครงการด้านการขนส่ง พลังงาน และวิศวกรรมโยธาเป็นหลัก ในขณะที่มาเลเซียกำลังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศในกลุ่มผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนศูนย์ข้อมูล

    มูดี้ส์ระบุว่า มาเลเซียมีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จากการเติบโตที่แข็งแกร่งของจำนวนนักท่องเที่ยวและความต้องการผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ แม้ว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าหลักยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยง อันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจของมาเลเซียที่เป็นระบบเปิด

    นอกจากนี้ มูดี้ส์คาดการณ์ว่าธนาคารกลางมาเลเซียจะคงนโยบายการเงินแบบเป็นกลาง โดยให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับปัจจุบันที่ประมาณ 2.75% ในปี 2569 ซึ่งจะไม่เป็นอุปสรรคต่อความต้องการสินเชื่อ โดยมูดี้ส์คาดการณ์ว่าการเติบโตของสินเชื่อโดยรวมในระบบธนาคารของมาเลเซียจะอยู่ที่ประมาณ 5%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/567820&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X7rs2RvijOZnqbBLzRgPG

  • เลือกตั้ง 2569 : เปิดรายชื่อ ว่าที่ “สส.ปาร์ตี้ลิสต์” ของแต่ละพรรค

    เลือกตั้ง 2569 : เปิดรายชื่อ ว่าที่ “สส.ปาร์ตี้ลิสต์” ของแต่ละพรรค

    วันนี้ (9 ก.พ.2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากผลการเลือกตั้งออกมายังไม่เป็นทางการ ตรวจสอบรายชื่อว่าที่ สส. บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง โดย “พรรคประชาชน” เป็นพรรคที่ได้ สส. บัญชีรายชื่ออันดับ 1 คาดว่าจำนวน 31 คน มีรายชื่อดังต่อไปนี้

    1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

    2.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล

    3.นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

    4.นายเซีย จำปาทอง

    5.นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์

    6.นางณัฐยา บุญภักดี

    7.นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

    8.นายรังสิมันต์ โรม

    9.นายพริษฐ์ วัชรสินธุ

    10.นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ

    11.นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล

    12.นายธีระ สุธีวรางกูร

    13.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล

    14.นายณัฐวุฒิ บัวประทุม

    15.นายกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ

    16.นายวาโย อัศวรุ่งเรือง

    17.นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์

    18.นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

    19.นายพูนศักดิ์ จันทร์จําปี

    20.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์

    21.นายศุภโชติ ไชยสัจ

    22.นายประมวล สุธีจารุวัฒน

    23.นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

    24.นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์

    25.นางสาวภคมน หนุนอนันต์

    26.นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ

    27.นายปิยรัฐ จงเทพ

    28.น.ส.รักชนก ศรีนอก

    29.นายรอมฎอน ปันจอร์

    30.นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ

    31.นายธีระศักดิ์ จิระตราชู

    ส่วน “พรรคภูมิใจไทย” ได้คาดว่าได้ 19 คน ประกอบด้วย

    1.นายอนุทิน ชาญวีรกูล

    2.ไชยชนก ชิดชอบ

    3.นายวราวุธ ศิลปอาชา

    4.นายสันติ พร้อมพัฒน์

    5.น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

    6.นายชลัฐ รัชกิจประการ

    7.นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์

    8.น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี

    9.นางพิชชารัตน์ เลาหะพงศ์ชนะ

    10.น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล

    11.นางนันทนา สงฆ์ประชา

    12.นายร่มธรรม ขำนุรักษ์

    13.นายกฤษฎา หลีนวรัตน์

    14.น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล

    15.นายศุภชัย ใจสมุทร

    16.นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์

    17.นายเกรียงยศ สุดลสภา

    18.นายธนกร วังบุญคงชนะ

    19.น.ส.รินทร์ลิตา อดิษะ

    ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” คาดการณ์ว่าได้ สส. บัญชีชื่อ 16 คน ประกอบด้วย

