Category: เศรษฐกิจ

  • เวิลด์แบงก์ คาด GDP ไทยปีนี้โต 1.6% จากการค้าโลกชะลอ-หนี้ครัวเรือนสูง ก่อนฟื้นโต 2.2%ปี 70 : อินโฟเควสท์

    เวิลด์แบงก์ คาด GDP ไทยปีนี้โต 1.6% จากการค้าโลกชะลอ-หนี้ครัวเรือนสูง ก่อนฟื้นโต 2.2%ปี 70 : อินโฟเควสท์

    นางเมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก คาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 69 จะชะลอเหลือ 1.6% สะท้อนผลจากภาวะการค้าโลกที่ชะลอตัว ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ช้าลง โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเป็น 2.2% ในปี 2570 จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น การลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งขึ้น และโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเงินลงทุนจริง

    ภาคการผลิตยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย คิดเป็น 25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และ 16% ของการจ้างาน หรือประมาณ 6.2 ล้านตำแหน่ง สินค้าส่งออกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทยมีสัดส่วนเกือบ 10% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และโดยเฉลี่ยมีความซับซ้อนทางเทคโนโลยีสูงกว่าสินค้าที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    “อุตสาหกรรมการผลิตสีเขียวขั้นสูงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทย และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต เสริมสร้างความยึดหยุ่นของเศรษฐกิจ และสร้างงานที่มีคุณภาพ” นางเมลินดาระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/568277&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ppwS7IUinMBSGnY60wEeG

  • เมื่อโลกเข้าสู่ Polycrisis และโมเดลเศรษฐกิจเน้น

    เมื่อโลกเข้าสู่ Polycrisis และโมเดลเศรษฐกิจเน้น

    Paul Polman อดีตซีอีโอของ Unilever และผู้เขียนหนังสือ Net Positive ได้ขึ้นกล่าว Speech พิเศษในงาน Asian Financial Forum 2026 ที่ฮ่องกง โดยส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้นำองค์กรและสถาบันการเงินทั่วโลกว่า เรากำลังยืนอยู่บนจุดตัดของประวัติศาสตร์ที่กฎเกณฑ์เดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป 

    Techsauce ที่ได้เข้าร่วมงานครั้งนี้ที่ฮ่องกงด้วย จึงไม่พลาดเก็บประเด็นที่น่าสนใจมาเล่าต่อให้ฟังดังนี้

    Polman เปิดประเด็นด้วยการฉายภาพโลกปัจจุบันที่กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis) ซึ่งเกิดจากการปะทะกันของ 3 แรงขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ 

    1. การพังทลายของเสถียรภาพทางธรรมชาติ 

    2. ระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ 

    3. การเปลี่ยนแปลงรากฐานเทคโนโลยี 

    เมื่อสามสิ่งนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน มันคือจุดเปลี่ยนที่รุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตครั้งไหน 

    อาจถึงยุคที่เศรษฐกิจต้องเลิกโมเดลเน้น ‘กอบโกย’

    เราสร้างระบบเศรษฐกิจบนสมมติฐานว่า พลังงานราคาถูกจะอยู่ตลอดไป ห่วงโซ่อุปทานจะไม่สะดุด และธรรมชาติจะคงเดิม แต่วันนี้เราใช้ความเสถียรนั้นหมดไปแล้ว

    Polman ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจยุคเก่าที่เชื่อว่าการเติบโตมาจากการกอบโกยทรัพยากร แต่ความจริงแล้ว การเติบโตที่เราเห็นในอดีตเป็นเพียงผลตอบแทนที่ได้จากความเสถียรของธรรมชาติ 

    ซึ่งตอนนี้เราใช้ความเสถียรนั้นหมดไปแล้ว แนวทางแก้ไขคือต้องเปลี่ยนไปสู่ Net Positive หมายถึงการทำธุรกิจที่ไม่ใช่แค่ลดผลกระทบเชิงลบ แต่ต้องฟื้นฟูระบบนิเวศและสังคม เพราะในโลกที่ทรัพยากรจำกัด เพราะบริษัทจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลยหากระบบรอบข้างล้มเหลว

    เอเชียและจีน จะกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจใหม่แห่งพลังงานสะอาด

    เอเชียไม่ใช่ผู้ตามอีกต่อไป แต่กำลังเป็นผู้กำหนดจังหวะ นี่คือโอกาสของผู้นำเอเชียในการครอบครองโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และระบบกริด

    ในขณะที่โลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ กำลังเผชิญความท้าทายทางการเมืองและนโยบายที่อาจชะลอตัวเรื่องสิ่งแวดล้อม Polman มองว่า เอเชีย จะเป็นภูมิภาคที่มีความพร้อมที่สุดในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในด้านพลังงานสะอาด

    หากย้อนกลับไปดูสถิติปี 2024 และ 2025 จีนเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนได้มากกว่าประเทศที่เหลือในโลกรวมกัน อีกทั้ง การลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกเกือบครึ่งเกิดขึ้นในจีนด้วย 

    ก่อนหน้านี้ Elon Musk ก็เคยให้ข้อมูลว่า จีนคือผู้นำด้านพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมีกำลังการผลิตและติดตั้งมากกว่าสหรัฐฯ หลายเท่า แถมจีนก้าวหน้าในเรื่องการขยายการผลิตไฟฟ้ามหาศาล ทั้งนิวเคลียร์และโซลาร์เซลล์ 

    โดยจีนผลิตโซลาร์เซลล์ได้ 1,500 กิกะวัตต์ต่อปี สหรัฐฯ ใช้ไฟเฉลี่ย 500 กิกะวัตต์ หมายความว่าจีนผลิตโซลาร์ได้มากกว่าที่อเมริกาใช้ทั้งประเทศไปแล้ว นี่จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเอเชีย และจีนจึงอาจกลายเป็นศูนย์กลางทางพลังงานใหม่ในไม่ช้า

    ภาคการเงินต้องเลิกโลกสวย และมองความเสี่ยงตามจริง

    Polman พยายามส่งสารถึงกลุ่มสถาบันการเงินว่า ต้องเลิกมองเรื่อง Climate Change และ Nature Loss เป็นเพียงปัจจัยภายนอก แต่ต้องมองเป็นความเสี่ยงหลักในงบดุลได้แล้ว 

    โดยอธิบายว่า ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ภัยธรรมชาติสร้างความเสียหายไปแล้วกว่า 15 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าต้นทุนในการป้องกันเสียอีก 

    อีกทั้ง แม้จะมีเม็ดเงินเตรียมไว้มากกว่า 5-7 ล้านล้านดอลลาร์เตรียมพร้อมสำหรับเศรษฐกิจใหม่ แต่การจัดสรรเงินทุนยังขาดประสิทธิภภาพ เพราะตลาดทุนยังให้ค่ากับผลกำไรระยะสั้นมากกว่าความยั่งยืนระยะยาว

    เบื้องหลัง Davos ที่คนไม่ได้พูด

    นอกจาก Speech แล้ว ในช่วงถามตอบ Polman ยังได้ขยายความประเด็นที่น่าสนใจโดยเฉพาะเบื้องหลังของเวทีเศรษฐกิจโลก และการบริหารจัดการความเสี่ยง 

    เขาเริ่มต้นจากการแชร์บรรยากาศจากงาน World Economic Forum ครั้งล่าสุดว่า แม้ธีมงานจะดูสวยหรู แต่ในห้องประชุมหลักกลับถูกยึดครองด้วยกระแส AI และการเมือง จนประเด็นเรื่องความยั่งยืนแทบจะเลือนหายไป

    สิ่งที่น่ากังวลคือ วงสนทนาเรื่อง AI มุ่งเน้นแต่เรื่อง Data Center หรือข้อจำกัดด้านชิป แต่กลับละเลยต้นทุนแฝทางสังคมและสิ่งแวดล้อม 

    Polman ชี้ว่า AI กำลังแย่งชิงทรัพยากรน้ำและพลังงานไปอย่างมหาศาล อีกทั้งตำแหน่งงานกว่า 670 ล้านตำแหน่งทั่วโลกกำลังจะถูกเปลี่ยนแปลง ซึ่งนี่เป็นระเบิดเวลาที่สังคมยังไม่ได้เตรียมรับมือ

