Category: เศรษฐกิจ

  • พูดแล้วทำพลัส! ‘โอฬาร’ ชี้ ‘ภูมิใจไทย’ เปิดตัวโชว์ความแข็งโป๊ก เดินเกมเร็ว จับตานโยบายความมั่นคงนำโดด ควบรวมทุกมิติ

    พูดแล้วทำพลัส! ‘โอฬาร’ ชี้ ‘ภูมิใจไทย’ เปิดตัวโชว์ความแข็งโป๊ก เดินเกมเร็ว จับตานโยบายความมั่นคงนำโดด ควบรวมทุกมิติ

    17 ก.พ.2569-รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นต่อการสื่อสารของ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค พรรคภูมิใจไทย เกี่ยวกับทิศทางนโยบายรัฐบาล ว่าเนื้อหาที่สื่อสารสะท้อนแนวคิด “จากฉันทามติของประชาชนสู่การปฏิบัติ” หรือ “พูดแล้วทำพลัส” โดยวางบทบาทพรรคในฐานะแกนนำรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบทั้งมิติความมั่นคงและเศรษฐกิจควบคู่กัน

    รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า ภายใต้บริบทของรัฐบาลผสม พรรคจำเป็นต้องทำหน้าที่ประสานผลประโยชน์ทางการเมืองและกำหนดยุทธศาสตร์เชิงระบบไปพร้อมกัน โดยหลังการเลือกตั้ง พรรคได้วางตำแหน่งตนเองเป็น “พรรคที่มากด้วยเสถียรภาพ” จากคะแนนเสียงประชาชน ขณะที่พรรคอื่นอ่อนแอลง เท่ากับพรรคภูมิใจไทย มีพลังในการกำหนดทิศทางของประเทศ มุ่งความต่อเนื่องของนโยบาย ลดแรงปะทะทางการเมือง และรักษาดุลยภาพภายในรัฐบาล ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อเสถียรภาพของสถาบันการเมืองในระยะเปลี่ยนผ่าน

    ในด้านภาวะผู้นำ มองว่าบทบาทของหัวหน้าพรรคสะท้อนลักษณะผู้นำเชิงประสาน (coordinative leadership) เน้นสร้างฉันทามติในคณะรัฐบาลควบคู่กับการกำหนดทิศทางนโยบายหลัก ความสามารถในการเชื่อมโยงพรรคร่วมและกำหนดกรอบยุทธศาสตร์ร่วม เป็นกลไกที่ทำให้รัฐบาลผสมสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีเอกภาพ

    สำหรับมิติความมั่นคง การกำหนดบทบาทความรับผิดชอบอย่างชัดเจนถือเป็นการจัดลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยวางเสถียรภาพเป็นฐานของการพัฒนา พร้อมบูรณาการการทูต การทหาร และกลไกพลเรือน สอดคล้องแนวคิดความมั่นคงแบบองค์รวมที่ขยายจากความมั่นคงของรัฐไปสู่ความมั่นคงของมนุษย์ และช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐสามารถปกป้องผลประโยชน์สาธารณะได้

    ด้านเศรษฐกิจ เห็นว่าการใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญและข้อมูลเชิงประจักษ์สะท้อนการบริหารแบบเทคนิค (technocratic approach) มุ่งผลลัพธ์รูปธรรม ทั้งการฟื้นเศรษฐกิจ ยกระดับรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ซึ่งเข้ากรอบการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง ทำให้พรรคถูกวางภาพเป็นกลไกที่เน้น “ผลลัพธ์เชิงปฏิบัติ” และสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและนักลงทุน

    “การผสานบทบาทด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจเป็นยุทธศาสตร์องค์รวม เป็นความต้องการของพรรคภูมิใจไทย ว่า จะเอาแน่ เพราะความปลอดภัยและความมั่งคั่งเป็นเงื่อนไขเกื้อหนุนกัน เสถียรภาพความมั่นคงเอื้อต่อการลงทุน ขณะที่เศรษฐกิจที่เติบโตช่วยลดแรงกดดันทางสังคมที่กระทบเสถียรภาพประเทศ คิดว่า พรรคภูมิใจไทย ประเมินความต้องการของประชาชนแล้ว จึงกล้าพูดมาโต้งๆ ว่า ดูแลรับผิดชอบในส่วนงานไหน โดยไม่กังวลความเสี่ยงทางการเมืองจากพรรคร่วม”

    รศ.ดร.โอฬาร ยังวิเคราะห์การออกแบบสารทางการเมืองว่า การเน้น ความไว้วางใจ และให้ความหมายกับทุกคะแนนเสียง เป็นการสร้างความชอบธรรมทางอำนาจบนฐานความยินยอมของประชาชน พร้อมวางผู้นำในภาพ “ผู้พิทักษ์รัฐ” ผ่านการย้ำอธิปไตยและความปลอดภัย ขณะเดียวกันการสื่อสารเรื่องทีมมืออาชีพและทีมประเทศไทยช่วยลดความขัดแย้งทางการเมืองและเพิ่มความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ การใช้ถ้อยคำที่ให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตประชาชน ยังสะท้อนภาวะผู้นำแบบผสมระหว่างความเข้มแข็งกับการรับใช้สาธารณะ (servant leadership) ซึ่งมีผลต่อความไว้วางใจในระดับบุคคลและเสถียรภาพของรัฐบาลผสม

    “ภาพรวมการสื่อสารช่วงจัดตั้งรัฐบาลจึงเป็นการวางบทบาทผู้นำที่เชื่อมโยงระดับรัฐ เศรษฐกิจ และชีวิตประชาชนเข้าด้วยกัน จุดเด่นคือการผสานผู้นำที่เข้มแข็งกับผู้นำที่รับผิดชอบต่อประชาชน ซึ่งเป็นฐานของความเชื่อมั่นและความชอบธรรมในระบอบรัฐสภา” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/948914/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12hcMnrA7kDOUdELzpM-jt

  • น่านเปิดเวที “กาดละอ่อนน่าน ปี 4” ปล่อยของเด็กขยายโอกาส สร้างอาชีพจริง สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ชุมชน | TOPNEWS

    น่านเปิดเวที “กาดละอ่อนน่าน ปี 4” ปล่อยของเด็กขยายโอกาส สร้างอาชีพจริง สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ชุมชน | TOPNEWS