    1.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

    2.นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

    3.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

    4.นายไพโรจน์ โล่สุนทร

    5.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง

    6.นายจาตุรนต์ ฉายแสง

    7.นายชูศักดิ์ ศิรินิล

    8.นายสุทิน คลังแสง

    9.นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ

    10.นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช

    11.นายสุชาติ ตันเจริญ

    12.น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล

    13.นายธงธรรม เวชยชัย

    14.นางณัฐธิดา เทพสุทิน

    15.นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์

    16.นายอดิศร เพียงเกษ

    “พรรคประชาธิปัตย์” 12 คน ประกอบด้วย

    1.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

    2.นายชวน หลีกภัย

    3.นายกรณ์ จาติกณิช

    4.นางการดี เลียวไพโรจน์

    5.นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์

    6.นายอัมพร พินะสา

    7.นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

    8.นายชัยชนะ เดชเดโช

    9.นายสกลธี ภัททิยกุล

    10.นางรัดเกล้าอินทวงศ์ สุวรรณคีรี

    11.นายอิสรา สุนทรวัฒน์

    12.นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร

    “พรรคเศรษฐกิจ” 3 คน ประกอบด้วย

    1.นายคริส โปตระนันทน์

    2.นายพีรพล กนกวลัย

    3.น.ส.อังสณา เนียมวณิชกุล

    “พรรคกล้าธรรม” 2 คน

    1.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

    2.นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์

    “พรรคเพื่อชาติไทย” 2 คน

    1.นายพงษ์ฐวัฒน์ เตชะเดชเรืองกุล

    2.นายอชินาธิรัตน์ ฉัตรทวีวรชัย

    “พรรครวมไทยสร้างชาติ” 2 คน

    1.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

    2.นายชัชวาลล์ คงอุดม

    และพรรคการเมืองได้ สส.บัญชีรายชื่อพรรคละ 1 คน ประกอบด้วย

    1.นายอุดมเดช รัตนเสถียร ไทยสร้างไทย

    2.นายสุรทิน พิจารณ์ ประชาธิปไตยใหม่

    3.นายวสวรรธน์ พวงพรศรี ไทรวมพลัง

    4.นายภัครธรณ์ เทียนชัย พลังประชารัฐ

    5.พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ประชาชาติ

    6.นายทวีทรัพย์ ติดสมัย ไทยทรัพย์ทวี

    7.น.ส.นวิดา สวัสดิ์เดชดี พรรคใหม่

    8.นายปรีชา ไข่แก้ว มิติใหม่

    9.นายบุญรวี ยมจินดา รวมใจไทย

    10.นายราเชน ตระกูลเวียง ทางเลือกใหม่

    11.พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวช เสรีรวมไทย

    12.นายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์ รวมพลังประชาชน

    13.นายวรงค์ เดชกิจวิกรม ไทยภักดี

    ทั้งนี้รายชื่ออาจมีการเปลี่ยนแปลงหลังผลคะแนนเลือกตั้งออกมาแล้วอย่างเป็นทางการ

    อ่านข่าว :

    เช้านี้คุณภาพอากาศ กทม. อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐาน 1 พื้นที่

    เลือกตั้ง 2569 : สื่อต่างชาติเกาะติดการเลือกตั้งไทย หลังปิดหีบ-นับคะแนน

    เลือกตั้ง 2569 : กกต.ปทุมธานี สั่งนับคะแนนเลือกล่วงหน้า เขต 7 ใหม่ หลังถกเถียง 6 ชม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/501972&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aLi5JgPw0RimRYyR1s3TI

  • หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 09/02/69 ปิดที่ 50,135.87 จุด เพิ่มขึ้น 20.20 จุด

    หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 09/02/69 ปิดที่ 50,135.87 จุด เพิ่มขึ้น 20.20 จุด

    ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกติดต่อกันวันที่สองในวันจันทร์ (9 ก.พ.) ส่วนดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดบวกอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

    ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 50,135.87 จุด เพิ่มขึ้น 20.20 จุด หรือ +0.04%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,964.82 จุด เพิ่มขึ้น 32.52 จุด หรือ +0.47% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,238.67 จุด เพิ่มขึ้น 207.46 จุด หรือ +0.90%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/128388&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vJQWwj_mq-Ks-_bsUEVcS