    อย่างไรก็ดี Polman บอกว่า แม้ในการประชุมใหญ่อาจไม่ได้พูดเรื่องนี้มากเท่าที่ควร แต่ในวงสนทนาย่อย ๆ ที่อยู่ภายในงานประชุมดาวอส ผู้นำเริ่มเลิกสร้างภาพในด้านความยั่งยืน และหันมาคุยเรื่องโปรเจกต์ที่จับต้องได้มากขึ้น 

    โดยเฉพาะการเชื่อมโยงการแก้ปัญหาโลกร้อนเข้ากับการฟื้นฟูธรรมชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้เรื่องนี้อาจจะไม่ได้พูดถึงมาก แต่ในเชิงปฏิบัติแล้วเป็นสิ่งที่ทั่วโลกไม่ได้ละทิ้งแม้แต่น้อย

    3 หลุมดำทางการเงินที่โลกมองข้าม

    แม้เม็ดเงินลงทุนในโลกจะมีมหาศาล แต่ Polman ชี้ว่ายังมี 3 พื้นที่วิกฤตที่เงินทุนยังไหลไปไม่ถึง ได้แก่

    • ตลาดเกิดใหม่ หากตัดจีนออกไป กลุ่มประเทศนี้ต้องการเงินทุนถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี แต่กลับติดปัญหาต้นทุนทางการเงินสูง
    • การฟื้นฟูธรรมชาติ โลกต้องการเงิน 3.7 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ แต่ปัญหาก็คือ ระบบเศรษฐกิจปัจจุบันยังตีค่า ต้นไม้ที่ตายแล้ว (แปรรูปเป็นสินค้า) สูงกว่าต้นไม้ที่ยังมีชีวิต
    • การปรับตัว เงินส่วนใหญ่ลงไปที่การลดโลกร้อน แต่เราหยุดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาไม่ทันแล้ว ดังนั้นการลงทุนเพื่อรับมือกับภัยพิบัติจึงจำเป็นเร่งด่วน ก่อนที่โลกจะเข้าสู่ภาวะประกันภัยไม่รับเคลม(Uninsurable)

    Polman ทิ้งท้ายว่า มนุษย์มักติดกับดักการคิดแบบเส้นตรง คือประเมินว่าปัญหาจะค่อยๆ เกิด แต่ความจริงแล้ววิกฤตธรรมชาติเปลี่ยนแปลงแบบ ก้าวกระโดด

    เรามักประเมินต่ำไปว่าเทคโนโลยีจะถูกลงเร็วแค่ไหน และประเมินต่ำไปว่าหายนะจะรุนแรงเร็วเพียงใด

    เขามองว่าสถาบันการเงินที่ยังปล่อยกู้ให้ฟอสซิลโดยไม่ดูทิศทางลม อาจพบว่าตัวเองกำลังกอดสินทรัพย์ด้อยค่าในที่สุด เพราะต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลย กำลังพุ่งสูงขึ้นจนแซงหน้ากำไรที่เคยได้มา

    อ้างอิง : สรุปจากงาน Asian Financial Forum 2026 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/saucy-thoughts/paul-polman-speech-aff-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12icvjRjbRr_VYPPc35pHP

  • นายกฯ ร่วมเปิดงาน “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ – เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” กระตุ้นเศรษฐกิจ – ส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.นครสวรรค์

    นายกฯ ร่วมเปิดงาน “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ – เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” กระตุ้นเศรษฐกิจ – ส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.นครสวรรค์

    นายกฯ ร่วมเปิดงาน “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ – เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” กระตุ้นเศรษฐกิจ – ส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.นครสวรรค์

    (11 ก.พ. 69) เวลา 19.00 น. ณ เวทีหาดทรายต้นแม่น้ำเจ้าพระยา อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิด “งานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” ซึ่งจังหวัดนครสวรรค์จัดขึ้นภายใต้ชื่องาน “110 ปี ตรุษจีนแห่งสีสัน เมืองสวรรค์ 5 ภาษา” ระหว่างวันที่ 10 – 21 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดนครสวรรค์ ที่ได้สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันดีงาม ตลอดจนเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดใกล้เคียง โดยมีนางสาวธนนนท์ นิรามิษ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ นายกเทศมนตรีนครสวรรค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อมวลชนและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานจำนวนมาก

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้รับชมวีดิทัศน์ “งานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” พร้อมรับฟังรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานฯ จากนายเรวัช สุริต ประธานคณะกรรมการจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ ประจำปี 2569

    จากนั้นนายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานว่าวันนี้มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” ซึ่งงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ เป็นเทศกาลที่มีความเก่าแก่ และทรงคุณค่าของชาวปากน้ำโพ และชาวจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประเพณีที่สืบทอดและอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนานกว่าหนึ่งร้อยปี โดยยังคงรักษาวิธีการคัดเลือกคณะกรรมการจัดงานตามขนบธรรมเนียมดั้งเดิม คือ การเสี่ยงทายต่อหน้าองค์เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ รวมทั้งยังมีการอนุรักษ์ และสืบสานขบวนแห่ทางวัฒนธรรมอันงดงาม ซึ่งล้วนสะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมจนเป็นงานประเพณีเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนของชาวไทยเชื้อสายจีน ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และสร้างความตระการตาให้แก่ผู้ร่วมงานและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ

    นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชม และขอบคุณคณะกรรมการจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ ประจำปี 2568–2569 หรือ “เถ่านั้ง 110” ทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ เสียสละ และร่วมกันทำหน้าที่สืบสานงานประเพณีอันทรงคุณค่านี้ ให้คงอยู่สืบไป และขอบคุณชาวจังหวัดนครสวรรค์ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมมือร่วมใจกันให้การสนับสนุนการจัดงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ งดงาม และเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน

    “ขณะนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ขอเปิดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569 ณ บัดนี้ “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้””

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดงานโดยการนำลูกแก้ววางบนปากสิงโต โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ประธานคณะกรรมการจัดงานฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมทำพิธีเปิดงานครั้งนี้ด้วย

    ทั้งนี้ ภายหลังเปิดงาน ในงานได้มีการแสดงต้นแสงแห่งศรัทธา 5 ภาษาสามัคคี Opening light show ปฐมประกายแห่งศรัทธา ระบำดอกไม้สวรรค์ผลิบาน ณ ปากน้ำโพ วัฒนธรรม 5 ภาษา (โหงวซก) 4 เทพธิดาแห่งปากน้ำโพ รวมแสงเป็นหนึ่ง ศรัทธานิรันดร์แห่งมังกรทองนครสวรรค์ และการแสดงเปิดตัวองค์สมมุติฯ กิมท้ง และเง็กนึ่ง และการแสดงอื่น ๆ อีกมากมายด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66423&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CEpaemcXPjFpKGXJswQ6B

  • หอการค้าจังหวัดลำปาง มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง กระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 900 ล้านบาท

    หอการค้าจังหวัดลำปาง มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง กระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 900 ล้านบาท

    หอการค้าจังหวัดลำปาง แถลงผลงานครบรอบ 1 ปี สมัยที่ 21 การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-พัฒนาเมืองลำปาง ดำเนินกิจกรรมและโครงการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ มูลค่ากว่า 900 ล้านบาท

    เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 หอการค้าจังหวัดลำปาง ร่วมกับคณะกรรมการ Young Entrepreneurs Chamber of Commerce (YEC) ลำปาง แถลงผลการดำเนินงานครบรอบ 1 ปี สมัยที่ 21 โดยสะท้อนภาพการทำงานเชิงรุกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการพัฒนาเมืองลำปางอย่างเป็นระบบ ภายใต้ความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายในทุกระดับ

    ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา หอการค้าจังหวัดลำปาง และ YEC ลำปาง ได้ดำเนินกิจกรรม และภารกิจด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งสิ้น 566 ครั้ง โดยมุ่งเน้นการทำงานเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการจัดกิจกรรมเฉพาะหน้า เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ต่อเนื่องและยั่งยืน การดำเนินงานในรอบปีดังกล่าว ขับเคลื่อนอยู่บน ยุทธศาสตร์หลัก 5 ด้าน ได้แก่

    1. การสนับสนุนการสร้าง New S-Curve และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัด

    2. การจัดกิจกรรมและโครงการเพื่อ เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจจากฐานทุนของลำปาง

    3. การพัฒนา เกษตรโอกาสใหม่และเกษตรมูลค่าสูง

    4. การพัฒนา คน เครือข่าย และความร่วมมือ ในทุกระดับ

    5. การพัฒนา โครงสร้างและระบบความเชื่อมโยง เพื่อเสริมศักยภาพการทำงานร่วมกันของเมือง

    ผลจากการดำเนินงานดังกล่าว ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในหลายมิติ อาทิ การได้รับรางวัล “หอการค้ายอดเยี่ยม” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 สะท้อนถึงสมรรถนะและความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนบทบาทของหอการค้าในระดับจังหวัด 

    นอกจากนี้ กิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งทางตรงและทางอ้อม คิดเป็นมูลค่ารวม มากกว่า 900 ล้านบาท

    ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หอการค้าจังหวัดลำปางได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ ให้แก่ผู้ประกอบการ เกษตรกร นักศึกษา และนักเรียน มากกว่า 2,500 คน ควบคู่กับการเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษา ทั้งในและนอกจังหวัด มากกว่า 50 องค์กร เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศการพัฒนาเศรษฐกิจของลำปางให้มีความเข้มแข็ง

    ขณะเดียวกัน ยังมีส่วนร่วมในการพัฒนา และยกระดับผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มอาชีพในจังหวัด มากกว่า 200 กิจการ รวมถึงการสร้างและสนับสนุนกิจกรรมการพัฒนาเมืองในมิติต่าง ๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม กีฬา และวัฒนธรรม มากกว่า 20 กิจกรรมหลัก ซึ่งช่วยสร้างการมีส่วนร่วม และกระตุ้นบรรยากาศทางเศรษฐกิจของเมืองอย่างต่อเนื่อง

    นายพีระรักษ์ พิชญกุล ประธานหอการค้าจังหวัดลำปาง กล่าวว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เราไม่ได้ทำงานเพียงเพื่อให้เกิดกิจกรรมหรือโครงการจำนวนมาก แต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบความร่วมมือการพัฒนาเมือง การเชื่อมพลังของทุกภาคส่วน และการวางรากฐานการพัฒนาเมืองในระยะยาว ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นผลจากความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนลำปางให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    หอการค้าจังหวัดลำปางระบุว่า ความสำเร็จตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากแต่เป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในจังหวัด ที่ร่วมกันขับเคลื่อนลำปางให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง พร้อมวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของเมืองในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2913518&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1erI5gdSgR6yw8em5Q9lqO

  • ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา “รอด” หรือ “ร่วง”?

    ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา “รอด” หรือ “ร่วง”?

    ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา “รอด” หรือ “ร่วง”?

    จาก “เสือ” สู่ “คนป่วยแห่งเอเชีย”

    “เมธัส รัตนซ้อน” หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เล่าถึงเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน คงต้องยอมรับความจริงที่น่าตกใจว่า จากที่ไทยเคยเป็น “เสือ” ที่เติบโตได้กว่า 7% ในอดีต

    ปัจจุบันเรากลับถูกสื่อต่างชาติอย่าง Financial Times และ Bloomberg ขนานนามว่าเป็น “Sickman of Asia” หรือคนป่วยแห่งเอเชีย, ศักยภาพการเติบโตของเราลดฮวบลงเหลือเพียง 2.3% ซึ่งเป็นระดับที่รั้งท้ายในภูมิภาค

    ทำไมเราถึงป่วย? คำตอบอยู่ที่ “เครื่องยนต์หลัก” ล้าสมัย

    • การส่งออก ไทยยังคงผลิตสินค้าที่โลก “ไม่ต้องการ” มากนัก เช่น รถยนต์สันดาป และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่เทคโนโลยีใหม่
    • การท่องเที่ยว แม้จะเป็นความหวังเดียว แต่เรากำลังถูกคู่แข่ง อย่าง เวียดนามไล่กวดมาติดๆ ด้วยอัตราการเติบโตกว่า 20% ต่อปี หากเราไม่ยกเครื่องใหม่ วันหนึ่งเราอาจถูกแซงหน้าได้จริงๆ
    • วิกฤตประชากร ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อยลง แรงงานที่จะมาขับเคลื่อน GDP ก็น้อยลงตามไปด้วย

    เมธัส รัตนซ้อน

    จุดเปลี่ยน ?

    ท่ามกลางเมฆหมอก ผลการเลือกตั้งที่ออกมาอย่างไม่เป็นทางการกลับสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดทุน ประวัติศาสตร์การเมืองไทยบอกว่า รัฐบาลส่วนใหญ่มักมีอายุเฉลี่ยเพียง 9 เดือน แต่ครั้งนี้อาจได้เห็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำหลักพร้อมเสียงสนับสนุนที่ท่วมท้น ซึ่งอาจทำให้เราเห็นการบริหารงานที่ต่อเนื่องเป็นครั้งแรกในรอบนานปี

    รัฐบาลใหม่นี้มีความจำเป็นต้องใช้ “ยาแรง” อย่างนโยบายประชานิยม เช่น การแจกเงินหรือโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ “เครื่องดับ” ซึ่งคาดว่าจะช่วยดันให้ GDP ปีนี้ขยับจาก 1.6% ขึ้นไปแตะ 1.8% ได้

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงคือ “ข้อจำกัดทางการคลัง” รัฐบาลมีงบกลางติดกระเป๋าอยู่เพียงประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท ในขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งสูงถึง 65% ของ GDP ใกล้เพดาน 70% หากไม่มีการปฏิรูปการคลังอย่างจริงจัง ภายใน 1-2 ปี เราอาจชนเพดานหนี้และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ

    ทางออกที่อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคตคือ การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งอาจต้องพิจารณาขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละ 1% เพื่อไม่ให้กระทบประชาชนรุนแรงเกินไป

    ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา

    การเดิมพัน

    ประเทศไทยยังคงมีเสน่ห์ในสายตานักลงทุนต่างชาติ สะท้อนจากยอดขอ BOI ที่สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท

    แต่โจทย์สำคัญคือ เราจะเปลี่ยนเงินลงทุนเหล่านี้ให้เกิด “มูลค่าเพิ่ม” แก่คนไทยได้อย่างไร ? ไม่ใช่แค่เป็นโรงงานประกอบที่ขนคนและอุปกรณ์มาจากต่างประเทศทั้งหมด

    สำหรับ “ค่าเงินบาท” ในช่วงสั้นคาดในไตรมาส 2/2569 อาจเห็นการอ่อนค่าไปแตะ 32.5 บาทต่อดอลลาร์ จากปัจจัยฤดูกาลและการโอนเงินปันผลออก รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างเรื่องของ “โดนัลด์ ทรัมป์”

    แต่ในระยะยาว ปัจจัยพื้นฐานจะยังคงหนุนให้บาทแข็งค่าและมีโอกาสกลับไปต่ำกว่า 31 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้งในช่วงปลายปี

    ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

    ในเส้นทางเดินข้างหน้ายังมีขวากหนามที่ต้องจับตามอง

    1. ความล่าช้าทางการเมือง หากการจัดตั้งรัฐบาลดีเลย์ออกไปเกินกว่า 3-4 เดือน จะส่งผลให้งบประมาณปี 2570 ออกช้าไปถึงปลายปี กระทบต่อการใช้จ่ายภาครัฐในไตรมาสสุดท้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    2. นโยบายการเงิน กนง. มีโอกาสลดดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้ง เหลือ 1% ในช่วงครึ่งปีแรกเพื่อประคองเศรษฐกิจ
    3. ปัจจัยโลก ทั้งนโยบายภาษีของสหรัฐฯ และการตัดสินใจของ Fed ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ

    เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วง “รอการฟื้นไข้” แม้จะมีแรงส่งจากการเมืองที่มีเสถียรภาพ แต่การจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมได้นั้น ต้องอาศัยทั้งการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวและการบริหารงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่าที่สุด.

    ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/737834&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EsZzIpP4kTLPnT6Ii772Y

  • ‘คลัง’ ลุ้นเข็นเศรษฐกิจปี 69 โตเกิน 2% เวิลด์แบงก์หนุนยกเครื่องแผนการคลัง

    ‘คลัง’ ลุ้นเข็นเศรษฐกิจปี 69 โตเกิน 2% เวิลด์แบงก์หนุนยกเครื่องแผนการคลัง

    ‘คลัง’ ลุ้นเข็นเศรษฐกิจไทยปี 69 โตเกิน 2% ไม่ห่วงสุญญากาศ 6 เดือนตั้งรัฐบาลใหม่กระทบเติบโต เหตุเร่งอัดมาตรการรองรับเต็มสูบ ด้าน ‘เวิลด์แบงก์’ หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 1.6% ก่อนฟื้นตัวในปี 70 ที่ 2.2% หนุนปฏิรูปแผนการคลังเพิ่มพื้นที่ว่างอัดมาตรการกระตุ้น กระทุ้งนโยบายการเงินเร่งลดดอกเบี้ยช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    11 ก.พ. 2569 – นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ ‘Thailand’s New Horizons : Empowering People and Building Resiliency’ ในการเปิดตัวรายงานเศรษฐกิจ Thailand Economic ฉบับล่าสุด ของธนาคารโลก (World Bank) ว่า กระทรวงการคลังได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ที่ 2% ขณะที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความหวังว่าจะสามารถเร่งกระตุ้นการเติบโตให้สูงเกิน 2% ก็ถือเป็นระดับที่น่าพอใจอย่างยิ่ง และจะเร่งต่อยอดการเติบโตในปี 2570 ให้ได้สูงถึง 3% ซึ่งเป็นระดับการเติบโตที่เต็มศักยภาพ เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว

    ทั้งนี้ เชื่อว่าปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตมาจากการเมืองและนโยบายที่นิ่งและต่อเนื่อง ภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นจุดที่ช่วยดึงดูดนักลงทุนขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันยังมีเม็ดเงินลงทุนอีกกว่า 4.8 แสนล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการผลักดันผ่านมาตรการ Thailand FastPass ซึ่งคาดว่าเม็ดเงินจะทยอยลงสู่ระบบเศรษฐกิจภายในปีนี้ รวมถึงนโยบายการคลังที่ยังมีเสถียรภาพ และยังมีมาตรการด้านเศรษฐกิจที่ยังมีการเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง อาทิ มาตรการซอฟท์โลน 1 แสนล้านบาท มาตรการเพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน โครงการแก้หนี้รายย่อย และอีกหลายมาตรการที่จะเร่งดำเนินการได้ภายในครึ่งแรกของปีนี้

    “ยืนยันว่าไม่กังวลว่าจะเกิดช่องว่างทางเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ที่ยังไม่มีรัฐบาลเต็มรูปแบบ โดยยังเป็นการทำงานของรัฐบาลรักษาการ เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการวางนโยบายที่ชัดเจนและเพียงพอในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงนี้ให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านนโยบาย Quick Big Win รวมถึงยังพร้อมเดินหน้าการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง ที่มุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง คุมเพดานหนี้สาธารณะให้อยู่ไม่เกิน 70% ของจีดีพี และตั้งเป้าลดหนี้สาธารณะลงตั้งแต่ปี 2573 เร่งเพิ่มประสิทธิการใช้จ่าย และการสร้างรายได้ ใช้ทางเลือกทางการเงินใหม่ ๆ ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และรัฐบาลกำลังเร่งในการสร้างทักษะแรงงาน ซึ่งจะเป็นการต่อยอดนโยบายสำคัญ ๆ รวมถึงเร่งผลักดันการลงทุนใหม่ ๆ ด้วย” นายเบญจรงค์ กล่าว

    นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 คาดว่าจะชะลอลงเหลือ 1.6% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.8% ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2570 ที่ระดับ 2.2% โดยเศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยท้าทายสำคัญ อาทิ เศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะชะลอตัวเล้กน้อย มีความไม่แน่นอนสูง แต่ก็เชื่อว่ายังมีโอกาสในแง่ตลาดใหม่ หรือการลงทุนใหม่ ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการเริ่มดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI), เศรษฐกิจไทยชะลอมากกว่าที่คิด สะท้อนจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เริ่มมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ทำให้การฟื้นตัวชะลอลง และปัจจัยเสี่ยงเรื่องพื้นที่ทางการคลังที่เริ่มแคบลง ซึ่งประเด็นนี้เป็นปัจจัยที่รัฐบาลจับตาเพื่อปรับให้มีพื้นที่ทางการคลังกลับมา

    “เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 หลัก ๆ มาจากหนี้ครัวเรือนที่สูง แต่ก็มีปัจจัยที่ช่วยดึงขึ้นจากภาคการส่งออก ซึ่งเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวจากการเร่งทยอยส่งออกสินค้า ส่วนประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่ 1.6% นั้นใกล้เคียงกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินไว้ ส่วนปี 2570 จะฟื้นตัวขึ้นมาที่ระดับ 2.2% จากการบริโภคและการลงทุน” นายเกียรติพงศ์ กล่าว

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีความท้าทายจากภาคอุตสาหกรมที่ยังมีการชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนของภาคอุตสาหกรรมในแต่ละปีไม่สูงมากนัก โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อบำรุงรักษา ไม่ได้เป็ฯการลงทุนเพื่อนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามา, หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับภาคครัวเรือน และปัจจุบันเศรษฐกิจประเทศไทยพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวสูง โดยปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวชะลอตัว ซึ่งเป็นการสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีปัจจัยลบเชิงโครงสร้างในภาคการท่องเที่ยว ที่อาจส่งผลให้รายได้ท่องเที่ยวไม่กลับมาในระดับเดิมในช่วง 2 ปีนี้ แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะทยอยฟื้นกลับมาก็ตาม

    สำหรับเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยนั้นยังอยู่ในระดับสูงของกลุ่มประเทศอาเซียนมานาน แต่ต้องยอมรับว่าขณะนี้เริ่มมีสัญญาณน่าเป็นห่วงมากขึ้น จากความไม่แน่นอนทางการค้า รายได้ท่องเที่ยวที่ลดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ แต่เชื่อว่าจะกลับสู่กรอบเป้าหมายได้ ด้านนโยบายการเงินของ ธปท. นั้น เชื่อว่ายังมีโอกาสช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ เพราะยังมีพื้นที่ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่นโยบายการคลังจะยังคงเป็นพระเอกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    ในส่วนของแผนการคลังระยะปานกลางนั้น นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย ธนาคารโลก มองว่า ไทยยังมีโอกาสและศักยภาพในการปรับและหาจุดสมดุลใหม่ของนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ ซึ่งยังเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้ การขยายฐานการจัดเก็บ เช่น การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) การลงทุนในภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเติบโตอย่างชัดเจน ซึ่งทั้งหมดจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตในระดับศักยภาพที่ใกล้เคียง 3%

    อย่างไรก็ดี ในส่วนการเลือกตั้งนั้น มองว่ายังเป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้สามารถมองภาพเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าได้ ผ่านนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในแผนและอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งตรงนี้จะเห็นความต่อเนื่องในแง่การจัดทำงบประมาณ การใช้จ่าย การลงทุนภาครัฐและนโยบายต่าง ๆ ที่น่าจะยังเดินหน้าได้ในปี 2569 และปี 2570 ส่วนความกังวลเรื่องความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลอาจจะส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายนั้น ต้องยอมรับว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยีความเสี่ยงค่อนข้างมาก ทั้งด้านบวกและด้านลบ แต่ยังเชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะทำให้การจัดทำงบประมาณและการลงทุนยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

    โดยปัจจุบันศักยภาพเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ระดับ 2.7% แต่ก็มีโอกาสที่จะเติบโตได้ถึง 3% หากสามารถปฏิรูปใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1. ความสามารถในการแข่งขัน 2. การพัฒนาด้านทักษะ การศึกษา และทุนมนุษย์ 3. แผนการคลังระยะปานกลาง โดยให้นโยบายการคลังสามารถลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว และเร่งขยายฐานภาษี

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/946046/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o96fq7UWmBiYS4m0bT59A

  • ‘นักวิชาการทีดีอาร์ไอ’ วิเคราะห์นโยบายและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ภายใต้รัฐบาลใหม่