    จังหวัดน่าน เตรียมจัด มหกรรมเปิดโลกงานอาชีพนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ภายใต้ชื่อ “กาดละอ่อนน่าน สร้างสรรค์ผลงาน สานต่ออาชีพ” ครั้งที่ 4 (The 4th Nan Youth: Creative Works, Sustaining Careers) ระหว่างวันที่ 24 – 25 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ข่วงเมืองน่าน และข่วงน้อย อำเภอเมืองน่าน

    จังหวัดน่าน ผนึกกำลัง 2 เขตการศึกษา ดัน “เด็กน่าน” สู่โลกอาชีพศตวรรษที่ 21 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 และชมรมโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาจังหวัดน่าน จัดงานครั้งนี้ขึ้น ภายใต้โครงการ “นักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม นำสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์คนดี” ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มุ่งส่งเสริมให้นักเรียนได้ เรียนรู้จากการลงมือทำจริง (Learn to Earn) พัฒนาทักษะอาชีพแห่งอนาคต (Future Skills) เชื่อมโยงห้องเรียนสู่ตลาดชุมชน สร้างรายได้ระหว่างเรียน และต่อยอดสู่อาชีพในอนาคตอย่างยั่งยืน 64 โรงเรียน ปล่อยของเต็มพิกัด “ตลาดนัดเด็กน่าน”

    ภายในงานพบกับบูธจำหน่ายผลงานของนักเรียนจาก 64 โรงเรียนขยายโอกาส ครอบคลุมหลากหลายกลุ่มอาชีพ อาทิ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม กาแฟสด ชา น้ำผลไม้ เบเกอรี่ ไอศกรีม และอาหารพื้นเมืองแปรรูป กลุ่มงานฝีมือและของที่ระลึก ผ้าปัก ผ้าพื้นเมือง เครื่องประดับ งานไม้ ของที่ระลึก และงานศิลปะวาดภาพ กลุ่มพืชผลทางการเกษตร ผัก ผลไม้สด ปลอดสารพิษ จากโรงเรียนบนดอย ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค เรียกได้ว่า ครบทั้งของกิน ของใช้ ของดี และของภูมิปัญญาท้องถิ่น

    เวทีวัฒนธรรมชาติพันธุ์ สะท้อนอัตลักษณ์ “เมืองน่าน” ตลอด 2 วัน เต็มอิ่มกับการแสดงศิลปวัฒนธรรม ดนตรี และการแสดงชาติพันธุ์จากนักเรียน อาทิ ฟ้อนแง้น วิถีชีวิตชนเผ่า ฟ้อนลั๊วะ ดนตรีลูกทุ่ง ดนตรีสากล และโฟล์คซอง ชุดการแสดงใหญ่ “นันทบุรีศรีนครา มนตรากระซิบรัก ฮักเมืองน่าน” สะท้อนพลัง Soft Power ของเยาวชน ผ่านรากเหง้าวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างงดงาม ชวนทั้งเมือง “นุ่งผ้าเมือง เดินกาดละอ่อน”

    ขอเชิญประชาชนและนักท่องเที่ยว นุ่งผ้าเมือง แต่งชุดพื้นถิ่น มาเดิน ชม ชิม ช้อป แชะ ร่วมอุดหนุนผลงานนักเรียน เป็นกำลังใจให้ “เด็กน่าน” ได้ฝึกอาชีพจริง สร้างรายได้จริง 24 – 25 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 – 20.00 น. ข่วงเมืองน่าน และข่วงน้อย งานเดียวที่รวมความเก่ง ความกล้าและความสร้างสรรค์ของเด็กน่านไว้มากที่สุด!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1490490&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Hl5x34u1U1XM261bEJKab

  • เปิดโผ 5 กลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง ปี 2569 ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

    เปิดโผ 5 กลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง ปี 2569 ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

    เปิดโผ 5 ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโต ปี 2569 จากข้อมูลจดทะเบียนใหม่เดือนมกราคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าชี้ “เทคโนโลยี–พลังงาน–สุขภาพ” มาแรง

    ต้นปีมักเป็นช่วงเวลาที่นักธุรกิจใช้มองเข็มทิศเศรษฐกิจว่า “กระแสไหนกำลังมา” และ “โอกาสอยู่ตรงไหน” ตัวเลขการจดทะเบียนธุรกิจใหม่จึงไม่ใช่แค่สถิติบนกระดาษ แต่เป็นสัญญาณของการเคลื่อนไหวในโลกการค้า 

    ปี 2569 ก็เช่นกันแม้ภาพรวมการตั้งธุรกิจใหม่จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะชี้ว่า ชะลอลงเล็กน้อย แต่ภายใต้ตัวเลขนั้นกลับสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่เทคโนโลยี พลังงาน สุขภาพ ไปจนถึงเกษตรมูลค่าสูง

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดข้อมูลล่าสุดที่ไม่เพียงบอกว่า “ใครกำลังลงทุน” แต่ยังชี้ชัดว่า 5 ธุรกิจใดกำลังจะกลายเป็นดาวรุ่งของปี ธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมเมกะเทรนด์โลก และอาจเป็นคำตอบของผู้ประกอบการที่กำลังมองหาจังหวะก้าวต่อไป

    นายพูนพงษ์ เปิดเผยการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ เดือน ม.ค.2569 มีจำนวน 8,418 ราย ลดลง 5.01% มีทุนจดทะเบียน 24,375 ล้านบาท ลดลง 2.30% โดยเดือนนี้ มีนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 2 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน รวมทั้งสิ้น 9,050 ล้านบาท คือ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 5,050 ล้านบาท ประกอบธุรกิจวิจัยและพัฒนาเชิงทดลองด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และบริษัท ทวีลาภ 698 จำกัด ทุนจดทะเบียน 4,000 ล้านบาท ประกอบธุรกิจพลังงานไฟฟ้า ซื้อขาย จัดส่ง จัดหา สำรวจ พัฒนา แปรสภาพ และวางแผน

    ทั้งนี้ ในเดือน ม.ค.2569 มีธุรกิจตั้งใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ คือ

    • ธุรกิจบริการอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งไม่ได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น มีจำนวน 238 ราย เพิ่มขึ้น 453.49% ทุนจดทะเบียน 118.30 ล้านบาท
    • ธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร มีจำนวน 398 ราย เพิ่มขึ้น 18.45% ทุนจดทะเบียน 626.49 ล้านบาท
    • ธุรกิจเกี่ยวกับบัญชีการทำบัญชีและการตรวจสอบบัญชี การให้คำปรึกษาด้านภาษี มีจำนวน 177 ราย เพิ่มขึ้น 35.11% ทุนจดทะเบียน 99.15 ล้านบาท