  • ฝากการบ้านรัฐบาล

    ฝากการบ้านรัฐบาล

    นอกจากนี้ยังมีเรื่องเร่งด่วนที่อยากให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการอย่างน้อย 3-4 เรื่อง ได้แก่ 1.วิกฤต SME โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่ากังวล, 2.ภาคการส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน, 3.ปัญหาสภาพคล่องของ SME ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน และ 4.สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีนที่ทะลักเข้าสู่ตลาดทั้งในรูปแบบถูกกฎหมายและลักลอบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันได้และต้องปิดกิจการ รวมไปถึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างเร่งด่วน

    ในขณะที่ภาพพลังงานของประเทศ ยังมีหลากหลายเรื่องราวที่ต้องเร่งดำเนินการ ซึ่ง ปลัดกระทรวงพลังงาน ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ระบุว่า งาน 3 เรื่องหลักๆ ที่ต้องเร่งดำเนินการในปี 2569 นี้ คือ 1.การเดินหน้าการลงทุนสำรวจและผลิตแหล่งปิโตรเลียมในแหล่งอันดามัน ที่มีการเปิดรับข้อเสนอจากเอกชนรอบที่ 25 แล้ว เตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป รวมถึงเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 26 ฝั่งอันดามัน ซึ่งมีการคาดว่าจะเสนอเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ภายในปีนี้ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) ที่ใกล้จะหมดอายุสัมปทานในปี 2572 ล่าสุดได้หารือกับประเทศมาเลเซียถึงการเปิดสัมปทานรอบใหม่แล้ว ซึ่งกระทรวงอยู่ระหว่างรอหารือว่าจะเสนอให้รัฐบาลชุดปัจจุบัน หรือรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งพิจารณา

    2.เร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) ฉบับใหม่ ที่ยังปรับปรุงรายละเอียดต่อเนื่อง โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าตามภาวะเศรษฐกิจ ผลกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ AI การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่ส่งผลต่อการพยากรณ์ปริมาณการใช้ไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการขับเคลื่อนพลังงานสะอาด สู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 25 ซึ่งต้องยอมรับว่าแผนพีดีพีมี ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมานั้นมีความล่าช้าอย่างมาก เพราะติดดักการเมือง ทำให้ประเทศเสียโอกาส จากความไม่ชัดเจนของทิศทางระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะมิติไฟฟ้าสะอาดที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก เมื่อกติกาไม่ชัด โครงการชะลอ เงินลงทุนบางส่วนย้ายไปประเทศที่ส่งสัญญาณชัดกว่า และไทยก็เสี่ยงเสียแต้มต่อการแข่งขันไปโดยปริยาย

    และ 3.การเร่งอนุมัติงบประมาณกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณาคัดกรองโครงการที่ยื่นเสนอของบประมาณปี 2568 เข้ามากว่า 1,000 โครงการ งบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาท คาดว่าต้นเดือน ก.พ.2569 จะสามารถอนุมัติงบประมาณได้

    สิ่งเหล่านี้ฝากเป็นการบ้านให้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศต้องเร่งดำเนินการ แต่ก็ใช่ว่าจะมีเพียงเท่านี้ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องราวที่ยังคงรอให้รัฐบาลเข้ามาผลักดันโครงการให้เดินหน้าเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ.

    บุญช่วย ค้ายาดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/945003/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U0r39kB-q-1A5tbGhr77O

  • ‘ภูมิใจไทย’ เร่งเครื่องนโยบาย 10 Plus ‘เอกนิติ’ฟื้นเชื่อมั่นกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ‘ภูมิใจไทย’ เร่งเครื่องนโยบาย 10 Plus ‘เอกนิติ’ฟื้นเชื่อมั่นกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ผลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ไม่เป็นทางการชัดเจนถึงการที่ พรรคภูมิใจไทย จะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล โดยพรรคภูมิใจไทยได้หาเสียงนโยบายเศรษฐกิจ “10 Plus” ที่จะปรับมาเป็นนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้งมีความจำเป็นดำเนินงานพร้อมกัน 3 ด้าน คือ การฟื้นตัวเศรษฐกิจระยะสั้น การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตระยะยาว และการกระจายรายได้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของนโยบาย “10 Plus” ที่ตั้งใจดำเนินการ