    ‘นักวิชาการทีดีอาร์ไอ’ วิเคราะห์นโยบายและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ภายใต้รัฐบาลใหม่

    11 ก.พ.2569- ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) หัวข้อ นโยบายและการขยายตัวทางเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลใหม่ มีเนื้อหาดังนี้

    เมื่อวานเย็นได้ให้สัมภาษณ์รายการวิทยุหนึ่งในเรื่องนี้ เลยอยากเรียบเรียงมานำเสนออีกครั้งในนี้
    เศรษฐกิจจะโตเท่าไรภายใต้รัฐบาลใหม่? โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การคาดการณ์การขยายตัวจากสำนักต่าง ๆ ไม่สดใสนัก คือไม่เกิน 2% ในปีนี้

    แน่นอนว่าขึ้นกับนโยบายและประสิทธิภาพในการทำตามนโยบายของรัฐบาลใหม่ ซึ่งมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ และขึ้นกับว่าพรรคใดเข้าร่วมด้วย

    ผมขอเริ่มจาก ‘ภาพบวก’ ก่อน
    ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นเรื่องดี เห็นได้จากการตอบสนองของตลาดหุ้นในสองวันที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนไม่น้อยคงมั่นใจขึ้น ทำให้เกิดการลงทุนมากกว่ากรณีไม่มีเสถียรภาพ
    ความมั่นใจนี้จะเป็นจริงและยืนยาวได้ เงื่อนไขสำคัญคือรัฐบาลใหม่ต้องใช้บริการของ ‘มืออาชีพ’ ชุดเดิม (เอกนิติ ศุภจี สีหศักดิ์ เป็นหลัก) เพราะได้วางแนวทางที่นักลงทุนเห็นชอบไว้ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง คนละครึ่งพลัส (ควรทำอีกเพียงครั้งเดียว) Thailand Fastpass การขยายตลาดและการเจรจาการค้าทวิภาคี การทูตที่ดูมีทิศทางมากขึ้นเมื่อเทียบกับ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งสำคัญมากในยุคที่ geoeconomic เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

    ซึ่งหมายถึงรัฐบาลใหม่ต้องให้พื้นที่ทางนโยบายและการทำงานเพื่อสนับสนุนแก่มืออาชีพเหล่านี้ ป้องกันไม่ให้มีการแทรกแซงเพื่อผลประโยชน์พวกพ้องจากมุ้งต่าง ๆ ในพรรคร่วม หรือกระทั่งเรื่องที่ดูเล็กน้อยเช่นการฝากคนของตัว (ที่คงไม่ค่อยมีฝีมือ) มาเป็นทีมงานมืออาชีพเหล่านี้
    ที่สำคัญการสนับสนุนดังกล่าวต้องยาวตลอดอายุรัฐบาล เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่านโยบายจะมีเสถียรภาพจริง ไม่ใช่ไปสักพักมุ้งใหญ่ก็เริ่มทวงคืนเก้าอี้ตามระบบโควต้าแบบเดิม ๆ

    นโยบายเชิงบวกที่สำคัญมากอีกเรื่องคือการมีนโยบาย upskill reskill ซึ่ง ดร. เอกนิติเคยให้สัมภาษณ์ว่าอยู่ใน agenda ในขณะที่พรรคเพื่อไทย (ถ้ามาร่วมรัฐบาล) ก็มีนโยบายนี้เช่นกัน
    แต่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้มาก (และได้เร็วด้วย) ต้องทำเรื่องนี้แบบ ‘ขนานใหญ่’ เช่นเพิ่มงบประมาณเรื่องนี้อีก 5-10 เท่าจากงบปัจจุบัน ครอบคลุมแรงงานไม่น้อยกว่า 5 ล้านคนต่อปี และที่สำคัญทำการฝึกอบรมด้วยแนวทาง demand-driven คือฝึกทักษะที่ตลาดต้องการจริง ๆ มีกลไกที่รับประกันเรื่องนี้แบบที่พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์คิดไว้
    อันนี้ไม่แน่ใจว่าพรรคร่วมจะให้ความสำคัญเพียงพอ
    ถ้าทำเรื่องนี้ได้ดี เศรษฐกิจอาจขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 0.5-2% เทียบกับการไม่ทำหรือทำแบบเดิม ๆ
    มาดูด้านลบกันบ้าง

    นโยบายที่ไม่ควรทำมีไม่น้อย และที่ควรทำแต่คาดว่าจะไม่ทำก็มีมาก
    นโยบายที่ไม่ควรทำ ก็เรื่องประชานิยมรูปแบบต่าง ๆ เช่นนโยบายแก้หนี้ ที่ดูจะเป็นจุดเน้นของทั้งภูมิใจไทย เพื่อไทย กล้าธรรม ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่แก้หนี้อย่างยั่งยืน เบียดบังพื้นที่การคลังจนทำให้นโยบายที่ดีกว่าทำไม่ได้ และที่สำคัญคือจะไม่ช่วยลดหนี้ครัวเรือน ตรงกันข้ามจะเพิ่มหนี้ในระยะยาวด้วย เมื่อลูกหนี้ไม่กลัวการเป็นหนี้เพราะรู้ว่ารัฐบาลจะมาช่วยตลอดเวลา

    การลดค่าไฟก็เป็นอีกนโยบายที่ทุกพรรคในรัฐบาลใหม่ประกาศไว้ ซึ่งต้นทุนค่าไฟที่ลดลงจะมีผลทางบวกต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าแนวทางคือการชดเชยด้วยเงินงบประมาณจำนวนมาก ก็จะไปเบียดบังนโยบายที่ดีกว่า ผลสุทธิก็อาจไม่คุ้ม

    นโยบายที่ควรทำแต่คาดว่าจะไม่ทำ

    1. การรักษาวินัยการคลัง (จนหนี้สาธารณะต่อ GDP ลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นแนวโน้มตอนนี้) เรื่องนี้แม้ ดร. เอกนิติจะกล่าวไว้ และได้ดำเนินการไปแล้วหลายมาตรการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่มีคำถามว่าจะทำได้แบบนี้ตลอดไปหรือไม่ โดยเฉพาะ ดร. เอกนิติ จะสามารถป้องกันนโยบายประชานิยมจากรัฐมนตรีคนอื่นในรัฐบาลใหม่ได้เพียงใด นายกรัฐมนตรีจะอยู่ข้างใด ซึ่งคุณอนุทินไม่มีภาพจำของการให้ความสำคัญกับวินัยการคลังมากนัก ก็หวังว่าจะเริ่มให้ความสำคัญและสนับสนุนคุณเอกนิติในเรื่องนี้ แต่น่าจะไม่ง่ายโดยเฉพาะถ้าต้องมีการขึ้นภาษีด้วย ซึ่งคุณอนุทินเคยแสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอการขึ้นภาษี VAT ของคุณเอกนิติ

    2. เรื่องที่สำคัญมากต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวคือการเพิ่มการลงทุนในประเทศ ซึ่งเป็นผลลัพธ์สำคัญของ ‘การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ’ ที่พูดกันมาตลอด มีเรื่องควรทำเยอะ เช่น

    2.1 การปราบทุนเทา สแกมเมอร์ การฟอกเงิน นักลงทุนคงไม่อยากลงทุนเท่าไรถ้าต้องไปสู้กับธุรกิจฟอกเงินที่ตัดราคารับขาดทุนได้มาก เรื่องนี้ผมไม่แน่ใจว่านักลงทุนให้เครดิตรัฐบาลอนุทินที่ผ่านมาอย่างไร มีความเชื่อมั่นแค่ไหน เพราะแม้จะมีการดำเนินการไปบ้าง เช่นการยืดทรัพย์บางราย แต่ยังห่างไกลกับ scale ที่ควรเป็นมาก และยิ่งถ้าพรรคร่วมมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีนักในเรื่องนี้ คงสร้างความเชื่อมั่นได้ยาก ยกเว้นว่าจะมีการดำเนินการจริงจังแม้จะมีพรรคดังกล่าวร่วมด้วย ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีในการตอบสังคมได้ว่าพรรคดังกล่าวถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม ได้แต่ฝันว่าจะเห็นภาพนั้น