    ส่วนการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ เดือน ม.ค.2569 มีจำนวน 1,252 ราย ลดลง 12.51% มีทุนจดทะเบียนเลิก 13,267 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 188.36% โดยในนี้ มีนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 1 ราย คือ บริษัท พิษณุโลก บิ๊กซี 2015 จำกัด ทุนจดทะเบียน 10,478 ล้านบาท ประกอบธุรกิจดิสเคาท์สโตร์ ซุปเปอร์เซ็นเตอร์

    5 ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโต

    นายพูนพงษ์กล่าวว่า จากการประเมินการจดตั้งบริษัทใหม่ในปี 2569 พบว่า มี 5 ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโต ได้แก่ 

    1.ธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม

    ที่สอดรับการการที่องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน การขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center) และ Cloud Computing ที่ไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Destination) การสร้างความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ที่มีความซับซ้อนสูงรองรับความปลอดภัยของข้อมูลขนาดใหญ่

    2.ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โซลาร์และระบบกักเก็บพลังงาน

    ปัจจุบันมีการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement : Direct PPA) ทำให้ธุรกิจโซลาร์เซลล์เปลี่ยนจากการติดตั้งเพื่อลดค่าไฟ สู่การส่งออกตามมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2569 ที่ผ่านมา ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี (Battery Energy Storage System : BESS) จึงเข้ามาช่วยเก็บไฟไว้ใช้ช่วงพีคหรือช่วงที่ผลิตได้น้อย และใช้ AI มาช่วยบริหารพลังงานให้มีประสิทธิภาพ

    3.ธุรกิจสุขภาพและยา

    การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางสังคมที่เข้าสู่สังคมสูงวัย หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตตามไปด้วย ซึ่งธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวตามไปด้วยให้สอดรับกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ในราคาที่เหมาะสม หรือมีบริการเสริมอื่นๆ เพื่อเชื่อมโยงผู้บริโภคให้เข้ามาสู่สินค้าของตนเอง เกิดการทดลองใช้และกลายเป็นความจงรักภักดีต่อสินค้าตามมา

    4.ธุรกิจท่องเที่ยวและนันทนาการ

    ถือเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยยังมีแรงวิ่ง ขณะที่ไทยมีโอกาสในตลาดที่ดี โดยผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างการบริการในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่จะเกิดความประทับใจให้ฝังอยู่ในความรู้สึกของนักท่องเที่ยวจนเกิดการบอกต่อ และกลับมาเที่ยวซ้ำ

    รวมถึงบริการ wellness ที่ครบวงจร ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีความถนัดอยู่แล้ว อาทิ สปา ฟื้นฟูสุขภาพ โภชนาการ โปรแกรมพักผ่อนเชิงป้องกันโรค และการบริการที่เป็นมิตรกับครอบครัวและผู้สูงวัย

    อีกทั้ง หากผู้ประกอบการสามารถทำแพกเกจให้เลือกได้ตามงบประมาณ และใช้การรีวิวเป็นมาตรฐานบริการเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ก็จะช่วยดึงลูกค้าจากทั่วโลกได้

    5.ธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ

    อาหารมูลค่าสูงและความปลอดภัยอาหาร มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น โดยภาคเกษตรอัจฉริยะจะขับเคลื่อนด้วยการลดต้นทุนและลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวน อาทิ การจัดการน้ำ ปุ๋ย และโรคพืช แบบแม่นยำ ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่และทำให้รายได้สม่ำเสมอขึ้น 

    ขณะที่อาหารมูลค่าสูงจะโตจากเทรนด์สุขภาพ สังคมสูงวัย และความต้องการอาหารเฉพาะกลุ่ม อาทิ โปรตีนทางเลือก อาหารเสริม โภชนาการเฉพาะบุคคล โดยสินค้าจะเน้นที่คุณภาพ และความปลอดภัยของอาหารที่ตรวจสอบย้อนกลับถึงต้นทางได้มากกว่าเลือกเพราะราคาถูกเพียงอย่างเดียว และเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะนำพาสินค้าเกษตรของไทยเข้าสู่ตลาดพรีเมียมในระดับโลกได้

    ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค.2569 มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,058,497 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 31.95 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 974,255 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.47 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 775,946 ราย คิดเป็น 79.65% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 17.46 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 196,803 ราย คิดเป็น 20.20% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,506 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.58 ล้านล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/738120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nSSGS2saBvnBGr2YW5U14

  • บล.พาย คาด เศรษฐกิจไทยโต 2%YoY บริโภคเด่น หนุนค้าปลีก มาตรการรัฐกระตุ้น

    บล.พาย คาด เศรษฐกิจไทยโต 2%YoY บริโภคเด่น หนุนค้าปลีก มาตรการรัฐกระตุ้น

    บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์หุ้นวันนี้ ประเมิน SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1430 – 1450 อาจพักฐานบ้างจากการ Rally มาต่อเนื่องประกอบกับเริ่มมีแรงซื้อจากต่างชาติที่น้อยลงเป็นปัจจัยกดดันเชิงจิตวิทยา ทั้งนี้กลยุทธ์การลงทุน SET Index เริ่มมี PE ไม่ถูกจึงเน้นควบคุมความเสี่ยง ระยะสั้นเน้นเก็งกำไรหุ้นได้ประโยชน์ช่วงตรุษจีน อาทิ ท่องเที่ยว (AOT CENTEL MINT) ค้าปลีก (BJC CPALL HMPRO) ศูนย์การค้า (CPN)

    หลังมีการประกาศตัวเลข การเติบโตทางเศรษฐกิจ จากสภาพัฒน์ว่า ขยายตัวได้ 2.5%YoY ดีกว่า Bloomberg consensus คาดการณ์ไว้ที่ 1.3%YoY การขยายตัวเด่นมาจากการลงทุนรวม (+8%YoY) เร่งจากการลงทุนภาครัฐ (+13%YoY) สภาพัฒน์ ระบุว่า การลงทุนภาครัฐขยายตัวจากหมวดก่อสร้าง (+15%YoY) การบริโภคขยายตัวได้ดีจากรถยนต์ EV ที่เร่งซื้อก่อนจะหมดมาตรการ EV 3.0 พร้อมกับการใช้จ่ายในหมวดบริการที่ขยายตัว 3%YoY แต่หลักๆ เป็นเพราะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและขนส่งเป็นสำคัญ