    ส่วนการลงทุนภาครัฐที่ต้องรองบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้าจากกระบวนการรับรองผลการเลือกตั้ง โดยจะใช้กลไก “BOI Fast Pass” ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มาปลดล็อกการลงทุนภาคเอกชนที่รอการอนุมัติ 480,000 ล้านบาท เพื่อให้เงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทันทีจะช่วยการฟื้นตัวระยะสั้นและสร้างการเติบโตระยะยาวพร้อมกัน

    ทั้งนี้ จะเร่งเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในปี 2569 ซึ่งไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมและดำเนินการต่อเนื่องได้ทันที โดยไม่ติดข้อจำกัดกฎหมาย

    นอกจากนี้ ได้วางยุทธศาสตร์ใน 3 ภาคส่วนหลักเพื่อดึงดูดนักลงทุนและเพิ่มรายได้ประเทศ ได้แก่ 

    1. เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) นำเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุนและยกระดับสินค้าเกษตรให้เป็นระดับพรีเมียม เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารในตลาดโลก 

    2. อุตสาหกรรมสมัยใหม่ สานต่อการลงทุนในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ 

    3. ภาคบริการระดับพรีเมียม ยกระดับการท่องเที่ยวไปสู่กลุ่มที่มีมูลค่าสูง เช่น อุตสาหกรรม Wellness และการท่องเที่ยวสมัยใหม่

    “การลงทุนผ่าน BOI Fast Pass จะดำเนินการต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันยังอยู่ ผมยังเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และยังกำกับ BOI”

    งบประมาณปี 70 ล่าช้า 1-2 เดือน

    สำหรับความกังวลงบประมาณปี 2570 ล่าช้า นายเอกนิติ ชี้แจงว่าได้เตรียมจัดทำงบประมาณแล้วตั้งแต่ก่อนยุบสภา หากโครงสร้างรัฐบาลใหม่ไม่ปรับมากเชื่อว่าจะไม่ล่าช้าและสานต่อได้ทันทีเพราะความต่อเนื่องเป็นกุญแจสำคัญสุด

    “หากตั้งรัฐบาลได้เร็วงบประมาณจะเริ่มใช้เดือน พ.ย.หรือ ธ.ค.2569 ในช่วงรอรัฐบาลใหม่ รัฐบาลชุดปัจจุบันยังเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการเดิมต่อเนื่อง เช่น SME Clinic Boost และการทำงานร่วมกับภาคเอกชน (กกร.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน”

    ลุยคนละครึ่งพลัส เฟส 2

    ด้านนโยบายที่เป็นที่จับตามองอย่าง “คนละครึ่งพลัส” นายเอกนิติ ยืนยันว่า จะสานต่อและเตรียมความพร้อมรอรัฐบาลใหม่ โดยจะเพิ่มเงื่อนไขการ “เพิ่มทักษะ” (Reskill/Upskill) ให้ผู้ร่วมโครงการ ซึ่งผลการทดลองระยะสั้นก่อนหน้านี้พบร้านค้าที่ผ่านการอบรมมีรายได้เพิ่มขึ้นชัดเจนจาก 10,000 บาท เป็น 50,000 บาทต่อเดือน

    ทั้งนี้ เป้าหมายเฟส 2 ยังเน้นกระจายรายได้สู่ร้านค้าขนาดย่อมไม่ให้ร้านค้าใหญ่เข้าร่วม เพื่อให้เงินกระจายสู่ต่างจังหวัด และจะเปิดให้ลงทะเบียนรอบใหม่สำหรับกลุ่มผู้ตกหล่นรอบที่แล้ว รวมถึงกลุ่มเดิมยังได้รับสิทธิ์ และใช้งบประมาณปี 2569 หรือ 2570 ขึ้นกับระยะเวลาตั้งรัฐบาล

