Category: เศรษฐกิจ

  • พาณิชย์พยุงราคาหอมหัวใหญ่ อัดมาตรการกระจาย คุมเข้มนำเข้า ดูแลตลาดช่วงพีค

    พาณิชย์พยุงราคาหอมหัวใหญ่ อัดมาตรการกระจาย คุมเข้มนำเข้า ดูแลตลาดช่วงพีค

    จิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่และศูนย์ชั่งตวงวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่) เมื่อวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดหอมหัวใหญ่ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากเกษตรกรและผู้ประกอบการรับซื้อว่า ขณะนี้เกษตรกรได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตที่ทยอยออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องถึงเดือนมีนาคม ส่งผลให้ราคามีแนวโน้มปรับตัวลดลง

    ขณะเดียวกัน เกษตรกรได้สะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับการนำเข้าหอมหัวใหญ่จากต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีการสำแดงราคานำเข้าที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งแม้จะมีการชำระภาษี แต่ยังสามารถแข่งขันด้านราคากับผลผลิตภายในประเทศได้ ส่งผลกระทบต่อกลไกราคาและทำให้ราคาหอมหัวใหญ่ในประเทศปรับตัวลดลงในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก

    economic-business-thai-price-imported-onions-market-SPACEBAR-Photo02.jpg

    เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรมการค้าภายในได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่และผู้ประกอบการในพื้นที่ เร่งดำเนินโครงการรับซื้อและกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตในราคานำตลาด เป้าหมาย 1,000 ตัน โดยผู้ประกอบการจะรับซื้อในราคานำตลาดในช่วงวันที่ 21–28 กุมภาพันธ์ 2569  นอกจากนี้ ยังเตรียมดำเนินมาตรการอื่น ๆ ที่เหมาะสมเพิ่มเติมอีกในช่วงต้นเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด โดยยึดหลักราคานำตลาดและผลประโยชน์ของเกษตรกรเช่นเดียวกัน

    นอกจากมาตรการกระจายหอมหัวใหญ่ในราคานำตลาดแล้ว กรมการค้าภายในยังได้เดินหน้ามาตรการบริหารจัดการหอมหัวใหญ่อีก 5 แนวทางควบคู่กัน เพื่อดูแลเสถียรภาพตลาดอย่างเป็นระบบ

    1.        ทำตลาดล่วงหน้าผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับผู้ประกอบการ รับซื้อหอมหัวใหญ่รวม 6,700 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 80 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจด้านตลาดรองรับผลผลิตให้แก่เกษตรกร

    2.        สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดที่ไม่ได้เป็นแหล่งผลิต รับออเดอร์และช่วยกระจายสินค้าสู่พื้นที่ต่าง ๆ โดยเน้นการบรรจุถุงขนาด 1, 2 และ 5 กิโลกรัม เพื่อเพิ่มความสะดวกในการจำหน่าย

    3.        ขอความร่วมมือส่วนราชการและ 20 อำเภอที่ไม่ได้เป็นแหล่งผลิต ร่วมรณรงค์อุดหนุนผลผลิตจากพื้นที่เพาะปลูกในจังหวัด

    4.        จัดพื้นที่จำหน่ายโดยตรงให้กลุ่มเกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายที่ศาลากลางจังหวัด สถานที่ราชการต่าง ๆ และงานธงฟ้า ซึ่งในวันที่ 19 – 21 กุมภาพันธ์นี้ กรมฯ จะนำหอมหัวใหญ่จากจังหวัดเชียงใหม่ไปจำหน่ายในงานมหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ จังหวัดสระแก้ว บริเวณตลาดรถไฟ อำเภออรัญประเทศ

    5.        ประสานงานผ่านทูตพาณิชย์ ณ กรุงโตเกียว เพื่อผลักดันการส่งออกไปยังตลาดญี่ปุ่น ขยายช่องทางการระบายผลผลิตในภาพรวมอีกทางหนึ่ง

    พร้อมกันนี้ กรมการค้าภายในได้เพิ่มความเข้มงวดกำกับดูแลการนำเข้าและการขนย้ายหอมหัวใหญ่ โดยประสานกรมศุลกากรและหน่วยงานความมั่นคง สกัดการลักลอบนำเข้าและการสวมสิทธิ์  โดยผู้นำเข้าหอมหัวใหญ่ต้องขออนุญาตและแจ้งรายละเอียดให้ครบถ้วน เพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางสินค้าได้

    economic-business-thai-price-imported-onions-market-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    ปัจจุบันราคาหอมหัวใหญ่คละ (เบอร์ 0–3) ที่เกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่จำหน่ายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 5–6 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจากช่วงต้นฤดูกาลเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่เคยอยู่ที่ประมาณ 13 บาทต่อกิโลกรัม ในส่วนของราคาซื้อขายในตลาดกรุงเทพฯ สำหรับหอมหัวใหญ่ (เบอร์ 0–1) ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 22.50 บาทต่อกิโลกรัม และราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 37.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งอยู่ในระดับเท่ากันกับช่วงเดียวกันของปีก่อนทั้งในระดับขายส่งและขายปลีก

    ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่เป็นแหล่งปลูกหอมหัวใหญ่รายใหญ่ คิดเป็นเกือบ 70% ของประเทศ มีพื้นที่เพาะปลูก 5,130 ไร่ ผลผลิตภาพรวมจังหวัดเชียงใหม่มีทั้งหมดประมาณ 25,000 ตัน ขณะนี้อยู่ในช่วงต้นฤดู อำเภอแม่วาง และสันป่าตองออกก่อนเป็นพื้นที่แรก โดยออกไปแล้ว 30% และคาดว่าจะสิ้นสุดฤดูกาลในสิ้นดือนมีนาคม

    economic-business-thai-price-imported-onions-market-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-price-imported-onions-market&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r0LLq5c4JvTkv50bGXFEB

  • เปิดเทรนด์สิทธิบัตร “อีสปอร์ต” โลกการแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ยกระดับเกมบนจอ สู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ

    เปิดเทรนด์สิทธิบัตร “อีสปอร์ต” โลกการแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ยกระดับเกมบนจอ สู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยอุตสาหกรรมอีสปอร์ตได้ก้าวข้ามภาพจำของการเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความบันเทิง สู่การเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงและมีการแข่งขันอย่างเข้มข้นในระดับโลก โดยมี “สิทธิบัตร” เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนทิศทางการพัฒนาอย่างชัดเจน เมื่อทั่วโลกต่างลงทุนด้านนวัตกรรม การวิจัย และแผนธุรกิจในระยะยาว แนะไทยเร่งคว้าโอกาสพัฒนาสิทธิบัตรและต่อยอดใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยผสานจุดแข็งที่ไทยมี ทั้งฐานแฟนอีสปอร์ต โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และกีฬาไทยที่มีอัตลักษณ์ เช่น มวยไทย ตะกร้อ เพื่อสร้างคอนเทนต์กีฬาอีสปอร์ตที่ทั่วโลกไม่สามารถลอกเลียนแบบได้

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอีสปอร์ตได้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย กระแสดังกล่าวเป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่มุ่งยกระดับทั้งสมรรถภาพของผู้เล่นและประสบการณ์ของผู้ชม จากบทวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลก ในรอบ 20 ปี (2549 – 2568) พบว่า การพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมนี้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) ที่ทำให้การซ้อมกีฬาเสมือนจริงและสมจริงมากขึ้น การจัดการเคลื่อนไหวสามมิติที่อ่านร่างกายมนุษย์ได้ละเอียดระดับมิลลิวินาที อุปกรณ์เทคโนโลยีสวมใส่ (Wearables) ที่กลายเป็นโค้ชส่วนตัวติดตัวนักกีฬา ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์แฟนกีฬาที่เปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นผู้เล่น

