Category: เศรษฐกิจ

  • ตลาดเชื่อมือรัฐบาล “อนุทิน 2” หุ้นไทยฟื้นรอบ 20ปี ดัชนีปีนี้ลุ้น 1,500 จุด

    ตลาดเชื่อมือรัฐบาล “อนุทิน 2” หุ้นไทยฟื้นรอบ 20ปี ดัชนีปีนี้ลุ้น 1,500 จุด

    ท่ามกลางความผันผวนที่กดทับเศรษฐกิจไทยมาหลายปี ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กลับจุดประกายความหวังรอบใหม่ให้ทั้งนักลงทุนและภาคธุรกิจอย่างชัดเจน

    เสียงสนับสนุนที่มั่นคงของรัฐบาลชุดใหม่ไม่เพียงสะท้อนเสถียรภาพทางการเมืองที่หายไปนาน แต่ยังกำลังถูกตีความว่าอาจเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญของตลาดทุนไทย 

    หลังดัชนีกลับมายืนเหนือระดับจิตวิทยาอีกครั้ง พร้อมความคาดหวังว่าชุดนโยบายเศรษฐกิจที่กำลังจะเดินหน้า อาจปลุกพลังการเติบโตของประเทศให้ฟื้นคืนในรอบทศวรรษ

    ไพบูลย์  นลินทรางกูร

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงหุ้นจะไปไกลแค่ไหน แต่คือรัฐบาลใหม่จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่ ?

    “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ยอมรับว่าผลการนับคะแนนที่มีความชัดเจนมากขึ้น จากชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคภูมิใจไทยที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกอย่างชัดเจน 

    ตลาดหุ้นไทยตอบรับผลการเลือกตั้งอย่างร้อนแรง ท่ามกลางความคาดหวังว่า จะเกิดเสถียรภาพทางการเมืองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และรัฐบาลใหม่จะสามารถจัดตั้งได้อย่างรวดเร็ว มั่นคง และมีศักยภาพเพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

    “ดัชนีกลับมายืนเหนือ 1,400 จุด เป็นสัญญาณที่ชัดเจนจากนักลงทุนว่ามีความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองที่จะกลับมา ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10-20 ปีที่ตลาดมองว่าความเสี่ยงทางการเมืองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากรัฐบาลมีเสียงสนับสนุนจำนวนมาก และมีทีมเศรษฐกิจที่ชัดเจนต่อเนื่องมาจากช่วงรักษาการ ทำให้ไม่ต้องรอลุ้นตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเหมือนครั้งก่อนๆ นักลงทุนจึงมองว่านี่คือการซื้ออนาคตและความคาดหวังว่ารัฐบาลจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างได้”

    อย่างไรก็ดี ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปีนี้ หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปี ในช่วงถัดไป แทนการเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที นักลงทุนต้องการเห็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง

    โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมต่ำ ลงทุนต่ำ และผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงนโยบายที่ช่วยยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลใหม่ควรเร่งผลักดันการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์ครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว 

    ที่สำคัญที่สุด คือ นโยบายที่ใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยถือเป็นโจทย์เร่งด่วน

    โดยหนึ่งในแนวทางที่ตอบโจทย์ คือ “โครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account)” เพราะเป็นการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวรสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งการลงทุนโดยตรงในหุ้นรายตัว และการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวม

    อย่างไรก็ตาม การออกแบบโครงการจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจอย่างแท้จริง เข้าใจง่าย และไม่มีเงื่อนไขซับซ้อนจนเป็นข้อจำกัด โดยควรแยกวงเงินออกจากการออมเพื่อการเกษียณอายุเดิม และกำหนดวงเงินให้สูงพอที่จะจูงใจการลงทุน ในระยะแรกควรมุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่มีกำลังลงทุนสูง เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    “ผมเสนอ 5 เงื่อนไขของ TISA มาโดยตลอดเพื่อกระตุ้นตลาดอย่างแท้จริง นั่นก็คือ
    1. วงเงิน 5 แสนบาทต่อปี
    2. ในช่วง 2ปีแรกเพิ่มวงเงินพิเศษให้อีกปีละ 3 แสนบาท
    3. ลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน ถ้าลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET ESG หรือ ลงทุนในกองทุนรวมประเภท Thai ESG
    4. ลดหย่อนภาษีได้ 80% ถ้าลงทุนในหุ้นหรือกองทุนที่ไม่ใช่ ESG
    5. ระยะเวลาถือครอง 5 ปีเต็ม สามารถสลับเปลี่ยนหุ้นหรือกองทุนได้ แต่ห้ามเอาเงินออก”

    เมื่อตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้นจะทำให้คนรู้สึกมั่งคั่งขึ้นและกล้าออกมาใช้จ่าย ซึ่งช่วยกระตุ้นการบริโภคได้โดยรัฐบาลไม่ต้องใช้งบประมาณ ยกตัวอย่างหาก Market Cap ของไทยเพิ่มขึ้น 10% ส่วนของคนไทยประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท และเกิดการใช้จ่ายเพียง 5% จะมีเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจทันที 60,000 ล้านบาท

    เมื่อรวมผลของ Multiplier ตัวคูณทางเศรษฐกิจ อาจส่งผลให้ GDP เติบโตเพิ่มขึ้นได้ถึง 1% ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าหลายโครงการของภาครัฐ 

    นั่นหมายความว่า “รัฐบาลไม่ควรมองข้ามผลของ Wealth Effect จากตลาดหุ้น ซึ่งสามารถสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ.”

    ตลาดเชื่อมือรัฐบาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/737817&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XjhqlD7pBfji1hjiCy8y-

  • ส่องทรัพย์สิน ‘อิทธิพร’ หลังพ้นตำแหน่งประธานกกต. รวยเท่าไหร่…ดูเลย ? | เดลินิวส์

    ส่องทรัพย์สิน ‘อิทธิพร’ หลังพ้นตำแหน่งประธานกกต. รวยเท่าไหร่…ดูเลย ? | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 10 ก.พ. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของนายอิทธิพร บุญประคอง กรณีพ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2568 โดยนายอิทธิพรและนางสุธีรา คู่สมรสแจ้งมีทรัพย์สินรวม 48,589,273 บาท และ 14.84 ยูโร มีหนี้สินรวม 148,013 บาท