    “ปลัดคลัง” รับนโยบายเคลื่อนเศรษฐกิจ 

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลและวางตัวนายเอกนิติ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยกระทรวงการคลัง พร้อมสนองนโยบายที่เคยติดขัดช่วงรอยต่อทางการเมืองให้เดินหน้าได้ทันที

    ส่วนนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” จะดำเนินการเฟส 2 ตามที่พรรคภูมิใจไทยประกาศไว้ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยช่วงปลายปี 2568 กระตุ้น GDP ถึง 0.3% โดยงบประมาณวงเงิน 44,000 ล้านบาท จะเพียงพอหรือไม่ จะดูรายละเอียดอีกครั้ง

    “เชื่อว่า รองนายกฯเอกนิติ เห็นภาพเหล่านี้อยู่แล้ว ว่าสามารถดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด และต้องไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจเครื่องยนต์ใดบ้าง ยืนยันว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 จะต้องเดินหน้าแน่นอน“

    เดินหน้ามาตรการ TISA

    ส่วนโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account หรือ TISA) จะผลักดันต่อเพราะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างทางเลือกสำหรับการออมและการลงทุนระยะยาว แม้ที่ผ่านมาจะมีประเด็นเห็นต่างในรายละเอียดบางส่วน แต่เชื่อว่าหากมีการปรับปรุงให้เหมาะสมจะสามารถเดินหน้าต่อได้เพื่อประโยชน์ของผู้ออมรายย่อย

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนให้ความสนใจและมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งพร้อมดำเนินการได้ทันทีเมื่อมีรัฐบาลใหม่หรือภายใต้รัฐบาลรักษาการหากไม่ขัดต่อกฎหมาย

    เปิดนโยบาย 10 พลัสภูมิใจไทย

    สำหรับนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยได้หาเสียงไว้ภายใต้กลยุทธ์ “Thailand 10 Plus” โดยเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากภาวะชะลอตัว โดยตั้งเป้าหมาย GDP เติบโตไม่น้อยกว่า 3% (3% พลัส) ดังนี้

    1.) นโยบายเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) เน้นดูแลคนตัวเล็กและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ประกอบด้วย ดังนี้ 

    นโยบายคนตัวเล็ก Plus มุ่งแก้ปัญหาปากท้องและลดภาระค่าครองชีพ เช่น นโยบายค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย สำหรับ 200 ยูนิตแรก ใช้วงเงินปีละ 63,000 ล้านบาท รวมทั้งเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยเน้นผู้เข้าไม่ถึงเป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องทบทวนสิทธิต้องเป็นผู้มีรายได้น้อยจริง ส่วนผู้ไม่เข้าข่ายจะถูกยกเลิกบัตร 

    นโยบายสูงวัย Plus เพื่อเตรียมรับมือสังคมผู้สูงอายุ โดยส่งเสริมให้มีงานและรายได้ เช่น มาตรการภาษีเพื่อจ้างงานผู้สูงอายุนำมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า (สูงสุด 30,000 บาท) การลดหย่อนภาษีเงินได้ให้ผู้สูงอายุ และการสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจรทั่วประเทศ 

    นโยบายชุมชน Plus มุ่งสร้างความเข้มแข็งระดับท้องถิ่นให้มีงานทำงานและมีรายได้ในถิ่นฐานบ้านเกิดโดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน

    นโยบาย SME Plus สนับสนุน SME ไทยผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เสริมสภาพคล่องด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และมีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ ส่วนนโยบายธุรกิจ Plus จะส่งเสริมธุรกิจขนาดใหญ่ให้เติบโตควบคู่การสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก

    เพิ่มขีดความสามารถการแข่ง

    2.) นโยบายเพื่อการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน (Competitive Growth) โดยเน้นปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศระยะยาว ดังนี้

    นโยบายการศึกษาเท่าเทียม Plus (Skill Bridge) เน้นเรียนฟรีมีงานทำและเพิ่มทักษะ (Upskill/Reskill) สอดคล้องตลาดงานยุคใหม่

    นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว Plus (Green Economy) เร่งเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้นเป็นปี 2050 ส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ชุมชน และโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ

    นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว Plus เพิ่มมูลค่าสินค้าผลิตรักษ์โลก ซึ่งจะต้องใช้มาตรการกฎหมายและมาตรฐานสีเขียว รวมถึงการเงินสีเขียว ตลาดทุนสีเขียว ตลาดแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต

    นโยบายการลงทุน พลัสกระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานผ่านกองทุนรวมเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund) เพื่อให้รัฐไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม และไม่กระทบหนี้สาธารณะ 

    นโยบาย Trade Plus สำหรับหาตลาดใหม่สำหรับสินค้าสีเขียวและใช้ระบบ Barter Trade โดยเฉพาะการซื้ออาวุธหรืออุปกรณ์จากต่างประเทศที่ต้องเจรจาซื้อสินค้าเกษตรด้วย

    นโยบาย Thailand Plus หรือ BOI Fast Pass จะปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้อนุมัติไวเพื่ออำนวยความสะดวก และเร่งเงินลงทุนจากต่างชาติให้ลงสู่เศรษฐกิจเร็ว

    นโยบาย AI Plus นำเทคโนโลยี AI ใช้วิเคราะห์ข้อมูลและการเตือนภัยธรรมชาติ และสร้างทักษะด้าน AI ให้ประชาชนมากขึ้น

    เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

    3.) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการจัดการหนี้ (Quick Big Win) เป็นมาตรการที่เน้นผลสัมฤทธิ์รวดเร็ว โดยเดินหน้าคนละครึ่ง Plus เฟส 2 ต่อยอดการบริโภคในประเทศ และเพิ่มทักษะการค้าออนไลน์ให้ผู้ประกอบการ โดยใช้งบประมาณกลางที่เหลือ 30,000 ล้านบาท

    นโยบายปิดหนี้ไว ไปต่อได้ Plus สำหรับผู้ที่มีหนี้เสียวงเงินต่ำกว่า 100,000 บาท เพื่อปรับโครงสร้างหนี้และให้ความรู้การเงิน โดยใช้เงินกองทุน FIDF มาช่วยปรับโครงสร้างหนี้ควบคู่กับการให้ความรู้ทางการเงิน

    นโยบายตั้งกองทุนภัยพิบัติให้ทุกครัวเรือน โดยรัฐจ่ายค่าเบี้ยประกันให้ (1,000 บาทต่อครัวเรือน) หากเกิดภัยพิบัติ และ AI ตรวจพบข้อมูลจะจ่ายเงินเยียวยาทันที 100,000 บาท

    นโยบายส่งเสริมการออม (TiSA) พัฒนาบัญชีออมส่วนบุคคลที่ไม่เก็บภาษีเงินปันผลเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว โดยทบทวนมาตรการที่เคยเข้า ครม.ก่อนหน้านี้เพื่อสร้างการออมระยะยาวให้ประชาชนมีเงินใช้ยามเกษียณ

    ส่งเสริมลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย

    4.) อุตสาหกรรมเป้าหมายสร้างรายได้ จะดึงดูดการลงทุน 6 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อาหารแห่งอนาคต (เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง), Data Center และ Cloud Service, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (แผ่นวงจร PCB), และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมห่วงโซ่อุปทาน

    รวมทั้งผลักดัน BOI Fast Pass โดยปรับปรุงกฎระเบียบอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนผ่านระบบ Fast Pass เพื่อเร่งรัดให้เม็ดเงินลงทุนที่อนุมัติการส่งเสริมการลงทุนแล้ว 480,000 ล้านบาท ให้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงเร็วที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220535&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23-Te6GJNypVR6PCvXF8Y0