    นางอรมน กล่าวว่า ในระยะเริ่มต้นช่วงปี 2549 – 2552 อุตสาหกรรมอีสปอร์ตมีสิทธิบัตรเฉลี่ยเพียง 470 – 610 ฉบับต่อปี จากนั้นเทคโนโลยีเริ่มถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และสิทธิบัตรขยายตัวสูงสุดในปี 2565 ที่ 1,617 ฉบับ ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของการแข่งขันอีสปอร์ต แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และการยกระดับอีสปอร์ตสู่กีฬาอาชีพในหลายประเทศ และปัจจุบันตลาดนวัตกรรมอีสปอร์ตยังคงเปิดกว้างโดยประเทศที่ถือครองสิทธิบัตรด้านอีสปอร์ตมากที่สุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มีสิทธิบัตรครอบคลุมตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง เทคโนโลยี VR/AR ไปจนถึงระบบวิเคราะห์ข้อมูลนักกีฬา ขณะที่ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ มีความเข้มแข็งในฮาร์ดแวร์ Motion Capture และ Wearables สำหรับนักกีฬา รวมทั้งจีนที่เดินเกมรุกหนัก ทั้ง VR Training, AI Coaching และโครงสร้างพื้นฐานอีสปอร์ตบนคลาวด์ ตลอดจน อินเดียและเวียดนาม ยังถูกจับตามองในฐานะดาวรุ่งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีแรงหนุนจากการลงทุนเชิงรุกและการขยายตัวของตลาดเกมออนไลน์และอีสปอร์ต ขณะที่ประเทศไทยเริ่มมีสิทธิบัตรด้าน VR/AR Training และ Motion Analytics แม้จำนวนสิทธิบัตรยังไม่สูงมาก แต่มีแนวโน้มขยายตัวดี หากเร่งสร้างความร่วมมือกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ก็จะช่วยให้ไทยเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ได้เร็วขึ้น และอาจผลักดันสู่การคุ้มครองสิทธิบัตรและต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้

    ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในมิติของผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมในเวทีระดับโลก พบว่า มีผู้เล่นหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ เช่น บริษัท Samsung Electronics (665 ฉบับ) ครองตลาดจอภาพความละเอียดสูง อุปกรณ์สวมใส่ VR/AR และแพลตฟอร์มสื่อสารในเกม บริษัท Vivo Mobile Communication (389 ฉบับ) และบริษัท Guangdong Oppo Mobile Telecommunications (136 ฉบับ) ที่เน้นมือถือและเทคโนโลยีที่ทำให้การเล่นเกมบนมือถือเข้มข้นขึ้น บริษัท LG Electronics (337 ฉบับ) ผู้เชี่ยวชาญด้านจอภาพ ระบบเสียง และอุปกรณ์ VR รวมทั้งบริษัท Sony Interactive Entertainment (151 ฉบับ) เด่นในเรื่องระบบโต้ตอบ VR Gaming และ Esports Streaming 2) กลุ่มผู้พัฒนาซอร์ฟแวร์และแพลตฟอร์ม เช่น บริษัท Tencent Technology (225 ฉบับ) ผู้นำแพลตฟอร์มเกมอออนไลน์ ระบบโต้ตอบและ Cloud Gaming บริษัท Huawei Technologies (188 ฉบับ) แข็งแกร่งในเกมออนไลน์และระบบโต้ตอบผู้เล่น บริษัท Nexdigm (408 ฉบับ) เชี่ยวชาญ Game Analytics และระบบจัดการการแข่งขันอัตโนมัติ 3) กลุ่มสถาบันการศึกษาและวิจัย เช่น Canon (369 ฉบับ) มุ่งไปที่เทคโนโลยีกล้องและการบันทึก/วิเคราะห์การแข่งขัน Sanskriti University (251 ฉบับ) โดดเด่นด้าน VR Training และ Motion Capture

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันทิศทางเทคโนโลยีกลุ่มย่อยในอุตสาหกรรมอีสปอร์ต มุ่งพัฒนาใน 4 ด้านสำคัญ ซึ่งเป็นเครื่องมือพัฒนาวงการกีฬาและการเชียร์ ตั้งแต่การยกระดับการฝึกซ้อม การแข่งขัน ไปจนถึงการสร้างรายได้ใหม่จากแฟนๆ และแพลตฟอร์มดิจิทัล ดังนี้

    1) เทคโนโลยีการฝึกซ้อมในโลกเสมือนจริง (VR Training) เทคโนโลยี VR ไม่ได้มีไว้แค่เล่นเกม แต่ถูกนำมาใช้สร้างสภาพแวดล้อมจำลองสำหรับการฝึกซ้อมกีฬา ตั้งแต่การเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ ไปจนถึงการตัดสินใจในสถานการณ์ที่กดดัน สิทธิบัตร VR Training เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงปี 2557 – 2559 จนแตะ 90 คำขอ จากผู้ยื่นประมาณ 70 ราย สะท้อนการยอมรับเชิงพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้น ตัวอย่างสิทธิบัตรที่น่าสนใจ เช่น อุปกรณ์แสดงผลสวมศีรษะสำหรับการฝึกซ้อมเสมือนจริง แพลตฟอร์ม VR/AR (Augmented Reality) สำหรับวัดการประสานงานระหว่างมือและสายตา เป็นต้น ผู้ถือสิทธิบัตรหลัก เช่น DIGIMARC (316 ฉบับ) IMMERSION (79 ฉบับ) FITBIT (56 ฉบับ) เป็นต้น รวมทั้งกลุ่มนักประดิษฐ์อิสระ โดยปัจจุบันมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 50 ฉบับต่อปี และเทคโนโลยีนี้กำลังอยู่ในระยะเติบโตที่ผู้พัฒนาต้องสร้างความต่างด้วย AI, Motion Capture และ Real-time Analytics เพื่อสร้างระบบฝึกซ้อมที่สมจริงและแม่นยำที่สุด

    2) เทคโนโลยีการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวสามมิติ (3D Motion Capture Analysis) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้เซ็นเซอร์และกล้องความเร็วสูงวิเคราะห์ท่าทางนักกีฬาอย่างละเอียด เพื่อพัฒนาทักษะและลดการบาดเจ็บ สิทธิบัตร ในตลาดนี้ชะลอตัวลงในช่วงปี 2558 – 2561 และตลาดกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในปี 2562 – 2565 โดยปี 2565 มีผู้ยื่นจดกว่า 60 ราย และมีคำขอสิทธิบัตรกว่า 70 คำขอ จุดเปลี่ยนสำคัญคือการผสานเทคโนโลยี AI และการประมวลผลแบบ Real-time ตัวอย่างสิทธิบัตรที่น่าสนใจ เช่น ระบบติดตามประสิทธิภาพการเลี้ยงและส่งลูกในกีฬา ระบบติดตามและประเมินทักษะการเคลื่อนไหวในพื้นที่หลายมิติ พร้อมสร้างคู่แข่งเสมือนโต้ตอบได้แบบสมจริง เป็นต้น ผู้ถือสิทธิบัตรหลัก เช่น American Vehicular Sciences (250 ฉบับ) Transportation IP Holdings (162 ฉบับ) Medibotics (78 ฉบับ) Fitbit (71 ฉบับ) และ General Electric (71 ฉบับ) เป็นต้น สะท้อนถึงการกระจายตัวของนวัตกรรมในองค์กรหลากหลายประเภท ทั้งด้านยานยนต์ สุขภาพและกีฬา รวมถึงสตาร์ทอัพ โดยปัจจุบันมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 70 ฉบับต่อปี

    3) เทคโนโลยีสวมใส่สำหรับนักกีฬา (Wearable Technology for Athletes) เทคโนโลยี Wearables วันนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การนับก้าวหรือวัดแคลอรี่ แต่เป็นการตรวจวัดชีวภาพเชิงลึก เช่น อัตราการเต้นหัวใจ ออกซิเจน อุณหภูมิ และคุณภาพการนอน ในปี 2559 ตลาดในกลุ่มนี้เคยเข้าสู่ระยะอิ่มตัว แม้มีผู้ถือสิทธิบัตรสูงถึง 960 ราย อีกทั้งการแข่งขันยังสูงและผู้เล่นใหม่เข้ามาได้ยาก อย่างไรก็ดี ช่วงปี 2561 – 2562 ตลาดกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งจากนวัตกรรมใหม่ เช่น การเชื่อมกับ Internet of Things (IoT) AI และการวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึก และปี 2565 มีผู้ยื่นสิทธิบัตรประมาณ 860 ราย และมีคำขอจดสิทธิบัตรพุ่งสูงกว่า 1,300 คำขอ สะท้อนการกลับมาอยู่ในระยะเติบโตอีกครั้ง ตัวอย่างสิทธิบัตรที่น่าสนใจ เช่น ระบบตรวจวัดสรีระวิทยาที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลและเก็บข้อมูลสุขภาพ เป็นต้น ผู้ถือสิทธิบัตรหลัก เช่น William I.Wood (640 ฉบับ) ครองตลาดนักประดิษฐ์อิสระ Genentech ที่มาจากสายชีวเวชภัณฑ์ Acushnet ผู้ผลิตอุปกรณ์กอล์ฟ และ Apple ที่ผลักดัน Apple Watch ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์สมรรถภาพเต็มรูปแบบ สะท้อนการแข่งขันที่เข้มข้น และมีผู้เล่นหลากหลาย ตั้งแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ไปจนถึงนักประดิษฐ์อิสระ โดยปัจจุบันมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 1,200 ฉบับต่อปี