    เป็นทรัพย์สินของนายอิทธิพร 43,719,018 บาท 14.84 ยูโร ประกอบด้วยเงินฝากธนาคารในไทย 5,619,018 บาท และ 14.84 ยูโร ที่ฝากในธนาคาร ABN AMRO กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ที่ดิน 3 แปลง ในจังหวัดชุมพร เชียงใหม่ และ กทม. รวมมูลค่า 34.5 ล้านบาท ซึ่งได้จากการให้ โดยในจำนวนนี้ 1 แปลง เนื้อที่ 68 ตารางวา ในซอยนราธิวาสราชนครินทร์ สาทร กรุงเทพฯ มูลค่า 24 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 3.5 ล้านบาท ยานพาหนะ 100,000 บาท และไม่มีแจ้งว่ามีทรัพย์สินอื่น แต่มีหนี้สินเป็นเงินเบิกเกินบัญชี 11,970 บาท

    นอกจากนี้แจ้งมีรายได้ต่อปีรวม 3,438,084 บาท แบ่งเป็นเป็นรายได้จากเงินเดือน 983,040 บาท เงินรับรอง 600,000 บาท เงินประจำตำแหน่ง 600,000 บาท เบี้ยประชุม กกต./ปี 208,000 บาท เบี้ยประชุมประธานกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 102,000 บาท รายได้จากค่าเช่า 360,000 บาท เงินข้าราชการบำนาญ 567,044 บาท และแจ้งมีรายจ่ายต่อปีรวม 720,000 บาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวทั้งหมด

    ส่วนนางสุธีรา มีทรัพย์สินรวมว่า 4,870,255 บาท โดยเป็นเงินฝากทั้งหมดและมีหนี้สินเป็นเงินเบิกเกินบัญชี 136,132 บาท ไม่แจ้งว่ามีรายได้ แต่แจ้งมีรายจ่ายต่อปี 840,000 บาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว 480,000 บาท และค่าอุปการะมารดา 360,000 บาท

    นายอิทธิพร ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 12 ส.ค. 2561 ถึง 7 ธ.ค. 2568 โดยก่อนหน้านั้นดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตในหลายประเทศ และเคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายกระทรวงการต่างประเทศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5588906/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UpbTZMfCngX6sX0Y9uKl5

  • ‘เอกนิติ’ ยันวางระบบ ‘คนละครึ่ง พลัส’ พร้อมแล้ว กลุ่มตกหล่นเฮ!รับสิทธิ์ก่อน2,000-2,400บาท

    ‘เอกนิติ’ ยันวางระบบ ‘คนละครึ่ง พลัส’ พร้อมแล้ว กลุ่มตกหล่นเฮ!รับสิทธิ์ก่อน2,000-2,400บาท

    ‘เอกนิติ’ ฟุ้งวางระบบ ‘คนละครึ่ง พลัส’ พร้อมแล้ว คอนเฟิร์มตามนโยบายหาเสียงให้สิทธิ์กลุ่มตกหล่น 2,000-2,400 บาทก่อน มั่นใจเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68 โตทะลุ 1.8% แจงถก ‘แบงก์ชาติ’ ใกล้ชิด กำชับดูแลค่าบาทต่อเนื่อง

    10 ก.พ. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการคนละครึ่ง พลัส ว่า ขณะนี้ได้หารือกับทีมงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามวางรายละเอียดและออกแบบรูปแบบของโครงการเพื่อเตรียมความพร้อมไว้ เมื่อหากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เรียบร้อยก็จะสามารถเดินหน้าโครงการได้ทันที ซึ่งยืนยันตามนโยบายที่ได้มีการหาเสียงไว้ว่า จะให้สิทธิ์กับกลุ่มที่ตกหล่นก่อน รายละ 2,000 บาท สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี และ 2,400 บาท สำหรับคนที่อยู่ในระบบภาษี

    ส่วนกลุ่มประชาชนทั่วไปอาจจะต้องมาทบทวนรายละเอียดอีกครั้ง จากแผนเดิมก่อนยุบสภาที่จะดำเนินการใน 2 ส่วน คือ กลุ่มตกหล่น และกลุ่มที่ได้รับสิทธิ์ 20 ล้านคน โดยต้องมีการรับข้อสังเกตจากหลายฝ่ายมาพิจารณาร่วม รวมถึงต้องดูปัจจัยและเงื่อนไขอื่น ๆ ประกอบ ทั้งเรื่องเม็ดเงินงบประมาณ และระยะเวลาในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ จึงมาพิจารณาอีกครั้งว่าจะสามารถเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมได้เท่าไหร่

    “ตอนนี้ต้องพูดตรง ๆ ว่า ตามแผนเดิมก่อนยุบสภามีการระบุไว้ว่าจะทำ 2 ส่วน คือ กลุ่มตกหล่น และคนที่ได้รับสิทธิ์อยู่แล้ว 20 ล้านคน ซึ่งอาจจะต้องขอทบทวนใหม่อีกครั้ง แต่ยืนยันว่าจะเปิดโอกาสให้กลุ่มตกหล่นก่อน เพราะมีหลายเงื่อนไขที่ต้องมาพจิารณา โดยเฉพาะเรื่องเม็ดเงินงบประมาณ และระยะเวลาในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ๆ ขณะนี้ต้องยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะต้องรอความชัดเจนเรื่องรัฐบาลใหม่ให้เรียบร้อยก่อน แต่วันนี้เศรษฐกิจรอไม่ได้ ดังนั้นก็จะเร่งขับเคลื่อนโครงการที่ได้มีการอนุมัติแล้วให้เดินหน้าต่อเนื่อง เช่น โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้, โครงการช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน การเข้มงวดในการเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งคาดว่ายอดการเบิกจ่ายในไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2568 จะสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 5%, โครงการ Thailand Individual Saving Account (TISA) ที่เตรียมความพร้อมไว้แล้วและสามารถดำเนินการได้ทันที

    นอกจากนี้ จะเร่งรัดเรื่องการอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนเข้าระบบ โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุน กว่า 4.8 แสนล้านบาท 80 กว่าโครงการ ผ่านโครงการ Thailand FastPass ซึ่งเม็ดเงินลงทุนจะทยอยเข้าสู่ระบบตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ และมีการประเมินว่ายอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจะสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 9% ซึ่งถือว่าเยอะมาก เหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวต่อได้

    รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. กล่าวอีกว่า รัฐบาลจะพยายามประคับประคองเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 2% โดยกระทรวงการคลังวางเป้าหมายให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์​ ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 ที่กระทรวงการคลังประเมินว่าจะขยายตัวได้ที่ 1.8% นั้น ส่วนตัวมองว่ามีโอกาสที่จะเติบโตได้มากกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ได้เร่งดำเนินการตามแนวทาง Quick Big Win รวมถึงการส่งออกที่ฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนให้ตัวเลขเศรษฐกิจในปี 2568 น่าจะขยายตัวได้สูงกว่าที่ประเมินไว้ที่ 2.2%

    “สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ถือว่ามีข้อดีในเรื่องการบริหารด้านเศรษฐกิจจะมีความต่อเนื่อง เพราะทุกคนรู้ว่าขณะนี้ประเทศไทยต้องเน้นเรื่องการต่อเนื่องเพื่อรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะต่อ ๆ ไป และทุกคนรู้ดีกว่าเรายังต้องเน้นเรื่องการปรับโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าอย่างเต็มที่ภายใต้การรักาษวินัยการคลังอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และต่างชาติเองก็จับตามองเรื่องนี้ โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ร่วมกับพรรคการเมืองที่ทำนโยบายประชานิยม” นายเอกนิติ กล่าว

    สำหรับเรื่องงบประมาณปี 2570 นั้น ได้มีการหารือกับสำนักงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วก็จะทำให้ความล่าช้าในส่วนนี้มีน้อยที่สุด แต่ก็ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ตั้งแต่ก่อนยุบสภาแล้ว ซึ่งยืนยันว่าจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อไม่ให้งบประมาณมีความล่าช้า

    อย่างไรก็ดี ยังได้มีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ธปท. ยินดีให้ความร่วมมือ และพร้อมประสานทุกนโยบายเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย ส่วนสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้นั้น ต้องไปดูว่ามาจากปัจจัยใด หากเป็นการแข็งค่าตามปัจจัยพื้นฐานก็ต้องมีการติดตามดู พร้อมทั้งยังได้กำชับให้ ธปท. ติดตามว่าเป็นผลมาจากการเก็งกำไรหรือไม่ ซึ่งต้องระวังเรื่องนี้อย่างมาก

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/945492/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38IH7f3lm29zfY71Sb_1Ig

  • ‘เอกนิติ’ เชื่อจีดีพีปี 68 โตเกิน 2% ชี้แผนเคลื่อนเศรษฐกิจช่วงรอตั้งรัฐบาล

    ‘เอกนิติ’ เชื่อจีดีพีปี 68 โตเกิน 2% ชี้แผนเคลื่อนเศรษฐกิจช่วงรอตั้งรัฐบาล

    ‘เอกนิติ’ เชื่อจีดีพีปี 68 โตเกิน 2% ชี้แผนเคลื่อนเศรษฐกิจช่วงรอตั้งรัฐบาล

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงรอยต่อของการจัดตั้งรัฐบาลนั้น ยังมีหลายโครงการที่สามารถผลักดันได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อพยุงจีดีพีและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ขณะเดียวกัน หากมีการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว เรื่องที่ต้องผลักดันเร่งด่วน ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง, TISA เป็นต้น 

    มาตรการแก้หนี้รายย่อย ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’

    สำหรับมาตรการที่ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ คือ โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนกับการช่วยเหลือประชาชนที่เป็นหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท กับธนาคารพาณิชย์และบริษัทลูก ปัจจุบันมีผู้เข้าโครงการผ่านบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) แล้วแสนกว่าราย จากเป้าหมายทั้งหมด 1 ล้านราย ส่วนของหนี้ Non-bank นั้น ยังต้องรอรัฐบาลใหม่เนื่องจากต้องใช้เม็ดเงินงบประมาณรองรับ 

    เร่งสปีดการลงทุนผ่าน ‘BOI Fast Pass’

    เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นแต่ให้ผลยั่งยืน กระทรวงการคลังได้ประสานกับ BOI เพื่อปลดล็อกโครงการที่ยังติดขัดประมาณ 80 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนกว่า 480,000 ล้านบาท ผ่านโครงการ “BOI Fast Pass” โดยตั้งเป้าหมายให้การลงทุนจาก BOI ในปีนี้สูงกว่าปีที่แล้วประมาณ 9% เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ได้มีการขับเคลื่อนโครงการ SME Clinic Boost  โดยความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งใช้เงินจากกองทุน FIDF มาช่วยเหลือโดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน เพื่อให้ SME มีสภาพคล่องและสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

    การอัดฉีดเม็ดเงินผ่านงบลงทุนและโครงการกระตุ้นการบริโภค

    ทั้งนี้ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัว ซึ่งต้องรอติดตามตัวเลขทางการจากสภาพัฒน์ ที่จะแถลงข่าว 16 ก.พ.69 นี้ อย่างไรก็ตาม จากมาตรการ Quick Big Win กระทรวงการคลังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 จะฟื้นได้ดีกว่า 1.8% ที่หน่วยงานรัฐเคยคาดไว้ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง Plus โครงการเที่ยวดีมีคืน โครงการเที่ยวดีมีคืน และการย้ายการสัมมนาภาครัฐ ให้หน่วยงานราชการไปจัดสัมมนาในเมืองรองเพื่อกระจายรายได้ เป็นต้น

    “แม้จะมีข้อจำกัดในการออกนโยบายใหม่ในช่วงนี้ แต่การขับเคลื่อนโครงการที่อนุมัติไปแล้วยังคงเดินหน้าต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก และช่วงไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกโครงการต่างๆ เชื่อว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 ขยายตัวกว่า 1.8% และทั้งปีอาจสูงกว่า 2.2% จากนโยบายที่ดำเนินการ ซึ่งจะเป็นส่งต่อเนื่องมายังปี 2569”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/651268&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23xIQPlsgGRQnS5ZSngE1O

  • ธอส. ขายบ้านมือสองลดสูงสุด 50% ราคาเริ่มต้นต่ำสุด 230,000 บาท

    ธอส. ขายบ้านมือสองลดสูงสุด 50% ราคาเริ่มต้นต่ำสุด 230,000 บาท

    ธอส. จัดมหกรรม GHB ALL HOME EXPO 2026 ขายบ้านมือสองลดสูงสุด 50% ราคาเริ่มต้น 230,000 บาท เริ่ม 13-15 ก.พ. 69 ณ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

    นางสาวอรนุช พงษ์ประยูร รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานปรับโครงสร้างหนี้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. เดินหน้าร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ มุ่งสนับสนุนคนไทยมีบ้านเป็นของตนเอง จัดงาน “มหกรรมบ้านมือสอง ครั้งที่ 1 : GHB ALL HOME EXPO 2026” ระหว่างวันที่ 13 – 15 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ บริเวณลานชั้น 2 หน้า True Shop ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