    ในฝั่งของการส่งออกขยายตัวได้ 9%YoY ตามการส่งออกสินค้า Technology เป็นสำคัญ (อุปกรณ์สื่อสารและโทรคมนาคม +83%YoY , ชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ +30%YoY) แต่สวนทางกับการส่งออกภาคบริการที่ -7%YoY เป็นไปตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง

    เมื่อมองไปข้างหน้าแล้วสภาพัฒน์คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 26 จะขยายตัวในค่าเฉลี่ย 2%YoY และการขยายตัวของหลายๆเครื่องยนต์เศรษฐกิจพบว่าค่อนข้างต่ำอยู่ในระดับเพียง 1-3%YoY อย่างการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวเด่นในช่วง 4Q25 ทั้งปี 26 คาดเพียง 1.7%YoY การบริโภคก็ขยายตัวเพียง 2.1%YoY แต่หากมองหุ้นได้ประโยชน์จะประกอบไปด้วยกลุ่มอิงการบริโภคเช่นค้าปลีก (BJC CRC CPALL HMPRO) ศูนย์การค้า (CPN) เครื่องดื่ม (ICHI CBG)

    ส่วนปัจจัยระยะสั้นนักลงทุนจะจับตารอดูช่วงเทศกาลตรุษจีน ทาง ATTA เผยว่าในช่วง 13 – 22 ก.พ. นักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางเข้าไทยเฉลี่ยวันละ 2.8 หมื่นรายมากกว่าช่วงปกติที่ 1.3 หมื่นรายต่อวันหากเป็นเช่นนี้จริงมองเป็นสัญญาณเชิงบวกเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไทยและหุ้นที่ได้ประโยชน์อย่างพวกค้าปลีก โรงแรม สนามบิน ประเมินข่าวกดดันต่างๆที่เคยเป็นประเด็นก่อนหน้านี้น่าจะคลายกังวลลงไปบ้างแล้วเช่นความปลอดภัย เรื่องของดาราที่เคยหายตัวไป

    วันนี้รอติดตามการประกาศตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและคืนนี้สหรัฐฯรอติดตามตัวเลขภาคผลิต Bloomberg consensus คาดการณ์ไว้ที่ 6.4 (Index)

    หุ้นสหรัฐฯและสินค้าโภคภัณฑ์ปิดทำการเนื่องในวันประธานาธิบดี ส่วนเศรษฐกิจไทยปีนี้คาดการณ์จะขยายตัวเพียง 2%YoY ค่อนข้างต่ำและไม่จูงใจมากนัก มองการบริโภคขยายตัวเด่นสุดราว 2.1%YoY ดีกับหุ้นกลุ่มค้าปลีกและยังมีปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นบริโภคของภาครัฐหลังจากจัดตั้งรัฐบาล ส่วนเทศกาลตรุษจีน ATTA ประเมินว่านักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางเข้าไทยเฉลี่ย 2.8 – 3 หมื่นราย เร่งขึ้นจากช่วงปกติที่ 1.3 หมื่นราย มองเป็นปัจจัยเชิงบวกระยะสั้นต่อกลุ่มท่องเที่ยวและค้าปลีก วันนี้เลือก AWC , CPALL เป็น Top Pick

    ตลาดหุ้น Dow Jones และสินค้าโภคภัณฑ์ปิดทำการเนื่องในวันประธานาธิบดี ฝั่งตลาดหุ้นยุโรปพบว่าผสมผสานกล่าวคือมีทั้งบวกและลบสลับกัน สะท้อนถึงภาวะที่ไร้ปัจจัยใหม่ๆในการลงทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/268698&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CVCm8Mv2xc47sXu_63PQG

  • เศรษฐกิจลาวฟื้นตัวดี จีดีพีโต 4.2% แม้ธุรกิจยังขาดแคลนคนงาน | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจลาวฟื้นตัวดี จีดีพีโต 4.2% แม้ธุรกิจยังขาดแคลนคนงาน | เดลินิวส์

    สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ว่าขณะเดียวกัน ทั่วทั้งเมืองหลวง ธุรกิจขนาดเล็กต่างติดป้าย “ด่วน! ต้องการพนักงาน”

    ขณะที่เจ้าของร้านกาแฟ ร้านซ่อม และสตูดิโอการตลาดต่างกล่าวว่า พวกเขากำลังดิ้นรนหาคนงาน สวนทางกับตัวเลขของรัฐบาล ที่สะท้อนถึงแนวโน้มที่ดี

    การเติบโตในปัจจุบันส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การส่งออกเหมืองแร่และพลังงาน ที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ของประเทศ อย่างไรก็ตาม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ยังคงไม่รู้สึกถึงแรงผลักดันดังกล่าว

    แม้อัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลง แต่ราคาสินค้ายังคงสูงอยู่ โดยดัชนีราคาผู้บริโภคของลาวแตะระดับ 256.8 จุดในเดือน ม.ค. 2569 เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 244.2 จุดในปีก่อนหน้า โดยสำหรับคนงานจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายรายวัน ตั้งแต่ค่าอาหารไปจนถึงค่าสาธารณูปโภค ยังคงสูงกว่าช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจอย่างมาก

    ในเดือน ต.ค. 2567 รัฐบาลได้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 2.5 ล้านกีบ (ราว 3,635 บาท) แต่ค่าใช้จ่ายที่ยังคงสูงขึ้น ได้ทำให้หนุ่มสาวจำนวนมากมองหางานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศไทย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ขณะที่ธุรกิจบางแห่งประสบปัญหาในการหาแรงงานฝีมือ และต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศด้วยต้นทุนที่สูงกว่า.