    4) เทคโนโลยีประสบการณ์ของแฟนกีฬา (Interactive Fan Experiences) แฟนกีฬายุคใหม่ไม่ได้อยากเป็นแค่คนดู พวกเขาอยากมีส่วนร่วมตั้งแต่การโหวตทายผล ไปจนถึงการดูการแข่งขันผ่านกล้อง 360 องศา และ VR/AR ที่เชื่อมสนามจริงกับประสบการณ์ดิจิทัล สิทธิบัตรในกลุ่มนี้จึงเติบโตแรงในปี 2557 – 2563 จากแรงหนุนของสมาร์ทโฟน อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และ VR/AR ที่เริ่มนำมาใช้ในการถ่ายทอดสด ทั้งการโหวต ส่งคอมเมนต์แบบ Real-time หรือการรับชมแบบ 360 องศา หลังปี 2563 ตัวเลขสิทธิบัตรเริ่มชะลอ แต่ยังมีโอกาสโตอีกมาก จากการบูรณาการ VR/AR บวกกับ AI และ Big Data เพื่อสร้างประสบการณ์ส่วนตัว รวมถึงการเชื่อมโยงประสบการณ์ดิจิทัลเข้ากับกิจกรรมในสนามจริง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาในอนาคต ตัวอย่างสิทธิบัตรที่น่าสนใจ เช่น ระบบ Immersive Interactive ให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับกิจกรรมสดได้เสมือนจริง เป็นต้น ผู้ถือสิทธิบัตรหลัก ได้แก่ CIRCLESX (50 ฉบับ) ที่ครองตลาด ตามด้วย DIGIMARC (22 ฉบับ) เชี่ยวชาญ Digital Watermarking รวมถึง ANDRITZ (9 ฉบับ) และ BRELYON (5 ฉบับ) ที่นำเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและจอ Immersive เข้ามาเติมเต็มตลาดนี้ โดยปัจจุบันมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 20 ฉบับต่อปี

    สำหรับประเทศไทยเรามีจุดแข็งในหลายมิติที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการเล่นเกม ฐานแฟนอีสปอร์ตที่แข็งแรง และยังเคยเป็นเจ้าภาพจัดงานอีสปอร์ตระดับภูมิภาคมาแล้วหลายครั้ง นอกจากนี้ ยังมีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ทั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนสำคัญที่ประเทศไทยมี แต่ในแง่การนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง VR/AR, Motion Capture และ Wearables มาใช้จริงในการฝึกซ้อมและการแข่งขันยังมีอยู่ในวงจำกัด โอกาสของไทยจึงต้องเป็นการเดินเกมด้วยการนำเทคโนโลยีชั้นนำจากต่างประเทศ มาประยุกต์ให้สอดคล้องกับกีฬาไทยที่มีเอกลักษณ์ เช่น มวยไทย เซปักตะกร้อ รวมทั้งต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงกีฬาและการแพทย์ฟื้นฟู ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสเชิงเศรษฐกิจ และความแตกต่างที่ยากจะเลียนแบบในเวทีโลก อย่างไรก็ดี โอกาสย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย ทั้งด้านต้นทุนเทคโนโลยีที่สูง การขาดบุคลากรที่มีทักษะเชิงลึก โดยเฉพาะ VR/AR, Data Processing และ Motion Analysis ความเสี่ยงด้านสิทธิบัตรซึ่งผู้เล่นต่างชาติถือครองสิทธิบัตรหลักไว้แล้ว รวมทั้งข้อกำหนดด้านข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการความท้าทายต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ สถิติคำขอสิทธิบัตรอุตสาหกรรมอีสปอร์ตในไทย ในช่วง 5 ปีล่าสุด (2564 – 2568) พบว่า มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดิจิทัลบันเทิงที่สำคัญ ไม่เพียงแต่สร้างรายได้จำนวนมากจากการแข่งขัน การถ่ายทอดสด และผู้สนับสนุนเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีเกม ระบบเครือข่าย และแพลตฟอร์มดิจิทัลรูปแบบใหม่ โดยสามารถจำแนกนวัตกรรมออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้

    1) วิดีโอเกมที่เกี่ยวข้องกับเกมดิจิทัลซึ่งเล่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และมีการแสดงผลภาพกราฟิกหลายมิติ ครอบคลุมตั้งแต่ซอฟต์แวร์ประมวลผลเกม ระบบภาพและเสียง การโต้ตอบของผู้เล่น ไปจนถึงโครงสร้างเครือข่ายสำหรับการเล่นออนไลน์แบบหลายคนพร้อมกัน โดยเฉพาะเกมต่อสู้หรือเกมวางแผน มีคำขอที่ยื่นในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 94 คำขอ (สิทธิบัตร 88 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 6 คำขอ) ส่วนใหญ่เป็นผู้ยื่นชาวต่างชาติ 83 คำขอ และคนไทย 11 คำขอ โดยนวัตกรรมอีสปอร์ตที่เกี่ยวกับวิดีโอเกมในไทยส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยบริษัทเอกชนเป็นหลัก (84 คำขอ) เช่น บริษัท เทนเซ็นต์ เทคโนโลยี (เซินเจิ้น) คอมพานี ลิมิเต็ด และบริษัทเฟราน์โฮเฟอร์-เกเซลล์ชาฟท์ ซูร์ ฟอร์เดอรุง เดอร์ อังเกวันด์เทน ฟอร์ชุง อี.วี. เป็นต้น ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/998044&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rFYJkVFLKZouOZwpgG3qf

  • 5โจทย์นโยบายศก.มหภาคปี69

    5โจทย์นโยบายศก.มหภาคปี69

    การบริหารนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไปจึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและบูรณาการ ทั้งในมิติของนโยบายการคลัง การเงิน และการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว อันจะนำไปสู่การขยายตัวที่มีคุณภาพ ครอบคลุม และยั่งยืนในอนาคต

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ระบุถึง ‘การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569’ ที่ควรให้ความสำคัญกับ 1.การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยให้ความสำคัญกับ
    การเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้สามารถเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้โดยเร็ว เพื่อรักษาพลวัตการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะในด้านการลงทุนที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 4/2568 ควบคู่ไปกับการดำเนินการที่สำคัญๆ ที่มีผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้ง การรักษาวินัยทางการคลัง โดยการดำเนินการตามกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อลดแรงกดดันจากภาระหนี้สาธารณะ และลดความเสี่ยงต่อการปรับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
    2.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้วในช่วงก่อนหน้าให้เกิดการลงทุนจริง โดยให้ความสำคัญกับการเร่งดำเนินการระบบ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกและเร่งรัดการดำเนินโครงการ, การปรับปรุงระบบการขออนุญาตแบบรวมศูนย์ผ่านช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม,
    การยกระดับความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการลงทุนภาคเอกชน, การปรับแนวทางการให้สิทธิประโยชน์จากมูลค่าเงินลงทุนไปสู่
    การให้สิทธิประโยชน์ตามผลลัพธ์ที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (Local value added), การส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบของกิจการร่วมทุน (Joint venture)

    3.การขับเคลื่อนภาคการส่งออก โดยให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐ, การลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ, การลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ, การส่งเสริมการใช้สินค้าและวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในประเทศ และการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569-2570 รวมถึงการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยน

    4.การเร่งรัดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยการส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูงผ่านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและมีกำลังซื้อสูง, ยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว, การปราบปรามอาชญากรรมและเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายข้ามชาติที่แฝงตัวกับการท่องเที่ยว, การดูแลและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ และการเร่งแก้ปัญหาความแออัดในการเดินทางและส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง

    5.การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญแก่การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในครัวเรือน, การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ แต่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่อง และได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากมาตรการกีดกันทางการค้า, การเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไป รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ทางการเงิน โดยเฉพาะทัศนคติในการวางแผนการใช้จ่ายเพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัว!.