  • กรมการจัดหางาน หนุน “วัยเก๋า” มีงาน – มีอาชีพ รองรับสังคมสูงวัย

    กรมการจัดหางาน หนุน “วัยเก๋า” มีงาน – มีอาชีพ รองรับสังคมสูงวัย

    กรมการจัดหางาน หนุน “วัยเก๋า” มีงาน – มีอาชีพ รองรับสังคมสูงวัย

    นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ผู้สูงอายุจึงมีบทบาทอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม กรมการจัดหางานจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมผลักดันให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถพึ่งพาตนเองได้ เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ควบคู่กับการช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยได้ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุในอาชีพที่เหมาะสมกับวัยและประสบการณ์ ผ่าน 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมจัดหางานให้ผู้สูงอายุ และกิจกรรมจ้างงานผู้สูงอายุทำงานในภาครัฐ

    นายสมชาย กล่าวว่า ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมการจัดหางานลงพื้นที่เข้าพบสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อประชาสัมพันธ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการจ้างงานผู้สูงอายุ รวมถึงเชิญชวนนายจ้างให้ประกาศตำแหน่งงานผู้สูงอายุ ผ่านระบบออนไลน์ บนแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ซึ่งพร้อมให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ผ่าน มีการจ้างงานผู้สูงอายุ จำนวน 554 คน จากผู้สูงอายุที่มาใช้บริการจัดหางาน จำนวน 632 คน ก่อให้เกิดรายได้จากการจ้างงานปีละกว่า 53 ล้านบาท สำหรับตำแหน่งงานที่ผู้สูงอายุได้รับการบรรจุงานมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ แรงงานทั่วไป แม่บ้าน พนักงานดูแลความปลอดภัย พนักงานธุรการ และพนักงานขับรถยนต์ ตามลำดับ ปัจจุบันมีตำแหน่งงานว่างไว้รองรับผู้สูงอายุ จำนวน 1,969 อัตรา เช่น พนักงานขายสินค้า แรงงานทั่วไป แม่บ้าน พนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานธุรการ เป็นต้น

    นายสมชาย กล่าวต่อว่า นอกเหนือจากการส่งเสริมการจ้างงานแล้ว กรมการจัดหางานยังได้ส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระให้แก่ผู้สูงอายุ โดยการแนะแนวให้ความรู้ การสาธิต และฝึกปฏิบัติการประกอบอาชีพอิสระที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ความถนัด และทักษะของผู้สูงอายุ ตลอดจนการให้ความรู้ด้านเทคโนโลยี การทำตลาดออนไลน์ การจัดทำบัญชี และการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อประกอบอาชีพ นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุสู่การเป็นวิทยากรถ่ายทอดภูมิปัญญาสู่สังคม เพื่อให้สามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพได้

    “ผู้สูงอายุถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญอย่างยิ่งของสังคมและประเทศ เป็นต้นทุนทางสังคมมีค่ามากในฐานะผู้มีองค์ความรู้และประสบการณ์ การมีงานทำไม่เพียงช่วยให้ผู้สูงอายุมีรายได้ หรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่านั้น แต่ยังช่วยทำให้ผู้สูงอายุเกิดความภูมิใจและเห็นคุณค่าในตัวเอง จากนี้กรมการจัดหางานจะเดินหน้าผลักดันให้ทุกภาคส่วนเห็นถึงศักยภาพและความสำคัญในการจ้างงานผู้สูงอายุต่อไป” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

    ทั้งนี้ ผู้สูงอายุที่สนใจสมัครงานสามารถค้นหาตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับตัวเอง ผ่านการจับคู่ตำแหน่งงานตามความรู้ ความสามารถ และทักษะ บนแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ที่เว็บไซต์ ไทยมีงานทำ.doe.go.th และแอปพลิเคชัน “ไทยมีงานทำ” ส่วนผู้สูงอายุที่สนใจประกอบอาชีพอิสระสามารถใช้บริการผ่านแพลตฟอร์ม “คนทำงานอิสระ” ที่เว็บไซต์ คนทํางานอิสระ.doe.go.th หรือแอปพลิเคชัน “คนทำงานอิสระ” หรือหากไม่สะดวกใช้งานผ่านระบบออนไลน์ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart Job center) หรือที่เว็บไซต์ ไทยมีงานทำ.doe.go.th หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/995419&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s36UEcyuwSCjm-Gye9lHT