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5609654/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29Oq1gxnO9J7m0Vos_OA6D

  • ‘เบญจรงค์’ ชี้ GDP ไตรมาส 4 สัญญาณแรง ‘เร่งตัว’ 1.9% สูงสุดรอบ 4 ปี

    ‘เบญจรงค์’ ชี้ GDP ไตรมาส 4 สัญญาณแรง ‘เร่งตัว’ 1.9% สูงสุดรอบ 4 ปี

    นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ว่าเติบโตต่ำสุดในภูมิภาคอาเซียน โดยระบุว่าการวิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจสามารถมองได้หลายมิติ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญความเสี่ยง สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุด (Bottom) ไปแล้วหรือไม่ และสัญญาณการฟื้นตัวมีความชัดเจนเพียงใด ซึ่งความแตกต่างสำคัญอยู่ที่การวัดว่าเศรษฐกิจ “โตเร็ว” หรือเศรษฐกิจ “เร่งตัว”

    จากการแถลงตัวเลขของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2569 พบว่ามีตัวเลขสำคัญ 2 ด้าน คือ การเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 2.5% ซึ่งอาจทำให้ดูเหมือนไทยเติบโตไม่สูงนักเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน

    แต่หากพิจารณาตัวเลขการเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่มีการปรับฤดูกาลแล้ว พบว่าเศรษฐกิจไทย “เร่งตัว” ได้สูงถึง 1.9% ถือเป็นการเติบโตรายไตรมาสที่สูงสุดในรอบ 16 ไตรมาส หรือในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2564 ที่เคยทำได้ 2.5% สะท้อนให้เห็นว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยกำลังเริ่มออกตัวอย่างรวดเร็ว

    นายเบญจรงค์ ระบุว่า หากนำอัตราการเร่งตัวที่ 1.9% ในไตรมาสเดียวมาคำนวณเป็นอัตราการเติบโตต่อปี จะพบว่าถ้าเศรษฐกิจไทยสามารถรักษาแรงส่งนี้ไว้ได้ต่อเนื่องทั้ง 4 ไตรมาส เศรษฐกิจไทยจะมีศักยภาพในการเติบโตได้สูงถึง 7.8% ต่อปี

    นอกจากนี้ เมื่อนำอัตราเร่งดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนในไตรมาสเดียวกัน พบว่าไทยมีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นกว่าหลายประเทศ โดยมาเลเซียเติบโต 0.8% อินโดนีเซียเติบโต 1.5% และเวียดนามเติบโต 1.8% ดังนั้นในแง่ของ “อัตราเร่ง” ประเทศไทยจึงถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของภูมิภาค

    ‘เบญจรงค์’ ชี้ GDP ไตรมาส 4 สัญญาณแรง ‘เร่งตัว’ 1.9% สูงสุดรอบ 4 ปี

    อย่างไรก็ตาม นายเบญจรงค์ ยอมรับว่าประเทศไทยยังคงมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องจัดการ โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายมิติ ขณะที่ในปี 2569 ยังมีความเสี่ยง และความท้าทายที่ต้องบริหารจัดการอีกมาก

    แต่เมื่อชีพจรเศรษฐกิจเริ่มกลับมาเร่งตัวขึ้นแล้ว จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะต้องส่งต่อโมเมนตัมนี้ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อไปได้อย่างกระจายตัว มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการผลักดันนโยบายต่างๆ ให้สัมฤทธิผล

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1221587&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26gZfwSL9VuniJ3vY-LIGD

  • ตัวเลข ‘จีดีพี’ ที่ดูมีความหวังท่ามกลางศก.ไทยที่ไร้ทางออก

    ตัวเลข ‘จีดีพี’ ที่ดูมีความหวังท่ามกลางศก.ไทยที่ไร้ทางออก

    ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ “สภาพัฒน์” แถลงว่า ปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 2.4% หลังไตรมาส 4 เติบโต 2.5% และคาดการณ์ปี 2569 จะโตได้ราว 2% นั้น

    หากมองเพียงผิวเผินอาจถือเป็นสัญญาณประคองตัวในภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน ขณะที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็มองว่าเศรษฐกิจไทยสามารถ “พ้นจากหล่ม” ได้แล้ว และไม่เป็นคนป่วยแห่งเอเชีย เพราะออกจากไอซียูแล้ว รอฟื้นตัวกลับมาแข็งแรง
        

    หากคำถามสำคัญยังคงวนเวียน คือ ตัวเลขหรือคำพูดดังกล่าวนั้นสะท้อน “ความแข็งแรง” ที่แท้จริงของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยแล้วหรือยัง หรือเป็นเพียงการประมาณการบนสมมติฐานที่ตั้งอยู่บน “ความหวัง” มากกว่า “ความเป็นจริง” เพราะเมื่อพิจารณา “ไส้ใน” ตัวเลขจะพบว่าแรงขับเคลื่อนหลักยังกระจุกตัวในภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ภาคส่งออก ยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างเปราะบาง และกำลังซื้อของครัวเรือน ถูกบั่นทอนจากภาระหนี้ในระดับสูง การเติบโตระดับ 2% กว่าๆ จึงอาจเป็นเพียงการ “ทรงตัวต่ำ” มากกว่าการ “ฟื้นตัวแรง” และยังห่างไกลจากศักยภาพที่เศรษฐกิจไทยเคยทำได้ในอดีต

    ยิ่งช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ “การจัดตั้งรัฐบาล” ความเชื่อมั่นเป็นตัวแปรสำคัญ เสียงสนับสนุนที่ดูมั่นคงและภาพลักษณ์รัฐบาลที่ดูจะแข็งแกร่ง อาจช่วยประคองบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้นได้ระดับหนึ่ง นักลงทุนต้องการเสถียรภาพและความชัดเจนเชิงนโยบาย ภาพรวมทางการเมืองครั้งนี้อาจพอสร้างความหวังได้ หากแต่ความหวังนั้นจะยั่งยืนหรือไม่ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพ” ของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมากกว่า “ปริมาณ” ของเสียงสนับสนุน

    โจทย์ใหญ่จึงตกอยู่กับรัฐมนตรีและ “ทีมงานด้านเศรษฐกิจเพียงไม่กี่คน” ที่ต้องแบกรับภารกิจพลิกฟื้นประเทศท่ามกลางข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งปัญหาผลิตภาพแรงงานที่ชะงักงัน การแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่ไทยตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน และระบบราชการที่ยังขาดความคล่องตัว คำถามคือ บุคลากรชุดเล็กๆ จะเพียงพอหรือไม่ในการเร่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจทั้งระบบ หรือรัฐบาลจำเป็นต้องดึงมืออาชีพจากภายนอกเข้ามาเสริมทัพอย่างจริงจัง มากกว่าการจัดสรรตำแหน่งตามสมดุลทางการเมือง
        

    กระนั้นก็ตาม ต่อให้ได้ “ทีมในฝัน” ที่เปี่ยมประสบการณ์และวิสัยทัศน์ หากการปฏิรูปเชิงลึกยังต้องเผชิญกลไกบางอย่างในระบบการเมืองแบบไทยๆ ทั้งแรงต้านจากกลุ่มผลประโยชน์ การต่อรองเชิงอำนาจ วัฒนธรรมการบริหารที่มักให้ความสำคัญกับความอยู่รอดทางการเมืองมากกว่าความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ การเติบโตเชิง “ปริมาณ” ไม่อาจทดแทน “คุณภาพ” ของการพัฒนาได้