    2.2 ปราบคอรรัปชั่น ซึ่งก็คงหวังยากเช่นกัน เพราะพรรคที่จะร่วมเป็นรัฐบาลใหม่ล้วนอยู่ในอำนาจมายาวนาน ตรงกับช่วงเวลาที่การคอร์รับชั่นเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลง การทำงานขององค์กรอิสระในเรื่องนี้ก็ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ความรับผิดชอบ (ส่วนหนึ่งเพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบันให้องค์กรอิสระตรวจสอบตัวเองหรือตรวจสอบกันเอง) การใช้งบประมาณแบบมีเงินทอนก็คงยังเห็นกันดาษดื่น เพราะต้องถอนทุนจากการเลือกตั้งกันขนานใหญ่

    2.3 การทลายทุกผูกขาด เช่นเดียวกับเรื่องคอร์รับชัน ทุนผูกขาดมากขึ้นในช่วงเวลาที่พรรคร่วมมีอำนาจบริหาร จึงคาดหวังเรื่องนี้ไม่ได้มาก

    2.4 การฟื้นความเชื่อมั่นในตลาดทุน (หุ้น หุ้นกู้) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยไปไม่ถึงไหน (นอกเหนือจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำและไม่มีสินค้าน่าซื้อ) เรื่องนี้ ดร. เอกนิติก็ให้ความสำคัญ และควรเอาใจช่วย แต่เชื่อว่าคงเจอแรงต้านพอควร ทั้งจากหน่วยงานกำกับเดิม ผู้เล่นในตลาดที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน การถูกใช้เป็นแหล่งฟอกเงินที่บางพรรคอาจไม่อยากให้แตะ

    2.5 การส่งเสริมนวตกรรม R&D เรื่องนี้อาจพอเป็นไปได้ ถ้า ดร. ยศชนัน ยอมเข้าร่วมในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ และได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอจากรัฐบาลใหม่ แต่ก็ยังไม่อาจวางใจเพราะยังไม่มีประสบการณ์การบริหารนโยบายสาธารณะระดับชาติมาก่อน

    3. ถ้ามองยาวกว่า 2-4 ปี การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืน ต้องเป็นแนวทาง ‘การขยายตัวที่ประชาชนมีส่วนร่วม’ ที่สมัยก่อนเรียกว่า inclusive growth ตรงกับที่งานวิจัยรางวัลโนเบลให้ความสำคัญกับ inclusive institution

    เรื่องนี้น่าจะหวังได้ยากที่สุดจากรัฐบาลใหม่ เพราะการเข้าสู่อำนาจของแต่ละพรรคร่วมล้วนไม่ได้อิงกับฐานความคิดให้คนตัวเล็กตัวน้อยมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย แต่เป็นลักษณะ ‘รอความเมตตาเชิงนโยบาย’ มากกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ political landscape ที่เดินตามแนวเดียวกัน คือไม่เน้นการส่งเสริม active citizen จะทำได้จริงต้องมีการปฏิรูปการเมือง การแก้รัฐธรรมนูญที่เพิ่มอำนาจประชาชน การขยายและยกระดับความคุ้มครองทางสังคม (เช่นปฏิรูปประกันสังคม) จนไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    อันนี้เป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลใหม่ แม้อาจสามารถเพิ่มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วง 1-2 ปีแรกได้บ้างก็ตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/945853/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u_YLbZFqexwkBy-3YT49B

  • ตลาดหุ้นไทยเด้งรับรัฐบาลใหม่ ทะลุ 1,400 จุด PE พุ่ง 15 เท่า แพงกว่าภูมิภาค

    ตลาดหุ้นไทยเด้งรับรัฐบาลใหม่ ทะลุ 1,400 จุด PE พุ่ง 15 เท่า แพงกว่าภูมิภาค

    ภายหลังจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ดัชนี SET INDEX ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3

    โดยวันที่ 9 ก.พ.2569 ปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 46.88 จุด หรือเพิ่มขึ้น 3.46% มาอยู่ที่ 1,400.89 จุด

    จากนั้นวันที่ 10 ก.พ.2569 ปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 9.55 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.68% มาอยู่ที่ 1,410.44 จุด

    และในวันนี้ (11 ก.พ.2569) ปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 1.26 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.09% มาอยู่ที่ 1,411.70 จุด

    “วทัญ จิตต์สมนึก” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย บล.พาย ระบุว่า การปรับตัวขึ้นของ SET INDEX ดังกล่าว ถือว่าสอดคล้องกับสถิติในอดีตที่มักจะมีการปรับตัวขึ้นหลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานและตัวเลขทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน มีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าตลาดหุ้นไทยจะสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ หรือใกล้ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว

    เสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ในเชิงการเมือง มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพและอาจดำรงตำแหน่งได้จนครบวาระเนื่องจากครองเสียงข้างมาก โดยมีการคาดการณ์ว่า คุณอนุทิน ชาญวีรกูล จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม หรือพรรคเล็กอื่นๆ

    นโยบายหลักที่ถูกจับตามองคือ “คนละครึ่ง (พลัส)” ซึ่งคาดว่าจะส่งผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มต่างๆ ดังนี้

    • กลุ่มค้าปลีก โดยเฉพาะหุ้นต้นน้ำอย่าง CPAXT และกลุ่มศูนย์การค้าอย่าง CPN
    • กลุ่มธนาคารและการเงิน อานิสงส์จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจะช่วยหนุนความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชน ส่งผลดีต่อหุ้นอย่าง BBL, KBANK, MTC และ SAWAD

    ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและปัจจัยฉุดรั้ง

    แม้จะมีปัจจัยบวกทางการเมือง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับการขยายตัวที่ค่อนข้างต่ำเพียง 1.5-2% ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจาก

    • หนี้ครัวเรือนในระดับสูง กดดันการบริโภคภายในประเทศและการสร้างหนี้ใหม่ทำได้ยาก สะท้อนได้จากยอดขายรถยนต์และอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง
    • ข้อจำกัดทางการคลัง งบประมาณภาครัฐส่วนใหญ่หมดไปกับรายจ่ายประจำ และระดับหนี้สาธารณะกำลังเข้าใกล้เพดานที่กำหนดไว้ที่ 70% ของ GDP ทำให้การกู้เงินมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้จำกัด
    • ภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่แน่นอน แม้จะเป็นเครื่องยนต์หลัก แต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีก่อนหน้ามีการลดลง และปีนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะขยายตัวได้มากน้อยเพียงใด

    การประเมินมูลค่า (Valuation) และความท้าทายในระยะสั้น

    เมื่อพิจารณาในด้านระดับราคา (Valuation) พบว่า SET INDEX ที่ระดับ 1400 +/- เริ่มมีความตึงตัว โดยมี Forward PE อยู่ที่ 14.7-15 เท่า ซึ่งถือว่า “ไม่ถูก” เมื่อเทียบกับปัจจัยแวดล้อมดังนี้

    • เปรียบเทียบกับภูมิภาค ตลาดหุ้นไทยมี PE สูงกว่าตลาดหุ้น Hang Seng (13 เท่า) และฟิลิปปินส์ (10 เท่า) ทั้งที่ทั้งสองตลาดมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีกว่า SET INDEX
    • เปรียบเทียบกับเศรษฐกิจไทย ขยายตัวต่ำเพียง 1.5-2%

    นอกจากนี้ ผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ตลาดกำลังเผชิญกับคาดการณ์กำไรที่ไม่สดใส โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL, CRC และ CPAXT ที่คาดว่าจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

    ในขณะนี้ ตลาดหุ้นไทยได้ตอบรับ (Price In) ปัจจัยบวกด้านการเมืองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่ดัชนีจะปรับตัวขึ้นต่อจากนี้จำเป็นต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากระดับราคาปัจจุบันอาจไม่เหมาะสมเท่าใดนักเมื่อเทียบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำและความเสี่ยงจากผลประกอบการที่กำลังจะประกาศออกมา

    ปีนี้หุ้นไทยโดดเด่น เป็น 1 ในตลาดเอเชีย ขึ้นแรงเกิน 10% 

    ในอีกด้านหนึ่ง บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ภาพรวมผลตอบแทนของตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียตั้งแต่ต้นปี (YTD) ถือว่ามีความคึกคักอย่างมาก โดยมี 4 ตลาดหลัก ที่ทำผลงานได้โดดเด่นและให้ผลตอบแทนเป็นบวกเกิน 10% ได้แก่ 