    721287

    โดยนำทรัพย์เด่น ทำเลดีกว่า 1,000 รายการทั่วประเทศ พร้อมส่วนลดสูงสุด 50% จากราคาปกติ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ทั้งประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม และอาคารพาณิชย์ โดยมีทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่น่าสนใจ ได้แก่

    ทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น เนื้อที่ 21.4 ตารางวา โครงการเพอร์เฟคโซน (รังสิตคลอง 3) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ราคา 1,960,000 บาท ตั้งอยู่ทำเลศักยภาพ เดินทางสะดวก ส่วนทรัพย์ในเขตภูมิภาค มีทรัพย์ที่น่าสนใจ อาทิ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น เนื้อที่ 293 ตารางวา อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ราคา 5,420,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์ที่มีพื้นที่กว้างขวางเหมาะสำหรับครอบครัวใหญ่

    ขณะที่รายการทรัพย์ที่มีราคาขายต่ำสุดเพียง 230,000 บาท เท่านั้น! คือ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น เนื้อที่ 46 ตารางวา ในโครงการสระโพนทอง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ

    พิเศษ 2 ต่อ! ต่อที่ 1 : สำหรับลูกค้าที่จองซื้อทรัพย์ภายในระยะเวลาการจัดงาน และยื่นขอสินเชื่อภายใน 45 วัน นับถัดจากวันทำสัญญาจะซื้อจะขายมีสิทธิ์รับสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% คงที่ 2 ปีแรก

    ต่อที่ 2 : สำหรับลูกค้าที่จองซื้อทรัพย์ภายในงานและทำสัญญาจะซื้อจะขายภายใน 5 วันทำการหลังจากจบงานที่มีราคาขายสูงสุด ลำดับที่ 1 – 5 รับฟรีเครื่องดูดความชื้น (1 ท่าน ต่อ 1 รางวัล) ลำดับที่ 6 -10 รับหม้อตุ๋นไร้สาย (1 ท่าน ต่อ 1 รางวัล) ลำดับที่ 11 – 20 รับเตาไฟฟ้าอุ่นอาหาร (1 ท่าน ต่อ 1 รางวัล) และลำดับที่ 21- 30 รับเครื่องปั่นพกพา (1 ท่าน ต่อ 1 รางวัล)

    ผู้ที่สนใจจองซื้อทรัพย์ต้องวางเงินมัดจำการซื้อทรัพย์จำนวน 5,000 บาท ทุกรายการทรัพย์ โดยทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล : จองซื้อทรัพย์ภายในงาน และทำสัญญาจะซื้อจะขาย ภายใน 5 วันทำการหลังจากจบงานทรัพย์ในเขตภูมิภาค : จองซื้อทรัพย์ภายในงานและทำสัญญาจะซื้อจะขาย ณ ที่ทำการสาขาภูมิภาคของธนาคาร ภายใน 5 วันทำการ หลังจากจบงาน

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GHBank Call Center โทร.0-2645-9000 กด 5 หรือ Facebook Fanpage บ้านมือสอง ธอส. หรือดูข้อมูลบ้านมือสอง ธอส. ได้ที่ www.ghbhomecenter.com, Application : GHB ALL HOME และ Line Official Account : @GHBALLHOME

    s__97574934

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/947348/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36JPycq6AZNQgD6wVQRUh4

  • เปิดมุมมองแบงก์ต่างชาติ DBS – UOB ต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย หลังผลเลือกตั้งเซอร์ไพรส์ตลาด

    เปิดมุมมองแบงก์ต่างชาติ DBS – UOB ต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย หลังผลเลือกตั้งเซอร์ไพรส์ตลาด

    ผลการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของไทย อย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าสร้างความประหลาดใจให้กับหลายคนอยู่ไม่น้อย หลังจากพรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มจะชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงประมาณ 190 – 200 ที่นั่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งหมด 500 ที่นั่ง

    การตอบรับที่ออกมาตลอดช่วง 2 วันที่ผ่านมา ในมุมของเศรษฐกิจและการลงทุน โดยเหมือนจะไปในทิศทางบวก ทั้งจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างรวดเร็วจากระดับ 31.6 บาทต่อดอลลาร์ สู่ 31.1 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่หุ้นไทยเปิดกระโดดอย่างร้อนแรงจาก 1,354 จุด มายืนเหนือ 1,400 จุด พร้อมกับแรงซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามา 1.6 หมื่นล้านบาท ภายในวันเดียว มากสุดในรอบ 4 ปี

    คำถามสำคัญที่ตามมาคือ มุมมองของนักลงทุนต่างชาติต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในไทย เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด และ sentiment เชิงบวกนี้จะดำเนินต่อไปได้ต่อเนื่องหรือไม่

    UOB ชี้ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ ขึ้นอยู่กับความราบรื่นในการตั้งรัฐบาล

    วันนี้ (10 กุมภาพันธ์) เอเบล ลิม Head of Deposit and Wealth Management ธนาคารยูโอบี (UOB) ประเทศไทย กล่าวว่า เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ความราบรื่นในการจัดตั้งรัฐบาลถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ก็ควรเร่งเพิ่มความชัดเจนในฝั่งนโยบายการคลัง ซึ่งควรมีแนวทางที่สอดคล้องกับนโยบายการเงินด้วย

    นอกจากนี้ ในระยะข้างหน้า การนำนโยบายไปปฏิบัติ (Execution) ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ตลาดในวงกว้างยอมรับ

    “หนึ่งในปัญหาหลักที่ฉุดรั้งประเทศไทยมาโดยตลอดคือความไม่แน่นอนทางการเมือง ดังนั้น การจัดตั้งรัฐบาลที่เรียบร้อยจึงทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น” ลิมกล่าว

    ลิมกล่าวต่อว่า ในฐานะธนาคารระดับโลกยังมองว่า ไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในอาเซียน และเป็นหนึ่งในประเทศที่จะได้รับประโยชน์หลักจากยุทธศาสตร์ China Plus One อย่างไรก็ตาม หนึ่งในข้อกังวลของนักลงทุนขณะนี้คือ กระบวนงบประมาณปี 2570 ที่คาดว่าอาจล่าช้าออกไป เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาล กระนั้น หากรัฐบาลใหม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ในช่วงหาเสียงได้ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็จะเพิ่มขึ้น

    UOB แนะไทยเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง พร้อมไปกับพยุงการบริโภค