    หาก”จีดีพี“ขยายตัว แต่ความเหลื่อมล้ำยังฝังลึก ธุรกิจขนาดกลางและเล็กยังเข้าถึงทุนได้ยาก คนรุ่นใหม่ยังมองไม่เห็นโอกาสในประเทศ ตัวเลขคาดการณ์ก็เป็นเพียง “แค่สถิติ” มากกว่าจะเป็นความหวังที่จับต้องได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1221481&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jmm4uZBLiGfopdPB89zbV

  • วิจัยกรุงศรี ชี้ เศรษฐกิจไทยQ4/68 โต2.5% ดีกว่าคาด เล็งปรับเพิ่มคาดการณ์ ปี69

    วิจัยกรุงศรี ชี้ เศรษฐกิจไทยQ4/68 โต2.5% ดีกว่าคาด เล็งปรับเพิ่มคาดการณ์ ปี69

    วิจัยกรุงศรี รายงาน ภาวะเศรษฐกิจและการเงินสัปดาห์นี้ โดย สหรัฐฯ : ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนมกราคมดีกว่าที่ตลาดคาด สะท้อนว่าเฟดมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในระยะอันใกล้นี้ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดแรงงานมีทิศทางชะลอตัวสะท้อนจากอัตราส่วนตำแหน่งงานว่างต่อจำนวนผู้ว่างงานที่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 ค่าจ้างรายชั่วโมงที่ชะลอตัวมากสุดในรอบ 18 เดือน 

    ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ที่ 2.4% YoY แม้ยังสูงกว่าเป้าหมายเฟดที่ 2% ข้อมูลดังกล่าวเปิดทางให้เฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีก 1-2 ครั้ง นับจากช่วงกลางปีนี้

    ยุโรป: รัฐสภายุโรปได้กลับมาเดินหน้าพิจารณาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีทรัมป์ยกเลิกแผนการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากยุโรป ขณะเดียวกัน ข้อตกลงการค้าระหว่างยุโรปกับอินเดียคาดส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจจำกัดจากสัดส่วนการค้าของอินเดียที่ต่ำเพียง 2.0% ของการส่งออกทั้งหมดของสหภาพยุโรป

    จีน: ภาวะอุปทานส่วนเกินยังกดดันเศรษฐกิจต่อเนื่อง แม้ดัชนีราคาผู้ผลิตในภาพรวมหดตัวชะลอลง แต่การลดลงของราคาสินค้าขั้นสุดท้ายมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นสวนทางกับราคาวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า อุตสาหกรรมปลายน้ำเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง และอุปทานส่วนเกิน ขณะที่ความอ่อนแอด้านอุปสงค์จำกัดความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค ปัจจัยทั้งหมดนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่กดดันให้กำไรในหลายอุตสาหกรรมลดลงต่อเนื่อง

    ไทย: GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 โตเกินคาด แต่แรงส่งการเติบโตอาจแผ่วลงในปี 2569 สภาพัฒน์ฯ รายงานเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ขยายตัว 2.5% YoY เร่งขึ้นจาก 1.2% ในไตรมาส 3 และเติบโตดีกว่าที่วิจัยกรุงศรีและตลาดคาดไว้ที่ 1.2% และ 1.3% ตามลำดับ แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการบริโภคและการลงทุนของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้น ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการชะลอตัวลง สำหรับในปี 2569 สภาพัฒน์ฯ ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP เติบโตที่ 1.5-2.5% (ค่ากลางที่ 2.0%) จาก 1.2-2.2% (ค่ากลางที่ 1.7%)

    ตัวเลข GDP ในไตรมาส 4 ที่ดีเกินคาดได้รับแรงหนุนปัจจัยบวกชั่วคราว อาทิ 1. มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ โดยเฉพาะมาตรการคนละครึ่งพลัส 2. การเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตใประเทศก่อนที่มาตรการอุดหนุนจะสิ้นสุดลง 3. การเร่งรัดเบิกจ่ายภาครัฐ และ 4. การสะสมสินค้าคงคลัง สำหรับในระยะข้างหน้า คาดว่าแรงส่งการเติบโตจะชะลอลง เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทยอยหมดลง การใช้จ่ายภาครัฐที่ค่อนข้างจำกัดในช่วงรัฐบาลรักษาการ และผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ 

    ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีกำลังทบทวนประมาณการ GDP ปี 2569 ซึ่งเดิมคาดไว้ที่ 1.8% (มีกำหนดเผยแพร่วันที่ 26 กุมภาพันธ์) โดยมีแนวโน้มปรับเพิ่มเล็กน้อย เนื่องจากฐาน GDP ในไตรมาส 4 ที่ดีกว่าคาด ผนวกกับความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหากสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/268722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dVQxP6m61tuBwFfWgNXwt

  • ‘ธนิต โสรัตน์’ ชวนคิด กดดันเลือกตั้งโมฆะ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหายนะแน่

    ‘ธนิต โสรัตน์’ ชวนคิด กดดันเลือกตั้งโมฆะ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหายนะแน่

    17 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยบทความพิเศษเรื่อง ผลเลือกตั้งออกมาแล้วกดดันให้โมฆะ ระยะเวลาที่รอคือความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจว่า 

    การเลือกตั้งทั่วไปของไทยจบไปแล้วตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เสียงส่วนใหญ่เทให้กับพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงทิ้งขาด แนวโน้มนายอนุทิน ชาญวีระกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เบื้องต้นเข้าใจว่ามีการเจรจากับพรรคเพื่อไทยและพรรคเล็กพรรคน้อยเสียงรวมกันเกินครึ่งไปมาก 

    การเมืองไทยไม่มีใครอยากถูกทิ้งเป็นฝ่ายค้าน ช่วงนี้เริ่มมีข่าวพรรคกล้าธรรมอาจเข้ามาร่วมจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพเสียงข้างมากท่วมท้นสภา สำหรับพรรคใดจะได้โควตารัฐมนตรีกระทรวงอะไร พวกเขาคงตกลงกันได้ลงตัว เนื่องจากลงทุนไปเยอะ ไม่มีใครอยากตกขบวน การตั้งรัฐบาลรอบนี้อาจต้องใช้เวลานาน เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้งอาจกลายเป็นปัญหาเสียเอง