    • เกาหลีใต้ ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดด้วยผลตอบแทนสูงถึง +25%1
    • ญี่ปุ่น และ ไต้หวัน ให้ผลตอบแทนเท่ากันที่ +14%1
    • ไทย (SET Index) ตามมาด้วยผลตอบแทน +12%

    สะท้อนให้เห็นถึงแรงหนุนและความเชื่อมั่นของ Flow ต่างชาติที่มีต่อตลาดหุ้นเอเชียมากขึ้นกว่าปีก่อน

    เศรษฐกิจไทยปี 69 จากการบริโภคสู่การลงทุน 

    ในมุมของนโยบายเศรษฐกิจไทย คุณเอกนิติ ได้แสดงวิสัยทัศน์ว่ารัฐบาลตั้งเป้าประคับประคองเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่2%โดยวางกลยุทธ์หลักให้ปีนี้เป็น “ปีแห่งการลงทุน” โดยมุ่งเน้นทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital) เพื่อสร้างรากฐานการเติบโตที่ยั่งยืน

    อีกทั้งเตรียมมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของมาตรการลดหย่อนภาษีโดยจะไม่มีการต่ออายุโครงการกระตุ้นการบริโภคแบบเดิมอย่าง “ช้อปดีมีคืน” หรือ “EASY E-RECEIPT” และเตรียมผลักดันโครงการ “บัญชีการออมส่วนบุคคล” หรือ Thailand Individual Saving Account (TISA) เข้ามาแทนที่ โดยเปลี่ยนจากการกระตุ้นให้ “ใช้จ่าย” (Consumption) มาเป็นการส่งเสริมให้ประชาชน “ออมเงิน” (Saving) เพื่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวแทน

    สถานะของไทยในเวทีโลกและภูมิภาค

    อย่างไรก็ตาม เมื่อนำ GDP Growth ไทยปี 2569 เปรียบเทียบกับข้อมูลจาก IMFของประเทศอื่นๆ(ตามกราฟ) จะเห็นว่าแม้ไทยจะมีการเติบโตที่เป็นบวก แต่ยังตามหลังเพื่อนบ้านในกลุ่ม Emerging Market อย่าง เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และจีน แต่ยังคงดูดีกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่าง สหรัฐฯ หรือ ยุโรป ในแง่ของอัตราการขยายตัว YoY ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนถึงความกังวลในภาพรวมของการเติบโตเศรษฐกิจ

    แม้ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยจะมีความคึกคักและได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ แต่ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาค ไทยยังคงเผชิญกับความกังวลในเรื่องอัตราการเติบโตที่ยังไม่สูงเท่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน ทำให้การเร่งผลักดันนโยบาย “ปีแห่งการลงทุน” และการปรับโครงสร้างการออมผ่าน TISA กลายเป็นกุญแจสำคัญที่จะกำหนดทิศทางความมั่งคั่งของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/737873&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_D96hsuYQUPTjtvsnykW_

  • เศรษฐกิจไทยเปราะบาง โตต่ำสุดรอบหลายทศวรรษ TISCO จี้ เร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    เศรษฐกิจไทยเปราะบาง โตต่ำสุดรอบหลายทศวรรษ TISCO จี้ เร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยมุมมองว่า ภายหลังผลการเลือกตั้ง ตลาดทุนไทยมีความคาดหวังค่อนข้างมาก เนื่องจากนักลงทุนมองเห็นโอกาสที่จะได้รัฐบาลที่มีเอกภาพ และมีทีมเศรษฐกิจที่สามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

    โดยเฉพาะกรณีที่พรรคแกนนำมีโอกาสกำกับดูแลกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญหลายกระทรวง และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจมาจากพรรคเดียวกัน

    ทิสโก้
    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด

    จะช่วยให้การส่งต่อนโยบายและการทำงานระหว่างกระทรวงเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดทุนมีความหวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะถัดไป

    สำหรับเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจไทยนั้น จำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพให้สามารถกลับมาเติบโตที่ระดับประมาณ 4% ต่อปี โดยเห็นว่าอัตราดังกล่าวไม่ใช่เป้าหมายที่สูงเกินไป แต่เป็นระดับขั้นต่ำที่ควรทำให้ได้ เนื่องจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียนยังคงเติบโตในระดับที่สูงกว่า ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซียที่เติบโตประมาณ 6% มาเลเซียเกือบ 5% และเวียดนามที่เติบโตถึง 8% หากไทยต้องการช่วงชิงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

    โดยเฉพาะการลงทุนที่มาพร้อมเทคโนโลยีและองค์ความรู้ นักลงทุนย่อมเลือกประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่า ดังนั้น การตั้งเป้าเพียง 3% จึงอาจไม่เพียงพอในการสร้างความโดดเด่นและความเชื่อมั่น ขณะที่ 4% จะเป็นระดับที่ช่วยส่งสัญญาณว่าไทยมีศักยภาพและความตั้งใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

    ทั้งนี้ หากรัฐบาลชุดใหม่ สามารถอยู่ครบวาระ 4 ปี โอกาสในการผลักดันเศรษฐกิจไปสู่ระดับดังกล่าวมีความเป็นไปได้ โดยเงื่อนไขสำคัญ คือ รัฐบาลต้องไม่มุ่งเน้นนโยบายระยะสั้น เพื่อหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว เช่น นโยบายการแจกเงิน แต่ควรหันมาแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ทั้งประสิทธิภาพการผลิตที่อยู่ในระดับต่ำ การใช้เทคโนโลยีในภาคการผลิตที่ยังจำกัด อัตราการออมที่ต่ำ ปัญหาหนี้ในทุกภาคส่วน รวมถึงการลงทุนที่ยังไม่เพียงพอ พร้อมทั้งต้องมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน มีตัวชี้วัดและกรอบเวลาที่แน่นอน เพื่อให้ประชาชนและนักลงทุนสามารถติดตามความคืบหน้าได้

    ดัชนีมีลุ้นแตะ 1,500 จุดในปีนี้

    ส่วนในมุมมองต่อตลาดทุน ประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปี  2569 นี้ หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปีในระยะถัดไป แม้เศรษฐกิจในปีนี้อาจเติบโตได้เพียงราว 2% ซึ่งยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันดัชนีจากปัจจัยพื้นฐานโดยตรง แต่การปรับขึ้นของตลาดในระยะนี้สะท้อนความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคต

    ย้ำว่า นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ จำเป็นต้องมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมและการลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจที่ยังไม่สูงพอ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่

    เร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์ครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว พร้อมทั้งใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการฟื้นฟูสภาพคล่องในตลาดหุ้นอย่างยั่งยืน

    ในส่วนของแนวทางด้านตลาดทุน เสนอให้เร่งผลักดันโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) ซึ่งเป็นการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวรสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งการลงทุนโดยตรงและผ่านกองทุนรวม โดยการออกแบบโครงการควรเข้าใจง่าย แรงจูงใจชัดเจน แยกวงเงินออกจากการออมเพื่อเกษียณเดิม และกำหนดวงเงินให้สูงพอ เพื่อกระตุ้นการลงทุนในช่วงเริ่มต้น พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับผลของ Wealth Effect จากตลาดหุ้น ที่จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า ประเด็นความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล นายไพบูลย์ มองว่า แม้จะมีความเสี่ยงจากความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล หรือ การตรวจสอบผลการเลือกตั้ง แต่ด้วยคะแนนเสียงของพรรคอันดับ 1 ที่ทิ้งห่างพรรคอันดับ 2 อย่างชัดเจน ทำให้นักลงทุนไม่ได้กังวลต่อการเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง ความเสี่ยงหลักจึงอยู่ที่จังหวะเวลาในการจัดตั้งรัฐบาลมากกว่า ซึ่งประเมินว่าไม่น่าจะล่าช้ามาก