    ครองขวัญ รอดหมวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/949760/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mc5_wb1cKtNNdBpNLRv37

  • เปิด 5 ตัวแปร ‘เครดิตเรทติ้งส์’ ชี้ชะตาไทย จุดเสี่ยงหั่นอันดับ-กลับสู่เสถียรภาพ

    เปิด 5 ตัวแปร ‘เครดิตเรทติ้งส์’ ชี้ชะตาไทย จุดเสี่ยงหั่นอันดับ-กลับสู่เสถียรภาพ

    ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่บททดสอบสำคัญในปี 2569 เมื่อ 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ทั้ง Moody’s, Fitch Ratings และ S&P เตรียมเข้าประเมินสถานะทางการคลังและเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ

    นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ไทม์ไลน์สำคัญจะเริ่มจากมูดีส์ ที่มีกำหนดประกาศผลในช่วง มี.ค. ถึง เม.ย. 69 ซึ่งอาจเลื่อนไปถึง ก.ย. 69 เพื่อรอความชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ ขณะที่ ฟิทช์ และ เอสแอนด์พี จะตามมาในช่วงครึ่งปีหลังระหว่าง ส.ค.-ก.ย.

    โดยการประเมินรอบนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อต้นทุนการเงินของประเทศ เนื่องจากในปี 68 ที่ผ่านมา ทั้งมูดีส์และฟิทช์ได้ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของไทยลงมาอยู่ที่ระดับ “เชิงลบ” (Negative)

    ขณะที่มีเพียงเอสแอนด์พีที่ยังคงมุมมอง “เสถียรภาพ” (Stable) ทำให้ปี 69 นี้ กลายเป็นปีที่ไทยต้องพิสูจน์ฝีมือเพื่อไม่ให้ถูก “หั่นอันดับ” ลงจากระดับปัจจุบันที่ Baa1 และ BBB+

    5 ตัวแปรตัดสินชะตาเครดิตไทย

    สบน. ระบุว่า สถาบันจัดอันดับเครดิตจะให้น้ำหนักใน 5 ปัจจัยหลัก ซึ่งเปรียบเสมือนดัชนีชี้วัดความอยู่รอดและความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุนโลก

    1.) เสถียรภาพการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบาย โดยปัจจัยนี้เป็น “จุดตาย” ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญสูงสุด สบน. เชื่อว่าการมีรัฐบาลเดิมที่มีความต่อเนื่องในการทำงานหลังการเลือกตั้ง จะเป็นแรงบวกสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจว่าฟันเฟืองเศรษฐกิจจะไม่สะดุด

    2.) วินัยการคลังระยะปานกลาง หัวใจสำคัญคือแผนการปรับลดการขาดดุลงบประมาณที่ต้องมีความชัดเจน โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายลดการขาดดุลจากระดับ 4% เศษ ให้เหลือเพียง 3% ของ GDP ภายในปี 73 เพื่อควบคุมระดับหนี้สาธารณะไม่ให้บานปลาย

    3.) แรงขับเคลื่อนจีดีพี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน หากจีดีพีเติบโตได้ต่ำกว่าคาด จะกลายเป็นจุดอ่อนที่เสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับ

    4.) โครงสร้างประชากรและสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นโจทย์ยากที่ไทยต้องมีแผนรับมือที่เป็นรูปธรรม เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและภาระงบประมาณสวัสดิการในอนาคต

    5.) อุตสาหกรรมนวัตกรรมและการเงินสีเขียว การเดินหน้าอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) และการใช้เครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ เช่น พันธบัตรสีน้ำเงิน (Blue Bond) และ พันธบัตรสีเขียว (Green Bond) เพื่อดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง

    นางจินดารัตน์ เน้นย้ำว่า ด้วยทิศทางการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและความชัดเจนในการลดการขาดดุล จะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้สถาบันจัดอันดับเครดิตมีมุมมองเชิงบวกต่อไทย และคาดหวังว่าผลการดำเนินงานที่เป็นไปตามแผนจะช่วยดันให้ Outlook ของไทยกลับสู่ระดับเสถียรภาพได้ในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1221812&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wrYFx35QiDq-KDQ5ZFDqP

  • ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลลาร์แข็งค่ารับข้อมูลเศรษฐกิจแกร่ง จับตาดัชนี PCE

    ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลลาร์แข็งค่ารับข้อมูลเศรษฐกิจแกร่ง จับตาดัชนี PCE

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.พ. 69)

    ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพุธ (18 ก.พ.) ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้

    ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.56% แตะที่ 97.702

    ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 154.79 เยน จากระดับ 153.39 เยนในวันอังคาร (17 ก.พ.) ขณะเดียวกันก็แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.7728 ฟรังก์ จากระดับ 0.7705 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3698 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3641 ดอลลาร์แคนาดา

    ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1788 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1845 ดอลลาร์ในวันอังคาร ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3503 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3559 ดอลลาร์

    ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เปิดเผยว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบรายเดือน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 0.3% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนธ.ค. และเมื่อเทียบรายปี การผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 2.3% ในเดือนม.ค.

    ทั้งนี้ ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวม เป็นการวัดการปรับตัวของภาคโรงงาน เหมืองแร่ และสาธารณูปโภค

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 6.2% สู่ระดับ 1.40 ล้านยูนิตในเดือนธ.ค.2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2568 และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 1.31 ล้านยูนิต โดยตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวลงของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง

    ส่วนการอนุญาตก่อสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 4.3% สู่ระดับ 1.45 ล้านยูนิตในเดือนธ.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.40 ล้านยูนิต

    สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลง หลังจาก Financial Times รายงานว่า คริสติน ลาการ์ด วางแผนจะก้าวลงจากตำแหน่งประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในปี 2570

    ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าลง หลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ปรับตัวขึ้น 3% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการขยายตัวในอัตราต่ำสุดในรอบ 10 เดือน หรือนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2568 และชะลอตัวลงจากระดับ 3.4% ในเดือนธ.ค. 2568

    นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า ข้อมูลดังกล่าวอาจทำให้ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ระดับ 3.75% โดยการประชุมครั้งต่อไปของ BoE จะมีขึ้นในวันที่ 19 มี.ค.

    นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

    นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE จะเพิ่มขึ้น 2.9% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.8% ในเดือนพ.ย. และคาดว่าดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.8% ในเดือนพ.ย.

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDI0IQ86JS9QZ0RP3BX5G760UQR78LO&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OrCP-BnSNFycizs-wAr7m

  • คอลัมน์การเมือง – บุคคลแนวหน้า : 19 กุมภาพันธ์ 2569

    คอลัมน์การเมือง – บุคคลแนวหน้า : 19 กุมภาพันธ์ 2569

    แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา…nn เกียรติกับเงินไม่ใช่อันหนึ่งอันเดียวกัน จะเอามารวมกันไม่ได้เลยเป็นอันขาด ผู้ที่เราควรจะยกย่องว่ามีเกียรติสูงคือ ผู้ที่ไม่เสียชาติเกิด ผู้ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ใช้เวลาในชีวิตของเขาทุกวินาที สะสมคุณงามความดี… (ความตอนหนึ่งจากพระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในพิธีพระราชทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้บริจาคโลหิต ณ สถานเสาวภา กรุงเทพฯ 17 พฤศจิกายน 2514)

    …nn ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยที่ถูกหลายคนวิพากษ์ว่าจะตกต่ำย่ำแย่จนตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เติบโตไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ แต่ผลปรากฏว่าตัวเลข GDP ของไตรมาสสุดท้ายปี 2568 เติบโตถึง 2.5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันกับปี 2567 และสูงกว่าไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ถึง 1.2 เปอร์เซ็นต์ ดันให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยทั้งปีเติบโตอยู่ที่ระดับ 2.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่ากรอบที่ประเมินไว้แต่ต้นว่าจะอยู่ที่ระดับ 2.0-2.2 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ต้องบอกว่าการเติบโตเช่นนี้ไม่ใช่เพราะปาฏิหาริย์ แต่มันเกิดมาจากผลงานการบริหารประเทศ แต่ก็ไม่ต้องหลงเหลิงมากจนเกินไป เพราะแม้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยจะดีเกินคาด แต่เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของไทย ก็ยังพบว่าเศรษฐกิจไทยยังเติบโตแย่กว่าเพื่อนบ้านในเอเชีย เช่น ไต้หวันเติบโต 12 เปอร์เซ็นต์ เวียดนาม 8 เปอร์เซ็นต์ สิงคโปร์ 6.9 เปอร์เซ็นต์ และมาเลเซีย 6.3 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ต้องชมเชยรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ที่พยายามดันจน GDP โตได้ 2.4 เปอร์เซ็นต์ นั่นแสดงว่ารัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณฯ ได้ทันกาลทันเวลา จึงทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ดิ่งลงเหวลึก ถือได้ว่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีอย่างน่าพอใจ ในระดับหนึ่ง แล้วก็ต้องบอกว่าผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล อนุทิน ดีกว่าอดีตรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร หลายขุม