    ลิมกล่าวต่อว่า รัฐบาลใหม่ยังควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการปรับเปลี่ยนนโยบายขนานใหญ่เพื่อจัดการกับปัญหาช่องว่างผลผลิต (Output Gap) ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เนื่องจาก ปัจจุบัน UOB คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวเพียง 1.8% เท่านั้นต่ำกว่าระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย (Potential Growth) ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.7% เนื่องมาจากปัจจัยด้านสังคมสูงวัยและผลิตภาพต่ำ (Productivity)

    ดังนั้น ลิมจึงอยากเห็นรัฐบาลใหม่มุ่งเน้การเพิ่มผลิตภาพและการเร่งส่งเสริมอุตสาหกรรมหลัก โดยเฉพาะการต่อยอดจากกระแส AI และ EV

    “เมื่อปีที่ผ่านมา ไทยสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้กว่า 1.09 ล้านล้านบาท และยังคงเป็นจุดหมายที่น่าดึงดูดใจอย่างมากสำหรับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานสะอาด และกลุ่มบริษัทที่เชื่อมโยงกับศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะ (AI Data Center) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเราเห็นว่า ‘มาเลเซีย’ เป็นคู่แข่งสำคัญที่สามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้จำนวนมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม Data Center แต่เรายังเชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังคงมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในภูมิภาคนี้” ลิมกล่าว

    นอกจากการส่งเสริมผลิตภาพแล้ว ลิมมองว่า รัฐบาลไทยยังควรออกนโยบายสนับสนุนภาคการบริโภคต่อไป เนื่องจากกังวลว่า ไทยจะเกิดภาวะที่ผู้บริโภคหยุดการจับจ่าย ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ‘เงินเฟ้อต่ำผิดปกติ’ (Low-flation)

    ทั้งนี้ ในประมาณการล่าสุดของ UOB คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ของไทยปีนี้จะติดลบเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่ -0.3% หนักกว่าปีก่อนหน้าที่ -0.1%

    DBS ปรับเป้า SET 1,500 จุด จาก sentiment ไม่ใช่พื้นฐาน

    จันทร์เพ็ญ ศิริธนารัตนกุล กรรมการบริหารอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า เราปรับเป้าหมายของดัชนี SET ขึ้นเป็น 1,500 จุด แต่ไม่ได้เป็นการปรับเพิ่มการเติบโตของกำไร ซึ่งเรายังมองว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) จะยังเติบโตที่ระดับ 7% เท่าเดิม ส่วนเป้าหมายที่เพิ่มขึ้นมาจากการปรับเพิ่ม Forward P/E ขึ้นเป็น 16 เท่า จากกระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้ามามากขึ้น

    “ผลการเลือกตั้งออกมา เกินกว่าที่หลายฝ่ายคิด ก่อนหน้านี้เราคิดว่าคะแนน 3 พรรคใหญ่ จะใกล้เคียงกัน แต่ออกมาเป็นภูมิใจไทยที่ได้เยอะมาก ทำให้เห็นความชัดเจนมากขึ้นทางด้านการเมือง และน่าจะเห็นความต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่งเป็นอันนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้โฟลว์ของกองทุนต่างประเทศเข้ามาก พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายระดับแสนล้าน” จันทร์เพ็ญกล่าว

    นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แต่ภาพการเมืองที่ชัดเจนขึ้นน่าจะเป็นปัจจัยบวก แต่ถามว่าหุ้นไทยจะพุ่งขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ต้องกลับมาดูที่ปัจจัยพื้นฐาน ถ้าดูการเติบโตของ GDP ไทย ยังค่อนข้างตามหลังประเทศใกล้เคียง อย่างปีนี้คาดไว้ที่ 1.6% เทียบกับภูมิภาคที่น่าจะเติบโตเฉลี่ย 4%

    “เราต้องพิสูจน์ว่ารัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วจะส่งผ่านนโยบายอะไรบ้างที่ทำให้ปัจจัยพื้นฐานของเราแข็งแกร่งขึ้น และน่าจะดึงเงินลงทุนกลับมาได้มากกว่านี้ แต่ตอนนี้เป็นแค่การปรับพอร์ตเล็กน้อยเท่านั้น”​ จันทร์เพ็ญ

    อย่างไรก็ดี จากเป้าหมาย 1,500 จุด เท่ากับว่าหุ้นไทยโดยเฉลี่ยยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อได้อีกประมาณ 7% แต่นักลงทุนต้องเลือกเป็นรายหุ้น เพราะช่วง 2 วันที่ผ่านมา หุ้นหลายตัวขึ้นมาแรงมาก และไปถึงราคาเหมาะสมแล้ว

    ขณะที่รายงาน Regional Market Focus 2026 Outlook ของ DBS เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เปรียบเทียบความน่าสนใจของตลาดหุ้นใน 3 ประเทศ ที่อยู่ในอาเซียน โดยมองว่าหุ้นอินโดนีเซียน่าสนใจกว่าฟิลิปปินส์ และฟิลิปปินส์น่าสนใจกว่าไทย

    ด้าน เวย์ ฟุก โหว Chief Investment Office, DBS Bank เปิดเผยว่า DBS อยู่ระหว่างการทบทวนมุมมองใหม่ สำหรับรายงานไตรมาสที่ 2 โดยจะประเมินมูลค่าเปรียบเทียบ (Relative Value) ระหว่างประเทศต่างๆ ใหม่อีกครั้ง ตามสถานการณ์การเมืองไทยที่ชัดเจนขึ้นและกระแสเงินทุนที่เปลี่ยนไป รวมทั้งประเด็นความกังวลที่เกิดขึ้นกับหุ้นอินโดนีเซียที่เสี่ยงจะถูกปรับลดจาก Emerging Market ไปสู่ Frontier Market

    สำหรับกลุ่มหุ้นไทยที่ยังน่าสนใจลงทุน ดีบีเอสแนะนำว่าให้เน้นที่ปัจจัยพื้นฐาน อย่างกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่อัตราเงินปันผลสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการปล่อยกู้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่มานาน ก็มีแนวโน้มจะฟื้นตัวได้ และสุดท้ายคือหุ้นอิงกับการท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/dbs-uob-thailand-election-outlook/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ywYqC0wyAGlU4Wh3HDRDS