    ฉากทัศน์ที่ควรจะเป็นคือ “กกต.” ภารกิจเร่งตรวจสอบประกาศรับรอง ส.ส. หลังจากนั้นประเทศไทยจะได้รัฐบาล หากเป็นไปตามที่คาด “Dream Team” คงไม่พ้น เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์

    แต่ละท่านควบรองนายกและกระทรวงสำคัญ เพื่อเดินหน้าประเทศไปตามโรดแมป ปัญหาของประเทศรอแก้มีมากมายทั้งด้านเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังซื้ออ่อนแอจากสภาพคล่อง ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ไม่เอื้ออาจกระทบส่งออก เกี่ยวข้องกับการจ้างงานหลักของประเทศ รวมถึงปัญหาความมั่นคงชายแดนด้านกัมพูชาคงไม่จบ ยังเลียแผลแค้นไม่เลิก อาจมีสงครามรอบสาม

    หลังเลือกตั้งภาพที่ควรจะเป็นคือการตั้งรัฐบาลและเดินหน้าแก้ปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะเกี่ยวกับปากท้องและการทำมาหากินซึ่งอยู่ในช่วงฝืดเคือง ภายใต้การเล่นเกมทางการเมืองใช้อัตตาของตนเหนือผลประโยชน์ประเทศ ซึ่งเป็นรากเหง้าทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำสุดของอาเซียนและภูมิภาคต่อเนื่องมาเป็นทศวรรษ 

    ปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่คือมีความพยายามโยงการทำงานของ “กกต.” จากการเลือกตั้งที่ผ่านมาที่มีช่องว่างให้โจมตี ทั้งการนับคะแนนบางเขตและบาร์โค้ดที่บัตรเลือกตั้ง

    หาก กกต. ผิดกฎหมายเลือกตั้งจริง ควรเล่นงานเฉพาะ กกต. ไม่ควรโยงไปจนต้องเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากไม่มีผลต่อคะแนนเสียงรวมของประเทศและประชาชนที่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เลือกคนและพรรคที่เขาชอบ ทำไมต้องไปเลือกใหม่ เรื่องนี้ผลจะออกมาเป็นอย่างไรคงต้องไปว่าตามกลไกที่มีอยู่

    ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ หากเลือกตั้งโมฆะต้องเลือกใหม่ ขั้นตอนตั้งแต่ กกต.ชุดใหม่ กระบวนการเตรียมการเลือกตั้ง การสรรหางบประมาณที่ต้องใช้มากกว่า 7,800 ล้านบาท ระยะเวลาประกาศผลเลือกตั้ง จนสามารถฟอร์มรัฐบาลชุดใหม่ใช้เวลารวมกันมากกว่า 4 – 5 เดือน หรือกว่าจะได้รัฐบาลใหม่ต้องทอดยาวไปถึงเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม 

    ถึงแม้รัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงสามารถรักษาการณ์ได้ แต่มีอำนาจจำกัดช่วงที่รอผล จะทำให้มีความไม่แน่นอนทางการเมืองเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นว่าพรรคใดหรือใครจะเข้ามาบริหารประเทศ ระยะเวลาที่ต้องรอคือความเสียหายของประเทศไทย

    สภาวะทางการเมืองหากถึงขั้นเลือกตั้งใหม่ เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่มีความเปราะบาง วิเคราะห์จากข้อมูลของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเศรษฐกิจ GDP มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 2.4 สูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า เนื่องจากได้รับอานิสงค์จากภาคการส่งออก ถึงแม้ว่าเงินบาทแข็งค่าสามารถขยายตัวเชิงดอลลาร์สหรัฐร้อยละ 12.7 หากเป็นเชิงเงินบาทขยายตัวร้อยละ 5.52 มูลค่าส่งออกปีที่ผ่านมา ขยายตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 

    ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 2.7 สูงสุดในรอบ 10 ปี โดยมูลค่าการขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 1.867 ล้านล้านบาท โครงการที่ได้รับอนุมัติ 1.152 ล้านล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 36 สูงเป็นประวัติการณ์เช่นกัน 

    ประเด็นที่น่ากังวลด้านเศรษฐกิจ เกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชนคือ การบริโภคเอกชนปีที่แล้ววูบ ขยายตัวได้เพียงร้อยละ 2.7 จากปี 2567 ขยายตัวร้อยละ 4.4 ปี 2566 ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 6.9 และปีนี้คาดว่าจะขยายตัวลดลงเหลือร้อยละ 2.1 ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

    การบริโภคเอกชนขยายตัวลดลงต่อเนื่อง เป็นผลจากการขาดสภาพคล่องทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะรายย่อยและรายเล็ก รากเหง้าของปัญหาคือ หนี้ครัวเรือนของไทยสูงถึงร้อยละ 86 เปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียนค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 63 โดยเป็นหนี้เสียและหนี้ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (SM) รวมกันประมาณ 2.0 ล้านล้านบาท 

    ช่วงที่เหลือรัฐบาลต้องเร่งสานต่อ “โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และให้มีการซื้อหนี้เสียโดย AMC : Asset Management Company ที่ครม.อนุมัติไปก่อนหน้านี้ โดยมีมาตรการเร่งแก้หนี้ทั้งระบบ ซึ่งเป็นความท้าทายสูง ฝากรัฐมนตรีคลังหากสามารถอยู่ต่อควรหานายแบงค์เก่ง ๆ รู้ปัญหาจริงให้เข้ามาช่วย

    สำหรับที่มีการกล่าวว่าเศรษฐกิจไทยหลุดพ้นเหวลึกแล้ว คงยังเร็วเกินไปที่จะกล่าว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยอิงกับเศรษฐกิจโลกที่มีความอ่อนแอ รวมทั้งการขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์และโลกเปลี่ยนขั้วอำนาจ ไทยเป็นประเทศพึ่งพาส่งออกและท่องเที่ยวประมาณการตัวเลขปีนี้ไม่ค่อยสวยส่งออกอาจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 2

    การลงทุนเอกชนขยายตัวเพียงร้อยละ 1.9 และการใช้จ่ายภาครัฐอาจมีเงินไม่มากที่จะใช้จ่ายโดยเฉพาะหากการตั้งรัฐบาลล่าช้า จะมีปัญหาการพิจารณางบประมาณปีหน้า 