    …nn รัฐบาลใหม่ที่ถูกมองว่าจะมีนายกรัฐมนตรีชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล จะเข้ารับตำแหน่งและทำงานอย่างเป็นทางการได้ในวันไหน ตอบแบบเร็วๆ ก็คือน่าจะเริ่มงานเร็วที่สุดได้ในช่วงเดือนเมษายน 2569 หรือมิฉะนั้น ก็ต้องรอไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 เพราะกว่าจะได้รับการรับรองผลการเลือกตั้ง สส. โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็คงจะไม่เร็วไปกว่าสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็นช่วงการตั้งรัฐบาล แบ่งเค้กกระทรวงกันตามอำนาจต่อรองของแต่ละพรรค แล้วจากนั้นก็เข้าถวายสัตย์ต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วก็ถึงเวลาแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก็ต้องบอกว่าขั้นตอนต่างๆ นี้ต้องใช้เวลาไม่น้อย โดยเฉพาะการต่อรองแบ่งผลประโยชน์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

    …nn รัฐบาลใหม่จะมีพรรคกล้าธรรมร่วมอยู่หรือไม่ ตอบว่ามีความเป็นไปได้สูงพอประมาณ เพราะการมีพรรคกล้าธรรมร่วมเป็นรัฐบาลก็จะช่วยให้เสถียรภาพของรัฐบาลมั่นคงยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าตัวของธรรมนัส พรหมเผ่า เจ้าของพรรคกล้าธรรม อาจจะถูกมองและวิพากษ์ว่ามีตำหนิมีมลทินอยู่มิใช่น้อย แต่ก็ต้องบอกตรงๆ ว่า ธรรมนัสก็เอาตัวรอดมาได้ทุกที แม้จะถูกถล่มยับมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่เห็นว่าใครจะโค่น ธรรมนัส ให้หมอบราบคาบแก้วได้สักราย แถมการเลือกตั้งครั้งล่าสุดพรรคกล้าธรรมของ ธรรมนัส ยังกวาดที่นั่ง สส. ได้เป็นอันดับ 4 รองจากพรรคเพื่อไทย แล้วที่สำคัญคือพรรคกล้าธรรมได้ที่นั่ง สส. มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์เกือบ 3 เท่าตัว แบบนี้หากจะปล่อยให้พรรคก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้านก็ดูเสมือนว่า อนุทิน จะใจดำมากเกินไปสักหน่อย

    …nn แต่ต้องยอมรับว่า ธรรมนัส นั้นไม่ใช่คนที่ใครจะบีบจะเค้นได้ตามอำเภอใจ เพราะมีพิษสงในตัวมิใช่น้อย แล้วก็ต้องยอมรับว่า ธรรมนัส มีความรอบจัดขั้นสูง เพราะผ่านมาแล้วหลายพรรค ทั้งพรรคของ ทักษิณ ชินวัตร และพรรคของ ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งแม้หลายคนจะบอกว่า ธรรมนัส ถูก บิ๊กตู่-ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หักหน้า
    จนเสียศูนย์มาแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงเห็นว่า ธรรมนัส ก็ยังคงโลดแล่นบนถนนการเมืองได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ เพราะฉะนั้น จึงมองข้าม ธรรมนัส ในชั้นเชิงการเมืองไม่ได้เลย

    …nn ส่วนพรรคประชาธิปัตย์นั้น หลายคนบอกว่าท่าดีแต่ทีเหลว และผลการเลือกตั้งครั้งนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าประชาธิปัตย์นั้นท่าดีแต่ทีเหลวจริงๆ เมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏชัดว่าพรรคฯ ได้ สส. ไม่ถึง 25 คน ก็หมายความว่าไม่มีสิทธิ์เสนอชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วพรรคฯ ก็คงได้ตำแหน่งฝ่ายค้านไปตามระเบียบ แต่ก็ยังคงมีความหวัง ว่าอภิสิทธิ์น่าจะไปนั่งในตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่นั่นก็เป็นเพียงความฝันความหวังลมๆ แล้งๆ เท่านั้น เพราะต้องไม่ลืมว่าประธานสภาผู้แทนฯ ต้องเป็นฝ่ายเดียวกับรัฐบาล แล้วคนที่พรรคภูมิใจไทยมองไว้ว่าจะให้นั่งในตำแหน่งดังกล่าวคือ โสภณ ซารัมย์ คนที่ เนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีเหนือพรรคภูมิใจไทยวางใจเป็นที่สุด.

    …nn คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ถูกตั้งฉายาว่าเจ็ดเซียน กกต. จะรู้สึกรู้สมบ้างไหมว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ศรัทธา ไม่เชื่อมั่น และดูเสมือนว่าจะรังเกียจเดียดฉันท์เอามากๆ เสียด้วยซ้ำไป สาเหตุที่คนทั่วไปจำนวนไม่น้อยมีความรู้สึกแย่มากๆ กับ กกต. ทั้ง 7 และอาจรวมไปถึงคนที่ทำงานอยู่ใน กกต. ทุกคนด้วย ก็เพราะว่า กกต. มีจุดอ่อนในการทำงาน แล้ว จุดอ่อนข้อด้อยเหล่านั้นก็ปรากฏต่อสาธารณชนเป็นระยะๆ จนอาจจะกล่าวได้ว่าไม่เคยมีเรื่องดีเรื่องงาม บังเกิดขึ้นใน กกต. เลยก็ว่าได้ มาล่าสุดมีเรื่องให้สาธารณชนวิพากษ์วิจารณ์จนถึงขั้น ด่าทอประณามอย่างรุนแรง ก็คือเรื่องบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ที่ กกต. ดันทำให้มันไปปรากฏอยู่บนบัตรเลือกตั้ง สส. แบบเขต และแบบบัญชีรายชื่อ แล้วทำให้เกิดคำถามตามมาว่า บัตรลงคะแนนเลือกตั้ง สส. เป็นความลับจริงหรือ

    …nn แต่ที่มันแสนจะทุเรศ และแสนจะอุบาทว์คือ เมื่อสังคมตั้งคำถามกับ กกต. ในเรื่องความลับของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็กลับกลายเป็นว่า กกต. ไม่สามารถทำให้ผู้ตั้งคำถามคลายความสงสัยได้ แต่ดูเสมือนยิ่งตอบ ก็ยิ่งกลายเป็นปัญหามากกว่าเดิม จนเกิดคำถามจากสาธารณชนว่า ตกลงแล้ว กกต. ชุดนี้มีสติปัญญาในการจัดการเลือกตั้งจริงหรือ หรือว่ามันจะเป็นจริงตามที่ผู้คนเข้ารุมประณามว่า กกต. เป็นเบี้ยล่างของพรรคการเมืองบางพรรค อันที่จริง หาก กกต. มีสติปัญญา มีความบริสุทธิ์ใจ และมีความรอบรู้อย่างแท้จริง ก็ต้องตอบคำถามต่างๆ นานา จากสาธารณชนได้ ไม่ว่าคำถามนั้นๆ จะเป็นคำถามที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อบ่อนทำลาย กกต. ก็ตาม แต่ต้องบอกตรงๆ ว่า กกต. ตอบคำถามไม่รู้เรื่อง ตอบแล้วไม่สามารถหักล้างคำกล่าวหาว่าร้ายจากฝ่ายที่กำลังตามจับผิด กกต. ทั้งนี้ หาก กกต. ไม่มีปัญญาแก้คำกล่าวหาว่าร้ายได้แล้ว ก็ไม่ควรจะอยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะรังแต่จะทำให้เกิดความไร้ศรัทธา ไร้ความน่าเชื่อถือจากหมู่สาธารณชน