    นอกจากนี้ ยังเห็นว่านักลงทุนรอความชัดเจนเกี่ยวกับหน้าตาของรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการมีทีมเศรษฐกิจที่ครบถ้วน มีผู้เชี่ยวชาญเชิงเทคนิคเข้ามาเสริม จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนมากขึ้น ขณะที่กระแสข่าวการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคร่วมต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องปกติของการเมืองไทย และไม่น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการลงทุนในระยะสั้น รวมถึงความเสี่ยงจากการชุมนุมหรือการเลือกตั้งเป็นโมฆะที่ประเมินว่าอยู่ในระดับต่ำ

    ทิสโก้
    นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้

    เศรษฐกิจไทยเปราะบางโตต่ำสุดรอบหลายทศวรรษ

    ด้านนายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ หรือ TISCO ESU กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6% ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษนอกเหนือช่วงวิกฤต สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ภาคการผลิตและท่องเที่ยวชะลอ สังคมสูงวัย และการขาดแคลนแรงงานทักษะ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงเหลือราว 2.3% ท่ามกลางความเสี่ยงจากภายนอกทั้งนโยบายการค้าสหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาชายแดน

    โดยปัจจัยกดดันหลักมาจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยว การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงจากระดับ 7.3% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง เหลือเพียง 2.3% ในปัจจุบัน ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกที่ยังไม่เอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาข้อพิพาทชายแดน

    อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้ง สร้างความคาดหวังว่านโยบาย “10+” จะช่วยยกระดับการเติบโตกลับสู่ระดับใกล้ 3% ผ่านการปฏิรูประบบราชการ แก้ปัญหาหนี้ ฟื้นขีดความสามารถภาคธุรกิจ เพิ่มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ลดค่าครองชีพ และพัฒนาการศึกษา พร้อมดูแลเศรษฐกิจระยะสั้นด้วยโครงการคนละครึ่งพลัส

    ขณะเดียวกัน การดำเนินนโยบายต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลัง หลังหนี้สาธารณะอยู่ใกล้เพดาน 70% ต่อจีดีพี จึงจำเป็นต้องปฏิรูปการคลังควบคู่ ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และขยายฐานภาษี 

    คนละครึ่งพลัส 2 ดัน GDP โต 1.8%

    นอกจากนี้ การดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแอถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยคาดว่ารัฐบาลยังมีงบประมาณในงบกลางเหลืออยู่ราว 2.7 หมื่นล้านบาท แม้จะไม่ใช่วงเงินขนาดใหญ่ แต่ยังเพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการคนละครึ่งเฟสสองตามที่เคยประกาศไว้ ซึ่งหากสามารถเดินหน้าได้ทันท่วงที คาดว่าจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าคาด จาก 1.6% เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.8%

    สำหรับภาพระยะยาว TISCO ESU มองว่า การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยังต้องใช้เวลา รวมถึงต้องอาศัยนโยบายที่ตอบโจทย์ แผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ตัวชี้วัดที่จับต้องได้ และคนทำงานที่จริงจัง หากองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน จะช่วยดึงความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และนักลงทุนต่างชาติ ให้กลับมามองประเทศ และตลาดทุนไทยอย่างมีความหวังได้อีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/268306&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1STdvDN9dSUFvRGGM1PZYj

  • กัมพูชาเลิกพึ่งพาเศรษฐกิจไทยหันมาโหนเวียดนาม แต่จะเสียอิสรภาพในเชิงยุทธศาสตร์ 

    กัมพูชาเลิกพึ่งพาเศรษฐกิจไทยหันมาโหนเวียดนาม แต่จะเสียอิสรภาพในเชิงยุทธศาสตร์ 

    สำนักข่าว VOD ของกัมพูชารายงานว่า ความขัดแย้งเรื่องพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชากำลังเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจของกัมพูชาจากเดิมที่คอยพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจำเป็นจากไทย ก็หันมานำเข้าจากเวียดนามและจีนแทน 

    ความขัดแย้งกับไทยทำให้เกิดวิกฤตด้านโลจิสติกส์ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคเกษตรกรรมและภาคก่อสร้าง และจากรายงานเศรษฐกิจของธนาคารโลก การหยุดชะงักบริเวณชายแดน ประกอบกับภาวะซบเซาในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ได้ทำให้การเติบโตของ GDP ของกัมพูชาชะลอตัวลงเหลือ 4.8% ในปี 2025 เมื่อเทียบกับ 6% ในปี 2024

    เมื่อพรมแดนถูกปิดอย่างกะทันหัน การหยุดชะงักของการค้าข้ามพรมแดนทำให้โรงงานต่างๆ ต้องเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งสินค้าผ่านเวียดนามและลาว ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งพุ่งสูงขึ้น 25% ถึง 40% 

    “ในช่วงต้นปี 2026 กัมพูชาได้ก้าวพ้นวิกฤตนี้ไปได้โดยการเปลี่ยนจากการพึ่งพาประเทศไทยมาเป็นการพึ่งพาการลงทุนจากจีนและการขนส่งจากเวียดนามควบคู่กันไป การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์นี้ แม้จะช่วยให้เศรษฐกิจอยู่รอดได้ในระยะสั้น แต่ก็เผยให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างการพัฒนาภายในประเทศ ทำให้ดูเหมือนว่ากัมพูชากำลังเปลี่ยนจากการพึ่งพาแหล่งเดียวไปเป็นการพึ่งพาอีกสองแหล่งในแต่ละครั้งเท่านั้น” สำนักข่าว VOD กล่าว

    โดยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ด่านชายแดนระหว่างประเทศปอยเปต-คลองเล็กทำหน้าที่เป็นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของกัมพูชา โดยนำเข้าเชื้อเพลิงเกือบ 90% และสินค้าจำเป็นเกือบทั้งหมดจากประเทศไทย

    เมื่อน้ำมันจากประเทศไทยถูกตัดขาด เวียดนามจึงกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจกัมพูชาอย่างรวดเร็ว จากรายงานของเอกอัครราชทูตเวียดนาม เหงียน มินห์ วู๋ ในเดือนมกราคม 2026 การค้าทวิภาคีระหว่างสองประเทศพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 11.33 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025

    “แต่ในขณะที่การนำเข้าน้ำมันและปุ๋ยจากเวียดนามช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเกษตรได้ ก็ยังชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนที่กัมพูชายังคงเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบสำหรับการแปรรูป และความมั่นคงด้านพลังงานของกัมพูชาอยู่ในมือของเวียดนามอย่างเต็มตัว ทำให้กัมพูชาต้องทบทวนความเป็นอิสระด้านพลังงานของตนเองอีกครั้ง” สำนักข่าว VOD กล่าว

    สื่อของกัมพูชาชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจของกัมพูชาที่หันเหจากการพึ่งพาประเทศไทยไปสู่การพึ่งพาจีนและเวียดนามมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังวิกฤตพรมแดนปี 2025 จะส่งผลกระทบในระยะยาวอย่างลึกซึ้งและหลากหลาย

    สำนักข่าว VOD กล่าวว่าในด้านบวก การที่กัมพูชามีความใกล้ชิดกับเวียดนามมากขึ้นผ่านทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) จะช่วยให้กัมพูชามีทางเลือกด้านโลจิสติกส์ที่หลากหลายมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการดำเนินงานผ่านด่านชายแดนทางบก แต่ผลด้านลบระยะยาวที่น่ากังวลที่สุดคือ การขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นและการสูญเสียดุลยภาพในการต่อรอง

    “ในระยะยาว กัมพูชาอาจเผชิญกับความเสี่ยงที่จะสูญเสียความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งหมายความว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สำคัญทั้งหมดจะต้องมีการปรึกษาหารือหรือตกลงร่วมกันโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งเจ้าหนี้และนักลงทุนรายใหญ่” สำนักข่าว VOD กล่าวและเสริมว่า “หากกัมพูชาไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศในช่วงเวลานี้ได้ การพลิกฟื้นเศรษฐกิจในปี 2025 ก็จะเป็นเพียงการพลิกผันชั่วคราว และความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจที่แท้จริงก็จะยังคงเป็นเพียงความฝันที่ไม่อาจเอื้อมถึง”

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – ชายคนหนึ่งกำลังตากผ้าอยู่ที่ค่ายพักชั่วคราวในจังหวัดอุดรเมียนชัย ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2025 ท่ามกลางการปะทะกันตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย (Photo by TANG CHHIN SOTHY / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/40197&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nRst3F4a8gQ7smtMOohsB