  • คลังยกเครื่อง TFEX ดันคาร์บอน-ดิจิทัล สู่ตลาดลงทุนยุคใหม่

    คลังยกเครื่อง TFEX ดันคาร์บอน-ดิจิทัล สู่ตลาดลงทุนยุคใหม่

    คลังเดินหน้ายกเครื่อง TFEX ดันคาร์บอน-ดิจิทัล เป็นเครื่องมือการลงทุนยุคใหม่

    กระทรวงการคลังประกาศเดินหน้ายกระดับ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (TFEX) ให้ทันกับทิศทางโลกการเงินการลงทุน และสอดรับกับ “วิสัยทัศน์เศรษฐกิจใหม่ของไทย” ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ทั้งมิติสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัล

    การยกระดับครั้งนี้มุ่งปรับปรุงและเพิ่มเติม สินค้าอ้างอิงและตัวแปรอ้างอิง ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในตลาดอนุพันธ์ไทย ช่วยดึงดูดนักลงทุน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยยังอยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่รัดกุมและคุ้มครองผู้ลงทุนมากขึ้น

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ตลาดอนุพันธ์ทั่วโลกได้พัฒนาไปไกลกว่าสินค้าแบบเดิม และเริ่มสะท้อน ‘เศรษฐกิจจริง’ และ ‘ความเสี่ยงรูปแบบใหม่’ ตั้งแต่คาร์บอนเครดิตไปจนถึงสินทรัพย์ดิจิทัล ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจดิจิทัล การมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงและผลิตภัณฑ์การลงทุนที่สอดรับกับบริบทใหม่นี้ จึงถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่สำคัญ

    ภายใต้การปรับปรุงครั้งนี้ กระทรวงการคลังและสำนักงาน ก.ล.ต. เห็นพ้องในการยกระดับ TFEX ให้รองรับผลิตภัณฑ์สำคัญของอนาคต อาทิ 

    • คาร์บอนเครดิต จากเดิมที่เป็นเพียงตัวแปรอ้างอิง จะถูกยกระดับเป็นสินค้าอ้างอิงที่สามารถส่งมอบได้จริง รองรับทั้งการส่งมอบและการชำระราคาเป็นส่วนต่าง 

    เพิ่ม สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowance) และ ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero

    เพิ่ม สินทรัพย์ดิจิทัล เช่น คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล เป็นสินค้าอ้างอิง เพื่อให้การกำกับดูแลครอบคลุมและรองรับการลงทุนยุคใหม่

    • ขยายดัชนีอ้างอิงด้านอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ค่าระวาง และดัชนีสินค้าให้สะท้อนตลาดจริงมากขึ้น

    • ปรับขอบเขตสินค้าอ้างอิงบางประเภท เช่น กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ให้สอดคล้องกับโครงสร้างตลาดโลก

    การปรับกรอบดังกล่าวจะช่วยให้ TFEX สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายและเป็นไปตามมาตรฐานสากล ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. จะสามารถกำกับดูแล ติดตาม และกำหนดรายละเอียดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้เหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อผู้ลงทุนและเสถียรภาพตลาดทุนโดยรวม

    กระทรวงการคลังย้ำว่า การยกระดับ TFEX ครั้งนี้ คือการสร้างสมดุลระหว่าง นวัตกรรมทางการเงิน กับ การคุ้มครองผู้ลงทุน เพื่อให้ตลาดอนุพันธ์ไทยเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/tfex-green-digital&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw181uVwsSbLTrHbCvor5mBL

  • “เอกนิติ” ไฟเขียวตลาดทุนสีเขียว อนุญาตคาร์บอนเครดิต เป็นสินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์

    “เอกนิติ” ไฟเขียวตลาดทุนสีเขียว อนุญาตคาร์บอนเครดิต เป็นสินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์

    “เอกนิติ” ไฟเขียวตลาดทุนสีเขียว อนุญาตคาร์บอนเครดิต เป็นสินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์

    วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.12 น.

    กระทรวงการคลังพร้อมเดินหน้ายกระดับ“ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (TFEX)” ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกการเงินการลงทุน และตอบโจทย์ “วิสัยทัศน์เศรษฐกิจใหม่ของไทย” ที่ต้องขับเคลื่อนด้วยหลายมิติอย่างรอบด้าน โดยการยกระดับครั้งนี้มุ่งเสริมมิติเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัลให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ผ่านการปรับปรุงและเพิ่มเติม “สินค้าอ้างอิง/ตัวแปรอ้างอิง” ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 เพื่อให้ตลาดอนุพันธ์ไทยมีความหลากหลาย ครอบคลุม และดึงดูดนักลงทุน โดยอยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่รัดกุมคุ้มครองผู้ลงทุนมากยิ่งขึ้น 

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “วันนี้ ตลาดอนุพันธ์ทั่วโลกไม่ได้จำกัดอยู่แค่สินค้าแบบเดิม แต่พัฒนาไปสู่สินทรัพย์ใหม่ ๆ ที่สะท้อน “โลกเศรษฐกิจจริง” และ “ความเสี่ยงรูปแบบใหม่” ตั้งแต่คาร์บอน ไปจนถึงสินทรัพย์ดิจิทัล ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจดิจิทัล การมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงและผลิตภัณฑ์ที่ตอบรับโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่จึงเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน” ที่สำคัญ กระทรวงการคลังจึงร่วมกับ ก.ล.ต. ยกระดับกรอบสินค้าและตัวแปรอ้างอิงให้ทันสากล โปร่งใส และคุ้มครองผู้ลงทุน เพื่อให้ประเทศไทยแข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืน

    ภายใต้หลักการปรับปรุงครั้งนี้ กระทรวงการคลังและ ก.ล.ต. เห็นพ้องในการยกระดับ TFEX ให้รองรับผลิตภัณฑ์สำคัญของอนาคต**

    1. ยกระดับ “คาร์บอนเครดิต” จากเดิมเป็นตัวแปรอ้างอิง ให้เป็น “สินค้าอ้างอิงที่สามารถส่งมอบได้”เพื่อรองรับการซื้อขายได้ทั้งแบบส่งมอบจริงและชำระราคาเป็นส่วนต่าง (cash settlement) ทำให้ “คาร์บอน” ขยับจากแนวคิดเชิงนโยบายไปสู่กลไกตลาดที่ใช้งานได้จริง 

    2. เพิ่ม “สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowance)” และ “ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC)” เป็นสินค้าอ้างอิง เพื่อหนุนการมุ่งสู่ Net Zero และขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นระบบ 

    3. เพิ่ม “สินทรัพย์ดิจิทัล (คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล)” เป็นสินค้าอ้างอิง เพื่อให้การกำกับดูแลธุรกิจที่เกี่ยวข้องครอบคลุม รองรับการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศตามการเติบโตของตลาด 

    4. เพิ่มดัชนีบนตัวแปรอ้างอิง (FX, อัตราดอกเบี้ย, ค่าระวาง) และดัชนีบนสินค้าอ้างอิง เพื่อให้ครอบคลุมดัชนีที่เกี่ยวข้องครบถ้วนและสะท้อนสภาพตลาดได้ดียิ่งขึ้น 

    5. ปรับปรุงขอบเขตสินค้าอ้างอิงบางรายการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น (เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์จากการกลั่นน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ หรือปิโตรเคมี) เพื่อสอดคล้องกับโครงสร้างสินค้าในตลาดจริง 

    การปรับปรุงดังกล่าวจะช่วยให้ศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย สอดคล้องมาตรฐานสากลและความต้องการของผู้ลงทุน ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. จะสามารถติดตาม ตรวจสอบ และกำกับดูแลศูนย์ซื้อขายและผู้ประกอบธุรกิจ รวมถึงกำหนดรายละเอียดแบบและข้อความของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (contract specification) ได้เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบต่อผู้ลงทุนและตลาดทุนโดยรวม

    -032

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/946337&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31gOAZ1Y6r_35d6PhubHt8

  • สมุทรสงคราม/// จัดงาน“ส้มโอขาวใหญ่” รับตรุษจีน ดันสินค้า GI กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน | TOPNEWS

    สมุทรสงคราม/// จัดงาน“ส้มโอขาวใหญ่” รับตรุษจีน ดันสินค้า GI กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน | TOPNEWS

    สมุทรสงคราม จัดงาน“ส้มโอขาวใหญ่” รับตรุษจีน ดันสินค้า GI กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน


    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธาน เปิดงาน “ส้มโอขาวใหญ่และของดีสมุทรสงคราม” ภายใต้แนวคิด “กินส้มโอดี มีเฮง มหามงคล ปีม้าทอง” ที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 10 ถึง 14 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ท้องถิ่น ควบคู่กับการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน


    จากนั้นได้มอบรางวัลการประกวดส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม ประจำปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานผลผลิตและสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ผลปรากฎว่า 1. ประเภทน้ำหนัก 1.40 – 1.60 กิโลกรัม ชนะเลิศ ได้แก่ นางสมบุญ ภู่ศรี, รองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ นางจำปี คล้ายประยงค์, รองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ นางราตรี สังข์กระแสร์, ชมเชย ได้แก่ นายธีระพงษ์ ศิริบุญญาวงศ์ และ นายคำรณ คล้ายประยงค์, 2. ประเภทน้ำหนัก 1.61 – 2.00 กิโลกรัม

    ชนะเลิศ ได้แก่ นางจำปี คล้ายประยงค์, รองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ นายคำรณ คล้ายประยงค์, รองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ นางสาวกัญญาภัค พวงมาลัย และ รางวัลชมเชย ได้แก่ นางสมบุญ ภู่ศรี และ นายอรรถพล กรรมาชีพ


    สำหรับภายในงานมีร้านจำหน่ายส้มโอขาวใหญ่จากเกษตรกรในพื้นที่กว่า 50 ร้าน มีปริมาณส้มโอออกจำหน่ายตลอดทั้ง 5 วันไม่น้อยกว่า 20 ตัน นอกจากนี้ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดยังนำสินค้าจากกลุ่มโอทอปและวิสาหกิจชุมชนกว่า 40 ร้านเข้าร่วมจำหน่าย เสริมมิติการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจฐานราก พร้อมการสาธิตและจำหน่ายเมนูแปรรูปจากส้มโอและวัตถุดิบท้องถิ่น อาทิ ยำส้มโอ ส้มโอลอยแก้ว และเมนูอาหารจากมะพร้าวน้ำหอม

    นายชยชัย กล่าวว่า จังหวัดสมุทรสงครามเป็นแหล่งปลูกส้มโอขาวใหญ่ที่สำคัญของประเทศ ถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรจำนวนมาก และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 สะท้อนถึงคุณภาพ มาตรฐาน และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของจังหวัด ปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 12,204 ไร่ ให้ผลผลิตออกสู่ตลาดตลอดทั้งปีมากกว่า 17,793 ตัน ในด้านเศรษฐกิจสามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดปีละไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท

    สำหรับการจัดงานตลอด 5 วันนี้ ทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัดคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนเฉพาะภายในงานประมาณ 2-3 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดมุ่งหวังผลลัพธ์ในภาพรวมมากกว่าตัวเลขภายในงาน โดยต้องการดึงดูดกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยว ทั้งจากกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ ทั้งร้านอาหาร สถานีบริการน้ำมัน และที่พัก

    เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดสมุทรสงครามให้คึกคัก “การจัดงานครั้งนี้เป็นการชูจุดเด่นสินค้า GI ของจังหวัด เปิดโอกาสให้เกษตรกรนำผลผลิตคุณภาพออกจำหน่ายโดยตรงถึงผู้บริโภค ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และสร้างรายได้อย่างเป็นธรรม คาดว่าจะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหลายสิบล้านบาท” ผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าว

    ทั้งนี้ เดือนกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่ส้มโอขาวใหญ่ให้ผลผลิตปริมาณมาก ประกอบกับเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งชาวไทยเชื้อสายจีนมีความเชื่อว่าส้มโอเป็นผลไม้มงคล สื่อถึงความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ และความเป็นสิริมงคล

    จึงนิยมนำไปกราบไหว้บรรพบุรุษ จังหวัดจึงใช้โอกาสดังกล่าวจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายและการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ จังหวัดสมุทรสงครามคาดหวังว่างาน “ส้มโอขาวใหญ่และของดีสมุทรสงคราม” จะช่วยยกระดับรายได้เกษตรกร กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และตอกย้ำภาพลักษณ์จังหวัดในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาว


    จึงขอเชิญชวนประชาชนมาเที่ยวชมงาน พร้อมทั้งแวะเยี่ยมเยือนแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสมุทรสงคราม อาทิ วัดวาอาราม คาเฟ่ วิถีชีวิตชุมชน ตลาดร่มหุบ ตลาดน้ำอัมพวา และดอนหอยหลอด

    นพพร บุญทนาวงศ์ ผู้สื่อข่าวTopnewsทั่วไทย จ.สมุทรสงคราม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1483479&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CCa3nty5YZIelUutyrxQO

  • ไทยเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ ใกล้เป็นรัฐล้มเหลว ปฏิรูปยกเครื่องประเทศใหม่ คือทางรอดของชาติ

    ไทยเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ ใกล้เป็นรัฐล้มเหลว ปฏิรูปยกเครื่องประเทศใหม่ คือทางรอดของชาติ

    วันนี้ประเทศของเราเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งวิกฤติในประเทศต่างประเทศและโจทย์อนาคตที่ท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัย เทคโนโลยีดิสรัปชั่น การกีดกันทางการค้า และโลกร้อนโลกรวน

    วิกฤติที่ประเทศเผชิญเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่บ่อนทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยในปี 2568 ถดถอยลงอย่างรุนแรง ร่วงลง 5 อันดับในปีเดียว มาอยู่อันดับที่ 30 จาก 67 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งไอเอ็มดี.ระบุสาเหตุว่า เป็นผลมาจากประสิทธิภาพภาครัฐที่ลดลงอย่างมาก โครงสร้างเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ การขาดแคลนพลังงานและความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 2% ในปีล่าสุด รั้งท้ายกลุ่มประเทศอาเซียน
    เมื่อรายได้ไม่พอรายจ่ายทั้งภาครัฐและประชาชน ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 16 ล้านล้าน หรือ 90% ของ GDP ขณะที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นถึง 12 ล้านล้าน และจะถึง 70% ของจีดีพี.ในปีงบประมาณหน้า
    การที่รายได้ภาครัฐต่ำกว่ารายจ่ายมาก ทำให้ต้องกู้เงินเพื่อปิดงบประมาณยาวนานต่อเนื่อง 19 ปี รวมถึงปีงบประมาณหน้า โดยเฉพาะปีงบประมาณนี้ วงเงิน 3.78 ล้านบาท ยังเป็นงบประมาณขาดดุล โดยกู้ชดเชยงบขาดดุลสูงถึง 860,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน การคอรัปชั่นก็เข้าขั้นวิกฤติทุจริต ฉ้อราษฎรบังหลวงทั้งระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ ทั้งในตลาดหลักทรัพย์และบริษัทยักษ์ใหญ่สูงถึง 500,000ล้านต่อปี  ซ้ำเติมประเทศให้วิกฤติยิ่งขึ้นไปอีก 
    นอกจากนี้ยังปล่อยให้สินค้าจากต่างประเทศเข้ามาทำลายเอสเอ็มอีและโรงงานอุตสาหกรรมไทยอีกหลายแสนล้านบาทต่อปี เป็นวิกฤติธุรกิจรากหญ้า รวมทั้งวิกฤติทุนเทา สแกมเมอร์ คอลเซนเตอร์และการฟอกเงิน จนทำให้ประเทศไทยถูกตราหน้าว่าเป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน กระทบภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นที่นานาประเทศมีต่อประเทศไทยอย่างรุนแรง

    คอร์รัปชั่น

    ถ้าไม่เริ่มนับหนึ่งในการแก้วิกฤติ เราจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว (Failed State) เพราะมี 5 สัญญานเตือน

    1. ทุนเทาครอบงำ (State Capture) ทุนเทา ทุนคอรัปชั่น เข้าแทรกแซงและครอบงำระบบราชการ กระบวนการยุติธรรมและการเมือง ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจของประเทศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
    2. กฎหมายสองมาตรฐาน (Erosion of Rule of Law) คดีทุจริตรายใหญ่ใช้เวลาตรวจสอบเฉลี่ยกว่า 5-10 ปี และมักหลุดคดีในที่สุดหรือพ้นข้อกล่าวหาตั้งแต่ต้นทางด้วยการซื้อคดี ทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรม
    3. จำยอมกับการคอรัปชั่น (Normalization of Corruption) ผลการสำรวจและวิจัยรายงานว่า เอสเอ็มอี.กว่า 60% จำยอมต้องจ่ายส่วย จ่ายสินบน จ่าย “ค่าธรรมเนียมสีเทา” เพื่อความอยู่รอด รวมทั้งนักลงทุนและนักธุรกิจต่างชาติ
    4. ความไม่เสมอภาคสุดขั้ว (Extreme Inequality) คอรัปชั่นทำให้งบพัฒนาหายไป 3 แสนล้านบาทต่อปี ทำคนจนพุ่งสูงขึ้น ขณะที่กลุ่มอิทธิพลร่ำรวยผิดปกติ
    5. ระบบตรวจสอบไม่ทำงาน (Dysfunctional Oversight) กลไกตรวจสอบเป็นอัมพาต ถูกแทรกแซงโดยอำนาจการเมือง

    เศรษฐกิจไทยปี 2569

    คำถาม? จะแก้ไขได้อย่างไร

    ระบบเศรษฐกิจ ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอ่อนแอ ประสิทธิภาพภาครัฐต่ำลงจนยากจะเยียวยา หากไม่เร่งแก้ปัญหาวันนี้ด้วยแนวทางการเมืองสุจริต ปราบปรามการทุจริตและทุนเทาอย่างเฉียบขาด ไม่ลูบหน้าปะจมูก ใช้เทคโนโลยีเอไอ.และแพลตฟอร์มดิจิตอลมาเป็นเครื่องมือสนับสนุน ภาคเอกชน ภาคประชาชน มาร่วมทำงานทั้งแจ้งเบาะแสและไม่จ่ายส่วยจ่ายสินบน ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง
    นอกจากนี้ ต้องปฏิรูปยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่ให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโต 5% ด้วยระบบเศรษฐกิจใหม่ สร้างรายได้ใหม่และตอบโจทย์อนาคต เสมือนเครื่องยนต์ตัวใหม่แทนเครื่องยนต์ตัวเก่า เช่น เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) และเศรษฐกิจภูมิอากาศ (Climate Economy) ฯลฯ พร้อมกับการปลดล็อคยกเลิกกฎหมายกฎระเบียบที่ล้าหลัง เป็นอุปสรรคของการลงทุน ธุรกิจการค้าและการบริการประชาชน โดยเร็วที่สุด 
    สำคัญที่สุดคือ หากได้รัฐบาลที่ดี สภาผู้แทนที่ดี จึงจะสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประเทศ นำพาประเทศออกจากวิกฤติไปได้

    เรื่องโดย : อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ


    Post Views: 128

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/02/10/thailand-is-facing-a-crisis-and-is-on-the-verge-of-becoming-a-failed-state/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I67qmvAqcvByR5cQyTDSA