    …nn ตั้งแต่เกิดปัญหาบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด และมีคิวอาร์โค้ด ก็ยังไม่เคยปรากฏว่า กกต. ทั้ง 7 รายจะออกมาชี้แจงสร้างความกระจายในเรื่องนี้อย่างพร้อมหน้า พร้อมตากันแม้แต่ครั้งเดียว การที่ กกต. ทั้ง 7 ไม่ออกมาบอกกล่าวเล่าขานโดยตรงกับสาธารณชน มันคือการบ่งบอกว่า กกต. ทั้ง 7 ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีปัญญาแก้ปัญหาที่กำลังเกิดกับองค์กร และตัวของ กกต. ทั้งหมด ก็ต้องย้ำเหมือนเดิมว่า หากยังปล่อยให้ปัญหานี้เกิดขึ้นแล้วบานปลายไปเรื่อยๆ ก็หมายถึงความล่มสลายและความวิบัติของ กกต. ทั้งองคาพยพ

    …nn ตามกฎหมายไทยระบุว่า บัตรเลือกตั้ง สส. ต้องเป็นความลับ ต้องไม่สามารถระบุได้ว่าใครคนไหนลงคะแนนผ่านบัตรเลือกตั้งใบไหน แต่ถ้าหากจับได้และพิสูจน์ได้ว่าบัตรเลือกตั้งใบไหนเป็นของใคร ก็เท่ากับชี้ให้เห็นว่าการลงคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นความลับ อันเป็นการขัดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 85…nn พรรคประชาชนกำลังไล่ล่าเอาผิดเรื่องนี้กับ กกต. โดยกดดันให้ กกต. ต้องตอบเรื่องนี้ให้กระจ่าง แล้วจะยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ส่งคำร้องเรียนเรื่องนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยว่าบัตรลงคะแนนเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ผิดกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าผิดกฎหมาย ก็อาจทำให้การเลือกตั้ง ปี 2569 เป็นโมฆะเหมือนเช่นการเลือกตั้ง สส. ปี 2549

    …nn คำถามบางคำถามจากพรรคประชาชนถึง กกต. ก็น่ารับฟัง เช่น ในบัตรเลือกตั้ง สส. ปี 2566 มีคิวอาร์โค้ดที่สามารถระบุเล่มของบัตรเลือกตั้งได้ แต่ทำไมบัตรเลือกตั้ง สส. ปี 2569 ต้องมีคิวอาร์โค้ดที่สามารถระบุถึงเลขที่ของบัตรเลือกตั้งได้ โดยณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ระบุว่าระบุถึงเลขที่บัตรเลือกตั้งได้แบบใบต่อใบเลยเชียวแหละ ก็ต้องบอกว่าหากคำพูดของณัฐพงษ์เป็นเรื่องจริง ก็ต้องถามว่า กกต. ทั้ง 7 รายจะตอบเรื่องนี้ให้กระจ่างอย่างไร การที่ กกต. อมพะนำไม่พูดเรื่องนี้ให้กระจ่างใส ก็เท่ากับยอมรับตามคำกล่าวหา ใช่หรือไม่ หรือเหตุที่เงียบเพราะจำนนต่อหลักฐาน หากจำนนต่อหลักฐานก็หมายความว่า กกต. ทั้ง 7 น่าจะไม่รอดคุก ใช่หรือไม่

    …nn แต่ก็ไม่มีใครเชื่อว่า กกต. จะติดคุก เพราะหากเป็นจริง ก็หมายความว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เมื่อโมฆะก็หมายความว่าเลือกตั้ง สส. ใหม่ แล้วต้องทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ 2560 ใหม่ นั่นก็หมายความว่าจะเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ตามมา แล้วก็ใช่ว่าเมื่อเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง พรรคประชาชนจะได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งตามความฝัน เพราะดีไม่ดีน่าจะเหลือคะแนน สส. น้อยกว่า 100 ที่ก็เป็นได้ ส่วนพรรคภูมิใจไทยอาจจะได้ สส. เกิน 250 คนก็เป็นได้ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ พรรคประชาชนก็หน้าแหกหนักกว่าเดิมเลยเชียวแหละ…nn

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65542&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s1pxQQ9SWfJjl0ZkVMvWz

  • โบรกมองหุ้นไทยแกว่งบวกรับการเมืองไทย จับตาลุ้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โบรกมองหุ้นไทยแกว่งบวกรับการเมืองไทย จับตาลุ้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โบรกมองหุ้นไทยแกว่งบวกรับการเมืองไทย จับตาลุ้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โบรกมองหุ้นไทยแกว่งบวกรับการเมืองไทย จับตาลุ้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ตลาดหุ้นไทยเริ่มฟื้นตัวและแกว่งในแดนบวก ท่ามกลางปัจจัยหนุนสำคัญจากเสถียรภาพทางการเมืองและตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาด สัญญาณดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนผ่านทิศทางดัชนี SET Index แต่ยังเห็นได้จากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ

    จากนี้ไปตลาดกำลังก้าวสู่ช่วงรอดูความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อแนวโน้มการเติบโตและความเชื่อมั่นในระยะถัดไป

    นักวิเคราะห์ บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) เปิดมุมมองว่า ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวได้ในระดับปานกลาง (ดีกว่าคาดเล็กน้อย) ดัชนี SET Index ปิดบวกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ มองปัจจัยหนุนมาจากตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2568 ของไทย ที่เติบโต 2.5% จากปีก่อน

    ซึ่งสูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยฯ และ consensus คาดที่ 1.4% จากปีก่อน อย่างมีนัยสำคัญ หนุนโดยการลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าคาด ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าหนุนการลงทุนและ FDI ต่อเนื่องในปี 2569-2570

    ทั้งนี้ มองว่านักลงทุนรับรู้ปัจจัยบวกเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพสูงไปมากพาสมควรแล้ว และตลาดเข้าสู่ช่วงรอดูนโยบายเศรษฐกิจที่กำลังจะออกมา โดยยังคงมุมมองว่ารัฐบาลใหม่ จะเน้นกระตุ้นการลงทุน และ FDI เป็นหลัก

    ในส่วนประเด็นการเมืองภายในประเทศ หัวหน้าพรรคกล้าธรรมชี้ว่าจะมีความชัดเจนของแนวทางการร่วมรัฐบาลในวันที่ 19 ก.พ. นี้ ซึ่งหากพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล จำนวนเสียงของฝั่งรัฐบาลจะขึ้นไปแถวๆ 350 เสียง เป็นสัญญาณบวกต่อเสถียรภาพและแนวทางการออกนโยบายเศรษฐกิจและสังคม

    บล.กรุงศรี เผยว่า ประเด็นสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนความเชื่อมั่นใจตลาดทุนไทยนั้น หลักๆ เป็นผลมาจากภาพรวมเสถียรภาพทางการเมืองไทย ประเมินทิศทางการขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจผ่านการลงทุนต่อเนื่องจากไตรมาส 4/2568 ที่การลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนขยายตัวถึง +8.1% จากปีก่อน

    เป็นผลมาจากทั้งเรื่ององค์ประกอบที่มีตัวคูณทางเศรษฐกิจที่สูงเป็นบวก และทั้งเป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่อุตสาหกรรม New S Curve ใหม่ ผสานทิศทางรัฐบาลใหม่ที่มีแนวโน้มจะมีเสถียรภาพสูง (Super Majority)

    โดยรวมทำให้เห็นความเป็นไปได้ที่ GDP ไทยกำลังเข้าสู่เฟส Upgrade Cycle ซึ่งท้ายที่สุดย่อมส่งผลดีมาถึงบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมเป้าหมาย

    การลงทุนดิจิทัล : ส่วนใหญ่คาด Data Center บวกต่อหุ้นในห่วงโซ่อุปทาน

    • นิคม AMATA, WHA
    • รับเหมา STECON, PYLON, INSET
    • โรงไฟฟ้า GULF, GPSC, EGCO
    • สื่อสาร TRUE, ADVANC

    อิเลคทรอนิกส์ : โอกาสขยาย New S Curve ให้กับกลุ่มชิ้นส่วนฯ ไทยกลาง-ยาวที่ส่วนใหญ่รับจ้างผลิต