    ปัจจัยสำคัญที่สะท้อนความเป็นอยู่ของชาวบ้านคือ การจับจ่ายใช้สอยในรูปของการบริโภคปีนี้ การขยายตัวจะลดต่ำกว่าปีที่แล้วเหลือร้อยละ 2.1 สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องแสดงว่าระดับราคาสินค้า-บริการไม่ขยับ ปัจจัยสำคัญมาจากกำลังซื้ออ่อนแอ ทำให้ภาคธุรกิจเพื่อการอยู่รอดต้องแข่งขันด้านราคา ทำให้กำไรน้อยหรือบางรายขาดทุน 

    ผลที่ตามมาคือสภาพคล่องลดลงและสินค้าคงคลังสูงเพราะขายไม่ออก ต้องแบกทั้งหนี้และดอกเบี้ย กระทบไปถึงความเสี่ยงการจ้างงานใหม่และขีดความสามารถในการปรับขึ้นค่าแรง/ค่าจ้าง

    ภาวะเช่นนี้เป็นแรงสะท้อนกลับไปที่การบริโภคและ GDP ปี 2569 คาดว่าอาจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 2.0 ยิ่งเป็นการซ้ำเติมหนี้ครัวเรือนเป็นการกดดันให้สถาบันการเงินหรือแบงค์ ลดความเสี่ยงด้วยการชะลอปล่อยสินเชื่อจนหดตัวต่อเนื่องกระทบเป็นลูกโซ่ 

    ความหวังคือ การรอมาตรการของรัฐที่จะต้องเร่งออกมา ทั้งด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว หากการเมืองไทยเล่นกันแรงมุ่งแต่เอาชนะเลือกตั้ง แล้วผลออกมาไม่ถูกใจ กดดันให้โมฆะเพื่อเลือกตั้งใหม่ ใครได้ใครเสียคิดเอาเองแล้วกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/651781&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kUEj32uqre_sChMsSs_mB

  • “เทศกาลบอลลูนนานาชาติ 2026” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชียงราย หมุดหมายที่เที่ยวของคู่รัก

    “เทศกาลบอลลูนนานาชาติ 2026” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชียงราย หมุดหมายที่เที่ยวของคู่รัก

    “สิงห์ปาร์ค เชียงราย” จัดใหญ่ “เทศกาลบอลลูนนานาชาติ 2026” เติมสีสันเดือนแห่งความรัก กระตุ้นเศรษฐกิจ จ.เชียงราย ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเป็น “World Class Love Destination”

    จบลงอย่างสวยงาม สำหรับงานเทศกาลบอลลูนนานาชาติ “Singha Park Chiangrai International Balloon Fiesta 2026” โดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกับ สิงห์ปาร์ค เชียงราย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-15 กุมภาพันธ์ 2569 มีบอลลูนนานาชาติหลากสีสันมากกว่า 30 ลูก จาก 13 ประเทศทั่วโลก นับเป็นหนึ่งในอีเวนต์ใหญ่ประจำปีของ จ.เชียงราย ที่หลายคู่รักจากทั่วมุมโลกจะปักหมุดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สำหรับมาร่วมเฉลิมฉลองในช่วงเดือนแห่งความรักของทุกปี ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 แล้ว

    “บอลลูนเลิฟ จดทะเบียนสมรส บอกรักบนฟ้า”

    โดยหนึ่งในไฮไลต์ของงาน Singha Park International Balloon Fiesta 2026 คือกิจกรรมเฉลิมฉลองความรักให้กับคู่รักที่มาร่วมพิธีจดทะเบียนสมรส เพื่อเริ่มต้นชีวิตคู่ โดยการขึ้นบอลลูนชมวิวทิวทัศน์ของจังหวัดเชียงราย และบอกรักกันบนฟ้า

    ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นในวันวาเลนไทน์ 14 ก.พ. 69 มีคู่รักที่เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 14 คู่ โดยมีคุณรังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ประธานในพิธี กล่าวต้อนรับและอวยพรแสดงความยินดี และร่วมเป็นสักขีพยานกับคู่รักทุกคู่ ก่อนที่จะพาทั้งหมดขึ้นไปสัมผัสประสบการณ์บอกรักบนฟ้าแบบ 360 องศา ท่ามกลางบอลลูนหลากสีสันกว่า 30 ลูก สร้างความประทับใจและความทรงจำสุดโรแมนติกครั้งหนึ่งในชีวิต

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการแข่งขันบอลลูนนานาชาติ เพื่อชิงเงินรางวัลกว่า 100,000 บาท พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย โขนกลางแปลง ชุดใหญ่แบบใกล้ชิดคนดูเรื่องรามเกียรติ์ ตอนพิเศษในชื่อชุด “มังกรกัณฐ์ชาญศักดา เกสรทมาลามหามิตร” ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องของบทละครที่นำเสนอความขัดแย้งระหว่างมิตรภาพ และหน้าที่ 

    ชูไฮไลต์การรบที่มีอภินิหารและการใช้เทคนิคแสง สี เสียง เอฟเฟกต์สมัยใหม่เข้ามาเสริมการแสดง โดยคณะศิลปินวังหน้าและเยาวชนจาก จ.เชียงราย กว่า 200 ชีวิต พร้อมคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ที่มาสร้างความสุขให้แก่คู่รัก และนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง

    ผลักดันสู่ “World Class Love Destination” กระตุ้นเศรษฐกิจเชียงราย

    คุณพงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด กล่าวว่า “สิงห์ปาร์คฯ ตั้งใจผลักดันให้เชียงรายเป็น World Class Love Destination โดยเฉพาะกิจกรรม ‘บอลลูนเลิฟ จดทะเบียนสมรส บอกรักบนฟ้า’ ที่ได้รับความสนใจทุกปี สร้างความทรงจำล้ำค่าให้คู่รัก ท่ามกลางบรรยากาศความสวยงามของจังหวัดเชียงรายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    เราตั้งใจมอบความสุขที่ครบทุกมิติ ทั้งความโรแมนติกบนน่านฟ้า ศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่หาชมยากอย่างโขนกลางแปลง และความสนุกจากคอนเสิร์ตศิลปินชั้นนำตลอด 5 วัน 5 คืน ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับชุมชนเชียงรายอย่างยั่งยืน” 

    อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าเทศกาลบอลลูนระดับนานาชาติ นอกจากจะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางมาสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์เชียงรายในฐานะเมืองแห่งความรักแล้ว ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นให้คึกคักในช่วงต้นปี ทั้งธุรกิจที่พักโรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2914413&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lg8ps4Lz04tAE9uXroyI9