    กลยุทธ์ระยะสั้น : เลือกหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัว

    • TRUE ลุ้นกำไรไตรมาส 4/2568 เริ่มมีองค์ประกอบการดำเนินงานบวกมากขึ้น รวมถึงมี Upside เงินปันผล หลังปรับโครงสร้างธุรกิจ
    • AMATA เนื่องจากตลาดรับรู้ยอดขายเลื่อนในไตรมาส 4/2568 ขณะที่ Outlook เด่นขึ้นเรื่อยๆ
    • PYLON กำไรไตรมาส 4/2568 ยังดี อีกทั้งยังให้ผลตอบแทนสูง 8% ลุ้นงานใหม่ New S Curve Data Center ตลาดให้น้ำหนักน้อย
    • INSET เพราะเป็นหุ้นต้นน้ำ AI CAPEX cycle ของไทยยิ่งงานเข้าระบบเร็ว จะช่วยต่อยอดงานมีความต่อเนื่องกลาง-ยาว

    บล.ไอร่า ระบุว่า ฝ่ายวิจัยมองว่าสิ่งที่ตลาดหุ้นจะให้ความสำคัญในระยะถัดไปคือ การเร่งทำงบประมาณปี 2570 เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสุญญากาศทางการคลัง ซึ่งหากไม่มีความวุ่นวายทางการเมืองโดยเฉพาะประเด็นการเลือกตั้งที่มีความเสี่ยงเป็นโมฆะจากกรณีบาร์โค้ด

    โดยฝ่ายวิจัยมองจะเป็นจิตวิทยาเชิงบวกต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยได้ต่อ จากทั้งตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่สะท้อนการฟื้นตัวดีกว่าคาดในไตรมาส 4/2568 และมีโมเมนตัมขยายตัวอย่างต่อเนื่องไปยังปี 2569

    ประกอบกับปัจจัยบวกเฉพาะตัวในประเทศจากความคาดหวังในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพ ซึ่งจะช่วยปลดล็อกความกังวลใจและเอื้อต่อการขับเคลื่อนนโยบายทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้

    แนะนำติดตามทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติที่มีแนวโน้มหลั่งไหลเข้าต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีนี้ 4.63 หมื่นล้าน โดยกระแสเงินทุนต่างชาติซื้อสะสมในหุ้นไทยในเดือนเดียว สูงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี รวมทั้ง Valuation ของ SET Index เริ่มตึงตัวมากขึ้น Fwd PE 14.9 เท่า อยู่ที่ช่วงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี

    อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในระยะนี้ได้รับแรงหนุนจากทั้งปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจและเสถียรภาพการเมือง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับตัวดีขึ้น พร้อมกับการกลับมาของกระแสเงินทุนต่างชาติ ทั้งนี้ ระดับ Valuation ที่เริ่มเข้าใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาวสะท้อนว่าตลาดอาจตอบรับปัจจัยบวกไปบางส่วนแล้ว

    ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อจากนี้จึงอยู่ที่ความต่อเนื่องของเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติ และความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางตลาดและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในช่วงถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/651880&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EkD4WPbHY79UBU3npTF9j

  • ภาคธุรกิจเชื่อดรีมทีม “ภูมิใจไทย” พาเศรษฐกิจโต 3%+ ต่อปี เงื่อนไขไร้คลื่นใต้น้ำ

    ภาคธุรกิจเชื่อดรีมทีม “ภูมิใจไทย” พาเศรษฐกิจโต 3%+ ต่อปี เงื่อนไขไร้คลื่นใต้น้ำ

    ภาคธุรกิจเชื่อดรีมทีม “ภูมิใจไทย” พาเศรษฐกิจโต 3%+ ต่อปี เงื่อนไขไร้คลื่นใต้น้ำ

    ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2568 ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประกาศขยายตัว 2.4% สูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบรรยากาศเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางบริบทการเมืองที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น และความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะจัดตั้ง

    นายหลักชัย กิตติพล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกพืชเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การที่จีดีพีขยายตัวได้ 2.4% ถือเป็นสัญญาณบวก เพราะสะท้อนว่ากลไกเศรษฐกิจเริ่มทำงานดีขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการเมืองนิ่งขึ้นย่อมส่งผลให้การลงทุน หรือ “I” (Investment) กลับมาเคลื่อนไหว

    เขาอธิบายว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญมีทั้งการลงทุน (I : Investment) และการบริโภค (C : Consumption) หากการส่งออกดี ประชาชนมีรายได้มากขึ้น การใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้ทั้ง C และ I ขยายตัวไปในทิศทางเดียวกัน ภาพรวมแนวโน้มจึงไม่น่าแย่อย่างที่หลายฝ่ายกังวลก่อนหน้านี้

    นายหลักชัย ยังมองว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายด้านการคลัง และการมีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท./แบงก์ชาติ) คนใหม่ จะช่วยปรับกฎเกณฑ์บางอย่างให้เอื้อต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังเปราะบางจากภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมาซึ่งมองว่าเดินมาถูกทางแล้ว

    เมื่อถามถึงมุมมองที่ว่าเศรษฐกิจไทยพ้นจากภาวะติดหล่มและกำลังจะเร่งตัวขึ้น นายหลักชัยระบุว่าเห็นด้วย เพราะทีมบริหารเข้าใจโจทย์เศรษฐกิจอย่างแท้จริง และมีประสบการณ์ในตำแหน่งมานาน หากภาคส่วนต่าง ๆ ยังสนับสนุนต่อเนื่องเหมือนช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ตลอดวาระ 4 ปีข้างหน้าจะเห็นผลเชิงบวกชัดเจน

    ประเด็นสำคัญที่ภาคธุรกิจจับตาคือการจัดตั้งรัฐบาล หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลเร็ว และสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงเกิน 300 เสียงได้โดยรวดเร็ว จะช่วยลดภาวะสุญญากาศทางการเมือง และดึงดูดการลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาได้เร็วขึ้น

    หลักชัย กิตติพล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกพืชเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    “ยิ่งตั้งได้เร็วยิ่งดี ตอนนี้ต่างชาติรอความชัดเจน ถ้ามีรัฐบาลตัวจริงก็จะขับเคลื่อนได้ทันที แม้ระบบราชการต้องใช้เวลา แต่ครั้งนี้ไม่น่าซับซ้อนเหมือนปี 2566” นายหลักชัยกล่าว พร้อมมองว่ากระแสความขัดแย้งหลังเลือกตั้งเป็นเรื่องปกติของการเมือง

    ในมิติความมั่นคงของรัฐบาล เขาเชื่อว่าหากไม่สะดุดจากปัจจัยภายใน หรือสะดุดขาตัวเองไม่ว่าจะมาจากปัจจัยใด และยังรักษาความเป็นเอกภาพ (Unity) ได้ ก็มีโอกาสอยู่ครบเทอม 4 ปี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะเสถียรภาพทางการเมืองคือเงื่อนไขพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    สำหรับทีมเศรษฐกิจและต่างประเทศที่มีชื่ออย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว มองว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างชัดเจน เพราะผลงานช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้น และนายกรัฐมนตรีได้แสดงความชัดเจนในตัวบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไว้อย่างชัดเจนก่อนหน้านี้แล้ว

    “เชื่อมั่นว่า หากเปิดทางให้ทีมเศรษฐกิจทำงานเต็มที่ และไม่มีคลื่นใต้น้ำทางการเมือง ภายใน 4 ปีข้างหน้ารัฐบาลใหม่สามารถผลักดันจีดีพีให้เติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ 3% ได้ ซึ่งไม่เกินศักยภาพของทีมงานชุดนี้”

    ในฐานะตัวแทนภาคเอกชน เสนอให้รัฐบาลควรวางแผนเศรษฐกิจทั้งระยะสั้น กลาง และยาว โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี และการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อประโยชน์ประเทศ ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างดำเนินนโยบาย

    นายหลักชัยยังสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการยกระดับเอสเอ็มอีให้แข่งขันได้ในตลาดโลก ขณะเดียวกัน การปราบปรามคอร์รัปชัน ทุนเทา และขบวนการสแกมเมอร์ เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน เพราะกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตาต่างชาติ

    “ถ้าเราไม่แก้เรื่องสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ประเทศจะอยู่ในสังคมโลกได้ยาก คนที่มีอำนาจต้องยอมเปลี่ยนเพื่อส่วนรวม” นายหลักชัยกล่าว พร้อมชี้ว่าประเด็น MOU 43-44 ยังเป็นเรื่องไกลตัวภาคธุรกิจ แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างภาพลักษณ์ประเทศที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ

    ในตอนท้าย เขามองว่านักลงทุนต่างชาติไม่ได้กังวลปัจจัยอื่นมากนัก นอกจากความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาล หากกระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็วและทุกฝ่ายยอมรับได้ ความเชื่อมั่นจะกลับมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นฐานสำคัญให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การเติบโตเกิน 3% ต่อปีได้อย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/651893&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-blyGktiClkLH_-ajX9YK

  • เงินบาทเปิด 31.30 ลุ้นข้อมูลศก.สหรัฐ-ถ้อยแถลงจนท.เฟด คาดกรอบวันนี้ 31.15-31.40 : อินโฟเควสท์

    เงินบาทเปิด 31.30 ลุ้นข้อมูลศก.สหรัฐ-ถ้อยแถลงจนท.เฟด คาดกรอบวันนี้ 31.15-31.40 : อินโฟเควสท์

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ที่ระดับ 31.30 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากปิดเมื่อวานที่ระดับ 31.23 บาท/ดอลลาร์

    โดยตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาททยอยอ่อนค่าลงในลักษณะ Sideways Up สอดคล้องกับการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงิน ดอลลาร์ อีกทั้งยังได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ส่งผลให้บรรดาผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลด ความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รวมถึงภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน และสถานการณ์ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มทยอยคลี่คลายลง

    สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท แม้ว่าในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทจะทยอยอ่อนค่ามากกว่าที่ประเมินไว้ แต่การอ่อนค่าของเงิน บาทอาจถูกชะลอลง โดยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่เพิ่มเติม อีกทั้งในช่วงนี้ ปริมาณการทำธุรกรรมใน ตลาดการเงินเบาบางลงบ้างในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน

    คืนนี้ ตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน และข้อมูลตลาดบ้านในเดือนธ. ค. พร้อมทั้งรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด

    นายพูน มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.15-31.40 บาท/ดอลลาร์

    ปัจจัยสำคัญ

    – เงินเยน อยู่ที่ระดับ 153.40 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานที่ระดับ 152.92/93 เยน/ดอลลาร์

    – เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1840 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานที่ระดับ 1.1846/1847 ดอลลาร์/ยูโร

    – อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของ ธปท.อยู่ที่ระดับ 31.231 บาท/ดอลลาร์

    – ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันอังคาร (17 ก. พ.) โดยนักลงทุนจับตารายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้

    – คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินเฟด จะเปิดเผยรายงานการประชุมประจำเดือนม.ค.ในวันนี้ ส่วนกระทรวงพาณิชย์ สหรัฐฯ จะเปิดเผยดัชนี PCE ในวันศุกร์ที่ 20 ก.พ. โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับ การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

    – ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาชิคาโก กล่าวว่า เฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกหลายครั้งในปีนี้ หากเงิน เฟ้อลดลงสู่เป้าหมาย 2% ของเฟด พร้อมมองว่า หากเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงสู่ 2% อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ราว 3% ถือเป็นเป้าหมายชั่ว คราวของระดับอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลาง ทำให้เฟดจะต้องลดดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง ๆ ละ 0.25%

    – สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์ก ปิดร่วงลงในวันอังคาร (17 ก.พ.) เนื่องจากสัญญาณความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐ อเมริกาและอิหร่านได้ทำให้นักลงทุนลดความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย นอกจากนี้ การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ เป็นอีกปัจจัยที่ ทำให้มีแรงเทขายในตลาดทองคำ

    – กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ญี่ปุ่นควรหลีกเลี่ยงการปรับลดภาษีการบริโภค โดยเตือนว่ามาตรการที่ไม่ ได้มุ่งเป้าเฉพาะเจาะจงเช่นนี้ เพื่อรับมือกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น อาจทำให้สถานะทางการคลังของประเทศทรุดตัวลงมากขึ้น ทั้งนี้ คำ เตือนดังกล่าว มีขึ้นขณะที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น มีเป้าหมายที่จะระงับการจัดเก็บภาษี 8% สำหรับอาหารและเครื่องดื่มเป็นเวลา 2 ปี

    – การเจรจาไตรภาคีระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซีย-ยูเครน ที่นครเจนีวาได้เสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อวานนี้ ก่อนที่ทั้ง 3 ฝ่ายจะเริ่ม การเจรจาเป็นวันที่ 2 ในวันนี้ ซึ่งการเจรจาดังกล่าว ถูกมองว่าเป็นบททดสอบว่าแนวทางการทูตของสหรัฐฯ จะสามารถนำพากระบวนการ เจรจาไปไกลกว่าการแลกเปลี่ยนด้านมนุษยธรรม ไปสู่การทำข้อตกลงหยุดยิงในวงกว้างได้หรือไม่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/569945&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_wJUE3EXiMOOaaf0UJEV0

  • “สติธร” แนะ “ภูมิใจไทย” จับงานมั่นคง-เศรษฐกิจ สร้างคลัสเตอร์กระทรวง ดึงทีมมืออาชีพร่วมขบวน ผลักดันผลงานเป็นรูปธรรม

    “สติธร” แนะ “ภูมิใจไทย” จับงานมั่นคง-เศรษฐกิจ สร้างคลัสเตอร์กระทรวง ดึงทีมมืออาชีพร่วมขบวน ผลักดันผลงานเป็นรูปธรรม

    ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นต่อการจัดสรรงานในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ภายหลังพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง ว่า ผลการเลือกตั้งที่พรรคได้ ส.ส.มากกว่า 190 เสียง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิทัศน์การเมืองไทย เนื่องจากฐานเสียงระดับดังกล่าวทำให้พรรคมีเสถียรภาพทางการเมืองสูง และมี “ทุนทางการเมือง” เพียงพอที่จะมุ่งเน้นคุณภาพของรัฐบาล มากกว่าการประคองเสียงข้างมากแบบเปราะบางเช่นในอดีต

    ดร.สติธร ระบุว่า โอกาสสำคัญของพรรคในขณะนี้ คือการพิสูจน์คำมั่นเรื่องการตั้ง “รัฐบาลมืออาชีพ” ให้เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะการแสดงผลลัพธ์เชิงนโยบายและประสิทธิภาพการบริหารอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรักษาภาพลักษณ์ “พูดแล้วทำ” และตอบสนองความคาดหวังของผู้ลงคะแนนเสียง รวมถึงกลุ่มชนชั้นกลางและภาคธุรกิจที่หันมาให้การสนับสนุนมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม แม้พรรคจะชนะอย่างชัดเจนในระบบเขต แต่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อเพียง 19 ที่นั่ง การดึงพรรคที่มีฐานเสียงบัญชีรายชื่อเข้าร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยและพรรคขนาดเล็ก จะช่วยเสริมความชอบธรรมเชิงโครงสร้าง ทำให้รัฐบาลมีภาพเป็น รัฐบาลแห่งฉันทามติ มากกว่ารัฐบาลของพรรคเดียว และสะท้อนความหลากหลายของเสียงประชาชนในระดับประเทศ

    สำหรับโจทย์สำคัญต่อจากนี้ คือการแปลงชัยชนะทางการเมืองให้เป็นความสำเร็จด้านการบริหาร โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงและเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนจับตามองมากที่สุด ดร.สติธร เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยควรมุ่งดูแลงานหลักทั้งสองด้าน และจัดทีมรัฐมนตรีที่มีความเชี่ยวชาญจริงเข้าทำงาน

    ทั้งนี้ แนวทางที่เหมาะสมคือการบริหารแบบ “คลัสเตอร์กระทรวง” ที่เน้นการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างหน่วยงาน มากกว่าการทำงานแบบต่างคนต่างทำ เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายมีเอกภาพและเกิดผลลัพธ์ชัดเจน หากสามารถสร้างระบบการทำงานที่บูรณาการได้จริง จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์จากพรรคการเมืองฐานต่างจังหวัด ไปสู่พรรคระดับชาติที่มีศักยภาพแก้ปัญหาประเทศอย่างครบวงจร

    ดร.สติธร ระบุด้วยว่า หากรัฐบาลสามารถสร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพยาวนาน แต่ยังเพิ่มโอกาสให้พรรคภูมิใจไทยกลับมาชนะการเลือกตั้งในอนาคตได้อีกครั้ง โดยการเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงชัยชนะเชิงจำนวนที่นั่ง แต่เป็นบททดสอบว่าพรรคจะสามารถยกระดับจากผู้ชนะทางการเมือง ไปสู่ผู้บริหารประเทศอย่างมืออาชีพได้หรือไม่. ///


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/543033.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04YeoPdO-qP-A3aeCo9TVm